ตอนที่ 3 พิธีสลักคำ
นิทานขณะนี้เข้ามาหลบอยู่ในถ้ำเล็ก ๆ ที่ต้องมุดเข้ามา ทางเข้ามีขนาดใหญ่กว่าตัวนิทานไม่มาก เขาต้องค่อย ๆ ประคองตัวคีตานำเข้ามาก่อนจึงดันตัวเองเข้ามาได้ ด้วยขนาดอันคับแคบของปากถ้ำ หมีั์จึงไม่อาจเข้ามาได้ส่งผลให้ถ้ำเล็ก ๆ แห่งนี้ กลายเป็สถานที่ปลอดภัยชั่วคราว
นิทานนั่งหอบอยู่กับพื้น สีหน้าวิตกกังวล
นิทานที่ปลุกคำแห่งพลังได้ถึง 3คำ ในวัยเพียง 19ปีย่อมเป็ยอดอัจฉริยะแท้จริง แม้จะทอดตามองไปทั่วอาณาจักรที่มีประชากรนับร้อยล้านก็ยากที่จะมีอัจฉริยะเช่นนิทานเกิน3คน แต่นิทานในขณะนี้ไม่ได้มีความรู้สึกภูมิใจหรือยินดีใดๆ ทั้งสิ้น สายตาและสมาธิทั้งหมดจับจ้องไปที่าแบนร่างของคีตา
ร่างของคีตายามนี้เืไหลนอง มีาแยาวสี่เส้นพาดั้แ่กลางหลังมาถึงลำตัว แม้จะเข้าไม่ถึงกระดูกหรืออวัยวะภายในแต่แผลสาหัสเช่นนี้ย่อมทำให้เืทะลักออกมาอย่างน่ากลัว ทุก ๆ หยดที่ไหลออกมาเหมือนโคลนตมที่อัดแน่นทับถมลงในลำคอของนิทานจนเขาหายใจไม่ออก
ราวกับปาฏิหาริย์แล้วที่คีตายังมีลมหายใจอยู่ กรงเล็บของหมีั์ที่เสริมพลังแล้วสามารถป่นต้นไม้ต้นใหญ่ได้โดยง่าย
โถ่เว้ย าแขนาดนี้ เสียเืไปขนาดไหนแล้วก็ไม่รู้
ฉันมันโง่ ทำไมถึงไม่คิดว่าหมีั์นั่นอาจมีคำแห่งพลังมากกว่า 2คำ
ถ้าฉันไม่ประมาท คีตาก็ไม่ต้องเข้ามาสละตัวเองปกป้องฉันแบบนี้
ถ้าฉันวางแผนให้ดีกว่านี้ ถ้าฉันไม่วิ่งไปเหยียบกับดักนั่น ถ้าฉัน.. ถ้าฉัน.. ถ้า..
โธ่เว้ย! ละไอ้พวกบ้านั่นมันทำอะไรกันอยู่วะ นี่มันเกินสิบนาทีแล้วนะโว้ย ทำไมกำลังเสริมยังมาไม่ถึงอีก
นิทานสะกดกลั้นอารมณ์มากมายที่พลุ่งพล่านออกมาอย่างบ้าคลั่งพลางพยายามกดแผลของคีตาที่ใหญ่เกินกว่าสองมือของเขาจะช่วยอะไรได้
นิทานใช้พลังเชื่อมโยงพยายามสมานาแและรอยฉีกขาดต่างๆ แต่เืกลับยังคงไหลทะลักออกมาราวกับ้าจะเยาะเย้ย ร่างของคีตาที่หายใจเบาลงเรื่อย ๆ และดวงหน้าที่ซีดลงบีบรัดดวงใจเขาให้แทบแตกเป็เสี่ยง ๆ
ภาพของพ่อกับแม่ที่เหวี่ยงเขาออกมาจากบ้านลอยกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง
ทำไมวะ ทำไมฉันถึงอ่อนแอขนาดนี้ ทำไมทุกคนที่ฉันรักต้องตายเพื่อให้ฉันรอด
นิทานกัดฟันสะกดความคิดโง่ ๆ ทั้งหมดในหัวลง สมองทำงานเร็วจี๋หาทางออกจากสถานการณ์นี้
ตอนพาคีตาหนีฉันเข้ามาในป่าลึกกว่าเดิม ถ้าจากตรงนี้จะแบกคีตากลับเมืองไปหาผู้รักษาละก็คงใช้เวลาประมาณ 10นาที ไม่สิ นั่นมันทางตรง หมีั์นั่นยังต้องป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้แน่
ถ้าอ้อมเพื่อพาคีตาหนีละก็ ยังไงก็ต้องมี20นาที แผลขนาดนี้ 10นาทียังไม่รู้เลยจะทนไหวมั้ย 20นาทีไม่มีทางแน่นอน หรือวิ่งกลับทางเดิมภาวนาให้เจอกำลังหนุน ฝากรับมือกับเ้านั่นส่วนเราก็วิ่งฝ่ากลับไปเมืองเลย ไม่ได้ ก่อนเจอกำลังหนุนต้องเจอเ้าหมีั์ก่อนแน่
ทางเดียวที่ทำได้คือวิ่งตรงกลับเข้าเมืองหวังว่าจะไม่เจอเ้าหมีั์นั่น หรือถ้าเจอก็ต้องฆ่ามันให้ได้หรือหนีมันให้พ้น
โง่รึเปล่าวะนิทาน! นายจะจัดการมันยังไง นายยังไม่ได้ผ่านพิธีสลักคำด้วยซ้ำ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้ระดับผู้เรียนรู้ 3คำถึงพอรับมือกับเ้าหมีนั่นได้
ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางหัวของนิทานเมื่อไอเดียบ้าบิ่นอันหนึ่งเกิดขึ้นมาในหัว
จางหาย เชื่อมโยง แรงดึงดูด
3 คำแห่งพลังของนิทานปรากฏขึ้นในหัว
อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้ระดับผู้เรียนรู้ 3คำถึงพอรับมือกับเ้าหมีนั่นได้…. ถ้าฉันทำพิธีสลักคำตอนนี้เลยก็คงใช้เวลาไม่ถึงนาที ฉันจะกลายเป็ผู้เรียนรู้3คำทันที
แต่..แต่ถ้าฉันทำพิธีสลักคำตอนนี้ มหานทีรากิญญาก็จะแห้งขอด พื้นฐานจิติญญาถดถอยลง โอกาสทำพิธีสลักทำครั้งที่ 2 น้อยนิด ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามหานทีรากิญญาแห้งขอดแล้วจะหาคำที่ 4กับ5เจอมั้ย
หงิง..
เสียงครางดังขึ้นอย่างแ่เบาจากร่างบนตักของนิทาน คีตาเนื้อตัวสั่นเทา เปลือกตาแม้หนักอึ้ง ร่างกายชุ่มไปด้วยเืข้น แต่คีตายังคงพยายามลืมตาขึ้นมา ั์ตาสีดำสนิทราวกับเม็ดลำไยคู่นั้นกะพริบตาอย่างอ่อนแรง ควานหาไปรอบตัว
ั์ตาคู่นั้นควานหาไปทั่วอย่างไม่ยอมหยุด แม้จะเ็ปทรมานเพียงใดมันก็ยังฝืนสติเอาไว้ มันต้องหาบางสิ่งให้พบ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในโลกของมัน
เมื่อั์ตาคู่นั้นหันมาสบตาสีน้ำเงินเข้มของนิทานที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ั์ตาสีดำคู่นั้นก็ใสกระจ่างขึ้นมาทันที
มันเจอสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของมันแล้ว แถมยังปลอดภัยดีอีกด้วย
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือว่าเพราะพลังเชื่อมโยงของนิทานพัฒนาขึ้นแต่นิทานััได้ว่าสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเขากับคีตาแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย นิทานสามารถรับรู้ถึงความคิดที่ออกมาจากั์ตาสีดำคู่นั้นได้เบาบาง
ดีจัง…นิทาน.. ปลอดภัย. ร้องไห้..ทำไม.. ไม่..ร้องไห้..
คีตา..เลียหน้า.. ให้กอดด้วย..นิทาน..ไม่ร้องไห้
นิทานนิ่งไป ลมหายใจขาดห้วง ในอกปวดร้าวราวกับจะะเิออกมา
วินาทีนั้น ความคิดไร้สาระทั้งหมดหายไปจากหัวของนิทาน เขาปาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาทิ้งไป สองมือประคองยกร่างคีตาอย่างเบามือราวกับกำลังประคองแก้วหลากสีที่เปราะบางยิ่งกว่าสิ่งใด ก่อนจะวางลงข้างตัวอย่างอ่อนโยน
ผัวะ!
กำปั้นหนาด้านของนิทานกระแทกใบหน้าตนอย่างไม่มีออมรั้ง รอยเืเส้นเล็กไหลลงมาที่มุมปาก แต่สายตากลับเต็มไปด้วยปณิธานอันมุ่งมั่นไม่สั่นคลอน
ความร้อนเอ่อขึ้นมาจากกลางหัวใจของนิทาน ในห้วงจิตอันดำมืดปรากฏมหานทีสายหนึ่ง มหานทีแห่งนี้ทอดตัวมาจากห้วงลึก ไหลออกไปจนสุดระยะสายตา มันกว้างขวางราวกับกระบองค้ำฟ้า ทอดตัวยาวไร้ที่สิ้นสุด เป็ดั่งพญาอสรพิษผู้เกรียงไกร น้ำในมหานทีใสจนมองทะลุเห็นก้น น้ำทุกหยดแผ่พลังออกมารอบตัว ราวกับกำลังหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง
สิ่งนี้คือมหานทีรากิญญา สิ่งที่ทุกคนมีในห้วงจิต เป็แหล่งหล่อเลี้ยงิญญาและจิต ทำให้ทุกสิ่งสามารถค้นหาคำแห่งพลังของตนผ่านการค้นจิตและิญญาที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยมหานทีแห่งนี้
มหานทีสายนั้นไหลเอื่อย ๆ แล้วจึงไหลเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จากน้ำหลากกลายเป็ไหลเชี่ยวกราก มวลน้ำมหาศาลไหลขึ้นสู่นภาเบื้องบนไปสู่ความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง
ท่ามกลางความมืดบนนภาปรากฏทรงกลมขนาดใหญ่ราวกับดวงดาวอยู่ 5ดวง
ดวงหนึ่งมีรูปลักษณ์เลือนราง จางราวกับหมอก ตรงกลางสลักคำว่าเลือนหาย
อีกดวงหนึ่งมีโซ่ล่ามอยู่ทั่วดวง กระจายไปทุกจุดเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น ภายในเห็นคำว่าเชื่อมโยง
อีกดวงหนึ่งแผ่แรงดึงดูดสีม่วงออกไปรอบตัว ภายในมีวังวนหมุนวนไปมาอย่างไร้ที่สิ้นสุดราวกับพายุ หากสังเกตดี ๆ จะเห็นคำว่าแรงดึงดูดอยู่ตรงกลาง
อีกสองดวงนั้นมืดสนิท ไม่มีสิ่งใดแผ่ออกมาหรืออยู่ภายในให้มองทะลุเข้าไป
น้ำจากมหานทีรากิญญาไหลขึ้นไปพันรอบดวงดาวทั้ง 5ดวง จนห่อหุ้มดาวทั้ง 5ไว้ 3ดวงที่แทนถึง จางหาย เชื่อมโยง และแรงดึงดูดเริ่มปรากฏรอยปริร้าว อีกสองดวงที่ดำสนิทกลับไม่ปรากฏสิ่งใดเลย
เมื่อน้ำจากรากิญญาไหลมาคลุมดาวทั้ง 5ดวงจนครบ น้ำก็เริ่มระเหยออกจากผิวดาวอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน รอยปริร้าวที่ผิวดาวทั้ง 3ดวงก็มากขึ้นเช่นกัน เกิดเป็วัฏจักรที่เมื่อน้ำระเหยออก รอยปริร้าวก็มากขึ้นวนเวียนไปอย่างต่อเนื่อง
น้ำจากมหานทีรากิญญาไหลขึ้นไปทดแทนส่วนที่ระเหยออกไปอย่างไม่หยุดพัก น้ำปริมาณมหาศาลในมหานทีลดลงอย่างรวดเร็ว มีเพียงดวงดาวมืดสนิทสองดวงเท่านั้นที่น้ำระเหยออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีรอยปริร้าวแม้แต่น้อย หากน้ำจากรากิญญายังคงไหลขึ้นไปเติมเรื่อย ๆ อย่างสูญเปล่า
ขณะที่มหานทีกำลังจะแห้งขอด ดวงดาวทั้ง 3ดวงก็ปริร้าวไปทั่วดวงจนไม่อาจฝืนกักคำไว้ภายในได้อีกต่อไป ดาวทั้ง 3ดวง แตกสลายลงก่อนจะะเิออก
จางหาย เชื่อมโยง แรงดึงดูด
คำทั้งสามลอยออกมาจากดาราทั้ง3ก่อนพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า แตกกระจายสว่างไสวทั่วนภา บนท้องฟ้าที่เคยมืดสนิทกลับปรากฏสีสันพร้อมอักษรขนาดใหญ่สามอักษรที่กลืนกินทั่วแผ่นฟ้า
บนท้องฟ้าทางทิศเหนือปรากฏหมอกหนาสีเทา ปรากฏอักษรขนาดั์ราวกับเทวะเป็ผู้ขีดเขียนโดยใช้นภาต่างกระดาษ จางหาย!
บนท้องฟ้าทิศตะวันออกเกิดสายโซ่หลากสีสันลากกระจายไปทั่วแผ่นฟ้า เชื่อมโยงถึงกันถักทอเป็แผ่นผืนเดียวกัน ก่อเกิดเป็สายใยที่ไม่มีจุดไหนไม่เชื่อมถึงกัน มีอักษรั์สลักไว้กลางแผ่นฟ้า เชื่อมโยง!
บนท้องฟ้าทิศใต้เกิดห้วงวังวนสีม่วงที่แผ่กระจายกระเพื่อมเข้าหาและออกห่างจากศูนย์กลางอย่างเป็จังหวะ ห้วงวังวนนี้แผ่พลังออกมาราวกับ้าทั้งดูดและผลักทุกสิ่งไปพร้อมๆ กัน อักษรั์สลักไว้กลางแผ่นฟ้า แรงดึงดูด!
หากท้องฟ้าทิศตะวันตกกับกลางแผ่นฟ้าระหว่างทั้ง4ทิศกลับมืดสนิทไร้แสงสีใด ๆ กลับมีเพียงดวงดาวสองลูกที่ยังคงลอยอยู่ที่เดิม ไม่มีแม้รอยปริร้าวปรากฏแม้แต่นิดเดียว
มหานทีรากิญญาในเวลานี้เหลือเพียงกระแสน้ำเล็ก ๆ เท่านั้น จากมหานทีขนาดั์ แผ่พลังอันไพศาล ในเวลานี้กลับเหลือน้ำอยู่เพียงก้นนที กลายเป็เพียงอสรพิษเล็กที่ไม่อาจข่มขวัญใครได้อีกต่อไป
นิทานรับรู้ได้ทันทีว่าถึงแม้เขาจะค้นพบคำอีก 2คำได้ รากิญญาของเขาก็ไม่เพียงพอต่อการหลอมดวงดาวอีก 2ดวงแล้ว
นิทานลืมตาขึ้นมา ลองกำและแบมือทั้งสองของตัวเอง ทบทวนถึงพลังที่ตนได้รับมาผ่านการสำเร็จพิธีสลักคำ
นิทานก้มลงไปมองที่ร่างคีตาที่หายใจรวยริน ตลอดเวลาที่นิทานทำพิธีสลักคำในห้วงจิต คีตาไม่ถอนสายตาออกจากใบหน้าของนิทานเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ดีจัง.. นิทาน..ไม่..ร้องไห้..แล้ว..
ด้วยพลังเชื่อมโยงที่ผ่านการพัฒนาจากพิธีสลักคำมาแล้ว นิทานรับรู้ความรู้สึกของคีตาได้ชัดเจนมากขึ้นไปอีกระดับ
“ขอโทษนะคีตา ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ร้องไห้แล้วล่ะ ที่สำคัญที่สุด นายจะปลอดภัย เราจะกลับบ้านด้วยกัน” นิทานยิ้มอย่างอ่อนโยน
หางสีดำฟูขนาดใหญ่ส่ายไปมาเล็กน้อย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิทานอุ้มคีตาไว้ในอ้อมอก วิ่งตัดผ่านป่าด้วยความเร็วสูงลิบ ร่างนิทานในเวลานี้เคลื่อนไหวราวกับไร้น้ำหนัก ร่างผลุบ ๆ โผล่ ๆ ราวกับภูตผี วิ่งด้วยความเร็วที่เร็วกว่าเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วอย่างเทียบไม่ติด
แรงดึงดูดในระดับผู้เรียนรู้!
นิทานปรับใช้กับร่างกายของตนและคีตาให้สามารถวิ่งได้ราวกับไม่มีน้ำหนัก ฝีเท้าเบาไร้เสียงราวกับนกฮูกกระพือปีก ทุกย่างก้าวที่เขาวิ่งออกไม่เหลือรอยเท้าใด ๆ ยิ่งยามนี้ร่างกายของเขาแกร่งขึ้นเพราะการหนุนเสริมจากคำแห่งพลังทั้ง 3 ในห้วงจิต
คีตาในเวลานี้หายใจเป็จังหวะมากขึ้น แม้จะยังแ่เบาและอ่อนแรง ปริมาณเืที่ไหลออกมาก็ยังคงน่าเป็ห่วง หากสีหน้ากลับมีเืฟาดดูคงพอประคับประคองต่อไปได้อีกสักระยะ นิทานฝืนเชื่อมโยงาแของคีตาขณะที่วิ่งฝ่าดงป่า สองมือประคองร่างคีตาอย่างนุ่มนวล
นิทานวิ่งตัดเป็เส้นตรงโดยไม่สนสิ่งใด ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที นิทานก็วิ่งกลับมาถึงจุดที่มีร่องรอยการต่อสู้ระหว่างเขาและเ้าหมีั์
นิทานออกวิ่งต่อโดยไม่ลดความเร็วลง ในใจหวังเพียงตัวเองอาจโชคดีไม่ต้องพบเ้าหมีั์นั่นอีกครั้ง สามารถวิ่งตัดผ่านป่าจนไปเจอกับกำลังเสริมได้อย่างปลอดภัย
โฮกกก!
เสียงคำรามดังก้องกังวานมาจากด้านหน้าของนิทานเป็สัญญาณว่าหมดเวลาหวังพึ่งโชคชะตาแล้ว
พยุหะเข็มแหลมคมนับร้อยเล่มพุ่งตรงเข้ามา นิทานเอนตัวออกด้านข้าง ร่างกายถูกดึงเข้าสู่ต้นไม้บริเวณใกล้เคียง ร่างของนิทานลอยขึ้นเล็กน้อย มือหนึ่งดันออกไปด้านข้างเกิดเป็แรงผลักส่งร่างของนิทานลอยออกจากวิถีของเข็มแหลม
เชื่อมโยงและแรงดึงดูดในระดับผู้เรียนรู้!
ทางด้านหน้าปรากฏเ้าหมีั์ที่พุ่งตะกุยตัวออกมาจากพงหญ้า เสียงคำรามสัตว์ป่าอันโเี้ดังขึ้น สายตาสัตว์ร้ายเพ่งตรงมาที่นิทานโดยไม่วอกแวกราวกับกลัวว่าเหมือนเผลอเมื่อไหร่ร่างของนิทานจะหายไปจากสายตาของมันอีกครั้ง
ถึงแม้จางหายจะได้รับการพัฒนาเช่นกัน แต่ในสถานการณ์ที่ศัตรูจับจ้องมาที่ตนอย่างไม่วางตาเช่นนี้ พลังในระดับผู้เรียนรู้ย่อมไม่เพียงพอ
ด้านหน้าของนิทานเวลานี้เองปรากฏรอยอุ้งเท้าหมีขึ้นบนพื้นอีกครั้ง นิทานกลับไม่ใส่ใจย่ำลงไปเต็มที่ราวกับไม่เห็นมัน แต่ในครั้งนี้เท้าของนิทานกลับไม่จมลงไปราวกับสิ่งที่เหยียบลงบนพื้นคือขนนกที่ลอยตกลงมาเท่านั้น
“ใครจะไปหลงกลลูกไม้เดิม ๆ วะ”
เ้าหมีั์แม้สงสัยว่าเหตุใดพลังของมันจึงไร้ผลแต่มันก็ไม่ได้ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย ตาของนิทานเรืองแสงขึ้นเล็กน้อยขณะมองไปที่อุ้งมือข้างซ้ายของหมีั์ที่ใช้วิ่งตะกุยเข้าหาตน เ้าหมีั์พลันรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ตรึงมือตนไว้กับพื้นทันที
ถึงแม้หมีั์จะเป็เพียงสัตว์อสูร แต่มันก็เป็สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ 3คำ มันย่อมไม่โดนลูกไม้เดิม ๆ เช่นกัน เ้าหมีั์กระชากอุ้งมือของตัวเองออกจากพื้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้กระทบกับความเร็วในการวิ่งและสมดุลร่างกายของตนน้อยที่สุด แต่ในครั้งนี้เ้าหมีกลับรู้สึกได้ว่าตัวเองต้องใช้พลังมากกว่าเดิมมหาศาลในการดึงอุ้งมือของตนให้หลุดออกจากพื้น
เมื่อมันรับรู้ว่ามันต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อดึงให้หลุด มันจึงรวบรวมพลังก่อนกระชากอุ้งมืออย่างแรง แต่คราวนี้อุ้งมือของมันกลับหลุดออกอย่างง่ายดายราวกับไม่เคยมีอะไรมายึดมันไว้แต่แรก
เมื่อออกแรงดึงบางสิ่งอย่างเต็มแรงแต่อยู่ ๆ สิ่งนั้นกลับหลุดออกมาโดยไม่มีแรงต้านย่อมทำให้สมดุลร่างกายเสียทันที เหมือนการเล่นชักเย่อที่ฝั่งหนึ่งกำลังออกแรงเต็มที่แต่อีกฝั่งกลับปล่อยมือซะอย่างงั้น
เ้าหมีั์ที่คราวนี้อุ้งมือซ้ายลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็วจนทำให้ร่างกายของมันเอียงไปทางขวา ขณะนั้นเองที่มันรู้สึกว่าตัวของมันหนักขึ้นกะทันหัน ร่างที่เพียงเอนกลับกลายเป็จะล้มลงไปอย่างรวดเร็ว
เ้าหมีั์พยายามขยับอุ้งมือขวาเพื่อปรับสมดุล หวังจะใช้อุ้งมือขวามายันพื้นไว้ให้ตนไม่ล้มลง แต่อุ้งมือขวาของมันในเวลานี้เองดันถูกยึดติดกับพื้นขึ้นมาอย่างโหดร้าย เ้าหมีั์ที่ไม่สามารถควบคุมสมดุลตัวเองได้อีกต่อไปจึงล้มลงกับพื้นอย่างไร้ทางต้าน
นี่คือการใช้พลังในระดับผู้เรียนรู้อย่างแท้จริง นิทานเวลานี้สามารถยึดติดสิ่งของได้พร้อม ๆ กันหลายสิ่งจากที่แต่ก่อนสามารถยึดได้เพียงทีละอย่าง สามารถควบคุมได้ถนัดและละเอียดยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็การใช้ออกหรือยกเลิกผลของพลัง พลังในการยึดติดก็แน่นและแข็งแรงมากขึ้น
นิทานใช้พลังนี้และยกเลิกพลังอย่างรวดเร็ว สร้างสถานการณ์ที่เ้าหมีออกแรงดึงสุดตัวแต่กลับไม่มีอะไรยึดไว้จนเสียสมดุล
เมื่อตัวเอียงแล้วนิทานจึงใช้พลังแรงดึงดูดเพิ่มน้ำหนักร่างกายส่วนขวาของเ้าหมีั์ฉับพลันจนตัวมันเอน สมดุลทั้งหมดหายไปจากน้ำหนักตัวสองข้างที่ไม่เท่ากัน
พลังแรงดึงดูดในเวลานี้มีพลังและระยะเพิ่มมากขึ้น ความแม่นยำก็สูงขึ้นจนสามารถระบุเฉพาะจุดที่อยากใช้พลังได้ นอกจากนั้นพลังในการดึงและผลักก็สูงขึ้นมาก
ปิดท้ายด้วยการยึดอุ้งมือขวาดับความหวังในการนำมายันเพื่อสร้างสมดุลไว้กับพื้นด้วยพลังเชื่อมโยง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือเ้าหมีั์ล้มลงอย่างไร้ทางขัดขืน กลิ้งโค่โล่ จนหลังไปกระแทกกับซากต้นไม้ผุๆ จนต้นไม้โค่นลงมาทับเ้าหมีั์ เวลานี้มันอยู่ในสภาพนอนล้มหันข้าง หลังติดกับโคนต้นไม้ ซากต้นไม้ทับอยู่กลางลำตัว เมื่อมันพยายามลุก กลับพบว่าร่างกายซีกที่ติดกับพื้นติดแน่นไม่ยอมขยับอยู่กับพื้น ซ้ำด้วยซากต้นไม้ผุๆ ที่ดูหนักไม่ถึง20กิโลกรัมในเวลานี้ สำหรับมันกับรู้สึกราวกับหนัก100กิโลกรัม
อธิบายยืดยาวแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับรวดเร็ว เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ั้แ่นิทานหลบขนเข็มของหมีั์ หมีั์พุ่งตัวเข้ามาแล้วล้มลง ก่อนตัวติดกับพื้นโดนซากต้นไม้ทับลุกไม่ขึ้นในเวลาอันสั้น
เ้าหมีั์ติดกับโดยสมบูรณ์ มันพยายามเอียงคอหันไปมองทางนิทานเพื่อจะจดจำใบหน้าของคู่แค้นของมันเอาไว้ มันมั่นใจว่านิทานไม่มีความสามารถพอจะฆ่ามัน ด้วยิัเหนียวทนของมัน มันสามารถรับมือการโจมตีระยะไกลได้ ถึงในเวลานี้มันจะยังลุกลำบาก แต่อีกไม่นานก็ย่อมสามารถลุกขึ้นมาได้ หากนิทานจะเข้ามาโจมตีมันใกล้ ๆ ใน่เวลานี้ มันก็มั่นใจว่ามันจะสามารถลุกออกไปตอบโต้ได้ทัน
แต่นิทานในเวลานี้หายตัวไปไม่เห็นแม้แต่เงา เหลือเพียงพลังตกค้างที่ยังฝังอยู่ในซากต้นไม้คอยทับเ้าหมีั์ไว้ไม่ให้ขยับ รอยหยดจากเืของคีตาก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงกลิ่นของเืจาง ๆ ที่ลอยมาตามลม