“แห้กๆ.. หยุดเดี๋ยวนี้!!”
พี่ติณณ์ผลักประตูบ้านเข้ามาอย่างแรง ใบหน้าเขาผุดไปด้วยเหงื่อ กัดกรอบกรามแน่นจนขึ้นสันคม ลำตัวสูงหอบจากแรงวิ่ง ดวงตาสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น หันมองสลับระหว่างเดียร์น่าที่นั่งร้องไห้ กับฉันที่ถูกเพญ่านั่งทับอยู่
“ตะ ติณณ์ ..” เพญ่าเอ่ยเรียกชื่อพี่ติณณ์ด้วยความตกใจ รีบลุกออกจากตัวฉัน
ตุ๊บ!
“แอ้ก! …กรี้ดดดดด”
พี่ติณณ์วิ่งเข้ามาถีบเพญ่ากลิ้งลงพื้นไปหลายตลบ แล้วฉุดฉันให้ลุกขึ้นนั่ง ตอนนี้สติฉันแทบจะไม่เหลือแล้ว ปากมีแต่กลิ่นคาวเค็ม ดวงตาพล่ามัวจนแทบมองภาพรอบกายไม่เห็น
“ดะ เดียร์น่า… ” ชื่อแรกที่ฉันเอ่ยถึง คือเด็กเล็กที่ฉันเหวี่ยงออกจากอ้อมแขน
“เดียร์น่าปลอดภัยดี ไม่เป็นอะไรแล้ว...”
“กูจะฆ่าพวกมึง!!! พวกมึงทำชีวิตกูพัง” เพญ่ายังไม่ยอมแพ้ กุมท้องของเธอ ลุกขึ้นมาชี้หน้าด่า
“เลิกโทษคนอื่นซะที! เพญ่า ชีวิตมันพังเพราะตัวเธอเอง”
“ฮึก กูถูกถอดชื่อออก ถูกแฟนคลับรุมด่า มีแต่คนสาปแช่งกู เพราะมึงไง! มึงเอาหลักฐานเหี้xๆ พวกนั้นไปโชว์ไอ้ติณณ์”
“เพราะเธอทำเหี้xเองไม่ใช่หรอ!” พี่ติณณ์สวนกลับ โดยที่กอดฉันเอาไว้ด้วย
“ฮึก ..กูควรจะทำแท้งเพื่อให้เรื่องมันจบไปตั้งแต่แรก”
เธอพึมพำเหมือนคนเหม่อลอย ไร้สติ จ้องเขม็งไปที่เดียร์น่า เสียงฝีเท้ามากมายวิ่งกรูเข้ามาในบ้าน พร้อมชุดกากีสีเข้มและปืนในมือ
“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ! ยกมือขึ้นและยอมมอบตัวแต่โดยดี!”
“นะ นี่พวกมึง… กรี้ดดด แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร แฟนคลับฉันต้องไปรุมฆ่าพวกแกแน่ ไอ้พวกบ้า! ปล่อยฉันนะ”
“คุณถูกจับในข้อหาสร้างหลักฐานเท็จ หมิ่นประมาท บุกรุก ข่มขู่ ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูด และจัดหาทนายเอง ..”
ตำรวจร่ายยาว จับเธอไพ่หลังใส่กุญแจมือ เพญ่าพยายามดิ้นสู้ หวีดเสียงกรี้ดลั่นบ้าน เดียร์น่าวิ่งเข้ามาหาพ่อของเธอ ซุกตัวเข้าอ้อมแขนอีกข้าง
“ดะด๊าาาา ฮือออ เดียร์น่ากลัวป้าคนนั้น เขาตีน้าเขม ฮือออ”
“ไม่เป็นอะไรแล้วลูก ดะด๊าอยู่นี่แล้ว”
ฉันมองภาพนั้นทั้งน้ำตา ยกมือสั่นๆ ขึ้นลูบหลังเดียร์น่า ก่อนที่สติจะดับวูบไป
ฉันตื่นขึ้นมาอีกที ภาพเพดานขาวโพลน สายน้ำเกลือ และชุดคนไข้ก็สวมอยู่ที่ตัวแล้ว
“หนูเขม…”
แม่พี่ติณณ์วิ่งเข้ามาพร้อมน้ำตาที่พลั่งพลู ด้วยสติที่ไม่เต็มร้อย หูฉันแว่วจนฟังคำพูดของพ่อแม่พี่ติณณ์ไม่ออก เห็นเป็นเพียงภาพเบลอของท่านทั้งสองที่เช็ดน้ำตา พลางอุ้มเดียร์น่าไว้ไว้อ้อมแขน
“เดียร์น่า หนูเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ฉันถามด้วยความเป็นห่วง
“มะม๊าเขม…”
ฉันสติเกือบเข้าตัว 100% เพราะคำพูดของเดียร์น่า เธอเรียกฉันว่า
‘มะม๊าเขม’ ไม่ใช่ ‘มะม๊าน้าเขม’ อย่างเมื่อก่อน
“เขม…”
เสียงทุ้มที่คุ้นหูดังขึ้นที่หน้าประตู ชายร่างสูงในชุดลำลอง เดินปรี่เข้ามาหาฉัน พ่อแม่หลบทางให้ ยืนยิ้มทั้งน้ำตา
“พี่ติณณ์…”
“เป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม”
“เจ็บทั้งตัวเลย...”
ฉันพูดติดตลก ทั้งๆ ที่ร่างกายทั้งเจ็บและปวดจนแทบจะร้องไห้ออกมา แต่เพราะมีคนร้องแทนฉันเยอะแล้ว ฉันเลยกลายเป็นคนที่ต้องปลอบให้พวกเขาหายเศร้า
“คนเก่งของพี่หลับไปวันกว่าเลย พี่ตกใจนะรู้ไหม”
พี่ติณณ์หอมเบาๆ ที่หน้าผาก แววตาที่อ่อนโยนเคล้าน้ำตา และฝ่ามือที่อบอุ่นของเขาสัมผัสเบาๆ มี่หน้าแก้มฉัน
“เพญ่าล่ะ”
พี่ติณณ์หันไปพยักหน้ากับพ่อแม่ เป็นการให้สัญญาณว่าอยากคุยกับฉันแค่สองคน พ่อแม่พี่ติณณ์อุ้มเดียร์น่าเดินออกไปอย่างไม่ต้องใช้คำพูด
“เธอถูกจับแล้ว และพ่อแม่พี่ตั้งทนายฝีมือดีที่สุดในประเทศ ไม่ยอมความเธอ โทษฐานที่เข้ามาทำร้ายหลานรักและลูกสะใภ้..”
“....”
“ตอนนี้ข่าวกำลังโด่งดังไปทั้งโลก พี่เอากล้องวงจรในบ้านไปเป็นหลักฐาน”
“คนก็เห็นสภาพเขมถูกกระทืบทั้งโลกเลยน่ะสิ ฮ่าๆ อ้ะ.. ซี้ดด”
ฉันแซวติดตลก หัวเราะเบาๆ ก่อนจะยกมือจับที่มุมปากตัวเองเพราะเหมือนแผลมุมปากจะปริอีกแล้ว
“อาาา ดูไม่ได้เลย” พี่ติณณ์แซวกลับและคว้ามือฉันไปกุมใบหน้าเขา
“เป็นอะไรคะ คุณดะด๊า”
“พี่ขอโทษนะ ..พี่ไม่น่าทิ้งเขมกับลูกไว้เลย เขมต้องมาเจ็บตัวเกือบตายเพราะพี่แท้ๆ ”
เสียงแผ่วเอ่ยผ่านลำคอหนา น้ำตาของลูกผู้ชายไหลลงหน้าแก้มไปถึงซอกฝ่ามือฉัน เขาจ้องนัยย์ตาแสดงความขอบคุณที่จริงใจ
“เขมต่างหากที่ต้องขอโทษพี่ และต้องขอโทษเดียร์น่าด้วย ที่ยอมเชื่อปล่อยให้คนอันตรายแบบนั้นเข้ามาในบ้าน”
“ฮึก พี่คิดว่าพี่จะเสียเขมไปแล้ว”
“เขมก็ยังอยู่ดีนิ อีกอย่างแค่เดียร์น่าไม่เป็นอะไร เขมก็ดีใจแล้ว”
“ขอโทษ ฮึก ขอโทษและขอบคุณจริงๆ”
เขาโน้มตัวลงสวมกอด ความอบอุ่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะร่างกาย แต่เกิดจากจิตใจทั้งสองที่เชื่อมโยงกัน
“มันจบแล้วใช่ไหม”
“อื้ม จบแล้ว …ตอนนี้เหลือแค่เดียร์น่า พี่จะรอให้เขมหายดีก่อน เราค่อยมานั่งคุยกันอีกครั้งว่าจะบอกเดียร์น่ายังไง” ฉันพยักหน้ารับช้าๆ