สามวันสามคืนที่หลัวอวิ๋นหนีการไล่ล่า เขาแทบไม่ได้หยุดพัก เกิดการปะทะกันอยู่เป็่ ๆ กลุ่มนักล่าที่ถูกส่งมามีระดับพลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ หากเป็เช่นนี้ต่อไป เขารู้ดีว่าคงไม่อาจรอดชีวิตได้ในที่สุด
ร่างที่เปื้อนเืแห้งกรังวิ่งฝ่าป่าเขาด้วยความทุรักทุเร เสื้อผ้าขาดเป็ริ้วหลายแห่ง ลมหายใจหนักจนแทบขาด่ ด้านหลังปรากฏนักล่าระดับรวมปราณสองคน และระดับขัดเกลาปราณอีกสามคน สามคนหลังมีระดับใกล้เคียงกับเขา ส่วนอีกสองคนคือภัยคุกคามที่แท้จริง
ความเร็วของนักล่าระดับรวมปราณเหนือกว่าชัดเจน ระยะห่างค่อย ๆ ถูกบีบให้แคบลง จนเหลือเพียงระยะสายตา หลัวอวิ๋นรู้ดีว่าหากยังคงหนีต่อไปโดยไม่หันกลับสู้ เขาจะถูกไล่ต้อนจนหมดทางเลือก
เขาหยุดวิ่งกะทันหัน แรงเฉื่อยทำให้ร่างโซเซเล็กน้อย แต่สายตากลับนิ่งสงบกว่าที่ควรจะเป็ สมองทำงานอย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาที
“อาคมเสริมกาย โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแผ่ซ่านออกมาทันที กล้ามเนื้อที่อ่อนล้าถูกบังคับให้ตึงขึ้นอีกครั้ง แม้จะแลกกับความเจ็บลึก ๆ ภายในร่างกาย แต่เขาไม่มีทางเลือก
“อาคมแมลง จงกลายเป็ต่อแตน”
เศษใบไม้และฝุ่นดินรอบตัวสั่นไหว ก่อนจะกลายเป็ฝูงแมลงจำนวนมากพุ่งออกไปขวางเส้นทางนักล่าที่อยู่ด้านหลัง
ในขณะเดียวกัน ค้อนโลหะถูกเรียกออกมาจากแหวนมิติ หลัวอวิ๋นเอี้ยวตัวเหวี่ยงค้อนออกไปอย่างสุดแรง
หนึ่งในนักล่าระดับรวมปราณหลบได้อย่างเฉียดฉิว แต่อีกคนรับการโจมตีเต็ม ๆ เสียงโลหะกระแทกดังสนั่น ร่างกระเด็นถอยไปหลายก้าว แขนทั้งสองข้างบิดงอผิดรูป เืไหลซึมออกมาทันที ฝูงแมลงพุ่งเข้าปะทะนักล่าที่เหลือ ทำให้จังหวะการบุกชะงักลง
“ระวัง วิชาประหลาด!” เสียงะโดังขึ้น
หลัวอวิ๋นขมวดคิ้ว เขาคิดว่าการโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัวจะสามารถสังหารได้อย่างน้อยหนึ่งคน แต่ความจริงกลับโหดร้ายกว่านั้น ระดับรวมปราณไม่ใช่สิ่งที่เขาจะจัดการได้ง่าย ๆ ด้วยการฟาดเพียงครั้งเดียว
ในชั่วพริบตา ทั้งห้าคนก็แยกตำแหน่ง ล้อมเขาไว้จากทุกทิศทางสายตาของหลัวอวิ๋นกวาดมองรอบตัวอย่างรวดเร็ว เขารับรู้ได้ถึงแรงกดดันจากลมปราณที่ปะทะเข้ามา ร่างกายของเขาอยู่ในสภาพใกล้ขีดจำกัด หากยืดเยื้อ ผลลัพธ์มีเพียงความตาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้หนทางเศษใบไม้ถูกแรงลมกวาดขึ้นมาอีกครั้ง
อาคมแมลงถูกเรียกใช้อีกครั้ง ฝูงแมลงพุ่งเข้าจู่โจมทั้งห้าคนพร้อมกัน เพียงเสี้ยววินาทีแห่งความโกลาหล หลัวอวิ๋นก็พุ่งตัวเข้าใส่นักล่าระดับขัดเกลาปราณคนหนึ่ง
ค้อนฟาดลงอย่างรุนแรง เสียงกระดูกแตกดังชัดเจน ร่างนั้นล้มลงแทบจะในทันที หลัวอวิ๋นไม่หยุด ค้อนเหวี่ยงใส่อีกคนที่อยู่ไม่ไกล ร่างเล็กกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะทรุดลงแน่นิ่ง เืไหลนองพื้น สองคนถูกจัดการในพริบตา
แต่ก่อนที่เขาจะปิดบัญชีคนที่สามได้ ร่างกายก็ส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง คมกระบี่แหวกอากาศพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว หากช้ากว่านี้เพียงนิดเดียว ปลายกระบี่คงเสียบทะลุร่างไปแล้ว
“ชิ ดันหลบไปได้”
“อย่าประมาท โจมตีพร้อมกัน!”
นักล่าระดับรวมปราณขยับพร้อมกัน หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นตั้งรับ คมกระบี่ฟาดใส่อย่างต่อเนื่อง เสียงโลหะปะทะกันดังไม่หยุด แขนของเขาชาไปเกือบทั้งข้าง เขารู้ดี หากยังรับแบบนี้ต่อไป อีกไม่กี่อึดใจเขาจะต้องเสียเปรียบ
“อาคมควายธนู”
เสียงพึมพำหลุดออกมาพร้อมกับการฝืนดึงพลังที่ยังไม่สมบูรณ์ ร่างกายสั่นสะท้าน อาคมรวมตัวกันเป็รูปร่างสัตว์อสูรมีเขา ภาพยังเลือนราง ไม่มั่นคงแต่ก็เพียงพอ ควายธนูพุ่งออกไปด้วยแรงมหาศาล
“อั๊ก!”
นักล่าระดับรวมปราณถูกพุ่งชนอย่างจัง ร่างกระเด็นลอยไปไกล เืพุ่งออกจากปาก อาศัยจังหวะนั้น หลัวอวิ๋นพุ่งเข้าหานักล่าระดับเดียวกับตน ค้อนฟาดลงอย่างไม่ลังเล เืกระจาย ร่างไร้ลมหายใจทันที
“ไอ้เด็กเวร!”
“วิชาลับสำนักกระบี่วายุ คมวายุกระบี่ร้อยเล่ม!”
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามา หลัวอวิ๋นรับรู้ได้ถึงกระบี่ที่มองไม่เห็นพุ่งเข้ามาจากทุกทิศ เขายกค้อนขึ้นป้องกัน เสียงโลหะดังสนั่นต่อเนื่อง ร่างกายถูกบังคับให้ถอยหลังหลายก้าว หากรับต่อไป เขาจะไม่เหลือแรงหนี
“อาคมควายธนู!”
เขาฝืนเรียกใช้อาคมอีกครั้ง แม้รู้ว่าร่างกายแทบรับไม่ไหว ควายธนูพุ่งชนอย่างฉับพลัน บังคับให้อีกฝ่ายต้องหันมารับการโจมตีแทน
“โอมจังงังกำบังกาย”
ร่างของหลัวอวิ๋นเลือนหายไปในทันที อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเสียสมาธิ เขาหันหลังหลบหนีโดยไม่ลังเล นี่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้แต่มันคือการเอาชีวิตรอด เสียงไล่ล่ายังคงดังตามหลังมา แต่ระยะห่างเริ่มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น
“โฮก!”
เสียงคำรามสั่นะเืูเาดังขึ้นจากเบื้องหน้า แรงกดดันอันตรายแผ่ซ่านออกมา ทำให้ร่างกายของหลัวอวิ๋นกระตุกโดยอัตโนมัติ
เมื่อมาถึงตีนเขา เขาหยุดลง มองไปข้างหน้าและด้านหลัง เขารู้ดีว่าทางไหนก็อันตรายไม่ต่างกัน หลัวอวิ๋นสบตากับนักล่าที่ไล่ตามมาอีกฝ่ายหนึ่งชั่วครู่ จากนั้น เขาหันหลังพุ่งเข้าไปในเขตูเาอสูรทันทีนักล่าหยุดยืนอยู่ที่ขอบเขต ไม่กล้าตามเข้าไป
“แดนต้องห้ามูเาอสูร ฆ่าตัวตายชัด ๆ” แม้จะไม่ตามเข้าไป แต่มันก็ยังเฝ้าดูอยู่ด้านนอก
อีกด้านหนึ่ง หลัวอวิ๋นพุ่งเข้าไปในป่า ลมหายใจหนัก ทันใดนั้น หมูป่าั์ก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ ค้อนถูกเรียกออกมา ฟาดลงอย่างแม่นยำ กะโหลกแตก เืสาด อสูรล้มตายทันที เขาเก็บแกนอสูรแล้ววิ่งต่อ
ตลอดทาง หลัวอวิ๋นปะทะกับสัตว์อสูรไม่หยุด ส่วนใหญ่เป็ระดับต่ำ มีระดับกลางบ้างประปราย แต่ไม่อาจหยุดเขาได้ เมื่อเข้ามาลึกพอสมควร เขาพบถ้ำเล็ก ๆ พอใช้เป็ที่พัก หลัวอวิ๋นไม่รอช้า นำแกนอสูรและทรัพยากรออกมาเริ่มดูดซับทันที
ตันเถียนของเขาราวกับหลุมดำ กลืนกินพลังอย่างไม่รู้จักพอ เมื่อพลังเกือบเต็มขั้น ความอ่อนล้าก็ถาโถมเข้าใส่ เขาทรุดตัวลงและหลับไป
เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นอย่างชัดเจน ตอนนี้เขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะแก้แค้น เขาต้องแข็งแกร่งกว่านี้ แข็งแกร่งพอที่จะไม่ต้องหนี แข็งแกร่งพอที่จะไม่ต้องหลบซ่อน
หลัวอวิ๋นมองออกไปยังความมืดนอกถ้ำ ก่อนจะตัดสินใจ เขาจะฝึกที่นี่ จนกว่าจะไม่มีใครไล่เขาได้อีกต่อไป
ความมืดภายในถ้ำเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่ค่อย ๆ สม่ำเสมอขึ้นตามจังหวะการไหลเวียนของลมปราณ หลัวอวิ๋นนั่งขัดสมาธิอยู่กลางถ้ำ เสื้อคลุมถูกถอดวางพาดไว้ด้านข้าง ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลที่ยังไม่สมานดีนัก แต่แววตากลับนิ่งสงบกว่าที่เคย
แกนอสูรที่ดูดซับไปก่อนหน้านี้ยังหลงเหลือพลังอุ่นไหลเวียนอยู่ภายใน ราวกับไฟที่ยังไม่ดับสนิท มันไม่พุ่ง ไม่ปะทุ แต่แทรกซึมไปตามกล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นลมปราณอย่างช้า ๆ หลัวอวิ๋นรับรู้ได้ชัดเจน ระดับพลังของเขายังไม่เลื่อน แต่รากฐานแน่นขึ้นอีกขั้นแล้ว
ลมหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง แน่นขึ้น ลึกขึ้น ร่างกายตอบสนองต่อพลังได้ดีกว่าเดิม แม้ยังไม่ถึงขั้นทะลุระดับ แต่เขารู้ดีว่า หากฝืนเลื่อนในตอนนี้ ร่างกายอาจพังมากกว่าที่จะได้ประโยชน์
เขาลืมตาขึ้น ภายในถ้ำมืดสลัว แต่การมองเห็นกลับชัดเจนกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย หลัวอวิ๋นก้มมองฝ่ามือของตนเอง กำมือแน่นแล้วคลายออกช้า ๆ กล้ามเนื้อขยับตอบสนองอย่างมั่นคง
นี่ไม่ใช่ภาพลวง มันคือผลลัพธ์ เขายื่นมือไปแตะพื้นหินเย็นเฉียบ จากนั้นค่อย ๆ ออกแรงเพียงเล็กน้อย รอยร้าวเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นทันที หินแตกเป็เส้นบาง ๆ ก่อนจะหยุดอยู่แค่นั้น หลัวอวิ๋นถอนมือกลับ หากเป็ก่อนหน้านี้ เขาคงต้องออกแรงมากกว่านี้หลายเท่า เขาหลับตาลงอีกครั้ง
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแผ่ซ่านออกมาอย่างราบเรียบ ไม่มีแรงสะท้อน ไม่มีความเจ็บแล่นย้อนกลับมาเหมือนครั้งก่อน มันยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ แต่ก็แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
หลัวอวิ๋นไม่เรียกค้อนออกมา มันไม่จำเป็ในตอนนี้ เขารู้ดีว่าอาวุธนั้นยังอยู่ และจะอยู่กับเขาไปอีกนาน แต่ในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือร่างกายของเขาเอง
เขาคิดถึงภาพใบหน้าของนักล่าที่เผชิญหน้ากันก่อนหน้านี้ แววตา ท่าทาง น้ำเสียง ทุกอย่างถูกจดจำอย่างชัดเจน ความแค้นไม่ได้เดือดพล่าน แต่ก็ไม่จางหาย มันถูกเก็บไว้รอวันทวงคืน
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น มองไปยังปากถ้ำที่มีแสงจันทร์ส่องลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย ด้านนอกคือแดนต้องห้ามที่เต็มไปด้วยอันตราย แต่ในสายตาของเขา มันกลับเป็สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้
ที่นี่ไม่มีใครไล่เขา ไม่มีใครสั่งเขา ไม่มีใครมองเขาเป็เหยื่อ มีเพียงความเป็ความตายและพลังที่ต้องแย่งชิง
หลัวอวิ๋นลุกขึ้นยืนช้า ๆ สะพายเสื้อคลุมกลับขึ้นบ่า จากนั้นเดินออกไปยืนหน้าถ้ำ ลมเย็นพัดปะทะใบหน้า กลิ่นคาวเืของอสูรยังลอยอ่อน ๆ อยู่ในอากาศ
เขามองออกไปยังแนวป่าทึบเบื้องหน้า นี่จะเป็สถานที่ฝึกของเขาจนกว่าร่างกายจะรับพลังได้มากพอ จนกว่าการเรียกใช้อาคมจะไม่ต้องแลกด้วยชีวิต
เมื่อถึงวันนั้น เขาจะออกไป ไม่ใช่เพื่อหนีแต่เพื่อไล่ล่า หลัวอวิ๋นกำหมัดแน่น ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในถ้ำ เตรียมตัวสำหรับการฝึกที่ยาวนานและโหดร้ายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เสียงลมพัดผ่านูเาดังต่ำยาวราวกับเป็สัญญาณ การล้างแค้น ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริง ๆ