บทที่ 13 ข้าจะกินข้าวเป็เพื่อนเ้าทุกมื้อ ยามที่เ้าอยู่ข้างกายข้า
เซียวจิ้งเสวียนปรายตามองลู่ชิง เอ่ยเสียงเข้ม "รีบตามหาอาจารย์ของนางให้พบโดยเร็วที่สุด"
"ใต้เท้า หรานหร่านกำพร้าพ่อแม่ ซ้ำยังติดท่านแจ หากจะให้นางอยู่ข้างกายท่านมิได้หรือขอรับ?" ลู่ชิงก้มหน้าเอ่ยเบา ๆ
เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าเซียวจิ้งเสวียนเริ่มแปรเปลี่ยน จึงลองหยั่งเชิงถาม "หรือใต้เท้าเกรงว่านางจะพลอยติดร่างแหไปด้วย?"
เซียวจิ้งเสวียนเม้มปากแน่น ไม่ตอบคำ
ลู่ชิงติดตามรับใช้เซียวจิ้งเสวียนมาเจ็ดปี เพียงเห็นสีหน้าเช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าตนเดาถูก
ตระกูลเซียวเป็ตระกูลขุนนางที่มีความดีความชอบในการก่อตั้งแผ่นดิน ฮ่องเต้พระราชทานบรรดาศักดิ์เจิ้นกั๋วกงให้ บุตรหลานตระกูลเซียวล้วนเก่งกาจสามารถ ทว่ากลับถูกคนชั่วใส่ร้ายป้ายสี จนบัดนี้ล้มตายบ้าง าเ็บ้าง บ้านแตกสาแหรกขาดบ้าง
เซียวจิ้งเสวียนเอง ในเวลาเพียงหกปี จากซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงผู้เปี่ยมด้วยพร์และอนาคตไกล ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการขั้นสาม กลับตกอับกลายเป็ขุนนางท้องถิ่นขั้นเก้าตัวเล็ก ๆ
ซ้ำร้ายเมื่อถูกเนรเทศมายังเมืองยงหลิน คนพวกนั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยวาง ยังคงจ้องจะเล่นงานเขาและตระกูลเซียวให้สิ้นซาก
เพื่อไม่ให้คนรอบข้างต้องเดือดร้อน ฮูหยินทั้งหลายจำต้องตัดขาดความสัมพันธ์กับบ้านเดิม
คุณชายทั้งหลายต่างก็ทยอยถูกส่งตัวไปหลบซ่อนยังที่ปลอดภัย
บัดนี้จู่ ๆ ก็มีเ้าก้อนแป้งน้อยโผล่เข้ามา ใต้เท้าย่อมไม่อยากดึงนางเข้ามาเสี่ยงอันตรายด้วยเป็แน่
"ใต้เท้า หรานหร่านทั้งเป็วรยุทธ์และรู้วิชาแพทย์ นางดูแลตัวเองได้นะขอรับ! ดีไม่ดี นางอาจจะช่วยแบ่งเบาภาระท่านได้เหมือนวันนี้อีกก็ได้"
เซียวจิ้งเสวียนใช้ดวงตาดำขลับจ้องมองเขา เอ่ยเสียงเ็าออกมาเพียงสองคำ "หุบปาก!"
ลู่ชิง "..."
"ไปดูนางซิว่าตื่นหรือยัง? แล้วรีบสืบเื่อาจารย์ของนางให้กระจ่าง"
"ขอรับ ใต้เท้า"
หรานหร่านหลับลึกยาวนาน จนกระทั่งยามพลบค่ำจึงตื่นขึ้นเพราะความหิว นางลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างงัวเงีย
ภายในห้องจุดเทียนสว่างไสว เห็นเซียวจิ้งเสวียนนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ ดวงตาของหรานหร่านก็เป็ประกายวาววับ ร้องเรียกเสียงหวาน "ท่านพ่อ!"
หัวใจเซียวจิ้งเสวียนกระตุกวูบ ค่อย ๆ วางหนังสือลง หันไปมองก็เห็นเ้าก้อนแป้งน้อยค่อย ๆ ปีนลงจากเตียงอย่างทุลักทุเล แล้ววิ่งต๊อกแต๊กมาหา กอดขาเขาไว้ เอาหัวทุย ๆ ถูไถไปมาอย่างออดอ้อน
"ท่านพ่อเฝ้าหรานหร่านอยู่หรือเ้าคะ?" เ้าก้อนแป้งน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสุกสกาวจ้องมองเขาตาแป๋ว
ใจเซียวจิ้งเสวียนอ่อนยวบ ไม่ได้ตอบคำถาม แต่ถามกลับเสียงทุ้ม "รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?"
"มีเ้าค่ะ!"
หรานหร่านชี้ไปที่พุงกลมป่องของตน "ตรงนี้ไม่สบายเ้าค่ะ!"
เซียวจิ้งเสวียนขมวดคิ้วมุ่น อุ้มนางขึ้นมานั่งบนตัก มือใหญ่ลูบท้องน้อย ๆ ของนางเบา ๆ พลางะโเรียก
"ลู่ชิง ไปตามหมอมาที"
"ขอรับ!" ลู่ชิงขานรับจากด้านนอก แล้วถามต่อด้วยความเป็ห่วง "ใต้เท้า หรานหร่านเป็อะไรหรือขอรับ?"
เห็นท่าทางเป็ห่วงเป็ใยของเซียวจิ้งเสวียน หรานหร่านก็หัวเราะคิกคัก ซุกหน้าลงกับอกกว้าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข "ท่านพ่อ ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ แค่หิวข้าวนิดหน่อย!"
เซียวจิ้งเสวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่งใหม่ "ยกสำรับอาหารที่เตรียมไว้ในครัวออกมาให้หมด!"
"ขอรับ"
ลู่ชิงได้ยินว่าเ้าก้อนแป้งน้อยแค่หิว ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ชั่วพริบตา อาหารก็ถูกลำเลียงมาวางเต็มโต๊ะ
หรานหร่านเห็นอาหารตรงหน้าก็น้ำลายสอ กลืนน้ำลายเอือกใหญ่
เซียวจิ้งเสวียนตักข้าวใส่ชามวางตรงหน้านาง "กินเถอะ ของเ้าทั้งหมด"
เ้าก้อนแป้งน้อยยิ้มตาหยี "ท่านพ่อกินหรือยังเ้าคะ?"
"กินแล้ว!"
เซียวจิ้งเสวียนตอบสั้น ๆ
"เ้าค่ะ!"
เ้าก้อนแป้งน้อยพยักหน้าหงึกหงัก สีหน้าสลดลงเล็กน้อย ดวงตาคู่โตฉายแววเว้าวอน "ต่อไปนี้ท่านพ่อกินข้าวพร้อมหรานหร่านทุกมื้อได้หรือไม่เ้าคะ? หรานหร่านชอบท่านพ่อ!"
เมื่อสบตาดำขลับคู่นั้น เซียวจิ้งเสวียนก็ไม่อาจเอ่ยคำปฏิเสธได้ลงคอ จึงตอบเสียงขรึม "ยามที่เ้าอยู่ข้างกายข้า ข้าจะกินข้าวเป็เพื่อนเ้าทุกมื้อ!"
"ท่านพ่อใจดี!"
เ้าก้อนแป้งน้อยดีใจจนเนื้อเต้น โผเข้ากอดเซียวจิ้งเสวียน แล้วหอมแก้มเขาฟอดใหญ่
ยังไม่ทันที่เซียวจิ้งเสวียนจะตั้งตัว นางก็ผละออก ก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างว่าง่าย
ถึงแม้จะไม่ได้กินด้วยกันทุกมื้อ แต่ขอแค่นางพยายามอยู่ข้างกายท่านพ่อตลอดเวลาก็ใช้ได้แล้วไม่ใช่หรือ?
หรานหร่านฉลาดจริง ๆ!
ไม่นานนัก หรานหร่านก็กวาดอาหารบนโต๊ะจนเกลี้ยง พุงป่องจนกลมดิก
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเซียวจิ้งเสวียนตื่นขึ้นมา ก็พบว่าเ้าก้อนแป้งน้อยแอบเข้ามาในห้องและปีนขึ้นมานอนบนเตียงเขาอีกแล้ว
สิ่งที่น่าแปลกใจคือ สองคืนที่ผ่านมาที่มีเ้าก้อนแป้งน้อยนอนอยู่ข้าง ๆ เขากลับหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
มองดูเ้าก้อนแป้งน้อยที่นอนคว่ำหน้าหลับปุ๋ย น้ำลายยืดราวกับลูกหมูน้อย เขากลับไม่รู้สึกรังเกียจเหมือนแต่ก่อน ซ้ำยังรู้สึกว่านางน่ารักน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ
เขาไม่ได้ปลุกนาง ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาแล้วตรงไปที่ห้องหนังสือ
ยามนั้น ณ หน้าประตูที่ว่าการอำเภอ
ปลัดหลิวเดินมาเจอกับสมุห์บัญชีหวาง
สมุห์บัญชีหวางกระซิบถามเสียงเบา "ปลัดหลิว ได้ยินเื่เมื่อวานแล้วใช่ไหมขอรับ?"
สีหน้าปลัดหลิวเคร่งขรึมลงเล็กน้อย แต่ทำทีเป็ไม่ใส่ใจ "ทำไม? เ้าเชื่อข่าวลือไร้สาระพวกนั้นด้วยรึ? เด็กตัวแค่นั้นจะรู้วิชาแพทย์? น่าขันสิ้นดี"
สมุห์บัญชีหวางแย้ง "แต่ข้างนอกเขาลือกันให้แซ่ด ดูน่าเชื่อถืออยู่นะขอรับ"
ปลัดหลิวแค่นเสียง "ก็แค่เพราะมีท่านหมอผู้เฒ่าสวี่อยู่ด้วยต่างหาก!"
ได้ยินดังนั้น สมุห์บัญชีหวางก็เอ่ยอย่างนอบน้อม "ปลัดหลิวพูดถูกขอรับ แต่ว่า... เมื่อวานใต้เท้าเซียวได้ช่วยเหลือฮูหยินสวีไว้ ฮูหยินสวีเป็คนรู้คุณคน ภายหน้าเกรงว่า..."
"กลัวอะไรกัน!" แววตาของปลัดหลิวฉายแววอำมหิต ลูบหนวดเหนือริมฝีปาก "นางก็แค่สตรีตัวคนเดียว สมาคมการค้าไม่ใช่ที่ที่นางจะมาบงการได้ ตอนนี้แม่ม่ายลูกติดอย่างนาง จะรักษาตำแหน่งในสมาคมไว้ได้หรือไม่ยังไม่รู้เลย!"
"ปลัดหลิวพูดถูกขอรับ พูดถูก!" สมุห์บัญชีหวางรีบผสมโรง
ทั้งสองเพิ่งจะสนทนาจบ ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งแล่นมาจอดอยู่ไม่ไกล
จากนั้นก็เห็นชายชราผมขาวหน้าตาอิ่มเอิบ เข็นรถเข็นที่มีเด็กหนุ่มนั่งอยู่ลงมาจากรถม้า
"นั่นท่านหมอผู้เฒ่าสวี่กับคุณชายสวี่นี่นา!" สมุห์บัญชีหวางร้องอุทาน
"ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ขอรับ?" ปลัดหลิวแบกพุงพลุ้ยเดินรี่เข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่เห็นท่าทางของปลัดหลิวแล้วก็นึกรังเกียจ สายตาฝ้าฟางชำเลืองมองพุงโต ๆ ของอีกฝ่าย ลูบเคราพลางหัวเราะในลำคอ "ปลัดหลิว ท้องโตขนาดนี้ใกล้คลอดแล้วกระมัง!"
รอยยิ้มบนหน้าของปลัดหลิวแข็งค้างไปทันที
แต่เพียงชั่วพริบตา เขาก็ปั้นหน้ายิ้มแย้มขึ้นมาใหม่ "ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ล้อเล่นแล้ว ล้อเล่นแล้วขอรับ!"
สวี่เหยียน คุณชายสวี่ที่นั่งอยู่บนรถเข็นเบะปาก สีหน้าฉายแววเหยียดหยามอย่างชัดเจน
สมุห์บัญชีหวางเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเปลี่ยนเื่ "ไม่ทราบว่าท่านหมอผู้เฒ่าสวี่กับคุณชายสวี่มาที่ว่าการอำเภอด้วยธุระอันใดหรือขอรับ? หากมีสิ่งใดให้พวกเราช่วย เพียงส่งคนมาบอกกล่าวก็พอ ไม่เห็นต้องลำบากมาด้วยตนเองเลย"