ตอนที่8
ทดสอบ1
เมื่อมีใครเอ่ยคำว่า‘บาเซนไฮด์’ออกมามักเป็ตัวเลือกแรกๆที่คนในโอไรอัสเกินครึ่งล้วนอยากส่งบุตรหลานเข้าเรียน ด้วยดีกรีของเด็กเมื่อจบที่นี่ล้วนไม่ทำให้ผิดหวังแถมยังได้เป็ประชากรที่นั่นอีก
แต่แน่นอนการคัดคนให้เข้าเรียนได้ก็ต้องไม่ธรรมดา ค่าใช้จ่ายไม่ใช่ปัญหาเพราะโรงเรียนนี้มีทุนจ่ายให้ฟรี ชนชั้นจึงไม่เกี่ยง เืแท้เืครึ่งเผ่าอะไรไม่ใช่ปัญหา เพราะที่นี่สนใจเพียง‘คนที่เหมาะสมกับการเป็ประชากรในอนาคตของเมือง
คำพูดปากต่อปากทำให้เสียงลือเสียงเล่าอ้างกล่าวว่ามีเพียงเด็กที่เก่งล้นฟ้าและอัจฉริยะที่เข้าเรียนได้ แต่ความจริงแล้วผิดถนัด!
หารู้ไม่พวกเก่งล้นฟ้าโดนไล่ออกมาหรือสอบไม่ผ่านกันเยอะมากไม่งั้นคงไม่เหลือสีสัน?มาแข่งกับโรงเรียนทั่วโลกได้ทุกปี
ความจริงโรงเรียนนี้ค่อนข้างรับเด็กง่ายทีเดียวหากเทียบกับโรงเรียนชั้นนำของทวีปอื่น เพราะเงื่อนไขมีแค่4ข้อ
1.ต้องเขียนภาษากลางและมีชื่อที่เขียนได้ เพราะโรงเรียนใช้เป็ภาษานี้เป็หลักในการสื่อสารประจำวันเว้นแต่ในวิชาเรียนเฉพาะ ถ้าพูดไม่ได้ไม่เป็ไรโรงเรียนมีเครื่องมือช่วยสื่อสารหลายแบบ
2.ต้องจำแลงร่างมนุษย์ตลอดเวลาเรียน เว้นแต่ผู้สอนอนุญาตใช้อุปกรณ์หรือพลังแฝงช่วยได้ เวลาพักหรือเหตุสุดวิสัยอนุโลมให้คืนร่าง
3.อายุทางกายภาพเริ่มต้นที่มาเรียนโรงเรียนนี้ ต้องอยู่ระหว่าง15-20ปี
4.สำหรับคนไม่มีบัตรเชิญ หาทางเข้าโรงเรียนเอาเอง อิอิ
..............................................
ตอนเช้าตรู่ของยูโทเปียผู้คนเดินพลุกพล่านต่างรีบเร่งไปทำงานครุสยังคงตื่นไม่เต็มตามือหนึ่งถือแก้วกาแฟเย็นที่เพิ่งซื้อมาดื่มมือหนึ่งถือต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องมาที่นี่ บัตรเชิญเ้าปัญหาเอาขึ้นมาอ่านทบทวนรายละเอียด สวัสดิการของโรงเรียนนี้มันดีจนคนได้บัตรเชิญฟรีอย่างเขา ได้แต่คิดว่าถ้าไม่มีคำว่าบาเซนไฮด์หรือ ยูโทเปียขึ้นมา แล้วครอบครัวเขาบังคับให้มาเรียน นี่มันขบวนการต้มตุ๋นข้ามชาติล่อลวงเด็กวัยขบเผาะมาทำเื่ลับๆล่อๆที่เกาะกลางทะเลชัดๆ
ตุบ
เสียงคนเดินชนอะไรบางอย่างทำให้ครุสละความสนใจจากสิ่งที่ถืออยู่ก่อนจะทำหน้างงปนอึ้ง ว่าบนโลกนี้ยังมีคนที่อ่านหนังสือพร้อมกับเดินไปได้อยู่ด้วยถึงจะคิดอย่างนั้นเ้าตัวก็เก็บบัตรเชิญในมือ เดินเข้าไปช่วยตามมารยาท
“นี่ ลุกไหวไหมครับ” เด็กหนุ่มยื่นมือที่ว่างข้างหนึ่งไปหา
“เอ่อ ขอบคุณค่ะ คุณ….ผู้ชาย?”เด็กสาวเงยหน้ามอง ดูท่าจะอ่อนกว่าเขาสักสองสามปีถ้าไม่นับหน้าม้าที่ยาวจนแทบจิ้มตา กับแว่นใหญ่หนาเตอะจนน่าสงสารจมูกเล็กๆอีกฝ่ายก็คงเป็เด็กน่ารักพอสมควร
เ้าตัวลุกขึ้นเองโดยไม่จับมือทำให้เด็กหนุ่มเสียอาการเล็กน้อยที่อีกฝ่ายไม่รับไมตรีหล่อนจัดผมดำยาวที่ยุ่งเล็กน้อยจากการหกล้ม หยิบหนังสือเล่มเท่าหมอนขึ้นมากอดแนบอกจากนั้นมองมาที่เขาด้วยดวงตาน้ำเงินเข้มดุจไพลิน
“คุณมองเห็นฉันได้ยังไงคะ รู้จักฉันเหรอคะ”เด็กสาวถามด้วยความสงสัย แต่ในแววตาเข้มลึกแฝงแววคาดคั้นทำให้ครุสคิดขึ้นได้ว่าการเธอเดินชนเสาไฟฟ้าแบบนี้ควรจะมีเสียงหัวเราะครืนหรือสายตาของฝูงชนที่เดินพลุ่กพล่านบ้าง แต่นี่กลับเงียบสนิทผู้คนต่างเดินผ่านไปมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ราวกับเธอไม่มีตัวตน
"อ่า อาจเป็เพราะผมสามารถเห็นผีได้มั้งครับ"ครุสตอบกลับด้วยน้ำเสียงติดตลกขำขันแต่ในใจอดระแวงไม่น้อย กำลังคิดว่าคนตรงหน้าเป็ผีจริงๆหรือเขาหลอนไปเองเพราะนอนดึก
"ขอบคุณ และขอโทษที่ถามอะไรแปลกๆนะคะ"พูดจบเด็กสาวกับหนังสือก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วโดยที่ครุสไม่ทันได้ถามว่าเธอคนนั้น.....คือใคร
‘จะว่าไปก็รู้สึกคุ้นหน้าแปลกๆแฮะ’
เมื่อเ้าตัวเค้นหัวคิดกลับปวดหัวอย่างน่าหงุดหงิดสุดท้ายจึงตัดสินใจรีบก้าวจ้ำอ้าวไปหากลุ่มเพื่อนใหม่ที่เดินนำหน้าไปไม่ไกล
“ครุสเร็วๆเข้าฉันกินลูกชิ้นหมดไป20ไม้แล้วนะกาแฟแค่แก้วเดียวนายยังดื่มไม่หมดอีกเหรอ”เครฟถามขณะกินไม้ที่21 อะไรมันจะกินเร็วขนาดนั้นได้เคี้ยวบ้างไหมนั่น
แต่ถึงยังไง การใช้จ่ายเงินในเมืองนี้สำหรับเขาค่อนข้างแปลกใหม่ทีเดียวเพียงแค่ััที่ลูกบาศก์เพื่อจ่ายเงิน ซึ่งแม่ค้าก็ต้องเปิดลูกบาศก์ด้วยคลื่นสัญญาณก็จะถูกส่งไปที่ลูกบาศก์ของแม่ค้าเพื่อคำนวนและดึงเงินจากลูกบาศก์เราไปจ่าย
ของที่นี่ถ้าเทียบกับเขตับ้านเขาถือว่าแพงทีเดียวหนึ่งเหรียญเงินแลกได้หนึ่งยูท ซึ่งกาแฟแก้วนี้ แถวบ้านเขาขายราคาเพียงแก้วละ1เหรียญเงิน หรือเทียบกับค่าเงินคือ1ยูทแต่ที่นี่ขายด้วยราคาถึง5ยูท ทั้งที่ความอร่อยก็เท่ากันวิธีชงและคั่วเหมือนกัน กาแฟใช้เมล็ดพันธุ์เดียวกัน แต่แพงกว่ากันถึง5เท่า
แต่ถึงอย่างนั้น จะตัดสินว่าของที่นี่แพงกว่าบ้านเขาถึง5เท่าไปเสียทุกอย่างก็ไม่ได้ แต่ละประเทศมีทรัพยากรไม่เท่ากันมีปัจจัยบางอย่างไม่เหมือนกัน อย่างค่ารถข้ามมหาสมุทรเข้าเมืองนี้ราคาเพียง20ยูท ทั้งที่ค่าซื้อม้าตัวหนึ่งอย่างถูกที่คนขี่ได้คือ1เหรียญทองหรือ100ยูท แถมยังต้องขี่เองอีก
ทว่าราคานั้นคือของเขตัที่คนไม่ค่อยขี่ม้ากันถ้าเป็ประเทศที่มีคนใช้ม้าเยอะ คนเลี้ยงม้าเยอะ ราคาซื้อก็จะถูกลงเช่นกันแต่แน่นอนอยู่ไกลโขมากอุปสรรคกว่าม้าจะมาถึงบ้านเขาค่าดูแลมันระหว่างทางไม่ให้ตายก่อนอาจแพงกว่า
"ฉันดื่มกาแฟเพราะง่วงไม่ใช่เพราะหิว"ครุสอธิบายสั้นๆเพราะไม่อยากเสียพลังสมองตอนเช้าเท่าไหร่ เดินตามถนนไปสักพัก เข้าซอยซอกตึกไปสักหน่อย พวกเขาก็ถึงจุดหมายนัดพบ
"ลูน่า นี่ประตูโรงเรียนงั้นเหรอ"เครฟละจากขนมเต็มมือถามอย่างไม่เชื่อสายตานักเพราะตรงหน้ารั้วคือป้ายที่เขียนว่าโรงเรียนบาเซนไฮด์และหลังมันรั้วควรจะเป็ตึกเรียนขนาดใหญ่แต่กลับมีเพียงที่ดินโล่งๆไร้ผู้คนหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ
“ไม่ละ-”ไม่ทันพูดจบประโยค บัตรเชิญในกระเป๋าก็ส่องแสงจ้านำพาให้ร่างเด็กหนุ่มอันตรธานหายไปตามด้วยร่างขององค์หญิงแวมไพร์ วงแก๊งที่เห็นล้วนสะดุ้งแตกตื่นเว้นแต่ลูซยังคงมองเพื่อนหายไปต่อหน้าอย่างนิ่งๆ คล้ายไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“ครุส/องค์หญิง!”
“……”
..............................................
เมื่อครุสและลูน่าหายไป คนที่ตั้งสติได้เร็วที่สุดคือคาเรนและกาโอทั้งคู่รู้ตัวว่าเป็สองคนที่คุยกันได้รู้เื่สุดในกลุ่มตอนนี้จึงปรึกษาหารือถึงเหตุผลที่สองคนหายไปซึ่งพอจะเดาได้ว่าเป็เพราะเป็บัตรเชิญนักเรียนพิเศษ
พวกเขารู้แค่ว่าบาเซนไฮด์อยู่ยูโทเปีย นอกนั้นก็ตามครุสกับลูน่ามาถึงที่นี่ตลอดทางเป็ไปได้ว่าหากอยากเข้าเรียนพวกเขาคงต้องหาทางสมัครเข้าบาเซนไฮด์แบบไม่มีข้อมูลเองอาจเป็บททดสอบแบบหนึ่ง ซึ่งบาเซนไฮด์ขึ้นชื่อเื่ความพิสดารอยู่แล้วคิดแบบนี้ก็ดูไม่เกินจริง
“ฉันว่ามันแปลกๆั้แ่เข้าซอยแล้วซอยเล็กมาก แถมลานกว้างตรงนี้เหมือนที่ดินเปล่าๆเฉยๆ มันไม่ได้ใหญ่พอจะทำโรงเรียน” คาเรนตั้งข้อสังเกต
“ลองหาเบาะแสแถวๆนี้ดูก่อนฉันพอคุยกับสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังได้ จะลองถามสัตว์ท้องถิ่นดู” กาโอเสนออย่างไม่คิดมากว่าภาพลักษณ์ที่ใช้ดึงดูดสาวจะเสีย เพราะยังไงก็จะไปเล็งที่โรงเรียนต่ออยู่แล้ว
“งั้นฉันจะไปถามหรือสังเกตคนแถวๆนี้ดูละกันเซเลน่าถ้าอยากเจอเ้านายก็ฝากเธอสำรวจหลังรั้วหน่อย ถ้ามีเบาะแสก็บอกฉันนะ” ที่คาเรนพูดแบบนี้เพราะรู้นิสัยองค์รักษ์สาวดีว่าไม่ถูกกับกาโอและเธอคงเป็คนเดียวในกลุ่มนี้ที่คุยกับหล่อนได้รู้เื่
“เออ ไม่ต้องย้ำหรอกน่า” เมื่ออีกฝ่ายไม่มีปัญหา เอลฟ์สาวจึงหันไปคุยกับคนใบ้เพียงคนเดียวในกลุ่มซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมอนี่ยังอยู่ในกลุ่มได้ยังไงจนถึงตอนนี้แต่หากยังทนอยู่กับเครฟได้คงไม่ธรรมดา
“ลูซ เห็นนายเขียนวงเวทได้ถ้าตรวจไอเวทแถวนี้แล้วมีอะไรผิดปกติ”เธอเว้นคิดหาคำชั่วครู่ “สะกิดหรือโบกมือก็ได้” กล่าวจบมองหน้าหล่อๆของอีกฝ่าย ดวงตาดำมืดดูกลืนอารมณ์ไปหมดไม่รู้ว่าได้ยินหรือคิดอะไรในหัวแต่ถ้าหมอนี่ไม่ช่วยเธอหน้าที่นี้ก็พอจะทำแทนได้อยู่
“ส่วนนาย” คาเรนชี้หน้าไปยังตัวปัญหา “ไปช่วยเซเลน่าห-” ยังไม่จบประโยคเครฟขัดทันทีเอลฟ์สาวผู้น้องคิ้วกระตุก จะทนฟังเธอคุยอะไรให้มันเป็เื่เป็ราวไม่ได้เลยรึไงห้ะ
“สั่งฉันทำไมเข้าไม่ได้ก็ดี ฉันจะได้กลับบ้านไปนอน” เครฟเถียงขัดขมวดคิ้วเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย
“พูดแบบนี้อยากโดนลุงเอาเื่เหรอ”คาเรนเตือนพร้อมกับอารมณ์ขุ่นมัวที่ค่อยๆก่อตัว “คิดว่ามานี่เพื่อเที่ยวรึไง”
สุดท้ายกาโอก็ต้องพูดกล่อมเอลฟ์หนุ่มแทนผู้เป็ฝาแฝดก่อนทั้งคู่จะทะเลาะกันจนเสียเื่โดยเอาของกินล่อเครฟ ซึ่งคาเรนก็บอกว่าจะจัดการเอง เอลฟ์หนุ่มจึงยอมอยู่กับเซเลน่า
“อย่ากระทืบมันตายล่ะ” กาโออดยั้งปากหยุดวิจารณ์ไม่ได้ องค์รักษ์สาวกอดอกพูดขู่
“อยากโดนเป็ตัวอย่างก่อนไหมล่ะ” ได้ฟังคำขู่สิงโตหนุ่มเพียงยักไหล่ก่อนหันหลังรีบก้าวจ้ำอ้าวหนีให้พ้นรัศมีโจมตีของเซเลน่าทุกคนจึงแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง
คาเรนลองไปถามคุณป้าในบ้านหลังหนึ่งในซอย ก็ได้คำตอบว่าที่ดินผืนนั้นเป็ที่ดินเปล่ามีเ้าของแต่ไม่รู้จัก ส่วนป้ายน่าจะพึ่งโผล่มาเมื่อไม่กี่วันก่อน
กาโอเดินไปคุยกับพวกจิ้งจกตรงผนังก่อนจะค่อยๆไล่นั่งคุยกับหมาแมวจรจัด ทีละตัวเรียกสายตาแปลกๆให้กับคนเดินผ่านไปมาเป็ระยะๆ
ส่วนลูซก็ยืนนิ่งๆเฉยคล้ายไม่ทำอะไร ใบหน้ายังคงนิ่งสนิทดุจรูปปั้น ทว่าดูองศาหัวคล้ายจะเงยขึ้นโดนแดดเล็กน้อย?ถ้าเ้าตัวเป็ต้นพืชคงเรียกได้ว่ากำลังสังเคราะห์แสงอยู่….
เซเลน่ากับเครฟเองก็ปีนรั้วเข้าไปสำรวจถ้าหากมีคนแจ้งความข้อหาบุกรุกที่ดินค่อยวิ่งหนีตำรวจเอาเซเลน่าคล้ายกำลังหาอะไรบางอย่าง ส่วนเครฟเดินแตะฝุ่นไปด้อมๆมองที่ป้ายสังกะสีบาเซนไฮด์เก๊บางๆยาวขนาดสองเมตรแล้วดึงออกก็พบว่ามันเบากว่าที่คิด
ด้านหลังป้ายนั้นมีแป้นกดรหัสหมายเลข0-9 และหน้าจอที่มีเลข0หกตัวประดับอยู่เ้าตัวทำท่ามือบอนจะกดปุ่ม ในพริบตามือเซเลน่าก็ยึดจับมือเครฟไว้ทัน ยังดีที่คาเรนกับกาโอยังไปไม่ไกลแค่ะโเรียกทั้งคู่ก็วิ่งมาหา
“เหมือนต้องใส่รหัสเป็ตัวเลขนะ”เซเลน่าเอ่ย คาเรนจึงสำรวจดูแป้นกดรหัสกาโอสังเกตเห็นท่าทีองค์รักษ์สาวดูไม่สงบ ลุกลี้ลุกลนคล้ายอยากจะพูดอะไรจึงเอ่ยทัก
“มีอะไร?” เมื่อเห็นสิงโตหนุ่มเป็ฝ่ายถามด้วยอคติองค์รักษ์สาวจึงเปลี่ยนท่าทีเป็กอดอกนิ่งเฉย
“เซเลน่า พูดมาเถอะ”คาเรนต้องเป็ฝ่ายคุยด้วยแทนถึงจะได้ความ เ้าตัวยอมเปิดปากเอ่ย
“ถ้าฉันจะบอกว่ารู้รหัสจากที่องค์หญิงบอกมา พวกเธอจะถามอะไรเซ้าซี้ไหม”
“หืม? เอาจริง-โอ้ย! อะไรของเธอเนี่ย” เมื่อเห็นกาโอจะพูดคาเรนรีบใช้ศอกกระทุ้งท้องขัดเพราะรู้ดีว่าเื่ไม่เดินแน่ๆถ้าหมอนี่พูดกับองค์รักษ์หญิง
“แล้วรู้ได้ไง”
“ฉันบอกไม่ได้แต่รหัสถูกแน่นอนฉันมั่นใจ ถ้าพวกเธอไม่ถามเซ้าซี้” เซเลน่าพูดทำให้ทั้งคู่อึกอักคิดไม่ตกว่าควรลองเสี่ยงดีไหม ทั้งสามเถียงกันอยู่พักหนึ่งเครฟจึงพูดขัดอย่างรำคาญ
“อะไรกันถ้าเซเลน่ารู้รหัสก็ให้เธอกดสิ จะได้จบๆ” เครฟพูดเข้าข้างเซเลน่าอย่างไม่คิดอะไรส่วนลูซยังคงยืนนิ่งเฉยคล้ายไม่มีส่วนร่วม
“เฮ้อ….เอาเหอะต่อให้ปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าอายุก็ยังไม่เกิน”คาเรนถอนหายใจอย่างยอมแพ้เพราะบาเซนไฮด์รับสมัครแค่วันนี้วันเดียวและต้องหาทางเข้าโรงเรียนให้เจอเธอมาเป็ครั้งแรก เบาะแสอะไรไม่มีจึงยอมลองดูทว่ากาโอกลับแย้ง
“แต่ปีนี้ปีสุดท้ายของฉันแล้วนะถ้ารหัสมันผิดขึ้นมาหรือมีอะไรผิดพลาด ไม่ใช่ว่าฉันต้องเสียโอกาสไปตลอดชีวิตเหรอเธอมีอะไรรองรับความเสี่ยงให้ฉันไหมล่ะ” สิงโตหนุ่มกอดอกพูดจริงจังเซเลน่าจึงเถียงกลับอย่างไม่ยอม
“ถ้าไม่เชื่อฉันนายก็ไปหาโรงเรียนคนเดียวเหมือนที่นายทำเองทุกปีสิ ปีนี้ฉันก็20แล้วเหมือนกัน ถ้ารหัสไม่ถูกอย่างน้อยก็สี่ปีแหละที่จะไม่ได้เจอองค์หญิง” เมื่อกาโอได้ยินดังนั้นจึงนิ่งคิดชั่วครู่ชั่งใจได้ก่อนจะพยักหน้าตกลงรับความเสี่ยง
.............................................
“เย้ย!”
เสียงอุทานใของครุสดังขึ้นเมื่ออยู่ๆมาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้ ตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ในห้องสีขาวแห่งหนึ่งมีแผ่นสีดำขนาดใหญ่แปะอยู่ตรงผนังห้อง ซึ่งเห็นั้แ่อยู่โรงแรมแล้ว สิ่งนี้คนที่นี่เอาไว้ติดตามข่าวสารน่าจะเรียกว่าโทรทัศน์มีหลอดไฟให้แสงสว่าง มีระบบระบายอากาศ และที่สำคัญห้องนี้ไม่มีประตูทางออก
“นี่เราโดนขังเหรอเนี่ย”ครุสขมวดคิ้วในใจแอบหวั่นๆพลางค้นกระเป๋ามิติเอาบัตรเชิญออกมาตอนนี้ตัวอักษรในบัตรเชิญเปลี่ยนไป เนื้อความเขียนว่าให้รอในห้องนี้ถึงสี่โมงเย็นจะแจ้งทางทีวีอีกที ก่อนถึงเวลาพักผ่อนตามอัธยาศัย
ตอนนี้แค่เจ็ดโมงเช้าเท่านั้นเขาคงต้องรออีกหลายชั่วโมง
บางทีเขาควรทดลองอะไรบางอย่างให้แน่ใจ
บัตรเชิญนี่เป็กระดาษที่มีส่วนประกอบของศาสตร์เวทย์ มันจึงไม่ยับโดนน้ำก็ไม่เปียก ฉีกก็ไม่ได้ความแข็งไม่ต่างจากเหล็กแต่น้ำหนักและผิวััไม่ต่างจากกระดาษทั่วไป
เด็กหนุ่มหยิบมันวางบนพื้นยังไงเขาไม่ได้พิสมัยกับการเข้าโรงเรียนนี้เท่าไหร่ อย่างน้อยเขาคงไม่โดนขังตายในที่นี่หรอกมั้งถ้าบัตรเชิญเกิดมีปัญหาขึ้น
เ้าตัวถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางหยิบมีดพกออกมา…..
…………………………….
“ว้าว….วาร์ปมาเลยหรือนี่” กาโออุทานทันทีที่เข้ามาห้องนี้เหมือนมีพลังบางๆทะลุผ่านตัวไปเมื่อมองไปรอบๆก็พบว่ามากันกลุ่มมากันครบ แสดงว่ารหัสนั้นถูกและไม่มีจำกัดจำนวนคนที่วาร์ปมาเนื่องจากพวกเขาตกลงจับมือกันไว้ระหว่างให้เซเลน่ากดรหัส
ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องเทพื้นปูนโล่งกว้าง ที่ถูกพามาเนื่องจากกดรหัสถูกในนี้มีผู้คนนับพันรุ่นราวคราวเดียวกันต่างเผ่าหลากรูปร่างกำลังนั่งบ้างยืนบ้างบินบ้างกดภาพโฮโลแกรมที่โพล่ขึ้นกลางอากาศบางตนก็ไม่กดเพียงกอดอกเดินไปมาแต่เ้าแผ่นนั้นก็ไม่หายตามแต่ละร่างในห้องนี้ไปเรื่อยๆ
“อะไรล่ะเนี่ย กระจกเหรอ” เครฟมองจอภาพโฮโลแกรมที่โพล่ขึ้นทันทีที่เข้ามาก่อนจะต่อยไปข้างหน้า หมัดนั้นทะลุภาพฉายไปอย่างง่ายๆดวงตาสีมะนาววาววับอย่างนึกสนุก “ว้าว แจ๋ว”
“ที่นี่ใช้เวทไม่ได้เลยแฮะ แรงกว่ามิติอากาศธาตุอีก”คาเรนพยายามเรียกหนังสือออกมาแต่ไม่ได้ผล ในใจแอบหวั่นๆไม่น้อย น่าจะเป็มิติพิเศษ
“เหมือนกัน ฉันก็ใช้พลังจิตไม่ได้ มึนหัวแปลกๆ” กาโอพูดพร้อมสังเกตจอโฮโลแกรมข้างหน้า มันถูกเขียนโดยภาษากลางเป็แบบสอบถามให้กรอกชื่อนามสกุลและตอบคำถามสุดพิสดาร ซึ่งมีทั้งอัตนัยและปรนัย
1.ท่านชอบกินผักหรือไม่
สิงโตบ้านเอ็งกินผักเรอะ แล้วคำถามนี้มีสาระประโยชน์ต่อสังคมรึไงกาโอโวยในใจ แต่ก็ัักดตอบข้อไม่ไปแต่โดยดี พร้อมลอบมองที่คำถามของคาเรนก็พบว่าไม่กวนเหมือนกับของเขาเลย
2.หากท่านได้ไปเดทกับคนที่ชอบ ท่านจะเลือกเดทที่ไหน
ข้อนี้เป็ข้อเขียน ด้วยหัวข้อถูกจริตกาโอจึงตั้งใจเขียนเป็พิเศษ….จนกระทั่งเจอข้อต่อไป
3.ไก่ตัวนี้มีขนกี่เส้น (มีรูปประกอบไก่หมุนได้360องศา)
คนเขียนบททดสอบสมองมีปัญหาแน่ๆ! ให้นับขนไก่ทั้งที่ไม่มีไก่เป็ตัวๆเนี่ยนะ!ไม่สิ ถึงมีไก่เป็ๆมาให้เขาก็ไม่นับหรอก!
4.ไก่เวลาโดนย่างมันเต้นท่าอะไร
ไม่รู้! รูดเสามั้ง คำถามบ้าอะไรวะเนี่ย!
ยิ่งข้อหลัง ยิ่งกวนประสาทมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามยิ่งปั่นหัวคนอ่าน กาโอจึงเริ่มเลียนแบบเครฟ คือไม่อ่าน เพียงมั่วๆให้ผ่านๆไปเซเลน่าเห็นแบบนั้นก็ทำตามส่วนลูซนั่งพิงผนังหลับั้แ่ข้อแรกแถมไม่ได้เขียนชื่อเลยเรียกได้ว่าทั้งกลุ่มมีเพียงคาเรนที่ตั้งใจตอบ อ่านทุกข้อแล้วทุกคำถามตอบอย่างละเอียดจริงจังสมเป็จอมเวทในตำรา จนจบคำถามนรก299ข้อโฮโลแกรมนั้นก็เลือนหายไป
สามชั่วโมงผ่านไป คนที่ตอบคำถามไม่ครบ บัดนี้จอภาพเ่าั้ต่างเลือนหายไป เสียงจากลำโพงดังก้องขึ้นได้ยินทั่วห้อง
“ยินดีต้อนรับผู้สมัครทุกท่านบัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ที่ทางบาเซนไฮด์จะทำการคัดเลือกนักเรียนขั้นที่สอง” เสียงใสไพเราะของสตรีคล้ายดังขึ้นจากความว่างเปล่ารวมความสนใจไปจุดเดียว เสียงนั้นเว้นวรรคก่อนเอ่ยต่อ
“เงื่อนไขเพื่อผ่านการคัดเลือกผู้คัดเลือกจงผ่านห้องทดสอบที่กรรมการสุ่มหรือกำหนดให้ แต่ละคนจะถูกจับคู่หรืออาจอยู่คนเดียวผ่านด่านทดสอบที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมจะผ่านหรือไม่ผ่านขึ้นกับพวกคุณสามารถบรรลุเงื่อนไขที่ได้รับหรือไม่”
ได้ยินดังนั้นผู้เข้าสอบต่างคิดเป็เสียงเดียวกันว่าโรงเรียนนี้มันเอาแต่ใจสุดๆซึ่งนั่นเป็ความจริง ให้เรียนฟรีจะมีข้อกำหนดยากๆก็ไม่ผิด
“และผู้ทดสอบบางส่วนที่ไม่เหมาะสม ถ้าหากพวกคุณถูกส่งกลับไปที่ๆจากมาในสภาพเดิมพวกเราแค่ไม่ถูกใจพวกคุณ เลยไม่รับคุณเข้าโรงเรียนเท่านั้นเท่านั้นไม่ต้องวิตกกังวล”
สิ้นประโยคนั้นมีกลุ่มคนที่ลุกขึ้นะโชี้ลำโพงคล้ายจะเอาเื่อย่างไม่พอใจ ไม่กี่นาทีต่อมาห้องโถงก็ปกคลุมด้วยความวุ่นวาย ทันใดนั้น แรงกดดันแผ่ซ่านจนกลุ่มคนที่ลุกขึ้นถูกกดลงพื้นด้วยพลังบางอย่าง
“ถ้าไม่เงียบก็ไม่ต้องเข้ามาเรียนที่นี่!”
สิ้นเสียงอันหนักแน่นและเย็นวาบถึงกระดูกของชายปริศนาทั้งร่างพลันเกร็งโดยไม่ทราบสาเหตุทั่วบริเวณเงียบกริบ น่าแปลกที่เสียงนี้ไม่ได้ใช้การะโแต่ก้องกังวานเต็มไปด้วยแรงกดข่มในห้องจึงมีเพียงเสียงหายใจของผู้สมัครที่ดังขึ้น
ผู้สมัครทุกคนเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง คือร่างบุรุษผู้หนึ่งลอยอยู่บนอากาศมีรัศมีรอบกายคล้ายเรืองแสงได้ ผมสีทองอร่ามละต้นคอปลิวไสวดวงตาแร่ล่ำค่าสีเดียวกับผม มองไปยังเหล่าผู้สมัครอย่างไร้อารมณ์ยิ่งทำให้หลายคนรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้องแม้ชายตรงหน้าจะมีเบ้าหน้าฟ้าประทานแค่ไหนแต่เมื่อมองไปกลับเกิดอารมณ์หวั่นเกรงมากกว่าเสน่หา
“จิตาาแข็งแกร่งมากหมอนั่นเป็ว่าที่จ่าฝูงแหงๆ”กาโอคาดเดา
“โหถ้างั้นยิ่งต้องลองสู้ด้วยสินะเนี่ย”เครฟกล่าวพลางจะลุกขึ้นหาเื่ตายแต่คาเรนก็ฉุดกระชากแขนจนตัวป่วนล้มลงไว้ได้ทัน ใช้เวทมนตร์ไม่ได้แล้วยังจะซ่าอีก
"ฉันคือหนึ่งในS9 เซราฟ โฮลิออซมิลแลนเทียส"พูดจบพลางกวาดวงตาทองคำทรงอำนาจมายังกลุ่มผู้สมัครแต่คล้ายจ้องที่คนๆหนึ่งเป็พิเศษ
ในชั่วขณะนั้นเอง ดวงตาสีรัตติกาลของลูซที่หลับมานานก็ลืมขึ้นเงยหน้าสบกับดวงตาสีทองเรืองรองอย่างเรียบเฉย ไม่หวั่นเกรงต่อแรงกดดันเลยแม้แต่นิด
……………………..
เ้าของเสียงใสปิดไมค์เพราะหมดหน้าที่มันแล้ว ชายหนุ่มด้านหลังหญิงสาวยืนก้มตัวเท้าแขนกับเก้าอี้ที่หล่อนนั่งงับหลอดดูดน้ำส้มจากกระติกเก็บความเย็นอึกหนึ่งเมื่อปากว่างก็พูดน้ำเสียงติดเบื่อหน่าย
“เห….ปีนี้รอดน้อยเหมือนเคยเลยแฮะให้ตายสิ พวกที่อยากเข้าโรงเรียนมีแต่พวกน่าเบื่อเหมือนเคย มันน่าดีดออกให้หมดเสียสังคมโรงเรียน”
“ยังดีที่ได้พวกอาจารย์มาช่วยตรวจสอบบ้างคนลักไก่ปีนี้ก็เยอะ คนบางคนรู้มากไปก็ไม่ดี อยากให้พวกตัวเองเข้ามาด้วย” อควาบ่นใครบางคนออกมา ดวงตาดุจคริสตัลมองไปยังกลุ่มของเซเลน่าอย่างนิ่งๆก่อนจะหันมองคนข้างหลัง
พูดถึงการคัดเด็กของโรงเรียนนี้เกณฑ์คือตามใจชอบของเหล่าคณะกรรมการส่วนหนึ่ง ดวงส่วนหนึ่งมาตรฐานแค่เขียนภาษากลางออก อายุไม่เกิน และอยู่ในร่างมนุษย์ได้บางเวลาก็พอแล้วแต่ถึงอย่างนั้น เด็กที่เข้ามาได้จากหลักพันไม่เคยเกินร้อยห้าสิบคนต่อปีที่เข้ามาได้มีคละกันก็เยอะ ทั้งเก่งฟ้าประทาน กลางๆและไม่เก่งเข้าเกณฑ์ไร้พลังปนๆกันไป
ชอบเด็กคนไหน สนใจใครก็แค่ส่งบัตรเชิญไปบัตรเชิญนั้นจำกัดเฉพาะตัวบุคคลและสามารถเข้าประเทศได้ที่สถานีรถรถรางในทุกทวีปไม่มาจนอายุเกินก็ไม่ให้เข้า ถ้าอยากเข้าโดยไม่มีบัตรเชิญก็ต้องเข้าเมืองขวนขวายหารหัสลับที่ซ่อนอยู่ทั่วไขปริศนาที่คนในโรงเรียนทำมาเพื่อหาแต้ม หรือหาตำแหน่งโรงเรียนเจอก็ผ่านเข้าการคัดเลือกที่สอง
ขั้นแรก ั้แ่ก้าวเข้ายูโทเปียแล้วพฤติกรรมผ่านเกณฑ์ ผู้ทดสอบทุกคนล้วนถูกตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดทั้งที่มา อายุ ที่อยู่ เผ่าพันธุ์ ระดับพลัง คัดกรองคนหากเป็อาชญากรแอบเข้าเมือง หรือประวัติน่าสงสัยพฤติกรรมที่รุนแรงเกินไปก็จะถูกตัดจากขั้นตอนนี้ทันที ดีดออกไปจากห้องโถงคัดเลือก
ขั้นที่สองผู้ทดสอบที่ไม่ได้รับบัตรเชิญ หรืออาจจะได้รับบางคน จะถูกส่งไปที่ห้องทดสอบบางทีอาจจะเจอกับกรรมการที่เป็นักเรียนหรืออาจารย์ สิ่งประดิษฐ์ผลงานของเด็กจากบาเซนไฮด์ส่งมาคัดเลือกว่าที่รุ่นน้องถ้าผ่านจากตรงนี้ก็เข้าบาเซนไฮด์ไปได้
ส่วนคำถามกวนประสาทจากจอโฮโลแกรมนั่น จะตอบหรือไม่ตอบก็ได้เพราะความจริงมันแค่มีไว้แสกนใบหน้า หากผู้ทดสอบรู้ความจริงข้อนี้คงแค้นผู้ตั้งคำถามกวนประสาทไม่มากก็น้อยหากรู้จักหน้าตาเจอกันอาจมีก้อนหินลอยมาปาหัวสักที
"เอาเถอะ ยังไงปีนี้ก็พอจะมีรุ่นน้องที่น่าสนใจเยอะอยู่ทีเดียวหยวนๆบางคนก็ไม่เสียหาย ยังไงก็ได้ไก่ไปกินหลายตัว ว่าแต่เ้าราฟเก๊กดุชะมัด" เซียรเปลี่ยนประเด็นคุย มานินทาคนอื่นแทนเพราะไม่ชอบเื่เครียด
เขามีผมสีทองอร่ามยาวเลยบ่าเล็กน้อยมัดรวบต่ำอย่างหลวมๆ เนตรกลมสีเืนกหางตาเฉียงขึ้นเล็กน้อยเบ้าลึกโหนกคิ้วนูนชัดเจนดุจตาเหยี่ยวดวงหน้าหล่อเหลาดูเ้าเล่ห์ริมฝีปากบางยิ้มแสยะสวมเสื้อกล้ามสีขาวอวดต้นแขนล่ำสันกับกางเกงบ๊อกเซอร์ลายหัวใจทำให้อควาที่หันมาถอนหายใจกับการแต่งตัวไม่รู้กาลเทศะของคนข้างหลัง
“ทำไมราฟจ้องเด็กนั่นเป็พิเศษละนั่น" เ้าของดวงตาสีคริสตัสคู่งามพูดถามคนข้างหลังหลังจากสังเกตปฏิกิริยาของสหายในจอมอนิเตอร์
"อืมมมม ไม่รู้สิ น่าจะเรียกชาลล็อตมาดูก็ดี ไม่ก็ลากไปอัดจนยอมเผยไต๋ก็ไม่เลว"ชายหนุ่มทำเป็เพ่งมองก่อนจะพยักหน้าเบาๆกับความคิดตัวเอง
"ฉันล่ะเกลียดนิสัยนายจริงๆ"อควาส่ายหัวอย่างเอือมระอาก่อนพูดอีกประโยค “บางทีเด็กผมเทานั่นอาจได้บททดสอบจากเซราฟโดยตรงโชคดีชะมัด หมอนั่นชอบขุดความทรงจำในอดีตแต่ละคนมาเป็บททดสอบ”
"ใช่ๆ นี่ ฉันไปรับรุ่นน้องแทนเ้านั่นไม่ได้เหรอ"เซียรพูดอ้อนวอน แต่ทันทีที่อควากวาดสายตามองหัวจรดเท้าของชายหนุ่มก็ปฏิเสธเสียงแข็ง
"ไม่ได้เด็ดขาด!!"
……………………..
แรงกดดันยังคงแผ่กว้างในห้องโถง เมื่อเห็นฝูงชนเงียบกริบไร้ความวุ่นวายเ้าของแรงกดข่มจึงพูดอธิบาย “อย่างที่กล่าวไปสอบผ่านหรือไม่ผ่าน โรงเรียนเป็ผู้ตัดสิน ถ้าผ่านก็แปลว่าพวกเธอเหมาะสมกับที่นี่เพราะฉะนั้น” เสียงทุ้มกังวานเว้นวรรคยกมือข้างหนึ่งออกมาดีดนิ้วดัง เป้าะ!
“ขอให้โชคดี”
สิ้นเสียงนั้น ทุกอย่างพลันมืดสนิท…..
แต่หากใครที่มองเห็นในความมืดได้ภาพสุดท้ายที่ผ่านตาจะเป็เหล่าผู้สมัครที่หายวับไปสุดท้ายห้องโถงจึงว่างเปล่าไม่มีใคร มิตินั้นสลายไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจของสาวหัวชมพู
“เหนื่อยชะมัดเกร็งมิติเนี่ย”
………………………..
“ถึงเวลาแล้วเหรอ ไวเหมือนกันแฮะ”ครุสกล่าวหลังจากที่เห็นประตูปรากฏตรงผนังห้องแล้วหันมองทีวีที่ปรากฏภาพบอกเวลาสี่โมงเย็นเ้าตัวจึงใช้มือที่เพิ่งพันด้วยผ้าพันแผล หยิบบัตรเชิญที่ขาดออกเป็สองส่วนมืออีกข้างยันขาลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปที่ประตูในขณะที่หมุนลูกบิดกำลังจะออกจากห้อง ก็เปิดกระเป๋าหย่อนบัตรเชิญที่ขาดวิ่นเก็บลงไปซึ่งกระดาษที่ฉีกออกนั้น มีรอยเืซึมอยู่…
………………………..
หลังจากที่ถูกเทเลพอร์ตมาสถานที่ทดสอบเด็กหนุ่มร่างสูงยังคงยืนนิ่งดวงตาดำสนิทกวาดมองรอบสถานที่ๆตนอยู่อย่างไร้คลื่นอารมณ์มันคือห้องโถงกระจกยาวที่สะท้อนเงาเขานับไม่ถ้วน ทั้งบนเพดานจรดพื้นที่เหยียบยืนล้วนเป็กระจกใสดุจผิวน้ำสะท้อนตัวตนของ ‘ลูซ’ อย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มผมเทาค่อยๆเดินออกไปในห้องโถงกว้างเงากระจกที่สะท้อนไปมาดูไร้สิ้นสุด ขยับตามร่างนั้นทุกท่วงท่า
แน่นอนว่าลูซก้าวเท้าหาทางออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่สนใจเงาสะท้อนเ่าั้จนกระทั่งเดินไปสุดห้องเป็เพียงทางตัน เ้าตัวคิดหมุนตัวจะหันหลังกลับแต่ก็ต้องนิ่งชะงักเพราะกระจกบานสุดท้ายที่สุดทางตันนั้นแทนที่จะเป็เงาสะท้อนของเด็กหนุ่ม กลับแปรเปลี่ยนเป็เงาเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่มีส่วนสูงเท่าเอวเขา ในชุดกระโปรงโกธิคโลลิต้าสีแดงสด
เงาเด็กหญิงคนนั้นมีใบหน้าที่คล้ายลูซอยู่หลายส่วนแต่ดูละมุนกว่าใบหน้าร่าเริงดูไร้เดียงสาสมวัย ผมสีเงินพิสุทธิ์ถักเปียสองข้างผิวขาวจัดจนคล้ายเรืองแสงได้ ยิ่งขับให้ดวงตาดุจโลหิตเรืองรองเครื่องหน้าน่ารักนั้นฉายความงามั้แ่เด็กชุดกระโปรงสวมใส่มีระบายดูพองฟูไม่ต่างจากตุ๊กตาตัวน้อย
"ลู พี่อยู่ตรงนี้"เสียงใสกังวานสมวัยเหมือนกระดิ่งดังออกมาจากกระจกเงาบานนั้น ก่อนที่ภาพแบบเดียวกันจะกลืนกระจกเงาทุกใบในห้องโถงแปรเปลี่ยนเงาสะท้อนของเด็กหนุ่ม ให้กลายเป็ภาพเด็กคนนี้จนหมดสิ้น
เงาเดียวกันนับไม่ถ้วนนั้นค่อยๆก้าวขยับกายเดินออกมาจากกระจกเงาพร้อมๆกันทั้งห้องแล้วตรงมายังเด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งด้วยรอยยิ้ม ทว่ากลับน่ากลัวอย่างแปลกประหลาดเพราะว่าดวงตาสีแดงดั่งเืนั้น....มันไร้ิญญา.....
หมับ!เด็กน้อยกอดตัวลูซอย่างแแ่แม้เธอจะสูงเพียงเอวของเด็กหนุ่มเด็กหญิงค่อยๆทยอยเดินเตาะแตะมากันทีละคน สองคนสามคน......เงาสะท้อนเด็กหญิงเพิ่มเรื่อยๆขึ้นพร้อมกับจำนวนของเธอจนรอบตัวลูซคล้ายกับจมอยู่ท่ามกลางทะเลเรือนผมสีเงิน
"ลูมาเล่นกันเถอะ"
"ลูมากินนี่กัน"
"ลูดอกไม้นี่สวยไหม"
"ลูอย่าขี้เซาสิ ตื่นได้แล้ว!"
"ลูไปหาท่านแม่กัน"
"ลูตุ๊กตาตัวนี้น่ารักไหม มันหน้านิ่งเหมือนเธอเลย”
เสียงใสสะท้อนพูดคุยหัวข้อมากมายไม่ซ้ำกันลูซจนเริ่มฟังไม่ออกเสียงจากเื่เล่าถูกผสมกันจนดังวุ่นวายสภาพเด็กหนุ่มผมเทาเหมือนน้ำตาลโดนมดรุมกินตัวของลูซค่อยๆจมกองเด็กหญิงไปเรื่อยๆจนมิดหัว ใบหน้าหล่อเหลามืดมนอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“นี่ลู ทำไมล่ะ” เด็กหญิงที่อยู่ใกล้ใบหน้าเขาที่สุดคนหนึ่งหันหน้าตรงเข้าหาดวงตาสีแดงไร้ชีวิตจ้องเขม็งไปที่ดวงตาดำสนิท จนคนถูกจ้องเห็นเงาตัวเองในเนตรโลหิตไร้แววหัวเล็กๆเอียงคอถามด้วยรอยยิ้มจนคอหักดัง กร๊อบ! จากน้ำหนักเด็กร่างอื่น้าที่ทับลงมา
“ทำไมถึงฆ่าพี่ล่ะ?”
สิ้นคำถามนั้นน้ำตาของเด็กหนุ่มหลั่งรินถึงปลายคาง ดวงตาดุจนิลกาฬพลันส่องสว่างดั่งตะวัน
เพล้งงงงง!!
เหล่าร่างเด็กหญิงตัวน้อยถูกรัศมีแสงตัวเด็กหนุ่มจากกลืนหายไปในทันทีทั่วทั้งโถงทางเดินสะท้อนแสงสีทองสว่างวาบจนแสบตา เสียงกระจกแตกดังกระจาย
เมื่อแสงสีทองค่อยๆหายไปทั้งบริเวณมีซากศพของเด็กหญิงเพียงคนเดียวที่ล้มนอนไร้าแดวงหน้าหลับพริ้มดูมีความสุข แต่ว่าที่มุมปากกลับมีเืไหลออกมาลูซยืนนิ่งใกล้ร่างนั้น ใบหน้าคมคายทำได้แค่เพียงก้มลงจนผมสีเทาปรกตา
“พี่ครับ ผมขอโทษ” เสียงทุ้มนุ่มสั่นเครือ เปล่งออกมาด้วยความเศร้ารู้สึกผิดจนคนฟังััได้
ร่างเด็กใกล้เท้าเขาพยายามขยับริมฝีปากพูดก็กระอักเืคำโตเปล่งได้เพียงเสียงกระท่อนกระแท่น
“จะ เจ็บจังเลย ทะท่านแม่ ลู ยะ ยุ อยู่ไหนกัน”
ลูซเม้มริมฝีปากหนาแน่นอย่างอดกลั้นเขายั้งตัวเองไว้ไม่ให้ก้มลงไปหาร่างปลอมของเด็กหญิงอันเคยเป็ที่รัก ตั้งสติและย้ำคิดถึงเป้าหมายที่แท้จริงของตน
'ทุกอย่างจะไม่เป็ไร ลูทำมันเถอะ' เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำใบหน้าของเธอยามหลับใหลนั้นสงบนิ่ง ราวกับเตรียมพร้อมเข้านอน ไปชั่วนิรันดร์......
"ลูซิอัสนายผ่านการทดสอบ"เสียงก้องของเซราฟดังขึ้น ในน้ำเสียงมีความพึงพอใจตรงหน้าเด็กหนุ่มผมเทาไม่ไกลนักปรากฏประตูมิติ
ลูซเดินออกไปด้วยใบหน้าเฉยชาไร้อารมณ์เช่นเดิมก้าวผ่านศพเด็กน้อยอย่างมั่นคงราวกับตัดใจไว้แล้ว ก่อนจะพูดทิ้งท้ายอย่างแ่เบาดวงตาสีรัตติกาลหลุบต่ำมอง
ร่างพี่สาว...ทั้งอดีตและปัจจุบัน....
ที่เขาต่างเป็คนฆ่า
"หลับฝันดี รูน"