ภายหลังจากที่เยี่ยนหลีเริ่มคุ้นชินกับความเป็อยู่ในจวนอ๋องแล้ว จากที่เพียงแค่แอบออกไปเที่ยวที่ท้ายตำหนัก วันนี้เ้าตัวก็ได้เริ่มวางแผนที่จะออกไปใช้ชีวิตที่ข้างนอกบ้าง อย่างน้อยๆ ก็ขอเที่ยวชมความเป็อยู่ของผู้คนในยุคนี้ให้สาสมกับที่ตนเองได้มีโอกาสตื่นขึ้นมาในร่างนี้เสียที
เยี่ยนหลีและจื่อหยางพากันใช้เส้นทางด้านหลังจวนในการเข้าออกเพื่อหลบหนีออกไปท่องเที่ยว เมื่อเดินทางมาถึงตลาด เยี่ยนหลีก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับข้าวของมากมายที่วางขายอยู่ตรงหน้าพร้อมทั้งการตกแต่งของร้านค้าแต่ละร้าน
บรรยากาศที่ครึกครื้นนี้ทำให้เยี่ยนหลีดูผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้นไม่น้อย ก่อนที่เ้าตัวจะเข้าออกร้านค้าแต่ละร้านอย่างเพลิดเพลิน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ล่วงเลยถึงเวลาที่ต้องกลับเสียแล้ว
“พระชายา เราต้องกลับกันแล้วนะเพคะ”
“เฮ้อ ข้ายังอยากเดินเที่ยวต่ออยู่เลย” เยี่ยนหลีกล่าวอย่างอิดออด นางยังสนุกและอยากที่จะเดินเที่ยวชมสิ่งของต่างๆ อีกมากมาย ดังนั้น เมื่อจื่อหยางกล่าวว่าถึงเวลาที่ต้องกลับตำหนักแล้ว สีหน้าจึงพลันหม่นลงเล็กน้อย
“ไม่ได้เพคะ หากคนที่จวนอ๋องรู้เข้า พระชายาจะทรงเดือดร้อนได้นะเพคะ” จื่อหยางไม่วายเป็กังวลด้วยกลัวว่าพระชายาของนางนั้นจะถูกคนในจวนจับได้และนำเื่นี้ไปรายงานท่านอ๋อง หากเป็เช่นนั้นคงไม่แคล้วถูกลงโทษกักบริเวณเป็แน่
“จื่อหยาง เ้าว่าเมืองอื่นๆ จะสวยงามเช่นนี้หรือไม่ ธรรมชาติที่อยู่ด้านนอกจะสวยงามและน่าชมมากเพียงใด” เยี่ยนหลีกล่าวถามอย่างไม่จริงจังในคำตอบที่จะได้รับ ด้วยรู้ดีว่าโอกาสเช่นนั้นคงหาได้ไม่ง่ายๆ หากแต่ตัวนางได้ย้อนมาอยู่ในยุคนี้ทั้งที บรรยากาศที่ไม่ใช่เพียงแค่ฉากในการถ่ายทำละครนั้น ถ้าตนเองไม่ได้ออกไปเที่ยวชมบรรยากาศของเมืองต่างๆ ด้วยตนเองก็ดูว่าจะเสียเที่ยวอยู่ไม่น้อย
“พระชายาปรารถนาที่จะไปเที่ยวต่างเมืองเช่นนั้นหรือเพคะ” จื่อหยางทวนถามซ้ำถึงความ้าของผู้เป็นาย ด้วยว่าปกติแล้ว เยี่ยนหลีมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ค่อยออกมาพบปะผู้คน หากแต่ระยะหลังมานี้ พระชายาของนางนั้นดูสดใสและร่าเริงขึ้นมาก จากที่เคยชื่นชอบการที่เก็บตัวอยู่แต่ในจวนไม่ออกไปไหนมาไหน บัดนี้กลับกลายเป็ว่าสิ่งเ่าั้ได้ถูกมองว่าเป็การกระทำที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายไปเสียแล้ว
“ข้าอยากไปเที่ยวชมเมืองอื่นๆ อยากไปศึกษาความเป็อยู่และวัฒนธรรมของผู้คนในแต่ละแคว้น ข้าเบื่อที่จะต้องอยู่แต่ในตำหนักแล้ว” เพียงแค่คิดว่าต้องทนอยู่ในจวนอ๋องต่อไปอย่างไร้ซึ่งกำหนด ความห่อเหี่ยวก็พลันมาเยือนในจิตใจของเยี่ยนหลีอีกครั้ง
“พระชายา เช่นนั้นแล้ว วันนี้เราแวะไปซื้อตำรากลับไปให้มากหน่อยดีหรือไม่เพคะ แม้จะยังไม่ได้ไปเที่ยวต่างเมือง แต่ก็พอที่จะทำให้พระชายาไม่รู้สึกเหงาอีกต่อไปแล้ว” จื่อหยางพยายามคิดหาหนทางให้พระชายาของนางมีแววตาสดใสขึ้นมาอีกครั้ง แม้ไม่ได้ออกไปเที่ยว แต่ถ้ามีตำราดีๆ ให้พระชายาของนางให้มากหน่อย เช่นนั้นแล้วอาจจะพอทำให้จิตใจที่เหี่ยวเฉานั้นดูร่าเริงขึ้นมาได้บ้าง
“จริงด้วย ตำราที่ตำหนักข้าอ่านจนหมดแล้ว เช่นนั้นเราไปกันเถอะ” เมื่อนึกถึงตำรามากมายที่รอตนอยู่ เยี่ยนหลีก็พลันรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขขึ้นมาได้อีกครั้งพร้อมทั้งลืมเลือนความเศร้าหมองเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น
หลังจากที่เยี่ยนหลีได้เดินเลือกซื้อตำรามากมายสมใจอยากแล้ว เมื่อกลับมาถึงตำหนัก เ้าตัวก็ได้รีบจัดแจงพื้นที่สำหรับเตรียมตัวอ่านหนังสือ โดยเยี่ยนหลีได้แง้มหน้าต่างเพื่อคอยรับลมและแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา พร้อมทั้งจุดตะเกียงเพื่อเพิ่มความสว่างให้เพียงพอต่อการอ่านตำราในค่ำคืนนี้ของตน
โดยภายหลังจากที่เ้าของตำหนักได้เริ่มต้นการอ่านไปสักพักแล้ว เพียงไม่นานเ้าตัวก็เผยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างฟังดูมีความสุข ซึ่งภาพเ่าั้ก็ทำให้ผู้ที่กำลังแอบมองได้เผลอยิ้มตามไปกับท่าทีที่เป็ธรรมชาติและมีเสน่ห์นั้นโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
และเมื่อกลับมาถึงห้องทำงานของตนแล้ว ผู้ที่แอบมองพระชายาของตนเองเมื่อครู่นี้ก็ได้สั่งการลงไปแก่องครักษ์คู่กายในทันที
“ลู่หาน เ้าจงไปกำชับแก่คนดูแลจวนอ๋อง จากนี้ให้พระชายาเป็ผู้ดูแลความเรียบร้อยภายในห้องทำงานของข้า ที่นั่นมีตำรามากมาย ถ้านางชื่นชอบก็สามารถเข้าไปอ่านได้ หากแต่ไม่อนุญาตให้นำออกมาข้างนอก”
“พ่ะย่ะค่ะ” ลู่หานรับคำสั่ง แม้จะยังสงสัยในความคิดของผู้เป็นายก็ตามที วันนี้ทั้งวันที่เสวียนเยว่ควรที่จะนอนจะพักรักษาตัวให้หายดี แต่กลับกลายเป็ว่าต้องมาแอบกระทำตนเยี่ยงองครักษ์เงาที่ตามติดดูผู้เป็พระชายาที่ออกหนีเที่ยวเสียอย่างนั้น ช่างดูผิดวิสัยของอ๋องแปดที่แสนจะเย่อหยิ่งเสียจริง
ลู่หานเพียงนึกสงสัย หากท่านอ๋องอยากที่จะใกล้ชิดและทำความรู้จักกับพระชายาให้มาก เหตุใดจึงไม่แสดงออกอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเล่า
แท้จริงแล้ว สตรีที่ว่าเข้าใจยากนั้น ลู่หานผู้นี้ขอค้านว่าบุรุษเช่นเสวียนเยว่นั้นต่างหาก ที่นับได้ว่าเข้าใจได้ยากมากยิ่งกว่า
นับแต่นั้นเป็ต้นมา เมื่อใดก็ตามที่ว่างเว้นจากการทำงาน เสวียนเยว่ก็จะคอยตามดูพฤติกรรมของเยี่ยนหลีอยู่ไม่ห่าง จนทำให้เขาได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว นางก็เป็เพียงหญิงสาวที่แอบมีความซุกซนและขี้เล่นอยู่ไม่น้อย ซึ่งดูได้จากการที่นางชอบหยอกเย้าสาวใช้ข้างกายที่มีนามว่าจื่อหยางอย่างไม่ถือตัวนั่นเอง
เมื่อได้เห็นด้านต่างๆ ของผู้เป็พระชายาแล้ว เสวียนเยว่ก็เริ่มที่จะมองนางด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป จากที่ตอนแรกนั้นมีเพียงแววตาแห่งความหวาดระแวงและสงสัยในท่าที แต่ตอนนี้หากเผลอมองหรือนึกถึงนางเมื่อไร เขาก็เป็ต้องเผลอหลุดยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่ทันรู้ตัว
เมื่อสิ่งที่เสวียนเยว่ได้ัันั้นช่างแตกต่างจากข่าวลือที่ตนได้รับรู้มา เสวียนเยว่ก็ได้ให้ลู่หานเตรียมสืบเื่ราวทั้งหมดของเยี่ยนหลีนับย้อนไปั้แ่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งให้องครักษ์มือดีของตนถึงสองคนคอยติดตามดูแลความปลอดภัยให้แก่นางอยู่อย่างเงียบๆ อีกด้วย
แต่กระนั้น ด้วยความปากแข็งและไม่ยอมรับในความรู้สึกของตนเอง เสวียนเยว่จึงคิดหาเหตุผลในการกระทำนั้นของตนว่า เขานั้นทำตามหน้าที่ของสามี อีกทั้งสิ่งเหล่านี้ก็เพียงเพื่อปกป้องดูแลลูกสะใภ้ผู้เป็ที่รักยิ่งของฮ่องเต้ผู้เป็บิดาก็เท่านั้น
เอาเถิด ดูแลเ้าก็ไม่ใช่เื่ยุ่งยากหรือวุ่นวายอันใด ตัวเล็กเพียงเท่านี้ อาหารการกินก็น้อยเสียยิ่งกว่าเลี้ยงกระต่ายตัวหนึ่ง เห็นว่าเ้านั้นเป็บุตรสาวของสหายท่านพ่อที่ไร้ที่พึ่งพา เช่นนั้นข้าก็จะเอ็นดูเ้าให้มากสักหน่อยก็แล้วกัน เสวียนเยว่พลางคิดเข้าข้างตนเองในใจเพียงลำพัง
เดิมทีแล้วเ้ากระต่ายน้อยตัวนี้ก็ดูแลไม่ค่อยจะยากสักเท่าไร หากแต่เนิ่นนานไป จากที่เคยวิ่งเที่ยวเล่นอยู่แค่ภายในจวน เยี่ยนหลีก็เริ่มมีความหาญกล้า ออกไปเล่นทั้งท้ายตำหนักและแอบหนีออกนอกจวนอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งในแต่ละครั้งสิ่งที่ได้ติดไม้ติดมือกลับมานั้นก็มักจะมีทั้งชา ขนม และตำราต่างๆ มากมาย โดยหาได้มีข้าวของเครื่องใช้ของสตรี เครื่องประทินโฉม ผ้าไหม หรือเครื่องประดับสวยๆ งามๆ อย่างที่สตรีอื่นทั่วไปชื่นชอบเลยแม้แต่น้อย
หากแต่ระยะหลังๆ มานี้ การเรียนรู้ของเ้ากระต่ายน้อยตัวนี้ก็ดูเริ่มจะหนักข้อขึ้นทุกวัน ล่าสุด เสวียนเยว่ได้รับรายงานมาว่า เยี่ยนหลีนั้นริอ่านที่จะแอบดื่มสุราเสียแล้ว
เสวียนเยว่ครุ่นคิดในใจขณะที่ตนกำลังนึกถึงหน้าของนางในยามที่นางกำลังยิ้มและหัวเราะ หรือแม้แต่ยามที่นางนั่งอ่านตำราด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลาย
และเผลอคิดไปไกลว่า ถ้าหากรอยยิ้มนั้นมีสาเหตุมาจากตัวเขาบ้าง ก็คงจะดี ไม่น้อยเลยทีเดียว