ตอนที่ 11
หลังจากได้พูดคุยกันแล้วสุดท้ายหลิงหรงก็เลือกที่จะอยู่อาศัยกับครอบครัวท่านลุง บิดาและพี่ชายสดใหม่ของนางต่อ โดยที่จนกว่าหลิงหรงจะตอบตกลงได้คนทั้งหมดก็กล่าวโน้มน้าวนางเป็เวลานานอยู่พอสมควร ไม่ใช่เพราะหลิงหรงไม่ยินยอมที่จะอยู่กับพวกเขาเพียงแต่พวกเขาต่างก็คิดไปเองแล้วเริ่มร่ายยาวไม่มีช่องว่างช่องไฟให้หลิงหรงโต้ตอบได้นั่นเอง
จริงๆแล้วหลิงหรงและจิ้งจอกทั้งสองได้สำรวจและสังเกตคนที่นี่มาั้แ่ต้นแล้ว และเห็นได้ถึงความซื่อสัตย์ จริงใจและเป็คนที่ตรงไปตรงมาไม่เ้าเล่ห์โลภมากทั้งสามจึงตกลงกันว่าจะอยู่ที่นี่ หลิงหรงนั้นแม้จะไม่ได้ผูกพันแต่อย่างไรแล้วทุกคนที่นี่ก็นับว่าเป็ครอบครัวที่เหลืออยู่ของนางในโลกใบนี้ หากจะลองมีญาติพี่น้องบ้างคนไม่เสียหายอันใดมากมายนัก และนี่ก็นับว่าเป็การตอบแทนคุณทดแทนของจิติญญาเดิมก็แล้วกัน….
ไม่นานหลังจากหลิงหรงให้คำตอบทุกคนไปแล้วนางก็ขอตัวออกมาก่อน เพื่อที่จะไปรอไป๋เซ่อและเฮยเซ่ออยู่ที่เปลนอนอันเดิม เพราะนางสั่งให้ทั้งสองไปสำรวจโรงประมูลของนางที่ได้มาเปิดไว้ที่เมืองหลวงแคว้นหลงซานเมื่อครึ่งปีก่อนว่าเรียบร้อยดีหรือไม่นั่นเอง
เนื่องจากหลิงหรง้าใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่ไม่ได้อ่อนแอแลยากจนจึงได้ให้ไป๋เซ่อและเฮยเซ่อจัดการทุกอย่างให้ หากไม่จำเป็จริงๆนางก็ไม่อยากออกไปหน้าม่านเท่าใดนัก ชีวิตเรียบง่าย สงบสุข ไร้สิ่งใดต้องกังวลนั่นคือสิ่งที่หลิงหรงไฝ่ฝันไว้ เพราะโลกก่อนหลิงหรงทั้งต้องดิ้นลนปากกัดตีนถีบเพื่อที่ตนจะได้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างดีที่สุด ทั้งตั้งใจทำงานพาร์ทไทม์หรืองานต่างๆที่ช่วยเสริมให้มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน
ไม่ว่าจะเป็ค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากินและที่สำคัญคือค่าเทอม เพราะหลิงหรงหวังเอาไว้ว่าเมื่อเรียนจบตนเองจะได้มีงานดีๆเงินเดือนเยอะๆชีวิตจะได้ไม่ลำบากเช่นที่ผ่านมา ต่อให้ตนเองต้องทั้งทำงานหนักและเรียนหนักหลิงหรงก็ไม่เคยย่อท้อ สำหรับเด็กที่ไร้พ่อแม่ญาติพี่น้องคอยสนับสนุนอย่างเด็กกำพร้าเช่นหลิงหรงนั้นต้องเป็ทุกอย่างให้ตัวเองเสมอ
แม้อยากมีสังคมหรือ่วัยเด็กวัยรุ่นเช่นคนทั่วๆไปแต่หลิงหรงต้องยอมทิ้งทุกอย่างไว้เื้ัเพื่อที่จะให้ไปถึงฝั่งฝันในอนาคต แต่สุดท้ายแล้วชีวิตคนเราช่างโหดร้ายเพราะโชคชะตามักเล่นตลกกับเราเสมอจึงทำให้หลิงหรงได้มาอยู่ยังที่นี่ ทว่าหากหลิงหรงไม่ได้มาที่นี่ชีวิตของนางในโลกก่อนก็ยากจะคาดเดาได้เช่นกัน แต่อย่างไรแล้วในชีวิตที่ผ่านมาและเื่ราวที่ได้พบเจอมันได้สอนให้หลิงหรงรู้ว่า
คนเราไม่สามารถอยู่คนเดียวในสังคมได้ต่อให้ตนเองเก่งกาจแค่ไหน แต่สังคมก็ไม่ใช่ทุกอย่างที่เราจะต้องไฝ่หาเช่นกัน สิ่งที่เราควรมีคือ กำลัง สติปัญญา การพลิกแพง ไหวพริบสามารถเอาตัวรอดได้และที่สำคัญที่เราควรมีคือมิตรที่ดีและครอบครัวที่เข้าใจและคอยเป็กำลังใจให้ เมื่อหลิงหรงรับรู้ในข้อนี้นางเองก็มีทุกอย่างครบแล้วในตอนนี้ กำลัง สติปัญญา ความสามารถเอาตัวรอดและมิตรที่ดีอย่างไป๋เซ่อและเฮยเซ่อที่คอยอยู่ข้างๆนางไม่จากไปไหนหรือคิดคดทรยศต่อนางแม้ทั้งสองจะมนุษย์จริงๆก็เถอะ และมีเพียงสิ่งเดียวที่หลิงหรงยังขาดอยู่นั่นก็คือครอบครัวนั่นเอง
หลิงหรงนั้นอยากจะมีครอบครัวเป็ของตัวเองสักครั้งเพื่อเติมเต็มส่วนที่นางยังขาดอยู่ และนี่จึงเป็เหตุผลที่ว่าเหตุใดหลิงหรงจึงยอมให้โอกาสแก่เทียนหรงให้ทำหน้าที่ของบิดาสักครั้ง ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้นหลิงหรงก็พร้อมแล้วที่จะรับมันแม้บางที่มันอาจจะทำให้ชีวิตที่สงบอย่างเช่นที่นางใฝ่ฝันเอาไว้พังทลายก็ตาม….
ฟึบ ฟึบ ตุบ ตุบ
“มาแล้วรึ ว่าอย่างไรเรียบร้อยดีหรือไม่?”หลิงหรงกล่าวขึ้นทันทีที่เห็นคนที่ตนกำลังรออยู่ปรากฏตัวขึ้น
“ทุกอย่างเรียบร้อยดี ข้าได้แจ้งแก่พวกเขาแล้วว่าท่านจะอยู่ที่ใดและหากไม่มีเื่ร้ายแรงจริงๆไม่อนุญาตให้ใครมารบกวน แล้วพวกเขาก็เข้าใจดีและยังฝากมาบอกอีกด้วยว่าจะทำหน้าที่ให้ดีเพื่อเป็การตอบแทนที่ท่านได้มอบชีวิตใหม่ให้เเก่พวกเขา และตัวแทนของอีกทั้ง 4 แคว้นเองก็เช่นกัน ท่านไม่ต้องกังวลทั้งห้าไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอนท่านก็ควรที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขเถิด…”เฮยเซ่อเอ่ยบอกแก่หลิงหรง
“ใช่ ท่านเองก็ความจะใช้ชีวิตให้เหมือนคนวัยหนุ่มสาวเสียบ้าง ต่อให้เ้าเฮยเซ่อมันจะสอนให้ท่านตายด้านแต่กับครอบครัวของตนเองก็ผ่อนคลายบ้างเถิด คนพวกนี้ข้าตรวจสอบแล้วพวกเขาย่อมเป็ครอบครัวที่ดีให้ท่านได้ ไม่ว่าวันวานท่านจะพบสิ่งใดมากก็เอาไว้เป็เพียงบทเรียนหรือประสบการณ์เถอะ หากท่านไม่เปิดใจท่านอาจจะไม่ได้สิ่งที่้าก็ได้ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยงทั้งนั้นอย่าได้กลัวการเผชิญหน้ากับความจริงเลย”ไป๋เซ่อกล่าวเสริม
“ข้ารู้แล้วน่า แต่อย่างไรมันก็ยังไม่ชินข้าขอเวลาปรับตัวหน่อยก็แล้วกัน และไม่ใช่ว่าข้ากลัวแค่เขินอายเล็กน้อยเท่านั้นเอง”แม้จะเอ่ยเช่นนั้นใบหน้าของหลิงหรงก็ยังคงนิ่งอยู่เช่นเคย
“เป็หน้าที่ตายด้านยิ่งนัก เฮยเซ่อข้าบอกแล้วว่าอย่าได้สั่งสอนจนนางกลายเป็คนใบหน้าตายด้านเช่นนี้ ยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม รู้สึกราวกับไม่รู้สึก”ไป๋เซ่อบ่นออกมาแต่อีกสองคนก็ได้ยินอยู่ดี
“หาใช่เป็เพราะข้าเสียที่ไหน มันเป็เพราะนางเองต่างหากใครบอกให้นางหลอมโอสถประหลาดออกมากินกันเล่าและเป็เ้าที่สั่งสอนนางให้หลอมยาแปลกๆออกมา มีที่ไหนหลอมยาตัดความรู้สึกออกมาและนี่ยังมิได้คิดค้นยาแก้ออกมาอีกหรือ?”มันก็เป็เช่นที่เฮยเซ่อกล่าวมานั่นแหละ
เพราะหลิงหรงนั้นตอนแรกไม่สามารถเก็บสีหน้าและอารมณ์ของตนเองได้พอนางเริ่มหลอมโอสถได้ชำนาญจึงคิดค้นสูตรยาแปลกๆนี้ขึ้นมา แต่ใครจะคิดว่ามันได้ผลออกมาเกินคาดขนาดนี้ มันไม่ได้ตัดความรู้สึกแต่ยาตัวนี้มันตัดความสามารถการแสดงทางอารมณ์ออกมาต่างหาก แม้ต่อให้ภายในเขินอายตัวแทบแตกแต่ภายนอกก็ทำได้เพียงหน้าแดงระเรื่อขึ้นเท่านั้น
และจนกระทั่งทุกวันนี้ทั้งหลิงหรงและไป๋เซ่อก็ยังคงหายาแก้ไม่ได้ทำได้เพียงทำยาสลายเท่านั้น ซึ่งทุกวันนี้หลิงหรงก็นับว่าแสดงถึงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าและปฏิกิริยาได้มากแล้วเช่นกัน เช่นการกระตุกยิ้ม จึงทำให้ใบหน้าที่เหมือนบุรุษยิ่งดูเหมือนเข้าไปอีก แต่หากเป็เมื่อก่อนก่อนที่นางจะกินยานั้นลงไปเมื่อเวลาหลิงหรงยิ้มขึ้นมาก็งดงามไม่แพ้สตรีใดในโลกหล้าเช่นกัน….
“พวกเ้าไม่ต้องมาเถียงกันเื่ของข้าเลย ทุกอย่างเป็ข้าที่คิดอะไรแผลงๆเองมิได้เกี่ยวกับใครทั้งนั้น”หลิงหรงไม่ได้คิดจะโกรธหรือไม่พอใจเลยที่ทั้งสองกล่าวถึงนางเช่นนั้น เพราะทั้งสองก็เปรียบเสมือนเพื่อนแท้และครอบครัวของนาง จริงๆแล้วหลิงหรงให้ทั้งสองเรียกแค่ชื่อของตนเท่านั้นแต่ทั้งสองก็เรียกนางนายหญิงอยู่ดี แต่หากเมื่อคุยกันสองคนหลิงหรงก็จะถูกเรียกแทนที่ด้วยคำว่านางทันที
“……”
“เอาล่ะ ในเมื่อทุกอย่างตกลงและเข้าที่เรียบร้อยแล้วข้าว่าพวกเรามาเริ่มสร้างที่พักถาวรกันเสียก่อนเถิด ว่าแต่พื้นที่ที่ดินของท่านลุงมีมากเพียงใดกัน?”
“ข้าว่าท่านมิจำเป็ต้องสร้างใหม่หรอกนะขอรับ หากท่านอยากใช้ชีวิตแบบมีครอบครัวท่านควรที่จะอาศัยอยู่กับพวกเขาเพื่อความคุ้นชินจากการใกล้ชิด หากท่านแยกตัวออกมามันก็ไม่ต่างจากแยกครอบครัวอยู่ดี”เฮยเซ่อกล่าว
“ก็จริงของเ้า เช่นนั้นเราก็มาเปลี่ยนแปลงที่นี่ให้เป็อาณาจักรบ้านสวนกันเถิด ทั้งร่มรื่นอีกทั้งผลผลิตก็ยังมีให้กินและขายได้อีกด้วย ว่าแต่พวกเ้าได้สืบความครอบครัวของท่านลุงคังมาหรือยัง แล้วความเป็อยู่ของคนตระกูลฟางตอนนี้ล่ะยังสบายดีหรือไม่?”หลิงหรงนั้นมีความสนใจใคร่รู้ขึ้นมาจึงสั่งให้จิ้งจอกหนุ่มทั้งสองไปสืบความต่างๆมาให้ตนได้สักพักใหญ่แล้ว
“ก็ได้มานะแต่ไม่ได้ละเอียดมากนัก เดิมตระกูลเจียงเป็ตระกูลมีฐานะอยู่พอสมควรแต่เพราะเื่ที่ผู้เฒ่าเจียงได้ร่วมขบวนคุ้มกันของสำคัญบางอย่างเมื่อ 6 ปีก่อนทำให้คนตระกูลเจียงถูกไล่ล่ามาตลอดจนกระทั่งต้องหลบมาอยู่ที่นี่ แต่ทุกคนก็ถูกสังหารหมดเหลือก็เพียงครอบครัวของจิ่นคังเท่านั้นที่รอดจากการตามล่าเพราะเห็นว่ามีผู้ทรงอำนาจได้ของสิ่งนั้นไปแล้วจึงไม่จำเป็ต้องตามล่าคนที่เกี่ยวข้องกับผู้คุ้มกันชุดนั้นอีกต่อไปนะ แต่ว่าเพราะเื่ที่เกิดขึ้นก็ทำให้ตระกูลเจียงตกต่ำจนเป็อย่างที่ท่านเห็นนี่แหละ”เฮยเซ่อกล่าวแล้วหยุดพักครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ
“ส่วนเรื่อตระกูลฟางตอนนี้ก็เห็นว่ากำลังรุ่งเรืองเลยทีเดียว คนตระกูลฟางดั่งเดิมเห็นว่าถูกกำจัดไปหมดแล้วยามนี้ก็เหลือแต่คนที่ฟางอันจิ่งนำเข้ามาเท่านั้น และยามนี้ไม่ใช่แค่กำลังรุ่งเรืองแต่ตระกูลฟางปัจจุบันยังกลายเป็คนมีอำนาจพอตัวเลยล่ะ ด้วยเดิมที่ตระกูลฟางก็ครองตลาดส่งออกเสบียงและสิ่งต่างๆไปยังแคว้นทั้ง 5 อยู่ด้วยแล้ว มายามนี้พวกมันได้ผูกขาดการขนส่งเสบียงเข้ากองทัพแล้วด้วยทำให้ยามนี้แม้แต่ฮ่องเต้ของแต่ละแคว้นยังต้องไว้หน้าพวกมันถึงสองในสามส่วนเลยทีเดียว ทว่าหากท่าน้าทำลายพวกมันก็ขอเพียงแค่บอกพวกข้าจะจัดการให้เองขอรับ”
“โอ้ พวกนั้นคงสุขสบายมากเลยสินะบนสมบัติของคนอื่น? แต่ไม่เป็ไรข้าจะปล่อยพวกมันไปก่อนก็แล้วกัน แต่พวกมันก็อย่าได้มายุ่งเกี่ยวกับข้าก่อนก็แล้วกัน มิเช่นนั้นล่ะก็ ข้าจะทำให้พวกมันเสียใจไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของมันเลยทีเดียว”หลิงหรงเอ่ยเสียงเรียบจนอยากจะคาดเดา
.
.
.
เช้าวันต่อมาหลังจากหลิงหรงตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ร่วมกับครอบครัวที่เหลืออยู่ทุกคนก็แบ่งห้องดังนี้ บ้านหลังนี้มีทั้งหมด 6 ห้อง เป็ห้องของเจียงจิ่นคังและภรรยาหนึ่งห้อง ห้องของบุตรชายของจิ่นคังหนึ่งห้อง ห้องของเทียนหรงและหลี่หรงอีกคนละหนึ่งห้องรวมเป็สี่ห้องเหลืออีกสองห้องก็เป็ของพวกหลิงหรงโดยที่เฮยเซ่อและไป๋เซ่อนอนด้วยกันแต่คนละเตียง
แม้ห้องจะดีเล็กไปบ้างแต่พวกหลิงหรงก็หาได้เกียงงอนอันใดทั้งสามนั้นอยู่ได้สบายอยู่แล้ว เพราะอย่างไรแล้วทั้งสามก็มักจะหลบไปนอนในมิติของหลิงหรงอยู่ดี แต่มันก็ไม่ได้เป็การไปนอนพักผลเสียทีเดียวหลอกแต่ทั้งสามมักจะเอาเวลานอนของตนไปหมั่นฝึกฝนเสมอนั่นเอง
“สวัสดีตอนเช้าขอรับพี่หลิงหรง ท่านตื่นแล้วหรือขอรับ?”จิ่นิที่เป็เพียงเด็กวัย 7 ขวบปีเมื่อหายเกรงแล้วเวลาพบหน้าพวกหลิงหรงก็เอ่ยทักขึ้นทันทีที่เห็นหลิงหรงออกจากห้อง
“อือ ว่าแต่เ้าเหตุใดถึงแต่ตื่นเช้านักเล่านี่ก็พึ่งยามเหม่า(05.00-06.59น.)เอง เด็กควรพักผ่อนให้เพียงพอนะจะได้โตเร็วๆ”หลิงหรงก็เอ่ยถามตามแบบคนหน้าตายเช่นเดิมหากแต่ก็มีรอยยิ้มน้อยๆให้เห็นอยู่บ้าง
“อ้อ วันนี้พี่ใหญ่จะกลับมาบ้านนะขอรับ ท่านพี่ถูกส่งตัวไปเรียนที่สำนักยุทธ์นานกว่าสามปีแล้ว เมื่อหลายวันก่อนท่านพี่ส่งข่าวมาบอกว่าจะมาถึงบ้านภายในสามวันซึ่งก็คือวันนี้ ขอเลยตื่นเต้นที่จะได้เจอพี่ใหญ่จึงตื่นขึ้นมารอพี่ใหญ่นะขอรับ”จิ่นิเอ่ยด้วยท่าทางร่าเริง
“หือ ท่านลุงคังมีบุตรอีกคนรึมิได้มีเพียงแค่เ้า?”หลิงหรงเอ่ยอย่างสงสัย เพราะไม่เห็นเฮยเซ่อเอ่ยถึงเื่นี้เลย
“ใช่เเล้วหรงเออร์ เพราะพี่ใหญ่เห็นว่าครอบครัวเราลำบากเขาจึงดั้นด้นไปสอบเข้าสำนักยุทธ์ยังแคว้นไป๋ลี่เลยนะ พี่ใหญ่นั้นเขาไม่อยากเห็นครอบครัวลำบากจึงไปเรียนเพราะในสำนักมักมีภารกิจให้ทำพี่ใหญ่ก็จะได้ค่าตอบแทนแล้วคอยส่งกลับบ้านมาเสมอเลย และท่านลุงก็อยากให้พี่ใหญ่ไปหาความรู้ด้วยพี่ใหญ่จึงยอมไป จริงๆแล้วพี่เองก็จะได้ไปนะแต่พี่รู้ดีว่าตอนนั้นร่างกายไม่ค่อยจะดีนักจึงปฏิเสธไป หลายปีมานี้ก็คงลำบากพี่ใหญ่แล้ว…”หลี่หรงที่ออกมาน้องห้องพอดีพร้อมกับได้ยินที่ทั้งสองคนคุยกับจึงเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นรึ ว่าแต่เหตุใดถึงเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ล่ะ? ท่านลุงมีลูกคนรองด้วยรึ”
“ก็เพราะพี่จิ่นหยางนั้นแก่ที่สุดแล้วในพวกเราสามคนในตอนนั้น ส่วนพี่รองก็คือพี่เองและอาิก็คือน้อยเล็ก ท่านลุงและท่านป้าดูแลพี่มาหลายปีแทนท่านพ่อตอนที่ท่านเ็ปพี่จึงเหมือนลูกของท่านลุงและท่านป้าไปอีกคนพวกเราจึงเรียกหากันเช่นนี้ ตอนนี้ก็มีเ้าเป็พี่สามอีกคนแล้วอย่างไรเล่าเ้าดีใจหรือไม่? ครอบครัวเราใหญ่มากเลยนะ”หลี่หรงที่มีนิสัยต่างจากหลิงหรงโดยสิ้นเชิงเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง แม้เขาจะมีอายุถึง 16 ปีแล้วแต่เขาก็ยังคงดูเหมือนเด็กแม้ชีวิตจะผ่านเื่ราวเลวร้ายมามากมายเขาก็มักจะมีรอยยิ้มประดับใบหน้าไว้เสมอ
หลิงหรงที่ได้ยินเช่นนั้นก็มองเข้าไปยังั์ตาของหลี่หรงอย่างจริงจังอีกครั้ง หลิงหรงนั้นสังเกตมาั้แ่หลี่หรงฟื้นขึ้นมาแล้ว นางนั้นรับรู้ได้ว่าต่อให้พี่ชายฝาแฝดของตนนั้นแสดงออกมาเช่นไรแต่สุดท้ายมันก็ปิดบังตัวตนจริงๆของเขาจากนางไม่ได้เลย ครั้งตอนที่หลี่หรงนั่งเงียบๆฟังบิดาเล่าเื่ต่างๆที่ผ่านมาในตอนนั้นหลิงหรงััได้ถึงความเคียดแค้น ความไม่พอใจ และแววตาที่เอาแต่โทษตัวเองแม้จะเพียงแวบเดียวก็เถอะ
เพียงแค่เท่านั้นมันก็ทำให้หลิงหรงรับรู้ได้แล้วว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็พวกเก็บอารมณ์เก่งและยังหลอกลวงผู้คนด้วยใบหน้ายิ้มๆของเขาได้อย่างแเีอีกด้วย แสดงว่าก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่หลี่หรงก็คงไม่ใช่เด็กธรรมดาเช่นกัน
“หลี่หรงเ้าอยากกลับมาฝึกฝนได้อีกครั้งหรือไม่”หลิงหรงที่จ้องมองหลี่หรงได้เพียงครู่ก็เอ่ยออกมา โดยที่ไม่สนใจในตำแหน่งที่ตนพึ่งได้รับมาเลยสักนิดและนางก็ไม่คิดจะเรียกหลี่หรงว่าพี่ด้วย เพราะนางถือนางและเขาอายุเท่ากันและจริงๆแล้วนางก็มีอายุมากกว่าเขาด้วยซ้ำจึงเรียกชื่อเฉยๆ ซึ่งหลี่หรงเองก็ไม่ได้คิดจะว่าอันใดเช่นกันเพราะเขาและหลิงหรงได้คุยกันแล้ว
“หรงเออร์เ้าอย่าได้ล้อพี่เล่นเลย พี่รู้ดีว่าคนที่จุดเก็บพลังถูกทำลายไปแล้วมิอาจรักษาและกลับมาฝึกฝนได้อีก พี่รู้ว่าพวกเ้าเก่งแต่มันคงไม่ใช่เื่ที่ใครๆก็ทำได้…”หลี่หรงเอ่ยด้วยความรู้สึกที่หดหู่
“ข้าถามแค่อยากหรือไม่อยาก เพียงแค่เ้าตอบข้ามาตรงๆ”
“ใครบ้างอยากจะเป็คนไร้ค่า ข้าอยากกลับไปฝึกฝนได้ดังเดิม ข้าอยากแข็งแกร่ง ข้าอยากปกป้องเ้าและท่านพ่อและข้าอยากไปแก้แค้นพวกมันให้สาสม”ตอนแรกหลี่หรงก็เอ่ยเสียงดังฟังชัดด้วยความอัดอั้น แต่ประโยคท้ายเขาได้แต่เอ่ยเสียงเบาเพราะไม่อยากให้ใครรู้
“อยากสินะ”
“เด็กๆมาทำอันใดกันตรงนี้?”หลิงหรงเอ่ยได้เพียงเท่านั้นแต่ก็ยังไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อก็ได้ยินเสียงเทียนหรงดังขึ้นถามเสียก่อน
“…..”
“ไปๆ หากตื่นกันหมดแล้วก็ออกไปข้างนอกกันเถิด หรงเออร์เ้าจะไปบนเขากับพวกพ่อและลุงของเ้าหรือไม่ วันนี้อาหยางจะกลับมาลุงของเ้าว่าจะขึ้นเขาไปหาของป่ามาทำอาหารจัดงานเลี้ยงเล็กๆกัน และยังเป็การจัดเลี้ยงต้อนรับเ้าด้วยนะ พวกเรามิได้ร่ำรวยอันใดคงทำได้ออกไปหาไก่ป่าหมูป่ามาทำกินเท่านั้น เ้าอย่าน้อยใจไปเลยนะที่ไม่ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับเ้าเป็การส่วนตัวแล้วยังต้องมาจัดรวมกับอาหยางอีก…”เทียนหรงเอ่ยอย่างรู้สึกผิด
“ท่านอย่าได้คิดมากหรือกังวลไปเลย งานเลี้ยงสำหรับข้ามันไม่จำเป็หรอก เช่นนั้นข้าจะไปด้วยก็ได้อยู่แต่บ้านข้าก็เริ่มเบื่อแล้วเช่นกัน ว่าแต่บนเขาหลังบ้านนี้มีสัตว์อสูรและสมุนไพรหรือไม่เ้าคะ?”หลิงหรงเองก็ไม่ได้คิดสิ่งใดมากอยู่แล้วเื่แค่งานเลี้ยง เพราะสำหรับคนที่เคยอยู่คนเดียวมาก่อนไม่ว่าจะวันสำคัญแค่ไหนก็เหมือนกับวันธรรมดาทั่วไปอยู่ดี แค่งานเลี้ยงมีของกินมากขึ้นกว่าปกติเท่านั้น…..
“ก็มีอยู่นะหากแต่เป็พวกระดับต่ำๆเท่านั้นสูงสุดก็เพียงระดับ 2 เท่านั้นซึ่งลุงเ้าก็อยู่อย่าได้กังวล ส่วนสมุนไพรนั้นพ่อไม่แน่ใจเช่นกัน”เทียนหรงตอบ เขาคิดว่าลูกสาวตนกำลังกังวลเื่สัตว์อสูรและอยากเข้าไปหาสมุนไพรด้วยแต่ก็กลัวสัตว์อสูรจึงรีบอธิบายออกไป
ที่เทียนหรงคิดเช่นนั้นเป็เพราะเขานั้นยามนี้ไม่มีลมปราณเหลืออยู่เลยจึงไม่สามารถตรวจสอบหลิงหรงได้ และด้วยเวลาถามหลิงหรงถึงการฝึกฝนหลิงหรงก็มักจะตอบว่าตนเพียงพึ่งฝึกลมปราณได้แค่ 3 ปีเองตนนั้นก็อยู่เพียงระดับล่างๆเท่านั้น ซึ่งเทียนหรงก็ไม่ได้คิดสิ่งใดเพราะเขานั้นเคยเป็ผู้ฝึกลมปราณมาก่อนจึงรู้ว่าการเลื่อนระดับมายากมากเพียงใดเขาจึงไม่คิดสิ่งใดมากและก็ไม่คิดจะถามอีก เพราะเขาไม่้าสร้างความลำบากใจให้หลิงหรงเช่นกัน
“แล้วเพื่อนลูกเล่าพวกเขาจะไปด้วยหรือไม่?”เทียนหรงถามต่อ
“พวกเขาคงไม่ไปเ้าค่ะ พวกเขามีธุระที่จะต้องไปทำคงจะไม่ว่างและเห็นว่าครั้งนี้จะไปนานหน่อยและทั้งสองออกไปั้แ่ครึ่งชั่วยาม(1ชั่วโมง)ที่แล้วแล้ว”ที่หลิงหรงตอบไปเช่นนั้นเพราะหลิงหรงสั่งให้ทั้งสองจิ้งจอกไปจัดการส่งของที่โรงประมูลของตนในแต่ละแคว้น และยังให้ไปหาคนแล้วฝึกสอนให้เก่งนั่นเอง
“อ่า เช่นนั้นรึ อย่างไรเราก็ไปกินข้าวกันก่อนเถอะจะได้มีแรงขึ้นเขากัน ไปๆเด็กๆ”
เมื่อไม่มีสิ่งใดแล้วทุกคนก็ไปกินข้าวตามที่เทียนหรงเอ่ยบอก ส่วนหลี่หรงนั้นได้แต่ยังเงียบต่อไปไม่ได้เอ่ยถามถึงสิ่งที่หลิงหรงถามตนก่อนหน้าเช่นกัน เขาทำเพียงทำเป็ลืมไปก่อนเพราะเขานั้นรู้ดีว่าอย่างไรแล้วนั่นมันก็คงเป็ได้แค่ความฝันเท่านั้น โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วันต่อมาเขาจะได้รับรู้ว่าตนนั้นไม่ได้จะกลายเป็คนธรรมดาเช่นที่ตนคิดเอาไว้ตลอดไป และครั้งนี้หลี่หรงนั้นอาจจะยังได้เป็ผู้ฝึกตนในสายที่ตนเคยใฝ่ฝันอีกด้วย!…..
#ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ##