ตอนที่ 6
น่องไก่ย่าง
เสี่ยวเฉินได้ยินคุณชายบอกว่านกที่เขาเห็นคือไก่ป่า ก็น้ำลายไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ที่ผ่านมาเขาได้กินแค่โจ๊กใสจางไม่ต่างจากน้ำข้าว ส่วนเนื้อไม่ได้ตกถึงท้องมาเป็ปีแล้ว ตอนนี้แทบจะเห็นน่องไก่ลอยอยู่ตรงหน้า
“แล้วเราจะทำอย่างไรดีขอรับ ข้าอยากกินน่องไก่…”
“เ้าอยู่นิ่ง ๆ อย่าเสียงดัง” จางมู่หลินกำชับ ก่อนจะขยับตัวเข้าใกล้โดยอาศัยต้นไม้ช่วยบดบังและพยายามไม่ได้เกิดเสียง เขาก้มลงหยิบก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมา ก่อนจะขว้างออกไปสุดแรง โดยเล็งไปที่ไก่ป่าตัวใหญ่สุด
ไก่ตัวที่ถูกหินก้อนใหญ่กระแทกล้มลงและชักกระตุกอยู่หลายที ก่อนจะแน่นิ่งไป ส่วนไก่ตัวอื่นใจนแตกกระเจิง กระพือปีกหนีไปอย่างรวดเร็ว
จางมู่หลินใช้พลังธาตุไม้ที่ฟื้นกำลังขึ้นมาบางส่วน ควบคุมเถาวัลย์บริเวณนั้นให้รัดขาไก่สองตัวเอาไว้ได้ ทำให้พวกมันได้แต่กระพือปีกดิ้นรนแต่ไม่สามารถหลุดไปได้
“!!”
เสี่ยวเฉินที่อยู่ด้านหลังได้แต่มองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ปากของเด็กน้อยอ้าค้างไม่ยอมหุบ กว่าจะตั้งสติได้ ก็เห็นคุณชายเข้าไปจัดการใช้เถาวัลย์มัดไก่ทั้งสามตัวแล้ว
“คุณชาย!” เขาส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจพลางวิ่งเข้าไปหา “คุณชายทำได้อย่างไรขอรับ!?”
“เป็แค่เื่บังเอิญเท่านั้น ข้าก็ไม่คิดว่าแค่ขว้างก้อนหินออกไปส่ง ๆ จะถูกตัวไก่ด้วย ส่วนอีกสองตัวที่เหลือก็บังเอิญถูกเถาวัลย์รัด ทำให้หนีไปไหนไม่ได้ โชคเข้าข้างเราแล้ว…” จางมู่หลินหาข้ออ้าง รู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดจะถูกเสี่ยวเฉินนำไปเล่าต่อให้แม่นมหวังฟัง โดยที่เขาไม่ต้องหาข้อแก้ตัวอีก
“ถึงอย่างนั้นคุณชายก็ยอดเยี่ยมอยู่ดี!” เสี่ยวเฉินพูดด้วยน้ำเสียงเทิดทูน รับเอาไก่ทั้งสามตัวที่ถูกเถาวัลย์มัดแน่นมาถือไว้ด้วยความตื่นเต้น ต่อให้คุณชายบอกว่าเป็เื่บังเอิญ แต่เขาก็คิดว่าอีกฝ่ายยอดเยี่ยมมาก ถ้าให้เขาเป็คนขว้างก้อนหิน อย่าว่าแต่จะถูกตัวไก่เลย แค่ขว้างได้ไกลเกินห้าก้าวก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว
“เรากลับกันเถอะ แม่นมจะได้ไม่เป็ห่วง” จางมู่หลินปัดเศษดินออกจากมือ พลางเดินกลับไปยังทิศทางเดิมที่พวกเขามา
อันที่จริงเขาอยากเก็บสมุนไพรและผักป่าหลายอย่างที่กินได้ กลับไปให้แม่นมหวังทำอาหารด้วย แต่ตอนนี้เขาเป็เพียงแค่ ‘คุณชายที่เพิ่งหายป่วย’ แทบไม่เคยเจอโลกภายนอกด้วยซ้ำ จะไปรู้จักสมุนไพรหรือผักป่าได้อย่างไร
แต่พอเหลือบไปเห็นต้นไผ่และหน่อไม้ เขาก็ตาลุกวาว รีบเรียกเสี่ยวเฉินให้ช่วยกันหักเอาหน่อไม้ติดมือกลับไปหลายหน่อ
ต่อให้ต้องแกล้งทำเป็ไม่รู้จักสมุนไพรและผักป่า แต่แค่หน่อไม้คงไม่เผยพิรุธอะไร เพราะใครบ้างที่ไม่รู้จักต้นไผ่หรือหน่อไม้ ขนาดเสี่ยวเฉินยังรู้จักเลย
ในใจจางมู่หลินตั้งมั่นว่า ต้องรีบหาข้ออ้างหรือหาเหตุผลมาสนับสนุนเื่ที่เขาจะแสดงความสามารถด้านสมุนไพร และพลังที่เพิ่มทุกวันให้ได้ ไม่ใช่แค่กับเสี่ยวเฉินและแม่นมหวัง แต่รวมไปถึงเื่ในภายภาคหน้าที่ต้องวางแผนให้ดีด้วย…
❈
แม่นมหวังที่กังวลและเป็ห่วงจนไม่เป็อันปักผ้า เอาแต่ชะเง้อคอมองไปทางประตูด้านหลังเรือน ตอนแรกนางคิดว่าบุตรชายกับคุณชายไปเดินเล่นกันที่ริมลำธารด้านหลัง แต่พอเดินไปดูกลับไม่เจอ ทำให้ตอนนี้นางเป็ห่วงและกังวลมาก
“ท่านแม่ พวกข้ากลับมาแล้ว!” เสี่ยวเฉินส่งเสียงมาก่อนตัว พอเข้าประตูมาก็รีบอวดไก่ป่าตัวอ้วนสามตัวในมือ ไก่ทั้งสามตัวออกจะหนักอยู่บ้าง เขาถือลงเขามารู้สึกเมื่อยไม่น้อย แถมยังต้องหอบหน่อไม้อีกหลายหน่อที่ยืนกรานไม่ยอมให้คุณชายช่วยถือ พอกลับมาถึงจึงแทบหมดแรง
“ไก่ป่า? ไปเอามาจากที่ใด!?” แม่นมหวังใจนลืมเื่ที่จะบ่นบุตรชายไปเสียสิ้น นางเห็นคุณชายเดินตามหลังเข้ามาโดยไม่มีาแหรือท่าทางหมดแรง ก็ค่อยวางใจลง ก่อนจะหันมาถามบุตรชาย
“เ้าพาคุณชายไปทีู่เาด้านหลังมารึ?”
“ข้าเป็คนรบเร้าพาเสี่ยวเฉินไปเอง” จางมู่หลินเห็นเด็กน้อยย่นคอหวาดกลัวที่ถูกดุ แต่ก็ไม่กล้าปริปากแก้ตัว จึงเอ่ยปากขึ้น พอเห็นแม่นมทำท่าจะพูดอะไร เขาจึงรีบพูดอีกครั้ง “แม่นม ข้าหิวแล้ว ช่วยนำไก่กับหน่อไม้ไปจัดการได้หรือไม่?”
“ได้เ้าค่ะ ๆ เดี๋ยวบ่าวจะรีบไปทำอาหารให้เดี๋ยวนี้” แม่นมหวังรับเอาไก่กับหน่อไม้มาจากบุตรชาย แล้วกุลีกุจอเข้าครัวไป
นางจำคำกำชับของคุณชายก่อนหน้านี้ได้ ที่บอกว่าอย่าให้ถิงเอ๋อร์แตะต้องหรือทำอาหาร ถึงไม่เข้าใจว่าทำไม แต่นางก็ทำตามแต่โดยดี เวลาเข้าครัวหรือทำอาหารจึงไม่ได้เรียกถิงเอ๋อร์มาช่วย แต่หันมาเรียกบุตรชายแทน
ถึงแม้เสี่ยวเฉินจะรู้สึกเหนื่อยและหมดแรงอยู่บ้าง แต่พอคิดว่าจะได้กินน่องไก่ย่าง ก็รีบเข้าไปช่วยมารดาด้วยความเต็มใจ แถมยังคุยโวเื่ที่คุณชายขว้างก้อนหินใส่ไก่ป่าออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
ตอนแรกแม่นมหวังยังสงสัยว่าไก่ป่ามาจากที่ใด พอได้ยินที่บุตรชายพูดก็พยักหน้าเข้าใจ รู้สึกเหมือนกันว่าคุณยายยอดเยี่ยมมาก ความกังวลและเป็ห่วงคลายลงไปมากโข
ใช้เวลาไม่นานไก่ย่างกับน้ำแกงไก่ใส่หน่อไม้ก็เสร็จ แม่นมหวังให้บุตรชายยกสำรับอาหารเข้าไปให้คุณชายในห้อง ส่วนตนเองอยู่เก็บกวาดห้องครัว
เสี่ยวเฉินยกสำรับอาหารเข้ามาในห้องให้คุณชาย แล้วนั่งรอคอยรับใช้อยู่ด้านข้าง สายตาเอาแต่จดจ้องอยู่ที่ไก่ย่างในจาน พลางใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำลายที่ไหลออกมาเงียบ ๆ
“ไปตักข้าวมากินด้วยกันกับข้า” จางมู่หลินเห็นเ้าเด็กทึ่มนั่งน้ำลายไหลอยู่ด้านข้าง ท่าทางหิวโหยจนดูน่าสงสาร ก็เอ่ยปากชวน
“ทำแบบนั้นไม่ได้ขอรับ…” เสี่ยวเฉินส่ายหน้าปฏิเสธ ถึงจะหิวมากแค่ไหน แต่ต้องรอให้คุณชายกินเสร็จก่อนพวกเขาถึงจะกินได้
“ไปตักข้าวมา”
คราวนี้น้ำเสียงคุณชายฟังดูคล้ายออกคำสั่งและไม่ยอมให้ขัดขืน เขาจึงจำต้องไปตักโจ๊กในส่วนของตัวเองมา
จางมู่หลินคีบน่องไก่ชิ้นใหญ่ที่สุดใส่ในชามของอีกฝ่าย ก่อนจะออกคำสั่ง “กินสิ”
“ขะ...ขอบคุณขอรับ…” เสี่ยวเฉินคีบน่องไก่ขึ้นมาแทะ จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด “อะ...อร่อยมาก...ข้าไม่เคยกินน่องไก่ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน...”
ถึงแม้ว่าก่อนที่จะถูกส่งตัวมาอยู่ชนบท เขาจะเคยได้กินอาหารและของดีมาไม่น้อย แต่นั่นมันผ่านมาหลายปีแล้ว เขาจดจำรสชาติของเนื้อไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ พอได้มากินน่องไก่ย่างที่ทั้งหอมและอร่อยแบบนี้ น้ำตาจึงไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เด็กโง่ แค่นี้ก็ร้องไห้แล้ว ต่อไปข้าจะทำให้เ้าได้กินเนื้อทุกวัน” จางมู่หลินวางตะเกียบและลูบศีรษะปลอบเด็กที่กำลังร้องไห้ ไม่รู้สึกว่าการที่ตัวเองเรียกเสี่ยวเฉินที่อายุเท่ากันว่าเด็กมีอะไรแปลกตรงไหน เพราะถ้าเทียบกับิญญาเขาที่บำเพ็ญเพียรมาหลายสิบปี เสี่ยวเฉินก็ยังเป็เด็กน้อยจริง ๆ
“คะ…คุณชาย” เสี่ยวเฉินร้องไห้โฮ วางชามข้าวกับตะเกียบแล้วโผเข้ากอดแขนคุณชายทั้งที่น้ำหูน้ำตาไหล “ข้าจะติดตามคุณชายไปชั่วชีวิตเลยขอรับ!”
“พอแล้ว ไม่ต้องร้องแล้ว กินข้าวเถอะ” จางมู่หลินดันศีรษะอีกฝ่ายออกพลางพูด “เช็ดน้ำมูกน้ำตาซะ”
“...”
เสี่ยวเฉินพยักหน้าพลางใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาลวก ๆ ก่อนจะยกชามข้าวกินมากินอย่างว่าง่าย ในใจตั้งมั่นว่าจะต้องคอยรับใช้คุณชายให้ดี
แม่นมหวังที่อยู่หน้าประตูและได้ยินได้เห็นทุกอย่าง ยกมือขึ้นปาดน้ำตาเงียบ ๆ รู้สึกว่าคุณชายเติบโตเป็ผู้ใหญ่และเข้มแข็งขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนเช่นนี้ ถ้าฮูหยินที่อยู่บน์รับรู้ได้คงต้องดีใจมากเป็แน่
และนางยังรู้สึกได้ว่าชีวิตต่อจากนี้ของตนกับบุตรชาย มีที่ให้พึ่งพิงแล้ว...
โปรดติดตามตอนต่อไป
แง ในที่สุดทั้งสองคนก็ได้กินเนื้อแล้ว กินเยอะๆนะ จะได้โตไว ๆ ตอนนี้ขาดสารอาหารหมดแล้ว
จางมู่หลินคนเดิมกับเสี่ยวเฉินอายุเท่ากัน คือ 13 ปี แต่ิญญาจางมู่หลินที่มาจากโลกบำเพ็ญเพียรมีอายุหลายสิบปี จึงมองเสี่ยวเฉินว่ายังเป็เด็กน้อยอยู่