“แม่นาง พวกเราเห็นหมดแล้ว” หมิงจี่เตือนอย่างใจดี
เผยจี้เงียบไม่พูดจา ก้าวเท้าใหญ่ไปข้างหน้า สีหน้าเคร่งเครียดประคองเผยเสี่ยวอวี๋ที่หดตัวอยู่บนพื้นขึ้นมาพร้อมกับจู้เจียงเจียง “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
เห็นรอยฝ่ามือบนหน้าของเผยเสี่ยวอวี๋ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกโมโห “มาหาท่าน ไม่เจอท่านก็เลยทำร้ายคน”
“มาหาข้า?”
เผยจี้มองจู้ซูเฟินแวบหนึ่ง “ข้าไม่รู้จักนาง”
“ข้าไม่สน ดอกท้อเน่าของท่าน แก้ปัญหาเอาเอง ข้าจะพาเสี่ยวอวี๋กลับห้องไปทายา”
หวังซื่อสองคนวันนี้เอ่ยปากก็ตามหาเผยจี้ ไม่ใช่คนตามจีบเขาแล้วอะไร?
วิธีการพูดแบบนี้ เผยจี้รีบแสดงออกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ในเวลาเดียวกันก็เหมือนจะได้กลิ่นน้ำส้มสายชูนิด ๆ?
“ใต้เท้า ตัดสินแทนข้าน้อยด้วย...”
จู้ซูเฟินยังไม่เข้าใจสถานการณ์ พยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีลุกขึ้นจากพื้น ลากมือที่บาดเจ็บของตัวเอง ร้องไห้อย่างเสแสร้ง
บาดเจ็บหนักเช่นนี้ก็พลันรู้สึกว่าตัวเองมีเหตุผล ในตอนที่คิดว่าเผยจี้จะต้องกล่าวโทษจู้เจียงเจียงแทนตัวเองอย่างแน่นอนนั้น ก็เห็นเพียงเผยจี้ยกมือถือดาบที่พกติดตัวขึ้นมา กดลงบนไหล่ของจู้ซูเฟิน พลางกล่าวอย่างรังเกียจว่า “อย่าเข้ามา”
ภรรยาของเขาโกรธแล้ว น้องสาวของเขาก็ถูกทำร้าย และเหมือนผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ก็คือผู้ร้าย เผยจี้จะไม่ชักสีหน้ากับนางได้อย่างไร?
“ท่านแม่ทัพ นางแพศยาคนนั้นทำร้ายข้า” จู้ซูเฟินอึ้งอยู่กับที่ ยังมิวายพยายามโยนความผิดไปให้จู้เจียงเจียง
“แม่นางท่านนี้ โปรดระวังคำพูดของเจ้าด้วย!”
ดูแคลนภรรยาของเขาแบบนี้ สีหน้าของเผยจี้ยิ่งเข้มจนน่ากลัว “ยังมีอีก หากเจ้ามีเรื่องร้องทุกข์ก็ไปศาลาว่าการ ข้าไม่ออกหน้าให้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง”
คำเหล่านี้ของเขาลำเอียงและเหน็บแนมอย่างเปิดเผย ทำให้ชาวบ้านรอบ ๆ ปิดปากหัวเราะเยาะ
หมิงจี่มองประเมินเผยจี้แวบหนึ่ง เขาเหมือนจะได้รู้เรื่องลับสุดยอดบางอย่างเข้าแล้ว
ในบ้าน จู้เจียงเจียงทายาให้เผยเสี่ยวอวี๋เสร็จ ก็ให้นางเปลี่ยนชุดสะอาด รวมถึงตัวเองก็เปลี่ยนของตัวเองด้วย
หมิงจี่มาแล้ว วันนี้รับปากว่าจะไปชงชาที่สำนักศึกษาตระกูลหมิง จะชักช้าไม่ได้ นางต้องเตรียมตัวเดี๋ยวนี้
“เสี่ยวอวี๋ วันนี้เจ้าไปรอข้าที่บ้านปู่สวี่ หากมีใครมาหาอีก ห้ามวู่วามออกไปเหมือนเมื่อครู่เข้าใจไหม?”
จู้เจียงเจียงเปียผมให้ตัวเองไปพลาง กำชับเผยเสี่ยวอวี๋ไปพลาง
แต่น่าจะไม่มีใครกล้ามาอีกกระมัง จู้ซูเฟินกับหวังซื่อนอนนิ่งอยู่ข้างนอกขนาดนั้นแล้ว
“พี่สะใภ้สวยจัง”
ถึงแม้บนหน้ายังแดงแสบ แต่เผยเสี่ยวอวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
ไม่บ่อยนักที่พี่สะใภ้ของนางจะสวมกระโปรงสวย ๆ แบบนี้ ทั้งยังแต่งหน้าแต่งตัว ต่างจากวันปกติสิ้นเชิง สวยจนนางไม่อยากจะเชื่อ
“จริงหรือ?” จู้เจียงเจียงหันกลับไปลูบศีรษะของเผยเสี่ยวอวี๋ “เสี่ยวอวี๋สบายใจได้ รอเราสร้างบ้านเสร็จ พี่สะใภ้จะซื้อผ้าสวย ๆ มากมาย และของในห้องทั้งหมดให้เจ้าใหม่ดีไหม?”
เพราะในบ้านเก่าทั้งในและนอกของตระกูลเผยล้วนเป็นดินโคลน ดังนั้นพวกนางพี่สะใภ้และน้องสามีจึงไม่เคยสวมกระโปรง และไม่ได้ซื้อ
ชุดฮั่นฝูที่นางสวมวันนี้ก็ซื้อมาในชาติก่อน วางทิ้งไว้ในช่องว่างมิติมาโดยตลอด วันนี้จำใจต้องหยิบมาช่วยแก้ฉุกเฉิน
ไม่รู้ว่าชุดฮั่นฝูที่มีองค์ประกอบของยุคปัจจุบันเล็กน้อยนี้ จะถูกคนในยุคนี้ยอมรับหรือไม่?
ช่างเถอะ ออกไปก่อนค่อยว่ากัน
จู้เจียงเจียงใช้ผ้าไหมสีแดงผูกเป็นโบคู่กับผมเปีย แล้วจัดระเบียบชุดตั้งแต่หัวจรดเท้าของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจูงมือเผยเสี่ยวอวี๋ออกมา
ชาวบ้านข้างนอกยังดูเรื่องสนุกหัวเราะขำขันกันอยู่ หมิงจี่พิงรออยู่ข้างรถม้าอย่างเบื่อหน่าย เผยจี้ลดสถานะตัวเองลงและกำลังเก็บราวใบชาที่ถูกจู้ซูเฟินผลักล้ม
ดูเป็นธรรมชาติมาก!
จนกระทั่งตอนจู้เจียงเจียงปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เหมือนหยุดนิ่งไปในชั่วพริบตา
“โอ๊ะ...” เสียงร้องตกใจค่อย ๆ ดังขึ้น เสียงหนึ่งต่อเสียงหนึ่ง เนิ่นนานไม่หยุด
เผยจี้นั่งยอง ๆ เก็บใบชาบนพื้นได้ยินก็พลันเงยหน้าขึ้น เห็นจู้เจียงเจียงปิดประตูเดินมาทางเขาพอดี ชั่วพริบตานั้น หน้าอกเขาเหมือนถูกกระแทกเจ็บปวดจี๊ด ๆ
ก็แม้แต่หมิงจี่ที่ก้มหน้าเล่นนิ้วอยู่ข้างรถม้า แม้จะไม่เคยรู้สึกอะไรกับจู้เจียงเจียงมาก่อน ตอนเห็นนางยามนี้ก็ยังละสายตาไม่ได้
ครึ่งเดือนก่อน เขาเคยไปดื่มชาที่ร้านชาของนาง จู้เจียงเจียงตอนนั้นทั้งดำทั้งผอม แห้งเหี่ยวเหมือนไม้ท่อนหนึ่ง
ทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้!
ไม่เพียงแค่หมิงจี่ที่คิดแบบนี้ ทั้งหมดที่อยู่ในสถานที่นี้ก็ตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของจู้เจียงเจียงทั้งสิ้น
ภาพในความทรงจำของพวกเขา จู้เจียงเจียงเหมือนผู้หญิงบ้าน ๆ ส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน
ถึงแม้หลังจากนางหาเงินได้ ไม่สวมเสื้อผ้าเย็บปะ กลับยังสวมชุดโบราณผ้าป่านเนื้อหยาบ ผมคลุกฝุ่นใบหน้าเปื้อนโคลน ไม่มีอะไรแตกต่างกับคนอื่นเลยสักนิด
ก็ก่อนเข้าบ้านเมื่อกี้ นางยังเป็นรูปร่างหน้าตาเหมือนสาวชนบท เหตุใดออกประตูมาอีกครั้ง ทำไมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแบบนี้?
ชุดกระโปรงยาวสีขาวหุ้มถึงตาตุ่มถูกลมพัดเบา ๆ ไปตามการก้าวเดินของนาง ทิ้งเงาสีขาวเป็นแผ่น ๆ ไว้ในอากาศ
เสื้อสีแดงสั้นกระดุมจีนบนตัว แขนเสื้อยาวถึงแค่ข้อศอก เผยแขนเสื้อสีขาวด้านในออกมา
บนเสื้อสั้นสีแดงปักดอกไม้สีขาวดอกเล็ก ๆ ไว้หลายดอก ยามสายลมพัดมากลีบดอกก็ร่วงหล่นลงมาตามสายลม ทำให้เห็นเหมือนยืนอยู่ในทุ่งดอกไม้
ผ้าไหมสีแดงที่ผูกในเส้นผมและเอว เมื่อตัดกับชุดสีขาวที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของสายตา ก็ช่างดูพอดิบพอดี และยิ่งตัดกับเสื้อสีแดงจึงช่วยกันขับเน้นให้ชวนมองและดูสวยสะดุดตา
สีแดงที่จู้เจียงเจียงสวมใส่นี้ ช่างไม่เข้ากันกับดินสีเหลืองของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเลยสักนิด
และยังขัดกับผู้คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกด้วย
“ปู่สวี่ วันนี้ข้าต้องไปชงชาที่สำนักศึกษาตระกูลหมิง เสี่ยวอวี๋คงต้องรบกวนท่านดูแลแทนข้าแล้ว” จู้เจียงเจียงมาหยุดตรงหน้าสวี่เหล่าเกิน เอ่ยปากกับเขาด้วยความเกรงใจ
สวี่เหล่าเกินมองค้าง พักหนึ่งถึงพยักหน้าช้า ๆ “ได้ ได้...”
จัดการเผยเสี่ยวอวี๋เรียบร้อย จู้เจียงเจียงถึงหมุนตัวเดินไปหาเผยจี้
รับตะกร้าใบชาที่เขาเก็บขึ้นมาพูดว่า “วันนี้แม่ทัพเผยมา มีธุระอะไรหรือ? อีกเดี๋ยวข้ายังต้องออกไปข้างนอก ถ้าหากไม่รีบร้อนละก็ พรุ่งนี้แม่ทัพค่อยมาใหม่เถอะ”
เขามาหานางเกือบทุกวัน ก็ไม่แปลกที่จู้ซูเฟินจะเข้าใจผิดคิดว่านางซ่อนเผยจี้ไว้ในบ้าน
เผยจี้เงียบไม่พูด แค่มองสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้าหนึ่งรอบ จดจำลักษณะตอนนี้ของนางไว้
“แม่ทัพเผย?” จู้เจียงเจียงเห็นเขาเหม่อ จึงเรียกชื่อเขาออกมาอีกครั้ง
เผยจี้ถึงได้สติ “วันนี้ข้ามาเพราะอยากไปสำนักศึกษาตระกูลหมิงพร้อมกับเจ้า”
ก็ได้ เขายอมรับ เขาเป็นห่วงกลัวว่านางจะถูกสมาคมผู้รู้อะไรนั่นรังแก ดังนั้นจึงรีบมาเป็นพิเศษอยากไปพร้อมกับนาง
ในสมาคมผู้รู้นั้นมีแต่ปัญญาชน นางเป็นสาวชนบทไม่มีความรู้ ไปแล้วอาจจะรู้สึกกลัวและน้อยเนื้อต่ำใจอย่างห้ามไม่ได้
หากเขาไปด้วย บางทีอาจปลอบใจนางได้นิดหน่อย เพราะเขาก็ไม่เคยเรียนหนังสือ
“ท่านก็ไปด้วย?” จู้เจียงเจียงทำหน้าตกใจ สายตาหมุนไปบนตัวหมิงจี่ที่อยู่ไม่ไกล ยืนยันความจริงเรื่องนี้กับเขา
ระหว่างทางที่มาหมิงจี่เจอเขาพอดี เผยจี้จึงพูดเรื่องนี้ขึ้น ซึ่งเขาก็ตอบรับแล้ว
ในเมื่อทางเจ้าบ้านไม่คัดค้าน เช่นนั้นนางก็ไม่มีอะไรต้องพูด “งั้นก็ไปเถอะ”