คดีที่ไม่มีศพหรือศพที่โลกไม่รู้ว่าตายแล้ว หรือเมื่อพิษที่ไม่มีชื่อพาสองคนออกนอกกำแพงเมืองสู่ทางที่ไม่มีแผนที่
ว่ากันว่า"มีสองสิ่งในโลกนี้ที่หาทางออกไม่ได้ด้วยตัวเอง
หนึ่งคือคนที่จมอยู่ในความมืดของตัวเองสองคือความจริงที่ถูกฝังไว้ลึกเกินไป
แต่ทั้งสองสิ่งนั้น้าแค่คนที่กล้าลงไปหา ไม่ใช่คนที่ยื่นมือลงไปจากขอบ แต่คนที่ยอมะโลงไปด้วยกัน"
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
☽อารัมภบทก่อนที่หมอกจะพาทางแก่คนที่ยอมหลง☽
มีสิ่งหนึ่งที่ อู๋หลิงซาง รู้มาั้แ่เด็ก
ว่าพลังที่อยู่ในตัวเขานั้นไม่ใช่ของที่ควรโอ้อวด
บิดาสอนเขาไว้ั้แ่ครั้งแรกที่มือเขาเรืองแสงโดยไม่ได้ตั้งใจตอนอายุห้าขวบ เมื่อแมวของเขาถูกเกวียนทับขาและเขาร้องไห้ไม่หยุดมือที่กดลงบนขาแมวนั้นเย็นลงก่อน จากนั้นก็มีแสงสีขาวจางๆ และกระดูกที่หักก็ค่อยๆกลับเข้าที่
แมวลุกขึ้นเดินได้ในวันรุ่งขึ้น
บิดายืนอยู่ที่ประตูห้องมองเขาด้วยดวงตาที่มีทั้งความภาคภูมิใจและความหวาดกลัวปนกัน
"หลิงซาง" เขาพูดเบาๆ"สิ่งที่เ้าทำได้อย่าให้ใครรู้"
"ทำไม พ่อ"
"เพราะคนที่รักษาทุกอย่างได้จะกลายเป็สิ่งที่ทุกคน้า และสิ่งที่ทุกคน้ามักไม่ได้รับการปกป้อง"
หลิงซางจำคำนั้นได้มาตลอดและปฏิบัติตามมาตลอด
แต่บางครั้งความลับที่ใหญ่เกินไปก็มีน้ำหนักที่แบกคนเดียวยาก
และบางครั้งคนที่เห็นความลับนั้นโดยบังเอิญ กลับไม่ทำให้รู้สึกว่าน้ำหนักนั้นเพิ่มขึ้น
แต่เบาลง
คดีในย่านตะวันตก.............
ย่านตะวันตกของฉางอันบ้านพักชั่วคราวของเย่เซิ่นอวี๋ เจ็ดวันหลังจากตอนที่แล้ว บ่ายแก่
ห้องที่เซิ่นอวี๋เช่าอยู่นั้นเล็กกว่าที่หลิงซางคาด
ไม่ใช่เล็กแบบยากจนแต่เล็กแบบคนที่ไม่ได้วางแผนจะอยู่นานและไม่้าของสะสม โต๊ะหนึ่งตัวเก้าอี้สอง ชั้นวางของที่มีหนังสือเพียงสามเล่มและกล่องไม้ขนาดเล็กสองใบหน้าต่างบานกว้างที่มองออกไปเห็นหลังคาอาคารข้างเคียงซ้อนกันไปจนสุดตา
บนโต๊ะ มีกระดาษกางออกหลายแผ่นเขียนเต็มทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่ตรงข้ามหลิงซางชาที่เตรียมไว้ยังร้อนอยู่ในกา ไอน้ำลอยขึ้นในอากาศเย็นของบ่ายวันนั้น
"คดีแรก" เซิ่นอวี๋เริ่มนิ้วแตะที่กระดาษแผ่นซ้ายสุด "ขุนนางเว่ยเจิ้งคัง อายุห้าสิบสี่ปี ล้มป่วยกะทันหันเมื่อสองเดือนก่อน อาการคือแขนขาอ่อนแรงพูดไม่ชัด และตาพร่ามัว แพทย์หลวงวินิจฉัยว่าเป็โรคลมปัจจุบัน"
"แต่ไม่ใช่" หลิงซางพูดก่อนที่เซิ่นอวี๋จะพูดต่อ
เซิ่นอวี๋หยุด มองหน้าเขา
"ท่านหมอรู้แล้วหรือ?"
"อาการที่ท่านบอกมาไม่ตรงกับลมปัจจุบัน" หลิงซางยกถ้วยชาขึ้น"ลมปัจจุบันแท้จริงนั้นอาการมักเกิดข้างเดียวก่อนไม่เกิดพร้อมกันทั้งสองข้าง และตาพร่ามัวในระยะแรกนั้นพบน้อยมาก แต่ถ้าเป็พิษโดยเฉพาะพิษที่โจมตีระบบประสาท อาการจะเกิดทั้งตัวพร้อมกัน"
"ข้าก็คิดแบบนั้น" เซิ่นอวี๋พยักหน้า"คดีที่สอง ขุนนางจางเว่ยิอายุสี่สิบแปดปี อาการเดิมทุกประการ เกิดขึ้นสามสัปดาห์หลังจากเว่ย เจิ้งคังแพทย์หลวงวินิจฉัยเหมือนกัน"
"ทั้งสองคนยังมีชีวิตอยู่?"
"ใช่แต่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ นอนพักอยู่ที่บ้าน สภาพแย่ลงทุกวัน"
หลิงซางวางถ้วยชาลง "ท่านได้พูดคุยกับพวกเขาไหม"
"ได้กับเว่ยเจิ้งคัง" เซิ่นอวี๋พูด "แต่ตอนนั้นเขาพูดได้น้อยมากแล้วบอกข้าได้เพียงว่าอาการเริ่มหลังจากงานเลี้ยงที่ตระกูลซ่งจัดขึ้น"
"ตระกูลซ่ง" หลิงซางพูดซ้ำน้ำเสียงไม่เปลี่ยน แต่มีบางอย่างที่ขยับอยู่เื้ัดวงตาสีเทา
"ท่านหมอรู้จักตระกูลนั้น?"
"ทุกคนในฉางอันรู้จัก" หลิงซางตอบ"ตระกูลซ่งมีบุตรสาวที่หมั้นหมายกับข้ามาสิบปี"
ห้องเงียบลงเป็เวลาหนึ่งวินาที
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซางอย่างตั้งใจแต่ใบหน้านั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ มากกว่าปกติ
"ท่านหมอบอกข้าเื่นี้เพื่ออะไร"
"เพื่อให้ท่านรู้ว่าข้ามีความสัมพันธ์กับตระกูลที่เกี่ยวข้อง" หลิงซางตอบตรงๆ"ถ้าท่านคิดว่านั่นทำให้ข้าไม่น่าเชื่อถือบอกได้เดี๋ยวนี้"
เซิ่นอวี๋พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งพิจารณาทั้งคำพูดและคนที่พูด
"ตรงกันข้าม" เขาพูดในที่สุด"คนที่บอกความสัมพันธ์ที่อาจทำให้ตัวเองเสียเปรียบก่อนที่ข้าจะถามคือคนที่น่าเชื่อถือกว่า"
มุมปากของหลิงซางขยับเล็กน้อยซึ่งสำหรับเซิ่นอวี๋ที่เริ่มอ่านใบหน้าของคนคนนี้ได้บ้างแล้ว นั่นเท่ากับรอยยิ้ม
"ต่อไป" หลิงซางพูด
"งานเลี้ยงที่ตระกูลซ่งจัดนั้น" เซิ่นอวี๋กลับมาที่กระดาษ"มีขุนนางระดับสูงมาร่วมสิบสี่คนในนั้นมีเว่ย เจิ้งคัง และจาง เว่ยิ สองคนที่ล้มป่วยข้าพยายามตรวจสอบอีกสิบสองคนที่เหลือ แต่ยังหาข้อมูลได้ไม่ครบ"
"และท่าน้าให้ข้าทำอะไร"
"สองอย่าง" เซิ่นอวี๋ยกนิ้ว"หนึ่งตรวจร่างกายคนไข้ทั้งสองเพื่อยืนยันว่าเป็พิษจริง และหาว่าพิษนั้นคืออะไรกันแน่สอง ช่วยข้าเข้าถึงข้อมูลงานเลี้ยงนั้นเพราะท่านหมอมีสายสัมพันธ์กับตระกูลซ่งที่ข้าไม่มี"
หลิงซางนิ่งอยู่สักครู่
"ท่าน้าให้ข้าใช้การหมั้นหมายเป็ช่องทาง"
"ข้า้าให้ท่านใช้สิ่งที่มีอยู่" เซิ่นอวี๋ตอบเสียงไม่เปลี่ยน "ท่านหมอมีสิ่งที่ข้าไม่มีและข้ามีสิ่งที่ท่านหมอไม่มี ถ้าร่วมมือกัน—"
"ข้าจะตรวจคนไข้" หลิงซางตัดบทลุกขึ้น "พรุ่งนี้เช้า ท่านนำทาง"
"และเื่ตระกูลซ่ง?"
หลิงซางหยิบเสื้อคลุมขึ้น "ข้ารับคำเชิญงานเลี้ยงของพวกเขามาสองเดือนแล้ว" เขาพูดเงียบๆ"ถึงเวลาที่จะตอบรับ"
บ้านขุนนางและพิษที่พิสูจน์ได้...........
เช้าวันรุ่งขึ้น
บ้านของขุนนางเว่ยเจิ้งคังตั้งอยู่ในย่านขุนนางทางเหนือ กำแพงสูงสีขาวปูนปั้น ประตูไม้แกะสลักหนักลายัคู่ที่ทอดตัวตามขอบประตูดูเก่าแก่แต่ยังคมชัด
เซิ่นอวี๋แต่งตัวแตกต่างจากปกติอย่างเห็นได้ชัดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มที่สะอาดและเรียบร้อยกว่าปกติ ผมมัดสูงเรียบท่าทางที่ปกติดูเป็กันเองปรับไปสู่ความสุภาพที่คำนวณมาแล้ว
หลิงซางมองเขาโดยไม่แสดงความเห็น
"ท่านหมอมองอะไรอยู่" เซิ่นอวี๋ถามโดยไม่หัน
"มองว่าท่านปรับตัวได้เร็ว"
"ข้าทำสิ่งนี้มานาน" เซิ่นอวี๋ยิ้มแต่ไม่ได้อธิบายเพิ่ม
คนรับใช้นำพวกเขาเข้าไปในห้องรับแขกและไปตามภรรยาของขุนนางเว่ยมาหญิงวัยกลางคนที่มีรอยกังวลบนใบหน้าชัดเจนตาบวมเล็กน้อยจากการร้องไห้ที่พยายามซ่อน
"ท่านหมออู๋" เธอก้มศีรษะ"ขอบพระคุณที่มา สามีข้าแย่ลงทุกวันแพทย์หลวงบอกว่ารักษาแล้วแต่ยาไม่ออกฤทธิ์"
"ข้าขอตรวจดูก่อนได้ไหม" หลิงซางพูดเบาๆ
ห้องนอนขุนนางเว่ยมืดกว่าห้องอื่นในบ้านม่านหนาปิดทุกหน้าต่าง กลิ่นยาต้มและเทียนที่จุดไว้เพื่อไล่ความชื้นลอยเบาๆในอากาศ
เว่ย เจิ้งคัง นอนอยู่บนเตียงไม้แกะสลักร่างที่เคยน่าจะสง่าของขุนนางวัยกลางคนตอนนี้ดูหดเล็กลงอย่างน่าเป็ห่วงผิวสีซีดเหลือง นิ้วมือที่วางอยู่บนผ้าห่มขยับเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงก้าวเท้า
"ท่านมาใหม่" เขาพูดเสียงแหบแห้งสายตามองหลิงซาง
"อู๋หลิงซาง" หลิงซางเดินเข้าไปคุกเข่าลงข้างเตียงในระดับที่สายตาอยู่กับขุนนางเว่ยพอดี ไม่มองลงหรือมองขึ้น "ข้าน้อยขอตรวจชีพจร"
ขุนนางเว่ยยื่นมือออกมา
หลิงซางวางนิ้วสองนิ้วลงที่ข้อมือหลับตา
ห้องเงียบสนิท
เซิ่นอวี๋ยืนอยู่ที่มุมห้องสังเกตทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ดูหลิงซาง ดูคนไข้ ดูภรรยาที่ยืนรอดูคนรับใช้ที่ยืนอยู่ที่ประตู
และสังเกตเห็นสิ่งที่คนอื่นอาจมองข้าม
ที่ขอบถ้วยยาบนโต๊ะข้างเตียงมีคราบสีดำจางๆ ที่ขอบด้านในซึ่งยาต้มปกติไม่ทิ้งไว้แบบนั้น
หลิงซางเปิดตา
เขาไม่พูดทันที หยิบกระดาษจากกระเป๋าจดบางอย่างสั้นๆ แล้วพับส่งให้เซิ่นอวี๋อย่างเงียบๆ ราวกับแค่ส่งบันทึก
เซิ่นอวี๋รับไปอ่าน
ในกระดาษนั้นเขียนว่า
"พิษหยวนปิงมาจากทางเหนือ ยาธรรมดาแก้ไม่ได้ ต้องใช้วิธีพิเศษ ผู้รู้มีสองวิธี"
เซิ่นอวี๋พับกระดาษกลับ สบตากับหลิงซาง
สื่อสารกันด้วยสายตาในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา
"ท่านหมออู๋" ภรรยาขุนนางเว่ยเดินเข้ามาเสียงสั่นเล็กน้อย "สามีข้าจะ..."
"จะหาย" หลิงซางพูดชัดเจนและไม่ลังเล
ห้องเงียบราวกับคำพูดนั้นตกลงไปในน้ำนิ่ง
"แต่ต้องใช้เวลา" เขาพูดต่อ"และต้องเปลี่ยนยายาที่แพทย์หลวงสั่งอยู่นั้นไม่ผิด แต่ไม่ตรงกับอาการจริง" เขาหยิบกระดาษอีกแผ่นเริ่มเขียนสูตรยา "ข้าจะเขียนสูตรให้ส่งคนไปซื้อที่ร้านยาตระกูลเฉินในย่านกลาง พวกเขาจะรู้จักสมุนไพรที่ระบุไว้"
"แต่ค่าใช้จ่าย—"
"ไม่มีค่าใช้จ่าย" หลิงซางตัดบท"ข้าขอแค่อย่างเดียว"
"อะไรท่านหมอ?"
"ให้บอกข้าว่าสามีท่านกินอะไรในงานเลี้ยงที่ตระกูลซ่งและดื่มจากภาชนะใด"
ภรรยาขุนนางเว่ยจำได้ดีกว่าที่คาด
เธอเล่าว่าในงานเลี้ยงนั้นมีสุราองุ่นสีแดงที่นำมาจากทางตะวันตกเสิร์ฟในถ้วยหยกขาวที่ตระกูลซ่งภาคภูมิใจนักหนา สามีของเธอดื่มไปสามถ้วยและสองวันหลังจากนั้นอาการก็เริ่มปรากฏ
"ถ้วยหยกขาว" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆเมื่อพวกเขาออกมาจากบ้านขุนนางเว่ยแล้ว "ไม่ใช่สุรา"
"ไม่ใช่สุรา" หลิงซางยืนยันเดินเคียงกันบนถนนกว้าง "หยวนปิงเป็พิษที่ละลายน้ำไม่ได้แต่ซึมผ่านหยกได้ถ้าหยกนั้นผ่านการเคลือบสูตรพิเศษ เมื่อสุราหรือของเหลวใส่ในถ้วยนั้นนานพอพิษจะซึมออกมาในปริมาณที่คำนวณมาแล้ว"
"ช้า ค่อยๆ สะสมยากที่จะตรวจพบ" เซิ่นอวี๋พูดต่อ เสียงเบาลง "และแต่ละถ้วยอาจมีปริมาณพิษต่างกันขึ้นอยู่กับว่าเจตนา้าให้ใครป่วยหนักแค่ไหน"
"หรือ้าให้ใครตาย"
ทั้งสองเดินต่อไปในความเงียบสั้นๆ
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดในที่สุด"ท่านบอกว่ามีสองวิธีแก้พิษแต่บอกแค่วิธีใช้ยา ยังมีวิธีอื่นอีก"
หลิงซางไม่ตอบทันที
"มี" เขาพูดในที่สุดเสียงเงียบลง "แต่ใช้เวลาน้อยกว่าและเ็ปน้อยกว่า"
"แล้วทำไมท่านไม่ใช้วิธีนั้นตอนนี้"
"เพราะต้องใช้พลังงานของข้าเองและถ้าใช้กับคนไข้ที่เจ็บหนักสองคนพร้อมกัน ข้าจะพักฟื้นสองสามวัน" หลิงซางมองไปข้างหน้า"ซึ่งท่าน้าข้าระหว่างนั้น"
เซิ่นอวี๋หยุดเดิน
หลิงซางเดินไปอีกสองก้าวก่อนจะสังเกตว่าคนตามหลังหยุดก็หยุดตามและหันมา
"ท่านหมอคำนวณตลอดเลยใช่ไหม" เซิ่นอวี๋พูดด้วยน้ำเสียงที่แปลกออกไป
"ข้าเป็หมอ" หลิงซางตอบ"คำนวณคือหน้าที่"
"ข้าหมายถึงว่าท่านคำนวณว่าตัวเองจะเหนื่อยแค่ไหนแล้วยังคำนวณด้วยว่าคนอื่น้าท่านอยู่แค่ไหน" เซิ่นอวี๋พูดช้าๆ"คนส่วนใหญ่ไม่คำนวณแบบนั้นพวกเขาแค่ทำตามที่สะดวกตัวเอง"
หลิงซางมองหน้าเขา
"ท่านจะพูดว่าอะไร"
"ไม่มีอะไร" เซิ่นอวี๋เดินต่อแต่รอยยิ้มที่มุมปากครั้งนี้เป็แบบที่หลิงซางเห็นแล้วรู้ว่าไม่ใช่หน้ากาก "แค่รู้สึกว่าท่านหมออู๋นั้น น่าสนใจกว่าที่เห็น"
งานเลี้ยงและถ้วยหยก????
สามวันต่อมา คฤหาสน์ตระกูลซ่ง
งานเลี้ยงตระกูลซ่งในฤดูหนาวเป็งานที่ฉางอันรู้จักกันดี
คฤหาสน์หลังใหญ่ในย่านขุนนางชั้นสูงไฟโคมระย้าที่ห้อยต่ำจนดูเหมือนจับท้องฟ้ามาใส่ในห้องโถงใหญ่โต๊ะยาวที่มีอาหารเรียงเป็ระเบียบสวยงามราวกับงานศิลปะและขุนนางหลายสิบคนที่สวมเสื้อผ้าอย่างดีนั่งและยืนคุยกันในบรรยากาศที่อบอุ่นแต่มีการวัดตวงใต้พื้นผิวเสมอ
หลิงซางมาในฐานะที่เขาเคยมาคู่หมั้นของบุตรสาวตระกูลซ่ง
แต่คืนนี้เขามาพร้อมกับ"ผู้ช่วยส่วนตัว" คนหนึ่ง
เย่เซิ่นอวี๋ ในคืนนี้แต่งตัวด้วยเสื้อคลุมสีเทาลายละเอียดที่ดูเป็ขุนนางชั้นกลางพอที่จะไม่น่าสงสัยแต่ดูไม่ยิ่งใหญ่พอที่จะดึงความสนใจ เขาเดินหลังหลิงซางหนึ่งก้าวท่าทางสุภาพและเรียบร้อยราวกับเป็ผู้ช่วยมาทั้งชีวิต
แต่ดวงตาของเขาสแกนทุกมุมของห้องในทุกวินาที
ซ่ง หยูเฟย บุตรสาวของตระกูลซ่งเดินมาต้อนรับหลิงซาง
หญิงสาวอายุยี่สิบหกปี รูปงามผมมัดสูงประดับปิ่นทอง เสื้อคลุมสีแดงชาดที่เลือกมาอย่างดีมีท่าทางที่บ่งบอกว่าได้รับการอบรมมาเป็อย่างดีในทุกอากัปกิริยา
แต่เมื่อเธอมองหลิงซางสายตาในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นมีบางสิ่งที่ไม่ใช่ความสุข
"ท่านอู๋มาแล้ว" เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ซ้อมมาดี"ข้ารอนานแล้ว"
"ขอโทษที่ล่าช้า" หลิงซางก้มศีรษะ"งานโรงหมอยุ่ง"
"เสมอ" เธอพูดเสียงไม่ได้มีความขมขื่น เพียงแต่มีความเข้าใจที่เหนื่อย "ท่านมีผู้ติดตามมาด้วยคืนนี้"
"ผู้ช่วยใหม่" หลิงซางพูด"เย่เซิ่นอวี๋"
เซิ่นอวี๋โค้งคำนับอย่างสุภาพ
หยูเฟยมองเขาสักครู่ดวงตาที่ฉลาดนั้นประเมินอะไรบางอย่างอยู่เื้ั แต่เธอก็แค่พยักหน้ายอมรับ
"เชิญข้างใน"
เซิ่นอวี๋ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามแรกในการเดินไปทั่วงานในฐานะผู้ช่วยที่ถือกระดาษและเดินรับอาหารมาวางให้หลิงซางระหว่างนั้นเขาจดจำใบหน้า จดจำชื่อที่ได้ยิน จดจำการวางตัวของคนแต่ละคน
และในระหว่างนั้น เขาก็มองหาถ้วยหยกขาว
ไม่มี
ในงานคืนนี้ใช้ถ้วยแก้วนำเข้าจากตะวันตกแทน
เปลี่ยนแล้ว เซิ่นอวี๋คิดในใจรู้ว่ามีคนสงสัย หรือว่าทำเสร็จแล้วก็เลยเลิก
เขาเดินเข้าใกล้หลิงซางที่กำลังพูดคุยอยู่กับขุนนางคนอื่นๆแล้วก้มลงราวกับจะพูดเื่งาน
"ถ้วยหยกไม่มีแล้ว" เขาพูดเบาๆเกือบไม่ได้ยิน
หลิงซางพยักหน้าเล็กน้อยไม่ขัดการสนทนากับขุนนางคนอื่น
"แต่มีบางอย่างน่าสนใจ" เซิ่นอวี๋พูดต่อ"บ่าวรับใช้ที่ยกเครื่องดื่มคืนนี้ข้าไม่เห็นหน้าพวกเขาในงานครั้งที่แล้วคนรับใช้เก่าของตระกูลซ่งไปอยู่ที่ไหน"
โอกาสมาเมื่อขุนนางหลายคนออกไปชมสวนหลังงานเลี้ยง
เซิ่นอวี๋แยกออกมาจากกลุ่มอย่างเงียบๆเดินเข้าไปในส่วนในของคฤหาสน์ที่แขกไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าแต่เขาเคลื่อนไหวในแบบที่คนเห็นแล้วคิดว่าเขามีเหตุผลที่จะอยู่ที่นั่น ไม่เร็วไม่ช้า ไม่หลบ ไม่มอง
เดินเหมือนคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหนแม้ตอนนั้นยังไม่รู้
ห้องเก็บของด้านหลังครัวประตูปิดแต่ไม่ล็อค
เขาเปิดเข้าไป
ชั้นวางของสูงเพดานของใช้ในงานเลี้ยงเรียงกันเป็ระเบียบ ผ้าปูโต๊ะ ชุดช้อนตะเกียบ กล่องเก็บภาชนะ
ถ้วยหยกขาว สิบสองใบเรียงอยู่ในกล่องไม้ ไม่ได้ถูกทำลาย เพียงแต่ถูกเก็บไว้
เซิ่นอวี๋ห้ามตัวเองไม่ให้หยิบโดยตรงถ้าพิษซึมผ่านหยกได้ มันอาจซึมผ่านิัได้ด้วย เขาใช้ผ้าพันมือก่อนหยิบถ้วยหนึ่งใบขึ้นมาตรวจในแสงน้อยๆ จากรอยแยกของประตู
ที่ขอบด้านในของถ้วย มีรอยสีดำจางๆ เหมือนที่เขาเห็นในถ้วยยาที่บ้านขุนนางเว่ย
เขาห่อถ้วยด้วยผ้าอย่างระมัดระวังใส่ไว้ใต้เสื้อคลุม
ก่อนจะออก เขาหยุดมองกล่องอีกครั้ง
สิบสองใบ ใช้ไปสองงานเลี้ยง เหยื่อสองคน
ยังมีถ้วยที่เหลืออีกหมายความว่ายังไม่จบ
เซิ่นอวี๋เดินกลับออกมาสู่งานเลี้ยงอย่างเงียบๆราวกับไม่เคยหายไปไหน เดินเข้าไปหาหลิงซางที่ยืนอยู่ที่ขอบห้องโถง
ก้มลงราวกับจะพูดเื่งาน
"ได้หลักฐาน"
หลิงซางสบตาเขาเพียงครึ่งวินาที
จากนั้นก็หันไปพูดคุยกับขุนนางคนอื่นต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ก่อนที่งานจะจบ
ซ่ง หยูเฟย เดินมาหาหลิงซางขณะที่คนอื่นๆยังคุยกันอยู่ในฝูงชน เธอหยุดข้างๆ เขา ไม่หันหน้ามาตรงๆมองออกไปยังห้องโถงในแบบเดียวกัน
"ท่านอู๋มาคืนนี้ไม่ใช่เพื่อข้า" เธอพูดเบาๆเสียงไม่มีความเ็ป เพียงแต่มีความรู้ว่าตัวเองรู้
"ขอโทษ" หลิงซางพูดตรงๆ
"ข้าไม่ได้โกรธ" หยูเฟยพูด"ข้าแค่อยากให้ท่านรู้ว่าถ้าท่าน้าข้อมูลเกี่ยวกับงานเลี้ยงในตระกูลนี้ ข้าช่วยได้"
หลิงซางหันมามองเธอครั้งแรกในคืนนั้น
ในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของหยูเฟยไม่มีความรักที่เขากลัวว่าจะต้องทำลายมีแค่ความเฉลียวฉลาดและสิ่งที่อ่านได้ว่าเป็ ความ้าทำสิ่งที่ถูกต้อง
"ท่านรู้อะไรบางอย่างไหม" เขาถามเสียงเบาลง
"ข้ารู้ว่าบิดาข้าได้รับถ้วยหยกชุดนั้นมาจากที่ไม่ใช่ตระวันตก" เธอพูดช้าๆ"และข้ารู้ว่าผู้ที่ส่งมาให้ไม่ใช่พ่อค้าธรรมดาแต่ข้าไม่รู้ว่าบิดาข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยรู้ตัวหรือไม่"
"ท่านกลัวว่าบิดาท่านจะ—"
"ข้ากลัวว่าบิดาข้าถูกใช้" เธอตัดบทดวงตาไม่หวั่น "และถ้าเป็อย่างนั้นข้าอยากให้เื่นี้ถูกเปิดเผยก่อนที่จะมีคนาเ็มากกว่านี้"
หลิงซางมองเธอนาน
"ข้าจะติดต่อท่านผ่านทางใด"
"ส่งจดหมายมาที่โรงหมอข้า" เธอพูด"ข้าเรียนแพทย์อยู่ที่สำนักอาจารย์เฉินทางตะวันออกไม่ใช่ความลับ"
ก่อนที่หลิงซางจะพูดอะไรหยูเฟยเดินจากไปแล้ว
กลับเข้าไปในฝูงชนของงานเลี้ยงอย่างเรียบร้อยราวกับไม่เคยเดินมาพูดคุยกัน
♥️หยาดน้ำค้างที่รู้จักชื่อตัวเอง♥️
"มีสองสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในคืนที่หมอกหนา
หนึ่งน้ำค้างก่อตัวบนใบหญ้า เงียบ เบา ไม่มีเสียง
สองดาวที่เคยอยู่คนละทิศ เริ่มเห็นว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มดาวเดียวกัน
ทั้งสองสิ่งนั้นไม่รู้ตัวว่ากำลังเริ่มต้นบางสิ่ง ที่มันไม่ใช่การเริ่มต้น แต่เป็การกลับมา"
♥️ "ร่วมทางพันลี้ไม่ใช่บังเอิญพบกันกลางหมอกเพราะมีเหตุแต่ปางก่อน" ♥️
..สุสาส์นราคะ...