(มีอีบุ๊ก) หออาชาไนย | พ่อค้าความตาย

    ตอนที่ 21 ปลูกว่านเขียนยันต์

            ตอนที่ 21ปลูกว่านเขียนยันต์

             

            เ๱ื่๵๹การพักอาศัยอยู่บนยอดดอยชาพันปีอันที่จริงก็ไม่ได้ลำบากมากนักนั่นอาจจะเป็๲เพราะว่าพวกเขาทั้งสามพักอาศัยอยู่เรือนไม้หลังใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน

            เรือนไทยประยุกต์ที่สร้างขึ้นจากการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับวัสดุสมัยใหม่ที่คงทนถาวรมากขึ้น ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายในแบบฉบับล้านนาไว้อยู่ โดยเฉพาะชานหน้าเรือนที่มีขนาดกว้าง

            ซึ่งสามารถออกมาสูดอากาศยามเช้าในอย่างผ่อนคลายเนื่องจากยามเมื่อลมพัดโชยมาก็นำเอากลิ่นของแมกไม้ระคนอากาศที่เย็นชื้นครั้นเมื่อสูดหายใจเข้าไปจึงรู้สึกผ่อนคลาย

            บ้านหลังนี้มีสามห้องนอนซึ่งแต่ละห้องมีขนาดไม่เท่ากันโดยเฉพาะห้องรับแขกซึ่งกว้างประมาณสามศอก เหมาะสำหรับคนสองคนได้พักอาศัย

            ส่วนภายในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะปลูกเรือนเป็๲แบบ‘เรือนไม้บัว’ สลับไปกับ ‘เรือนไม้’ ตามแต่ฐานะและกำลังทรัพย์ของตนบ้านที่มีฐานะหน่อยก็จะปลูกบ้านแบบเรือนไม้ เล็กบ้างใหญ่บ้างตามแต่จะทำ

            อีกทั้งในหมู่บ้านนี้ยังมีชนเผ่าที่แตกต่างกันไปอีกนั่นย่อมทำให้ต้องอยากจับกลุ่มสร้างบ้านอยู่ใกล้กันกับชนเผ่าของตนจึงทำให้มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็๞แปดส่วน โดยที่มีบ้านของผู้ใหญ่เป็๞จุดศูนย์กลาง

            ทั้งแปดพื้นที่ก็แบ่งเป็๲‘แปดทิศ’ โดยทางทิศตะวันออกนั้นได้เหลือว่างเอาไว้เพื่อทำเป็๲ ‘ลานกิจกรรม’ในส่วนของอีก ‘เจ็ดทิศ’ แบ่งส่วนเป็๲ของชนเผ่าต่าง ๆ ได้แก่ กะเหรี่ยง ละหู่ ม้งเย้า ลีซู อาข่า และไทใหญ่

            เรียกได้ว่ามีความซับซ้อนสูงมากหากแต่พวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน นั่นเป็๞เพราะมีวัฒนธรรมร่วมกันแต่ขณะเดียวกันนั่นคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวมองเห็นจากภายนอก…กล่าวกันว่าที่ใดมีคนที่นั่นย่อมมีปัญหาซึ่งที่นี่เองก็เป็๞เช่นเดียวกัน

            ……

            กลุ่มของเพียรเข้ากันได้กับครอบครัวผู้ใหญ่บ้านเป็๞อย่างดีอีกทั้งผู้ใหญ่รู้ว่าเพียร ‘เป็๞คนใหญ่คนโต’ ของทางกระทรวงหากแต่ว่าเขาไม่ได้เปิดเผยตนมากนัก

            เพียรที่เอามือไพล่หลังเดินวนรอบบ้านหลังจากอยู่บ้านหลังนี้มาได้สองคืน โดยมีผู้ใหญ่แทนไทยที่เดินประกบอยู่ด้านข้างตามมาด้วยบุญกองที่คล้องคอกับโกโก้อยู่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยถึงเ๱ื่๵๹ของพวกผู้หญิงภายในหมู่บ้าน

            “ปลูกบ้านแบบนี้แสดงว่า‘คนที่มีวิชา’ ช่วยดูให้ใช่ไหมครับ?” ชายหนุ่มเอ่ยปากถาม

            แน่นอนผู้ใหญ่ย่อมรู้ว่า‘คนที่มีวิชา’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหมอผีทั่วไป ๆ หากแต่เป็๲พวกคนในกระทรวงเขาจึงตอบกลับไปว่า “ใช่จ้ะ…ว่าแต่คุณเพียรมีอะไรจะช่วยดูให้เพิ่มเติมไหม?”เขาถือโอกาสสอบถาม เพราะคนในกระทรวงย่อมเป็๲จอมขมังเวทที่แท้จริง

            “อันที่จริงจะเพิ่มเติมให้เล็กน้อยนั่นย่อมได้แต่ก็คงต้องเก็บเงียบเป็๞ความลับเสียหน่อย ท่านผู้ใหญ่ทำได้หรือเปล่าล่ะ?”

            “เ๱ื่๵๹เล็กน้อย…”

            “งั้นก็ดี…ก่อนอื่นการที่ตั้งหมู่บ้านนี้ผู้ใหญ่เองคงรู้ดีว่าจุดประสงค์เพราะอะไรเท่าที่ฉันเห็นตอนนี้คล้ายกับว่าบ้านหลังนี้ถูกกระแสน้ำล้อมวนไว้ซึ่งก็เป็๞ไปตามที่คนมีวิชา๻้๪๫๷า๹ แต่ว่าผมดูไปดูมา เกรงว่าสักวันหนึ่งน้ำจะไหลทะลักเข้าบ้านมาน่ะสิ”

            “เกิดเป็๲คนนั้นจะขาดน้ำไม่ได้เด็ดขาดแต่หากมากเกินไปย่อมไม่ดี…เหมือนคนที่บ้านถูกน้ำท่วม ‘พวกสัตว์เลื้อยคลาน’ที่ไหลมาตามกระแสน้ำ มันอาจจะปีนป่ายเข้าไปในบ้านเพื่อหาอาหารกิน…”คำพูดเขาแฝงความนัยอยู่ไม่น้อย

            และที่ตนต้องพูดเช่นนี้นั่นก็เพื่อทดสอบสติปัญญาของชายสูงวัยด้านข้าง ว่าจะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนเขาจะได้รู้ว่าควรใช้งานอีกฝ่ายในแบบใด

            แทนไทยขมวดคิ้วและถามขึ้นมา“คุณเพียรแล้วจะแก้ไขปัญหา ‘เ๱ื่๵๹น้ำ’ นี้อย่างไรดี?”

            “ง่ายมากแค่ปลูกต้นไม้!”ชายหนุ่มคลี่ยิ้มตอบ

            “ฉันควรเลือกไม้ชนิดใดและปลูกตรงไหนดีหรือ?” ผู้ใหญ่บ้านถามต่อทันที

            “ควรปลูกว่านที่ทิศเหนือ”มือของเขาชี้บริเวณที่ตนยืนอยู่พอดิบพอดี จากนั้นก็พูดต่อไปว่า“คนไทยแต่โบราณมาก็ปลูกว่านเอาไว้เพื่อใช้กินใช้ทาบ้างก็เชื่อว่าปลูกเอาไว้เพื่อใช้กันภูตผีผู้ใหญ่ก็ลองหาว่านมาปลูกดูสักหน่อยก็ดีครับ”

            ผู้ใหญ่เลิกคิ้วข้างหนึ่งที่พูดมาไม่เป็๲ปัญหาเลย“แล้วฉันควรจะปลูกว่านอะไรดีล่ะ?”

            ชายหนุ่มก็เดินต่อไปสายตามองไปยังบ้านเรือนโดยรอบ “ว่านที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในตอนนี้เห็นทีคงจะเป็๞‘ว่านธรณีสาร’ หรือไม่ก็เป็๞ ‘ว่านน้ำ’ หากว่าหาไม่ได้ก็เลือกว่านที่ยอดนิยมอย่าง‘ว่านหางจระเข้’ หรือ ‘ว่านกบ’ มาใช้แทน”

            “หากว่าจะใช้ว่านที่มีฤทธิ์แรงเช่น‘ว่านพระตะบะ’ นั่นดูไม่ค่อยเหมาะสมกับสถานการณ์ที่นี่สักเท่าไหร่ผมก็ไม่รู้ว่าแถวนี้ปลูกว่านอะไรกันแต่ที่เหมาะสมคงเป็๲ที่ผมพูดไป…จำไว้ว่าใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์” เขาพูดเน้นย้ำ

            “ได้ ๆฉันเข้าใจแล้ว ว่าแต่คุณเพียรมี ‘ของดี’ อย่างอื่นจะแนะนำไหม?” ผู้เฒ่าไม่เกรงใจเขาพูดโพล่งออกไปตามตรง

            “งั้นฉันจะเขียนยันต์ให้แผ่นหนึ่งก่อนก็แล้วกันส่วนของใช้พกพาเอาไว้ค่อยพูดกัน” เพียรหันไปกวักมือเรียกบุญกองที่กำลังตีสนิทกับโกโก้ลูกชายผู้ใหญ่บ้านอยู่ “ไอ้บุญเอากระดาษ A4 มาสักแผ่นสิ!”

            บุญกองรีบวิ่งกุลีกุจอขึ้นมา“ได้จ้ะพี่…”

            หลังจากนั้นทั้งกลุ่มก็เดินขึ้นไปบนบ้านพากันนั่งอยู่บริเวณชานบ้าน เพียรใช้ด้ามที่ไม่มีหมึกขีดเขียนลงบนกระดาษอย่างเป็๲ระเบียบ

            ผู้ใหญ่บ้านจึงได้รวบรวมพลังเวทเพื่อเพ่งมองเขาถึงได้เห็นตัวอักษรเรืองแสงมากมายปรากฏขึ้น เขาชำเลืองมองดูชายหนุ่มตรงหน้า คล้ายกับว่าเขากำลังเขียนหรือร่างสัญญาอะไรสักอย่างอยู่…

            เพียงครู่เดียวชายหนุ่มก็พลิกกระดาษใช้ปากกาสีน้ำเงินวาดเป็๲รูปธรรมจักรพอเขาทำเสร็จก็ใช้มือม้วนกระดาษ ก่อนจะเอาเชือกป่านมัดเอาไว้พร้อมเอ่ยปากกำชับผู้ใหญ่บ้าน “เอากระดาษนี้ไปวางไว้บนหิ้งพระ”

            สองมือของผู้ใหญ่บ้านประคองจับกระดาษแผ่นนั้นด้วยความเคารพก่อนจะรีบเดินไปที่ห้องพระทันทีและลงมือทำตามที่เพียรได้บอกกล่าวในระหว่างนี้เองลูกชายของเขาอย่าง ‘โกโก้’ซึ่งมีความสงสัยใคร่รู้อยู่มากจึงติดตามดูอยู่ไม่ห่าง…

            หลังจากวางกระดาษบนหิ้งพระเสร็จเขาก็เดินถอยมาสองสามก้าว ก่อนจะก้มลงกราบพระพุทธรูปพร้อมกับลูกชายแทนไทยพอทำแบบนี้เสร็จเขาก็รู้สึกโล่งใจมากขึ้น

            จึงเดินยิ้มแต้ออกมาหาเพียรซึ่งกำลังนั่งชมนกชมไม้อยู่ที่เดิมทิ้งลูกชายให้ยืนขมวดคิ้วมองดูกระดาษนั่นด้วยความฉงน