ตอนที่ 26: หยกพกที่หวนคืนและข่าวสารจากโอษฐ์ของเฟิ่งหย่า
ยามเช้าตรู่ของวันที่เจ็ดหลังผ่านพ้นเหตุการณ์ลอบโจมตีครั้งที่สอง
ม่านหมอกสีขาวกระจ่างยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามไหล่เขา ปกคลุมลานกว้างของสำนักวิถีเมฆาเอาไว้ราวกับม่านแพรผืนบางเบาที่ยังมิได้ถูกเลิกขึ้น แสงอรุณสีทองอ่อนละมุนเริ่มสาดส่องลอดผ่านยอดไม้สนสูงตระหง่าน ทอดตัวลงมาเป็ลำแสงเฉียง กระทบหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าจนก่อเกิดประกายระยิบระยับ ก่อนที่ไออุ่นแห่งรุ่งอรุณจะค่อยๆ กลืนกินทุกสรรพสิ่งให้จางหายไป
สำนักวิถีเมฆาหวนกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกคราเมื่อมองจากภายนอก
อย่างน้อยที่สุด มันก็ดูเป็เช่นนั้นในสายตาของผู้คนทั่วไป
หลินอันก้าวเดินออกมากวาดลานหินั้แ่ท้องฟ้ายังมืดสลัว ไม้กวาดทางมะพร้าวคู่กายเคลื่อนไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอ เสียงปลายไม้กวาดเสียดสีกับพื้นหินปูดังแ่เบาเป็จังหวะจะโคน
ซ่า ซ่า ซ่า
รอยสะอาดกริบค่อยๆ ปรากฏขึ้นเป็แนวตรงตามเส้นทางที่เขาก้าวผ่าน ท่าทางของชายหนุ่มยังคงสงบนิ่งเฉกเช่นทุกวัน ไม่เร่งรีบ ทว่าก็ไม่เชื่องช้า ราวกับผู้ที่กระทำสิ่งนี้มาเนิ่นนานจนมันหลอมรวมกลายเป็ส่วนหนึ่งของลมหายใจ
ทว่าภายใต้ความสงบเงียบนั้น ประสาทััของเขาเปิดกว้างและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
และในชั่วขณะที่เขากำลังกวาดไม้กวาดผ่านใจกลางลานหิน สัญชาตญาณอันเฉียบคมที่ถูกขัดเกลาด้วยพลังปราณพฤกษาก็พลันรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่
มันมิใช่รังสีอำมหิตของจิตสังหาร
มิใช่ภัยคุกคามที่มุ่งร้าย
หากแต่เป็การปรากฏตัวของใครบางคน ที่เขาคุ้นเคยเป็อย่างดี
หลินอันชะงักมือที่กำลังกวาดพื้นลงเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า
"ข้ารู้ว่าเ้ารับรู้ถึงการมาเยือนของข้าแล้ว"
เสียงของสตรีดังแว่วมาจากหลังแนวกำแพงหินทางทิศตะวันออก น้ำเสียงนั้นใสกังวานดุจระฆังแก้ว ทว่าในครานี้กลับแฝงความเหนื่อยล้าเอาไว้อย่างปิดไม่มิด
"ช่วยลดเสียงลงหน่อยได้หรือไม่ ข้าไม่อยากให้เ้าะโเรียกจนคนทั้งสำนักแห่กันมาดูข้าที่นี่"
หลินอันเบือนหน้ามองไปทางต้นเสียง เขายกไม้กวาดขึ้นพาดบ่าอย่างเป็ธรรมชาติ ก่อนจะก้าวเดินไปหาอย่างไม่เร่งร้อน ท่วงท่าราวกับเพียงแค่จะเดินไปหยิบฉวยสิ่งของที่วางลืมไว้หลังกำแพง
เมื่อก้าวพ้นมุมกำแพงศิลาออกไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างของสตรีในชุดคลุมสีขาวขลิบดิ้นเงิน กำลังยืนพิงแผ่นหลังเข้ากับกำแพงหินอย่างเงียบงัน
เฟิ่งหย่า
ทว่าการกลับมาในครั้งนี้ สภาพของนางกลับดูแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
อาภรณ์สีขาวสะอาดตาที่เคยสวมใส่ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยคราบฝุ่น รอยเปื้อนดินโคลน และมีรอยฉีกขาดเล็กๆ กระจายอยู่หลายแห่ง ผ้าคลุมหน้าที่เคยปิดบังใบหน้าถูกดึงร่นลงต่ำกว่าปกติ เผยให้เห็นดวงหน้าที่ซีดเซียวลงถนัดตา รวมถึงรอยแผลถลอกบริเวณปลายคางด้านซ้ายที่ยังไม่ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้อง
ดวงตาของนางยังคงเฉียบคมและเด็ดเดี่ยวไม่เปลี่ยนแปร
ทว่าความเย่อหยิ่งและท่าทีระแวดระวังที่เคยเป็ดั่งเกราะคุ้มภัยบางอย่าง บัดนี้ดูเหมือนจะกะเทาะบางลงไปมาก
"ข้ากลับมาแล้ว" นางเอ่ยปากสั้นๆ "และคราวนี้ข้านำข่าวสารมาด้วย"
หลินอันทอดสายตามองรอยแผลที่คางของนาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ศิษย์พี่หญิง ท่านมีาแที่คาง"
กล่าวจบ เขาก็ล้วงมือเข้าไปในถุงยาใบย่อมที่มักพกติดเอวไว้เสมอ
"ให้ข้าช่วยทำแผลให้ก่อนดีหรือไม่"
เฟิ่งหย่าหลุบตามองถุงยาในมือชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของนางคล้ายกำลังชั่งใจว่าจะเอ่ยปากปฏิเสธดีหรือไม่ ท้ายที่สุด นางก็เพียงแค่พยักหน้าลงเบาๆ
แม้นางจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำว่าขอบคุณ แต่นางก็ยอมยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้เขาอย่างเงียบๆ
หลินอันหยิบผ้าผืนสะอาดชุบน้ำยาสมุนไพรฤทธิ์เย็น ขึ้นมาประคบลงบนรอยแผลถลอกอย่างเบามือที่สุด พลังปราณพฤกษาที่แฝงเร้นอยู่ในน้ำยาค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ปากแผล ช่วยบรรเทาอาการอักเสบและลดทอนความร้อนผ่าวใต้ชั้นิัลงอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งหย่าหรี่ตาลงเล็กน้อย ััได้ถึงความเย็นสบายที่แผ่ซ่าน
"เ้าเป็ผู้ผสมตัวยาพวกนี้ขึ้นมาเองงั้นหรือ"
"ผู้าุโฝ่ายยาเป็ผู้สั่งสอนข้า" หลินอันตอบกลับอย่างถ่อมตน "แผลนี้เกิดขึ้นั้แ่เมื่อใดกัน"
"ราวสี่วันก่อน" เฟิ่งหย่าตอบ พลางยืนนิ่งปล่อยให้อีกฝ่ายปฐมพยาบาล "ข้าถูกอาวุธลับดาวกระจายอาบพิษเฉี่ยวเข้า โชคดีที่ข้าสกัดและล้างพิษออกได้ทันท่วงที ก่อนที่มันจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูก"
นางทิ้ง่จังหวะการพูดไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง
"ระหว่างเส้นทางที่ข้าเดินทางกลับมายังที่นี่ ข้าได้ปะทะกับกลุ่มมือสังหารอีกชุดหนึ่ง"
หลินอันเงยหน้าขึ้นประสานสายตา
"คนของพรรคโลหิตทมิฬหรือ"
"ไม่ใช่" ดวงตาของเฟิ่งหย่าฉายแววเคร่งเครียดและจริงจัง "พวกมันใช้ตราสัญลักษณ์ประหลาดที่ข้าไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อนในยุทธภพ"
"รูปลักษณ์ของตรานั้นเป็เช่นไร"
"มันเป็วงกลมสองวงซ้อนทับกัน" นางอธิบายอย่างเชื่องช้า "วงแหวนด้านในเป็รูปดาราห้าแฉก ส่วนวงแหวนด้านนอกสลักเป็รูปฝ่ามือโลหิต ทว่ามีเส้นตรงขีดพาดผ่านกลางฝ่ามือนั้นเอาไว้"
มือที่กำลังทำแผลของหลินอันชะงักงันไปชั่วขณะ
ข้อมูลชิ้นใหม่นี้ ทำให้จิ๊กซอว์หลายชิ้นในหัวของเขาเริ่มเชื่อมต่อเข้าหากันในทันที
"นั่นย่อมแปลความหมายได้ว่า..." เขาเอ่ยอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง "ผู้ว่าจ้างที่อยู่เื้ัการลอบสังหาร มีถึงสองฝ่ายด้วยกัน"
เฟิ่งหย่าสะดุ้งตัวเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
"นี่เ้ารู้เื่นี้แล้วงั้นหรือ"
"ข้าบังเอิญได้ยินผู้าุโในสำนักปรึกษาหารือกัน"
เฟิ่งหย่าจ้องมองเขาด้วยสายตาประเมินอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะทอดถอนลมหายใจออกมาเบาๆ
"หากเป็เช่นนั้น ข้าก็ไม่อ้อมค้อมแล้ว ข้าจะพูดกับเ้าตามตรง" นางเงยหน้าขึ้นสบตา "ข้าสืบรู้แน่ชัดแล้ว ว่าผู้ว่าจ้างรายแรกที่ส่งพรรคโลหิตทมิฬมาคือผู้ใด"
หลินอันลดมือที่ถือผ้าชุบยาลงอย่างเชื่องช้า
"ใครกัน"
เฟิ่งหย่ากดน้ำเสียงให้ต่ำลงยิ่งกว่าเดิม
"ตระกูลเทียนฉาง"
เพียงแค่นามนี้ถูกเอื้อนเอ่ยออกมา บรรยากาศรอบกายของคนทั้งสองก็คล้ายจะหนักอึ้งขึ้นมาในบัดดล
"ตระกูลมหาอำนาจแห่งทิศบูรพา" นางกล่าวสืบต่อ "พวกมันมีอำนาจปกครองเมืองท่าถึงสามแห่ง มีสำนักย่อยที่คอยรับใช้อีกสี่สำนัก และที่สำคัญ... พวกมันแอบซุ่มสะสมโลงศพปริศนาของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งวิถีเมฆามานานนับหลายสิบปีแล้ว"
แววตาของสตรีชุดขาวเย็นเยียบลง
"และในเพลานี้ พวกมันกำลังกระหายที่จะแย่งชิงโลงศพส่วนที่เหลือ เพื่อรวบรวมมันให้ครบสมบูรณ์"
หลินอันนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว
"แม่นางเฟิ่งหย่า ท่านเองก็ล่วงรู้ความลับเื่โลงศพด้วยหรือ"
เฟิ่งหย่ามองตรงมาที่ดวงตาของชายหนุ่ม
ในครั้งนี้ นางไม่มีทีท่าหลบเลี่ยงสายตาแต่อย่างใด
"ข้ารู้ลึกซึ้งมากกว่าที่เ้าคาดคิดไว้มากนัก"
สายลมยามเช้าตรู่พัดโชยผ่านร่างของคนทั้งสองไปอย่างเงียบสงัด ก่อเกิดความเงียบงันขึ้นชั่วขณะ
ก่อนที่เฟิ่งหย่าจะเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ เอ่ยประโยคถัดมาออกมาในที่สุด
"แท้จริงแล้ว ข้ามิใช่นักเดินทางที่บังเอิญผ่านมาแวะพักอย่างที่กล่าวอ้าง" นางอธิบายช้าๆ ทีละคำ "ตัวข้าเอง ก็ถูกเบื้องบนส่งมาเพื่อทำภารกิจค้นหาโลงศพเ่าั้เช่นเดียวกัน"
หลินอันยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกใดๆ
เฟิ่งหย่าหรี่ตาแคบลงอย่างนึกฉงน
"เ้าดูไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย"
"ข้าพอจะคาดเดาเจตนาของท่านไว้บ้างแล้ว"
คำตอบอันเรียบง่ายนั้น ทำให้นางถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
"แล้วเ้าจะไม่เอ่ยปากถามสักหน่อยหรือ ว่าแท้จริงแล้วข้าทำงานรับใช้ผู้ใด"
"หากแม่นางยินดีที่จะเปิดเผย ข้าก็ยินดีที่จะรับฟัง"
ถ้อยคำที่ตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งการคาดคั้นนั้น ทำให้เฟิ่งหย่าเผลอหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ผ่านลมหายใจ
"เ้ามักจะพูดจาเหมือนคนที่ไม่เคยแยแสหรือใส่ใจต่อสิ่งใดเลยบนโลกใบนี้"
"ข้าใส่ใจ" หลินอันตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง "แต่ข้าเพียงแค่ไม่ชอบใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ ให้ผู้อื่นต้องเอ่ยปากพูดในสิ่งที่พวกเขาคงยังไม่พร้อมจะเปิดเผย"
เฟิ่งหย่าจ้องมองบุรุษเบื้องหน้านิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาทว่าหนักแน่น
"ข้าคือคนของสำนักหอลมเหนือ"
หลินอันพยักหน้ารับรู้อย่างเชื่องช้า
"ท่านประมุขแห่งหอลมเหนือ มอบหมายให้ข้าแฝงตัวมาสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับโลงศพปริศนาทั้งยี่สิบสามใบ พร้อมทั้งให้คอยเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลเทียนฉางอย่างใกล้ชิด"
"แล้วแม่นางค้นพบสิ่งใดบ้าง"
เฟิ่งหย่าสูดลมหายใจเข้าลึก
"ในยามนี้ ตระกูลเทียนฉางได้โลงศพเอาไว้ในมือแล้วถึงสิบเอ็ดใบ" ดวงตาของนางทวีความตึงเครียดขึ้น "และเป้าหมายต่อไปของพวกมัน คือการชิงโลงศพอีกสองใบที่หลับใหลอยู่ภายในสำนักวิถีเมฆาแห่งนี้"
หลินอันยกถ้วยชาที่เพิ่งรินขึ้นจิบอย่างเงียบงัน
สิบเอ็ดใบ...
นับเป็จำนวนที่มากกว่าที่เขาเคยประเมินเอาไว้มากนัก
เฟิ่งหย่ากล่าวสืบต่อ
"ผู้นำของตระกูลเทียนฉางมีนามว่า 'เทียนรั่วฉี' จากข้อมูลลับสุดยอดที่ข้าสืบเสาะมาได้ เขามีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า หากสามารถรวบรวมโลงศพทั้งยี่สิบสามใบได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เขาจะสามารถหยั่งรู้และบรรลุถึง 'รากฐานแห่งสรรพสิ่ง'"
"และผู้ใดก็ตามที่สามารถความรู้แจ้งนั้นได้..." นางเว้นจังหวะการพูดไปชั่วขณะ ราวกับกำลังกดข่มความหวาดหวั่น "ผู้นั้นจะทรงอำนาจถึงขั้นสามารถบงการและควบคุมกฎเกณฑ์แห่งพลังปราณทั้งหมดบนโลกใบนี้ได้"
บรรยากาศภายในศาลาร่มรื่นพลันเงียบสงัดลงในบัดดล แม้แต่เสียงของสายลมที่พัดโชยระลอกคลื่นบนสระบัวก็ยังดูเบาบางลงจนแทบไม่ได้ยิน
หลินอันวางถ้วยชาลงบนโต๊ะหินอย่างเชื่องช้า ภายในห้วงความคิดของเขากำลังเร่งร้อยเรียงและเชื่อมโยงข้อมูลทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วเป็ระบบ
โลงศพปริศนา
ตำนานผู้ที่แบก์
มีดสั้นหยกขาวลึกลับ
ข้อความปริศนาที่ถูกทิ้งไว้ในหอศัสตราเก่า
รวมไปถึงนามของบุรุษผู้ทะเยอทะยาน ที่กำลังพยายามรวบรวมทุกสรรพสิ่งเข้าสู่อุ้งมือของตนเอง
เทียนรั่วฉี
"ถ้าเช่นนั้น... แล้วผู้ว่าจ้างกลุ่มที่สองเล่า" หลินอันตั้งคำถามขึ้นอีกครั้ง "กลุ่มคนที่ส่งมือสังหารชุดใหม่มาไล่ล่าแม่นาง"
เฟิ่งหย่าส่ายศีรษะอย่างอับจนหนทาง
"ข้าเองก็ยังสืบไม่ได้ว่าพวกมันเป็ใครมาจากไหน" สีหน้าของนางเ็าลงเล็กน้อย "แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ พวกมันล่วงรู้ว่าข้ากำลังสืบสาวราวเื่ของตระกูลเทียนฉาง นั่นย่อมหมายความว่า พวกมันแอบเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของข้ามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว"
"หรือไม่ก็..." นางนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ คล้ายไม่อยากจะยอมรับข้อสันนิษฐานนี้ "อาจจะมีหนอนบ่อนไส้ในสำนักหอลมเหนือ คอยส่งข่าวคราวของข้าไปให้พวกมัน"
หลินอันรับฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะให้คำแนะนำ
"แม่นางสามารถนำเื่ราวเหล่านี้ไปแจ้งแก่ท่านอาจารย์ใหญ่อู๋หยวนได้ ท่านเป็ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและน่าเชื่อถือยิ่งนัก"
เฟิ่งหย่าส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
"ข้ายังไม่พร้อมที่จะนำสำนักของตนไปเสี่ยง" นางตอบอย่างตรงไปตรงมา "หากข้อมูลเกิดรั่วไหลออกไปอีก สำนักหอลมเหนือจะถูกลากเข้าไปพัวพันกับาแย่งชิงในครั้งนี้ทันที"
จากนั้นนางก็ช้อนสายตาขึ้นมองเขาอย่างจริงจัง
"แต่สำหรับเ้า... ข้าเลือกที่จะเชื่อใจ"
หลินอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
เฟิ่งหย่าจึงขยายความต่อ
"นั่นก็เพราะนับั้แ่ก้าวแรกที่พบกัน เ้ามักจะถามไถ่ว่าข้าาเ็ตรงที่ใด... แทนที่จะคาดคั้นถามว่าข้ากำลังซ่อนเร้นความลับอันใดเอาไว้"
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก
"เพราะาแทางกายนั้นเยียวยารักษาได้ง่ายดายกว่าการงัดแงะความลับในใจคนนัก"
เฟิ่งหย่านิ่งอึ้งไป ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ อีกครั้ง เสียงหัวเราะในครานี้ดูเปิดเผยและชัดเจนยิ่งกว่าครั้งก่อน แม้จะเป็เพียงห้วงเวลาสั้นๆ ทว่ามันกลับช่วยปัดเป่าบรรยากาศอันแสนเ็าและตึงเครียดระหว่างคนทั้งสอง ให้คลี่คลายลงได้อย่างน่าประหลาด
"เ้านี่ช่างเป็บุรุษที่แปลกประหลาดเสียจริง หลินอัน"
"มีผู้คนมากมายกล่าวกับข้าเช่นนั้นเหมือนกัน"
หลังจากนั้น คนทั้งสองจึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า เฟิ่งหย่าจะยังคงพำนักซ่อนตัวอยู่ที่เรือนรับรองบริเวณชายขอบของสำนักวิถีเมฆาต่อไปอีกสองสามวัน โดยหลินอันจะเป็ผู้อาสารับหน้าที่นำข้อมูลสำคัญเหล่านี้ ไปส่งต่อให้แก่อาจารย์ใหญ่ด้วยตนเอง ในรูปแบบที่แเีและไม่เปิดเผยถึงแหล่งที่มา
ไม่มีการประสานมือทำสัญญา
ไม่มีการกล่าวคำสัตย์สาบานใดๆ
ทว่าความไว้วางใจและความเข้าใจบางประการ ได้ก่อรูปก่อร่างขึ้นแล้วอย่างเงียบเชียบระหว่างคนทั้งสอง
ยามบ่ายคล้อยของวันเดียวกัน
ณ ศาลาหลักอันโอ่อ่าของสำนักวิถีเมฆา
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนนั่งสงบนิ่งรอคอยอยู่ก่อนแล้ว บนโต๊ะเบื้องหน้ามีป้านชาดินเผาใบเดิมที่ท่านมักนำออกมาใช้ชงชา ดื่มด่ำเฉพาะในยามที่ต้องสนทนาเื่ราวอันสลักสำคัญเท่านั้น
เมื่อหลินอันก้าวเข้ามาและทรุดตัวลงนั่ง ผู้าุโก็รินชาส่งให้เขาอย่างเงียบๆ
"เ้ามีข่าวคราวความเคลื่อนไหวใดมาแจ้งแก่ข้าอย่างนั้นหรือ"
"มีขอรับ" หลินอันตอบอย่างไม่อ้อมค้อม "ผู้ว่าจ้างที่อยู่เื้ัการส่งคนของพรรคโลหิตทมิฬมาบุกสำนักเราในระลอกแรก คือตระกูลเทียนฉาง บัดนี้พวกมันได้โลงศพโบราณเอาไว้แล้วถึงสิบเอ็ดใบ และกำลังมุ่งเป้าหมายมาที่โลงศพอีกสองใบที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในสำนักของเรา"
มือของอาจารย์ใหญ่ที่กำลังประคองป้านชาชะงักงันไปเล็กน้อย
"สิบเอ็ดใบเชียวรึ..." ท่านพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "นับเป็จำนวนที่มากมายเกินกว่าที่ข้าเคยคาดการณ์ไว้นัก"
หลินอันพยักหน้ารับ
"และนอกจากนี้ ยังมีขุมกำลังอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาร่วมวงด้วยขอรับ" เขากล่าวรายงานต่อ "กลุ่มคนพวกนี้ใช้ตราสัญลักษณ์ประหลาด เป็รูปวงแหวนสองวงซ้อนทับกัน ภายในมีรูปฝ่ามือโลหิตที่ถูกเส้นตรงขีดพาดผ่านตรงกลาง"
ในครานี้ อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนนิ่งเงียบงันไปเนิ่นนานยิ่งกว่าเดิม สีหน้าของผู้าุโแปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ คล้ายกับคำบอกเล่านั้นได้ไปสะกิดปลุกเร้าความทรงจำอันเก่าแก่และเลวร้ายบางอย่าง ที่ท่านเพียรพยายามจะฝังกลบมันไว้ให้ลึกลงไป
"ท่านอาจารย์ใหญ่รู้จักตราสัญลักษณ์ของพวกมันหรือขอรับ" หลินอันเอ่ยถามเสียงเบา
ผู้าุโทอดถอนลมหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนจะตอบกลับอย่างเชื่องช้า
"ข้าเคยพานพบตราสัญลักษณ์นี้เพียงครั้งเดียว... เมื่อราวๆ สี่สิบปีก่อนเห็นจะได้" ดวงตาของท่านหม่นหมองลง "คนกลุ่มนี้ขนานนามพวกตนเองว่า... 'วงแหวนราตรี'"
บรรยากาศภายในศาลาหลักแปรเปลี่ยนเป็หนักอึ้งและกดดันในทันที
"พวกมันเป็ใครกันหรือขอรับ"
"ข้าเองก็ไม่อาจล่วงรู้ข้อมูลที่แน่ชัดได้" อาจารย์ใหญ่ตอบตามตรง "เพราะองค์กรลับนี้แทบจะไม่เคยปรากฏตัวหรือเปิดเผยตัวตนในยุทธภพเลย"
ท่านยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อดับความแห้งผากในลำคอ ก่อนจะอธิบายต่อ
"ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ยุทธภพรับรู้กันดี... วงแหวนราตรีคือขุมกำลังที่ต่อต้านการรวบรวมโลงศพ ไม่ว่าผู้ที่พยายามจะรวบรวมมันจะเป็ฝ่ายใดก็ตาม"
"พวกมันไม่ได้กระทำการลงไปเพราะความโลภหรือ้าโลงศพไว้เอง แต่พวกมันยึดมั่นในความเชื่อที่ว่า ความรู้แจ้งและพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้น... ไม่สมควรที่จะตกไปอยู่ในเงื้อมมือของผู้ใดก็ตาม ที่มักมากในลาภยศและกระหายซึ่งอำนาจ"
หลินอันนั่งรับฟังอย่างเงียบสงบ
ภายในห้วงสมองของเขา เริ่มถักทอร้อยรัดเส้นด้ายแห่งปริศนาทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ
องค์กรลับวงแหวนราตรี
ตระกูลมหาอำนาจเทียนฉาง
สายลับหอลมเหนือ เฟิ่งหย่า
ตำนานโลงศพปริศนาทั้งยี่สิบสามใบ
ฟันเฟืองทุกชิ้นกำลังขยับเขยื้อน หมุนวนพัวพันเข้าหากันและกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสธารแห่งชะตากรรม
"แล้วแหล่งข่าวที่เ้านำมาแจ้งแก่ข้านี้... มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด" อาจารย์ใหญ่เอ่ยถามขึ้นเพื่อความรอบคอบ
หลินอันตอบกลับโดยปราศจากความลังเล
"เป็แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้มากที่สุดขอรับ" เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อเน้นย้ำ "ผู้ส่งสารยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อเสี่ยงตายนำข่าวสารชิ้นนี้มาส่งให้ถึงมือ"
อาจารย์ใหญ่มองสบตาเขานิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
"ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเร่งเตรียมการรับมือขั้นเด็ดขาด" ท่านกล่าวชมเชย "เ้าทำผลงานได้ดีเยี่ยมมาก หลินอัน"
ชายหนุ่มเพียงก้มศีรษะลงคารวะเล็กน้อย
"ข้าเป็เพียงผู้นำข่าวสารมาส่งต่อเท่านั้นขอรับ"
อาจารย์ใหญ่แย้มยิ้มจางๆ บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย
"เ้าจงรู้ไว้เถิดว่า ในบางครา... ข่าวสารที่ถูกส่งมาได้ทันท่วงทีและถูกเวลา... ย่อมมีคุณค่าและทรงอานุภาพยิ่งกว่าการกวัดแกว่งคมดาบนับพันเล่มเสียอีก"
ยามเย็นของวันเดียวกัน บริเวณลานหน้าเรือนพักศิษย์สายนอก
มู่หรงเสวี่ยกำลังเพ่งสมาธิอยู่กับการร่ายรำกระบี่เพียงลำพังอยู่กลางลานหินกว้าง
เสียงคมกระบี่แหวกตัดอากาศดังสะท้านอย่างต่อเนื่อง
ฟึ่บ! ฟั่บ! ฉัวะ!
ทุกกระบวนท่าที่นางวาดออกไปนั้นล้วนเปี่ยมไปด้วยความแม่นยำและหนักแน่น ท่วงท่าเ่าั้อาจไม่ได้ดูพลิ้วไหวงดงามอ่อนช้อยดั่งเช่นการร่ายรำเพื่อแสดงโชว์ ทว่ามันคือกระบวนท่าสังหารที่ผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานับพันนับหมื่นครั้ง จนจดจำฝังลึกลงไปในทุกมัดกล้ามเนื้อ
หลินอันหยุดยืนทอดสายตามองดูนางอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยชี้แนะขึ้น
"กระบวนท่าที่สาม ข้อมือซ้ายของท่านตึงรั้งจนเกินไป"
มู่หรงเสวี่ยชะงักรั้งกระบี่ในมือลงทันควัน
"เ้ารู้วิชาเพลงกระบี่ด้วยหรือ"
"ข้ามิได้ฝึกฝนวิชากระบี่หรอก" หลินอันตอบตามตรง "แต่ข้าอาศัยการลอบสังเกตท่วงท่าของผู้อื่นยามฝึกซ้อมมาเนิ่นนาน"
เขาชี้มือประกอบคำอธิบายไปยังบริเวณข้อศอกของหญิงสาว
"หากท่านเกร็งข้อมือให้ตึงจนเกินไป แรงสะท้อนจากการฟาดฟันจะตีกลับและพุ่งย้อนมาทำร้ายที่บริเวณข้อศอก ซึ่งนั่นคือจุดกึ่งกลางที่ศิษย์พี่หญิงเคยได้รับาเ็มาพอดี"
มู่หรงเสวี่ยนิ่งขึงไป นางทบทวนคำชี้แนะในหัว ก่อนจะลองร่ายรำกระบวนท่านั้นใหม่อีกครั้ง
ฟึ่บ...
ในครานี้ ท่วงท่าการตวัดกระบี่ของนางดูลื่นไหลและทรงพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นางก้มลงมองกระบี่คู่กายในมือตนเองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและเอ่ยคำเสียงเบา
"ขอบใจเ้ามาก"
"ยินดีเสมอ"
มู่หรงเสวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจ
"วันนี้ ข้าเห็นเ้าไปเข้าพบท่านอาจารย์ใหญ่อีกรอบ... ใช่หรือไม่"
"ใช่ ข้าไปพบท่านมา"
"เป็เื่ราวที่สำคัญมากงั้นสิ"
"ก็นับว่าสลักสำคัญอยู่ไม่น้อย"
เขาไม่ได้กล่าวคำโป้ปด ทว่าก็เลือกที่จะไม่บอกเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้นางรับรู้
มู่หรงเสวี่ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นางไม่คิดจะเซ้าซี้ซักถามต่อให้มากความ หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหินริมลานฝึก ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามอัสดงที่กำลังถูกฉาบย้อมด้วยสีส้มอมแดง
"หลินอัน..." น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและเบาบางลงกว่ายามปกติเล็กน้อย "หากเื่ราวที่เ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นมันอันตรายและหนักหนาสาหัสนัก... จงจำไว้ว่าเ้าสามารถบอกกล่าวและขอความช่วยเหลือจากข้าได้เสมอ"
หลินอันหันหน้าไปมองนาง
มู่หรงเสวี่ยกล่าวสืบต่อโดยที่สายตายังคงทอดมองไปเบื้องหน้า
"ข้าไม่จำเป็ต้องล่วงรู้ความลับทั้งหมดของเ้าก็ได้ แต่หากวันใดที่เ้า้ากำลังเสริม... ข้าเองก็พอมีวิชาฝีมืออยู่บ้าง คงพอจะเป็ประโยชน์ให้เ้าได้ไม่มากก็น้อย"
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องกระทบเสี้ยวใบหน้าของสตรีผู้หยิ่งทะนง ทำให้ดวงตาที่เคยมุ่งมั่นแข็งกร้าวคู่นั้น ดูอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความห่วงใยกว่าคราใดๆ
หลินอันทอดสายตามองภาพนั้นอยู่นาน
ในยุทธภพอันกว้างใหญ่ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ซุกซ่อนเป้าหมายและเล่ห์เหลี่ยม ความห่วงใยที่ใสสะอาดและตรงไปตรงมาเช่นนี้... กลับกลายเป็สิ่งที่ล้ำค่าและหนักแน่นยิ่งกว่ายอดศาสตราใดๆ
"ข้ารับรู้ถึงน้ำใจของท่าน" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเปี่ยมด้วยความสัตย์จริง "หากถึงเวลาที่ข้าอับจนหนทาง ข้าจะบอกกล่าวแก่ท่านอย่างแน่นอน"
มู่หรงเสวี่ยพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ ก่อนจะลุกขึ้นก้าวเดินกลับไปฝึกซ้อมเพลงกระบี่ของนางต่อ
ส่วนหลินอัน ก็ปลีกตัวเดินแยกจากไปอย่างเงียบเชียบ
ยามวิกาล ณ ริมกำแพงศิลาด้านทิศตะวันออก
หลินอันลอบนำขนมถั่วบดรสหวานและน้ำยาสมุนไพรสมานแผล ไปมอบให้แก่เฟิ่งหย่าตามที่ได้นัดหมายกันไว้
สตรีในชุดขาวรับห่อสิ่งของไปอย่างเงียบๆ แม้นางจะไม่ได้กล่าวคำขอบคุณออกมาเป็วาจา ทว่าก็ไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธหรือรังเกียจน้ำใจเช่นกัน ซึ่งสำหรับสตรีผู้มีกำแพงในใจสูงลิ่วเฉกเช่นนาง... เพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็การเปิดรับและยอมรับในตัวเขามากโขแล้ว
"ท่านอาจารย์ใหญ่ของเ้ามีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง" เฟิ่งหย่าเอ่ยถามขณะนั่งเอนหลังพิงกำแพงหินพักผ่อน
"ท่านได้รับทราบข้อมูลทั้งหมดแล้ว" หลินอันตอบ "และท่านยังได้เอ่ยถึงนามขององค์กรหนึ่ง... วงแหวนราตรี"
ทันทีที่นามนั้นกระทบโสตประสาท ประกายตาของเฟิ่งหย่าก็แปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน
"นี่เ้าแพร่งพรายเื่ของข้าให้ท่านอาจารย์ใหญ่ล่วงรู้แล้วอย่างนั้นหรือ" น้ำเสียงของนางตวัดห้วนและเ็าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลินอันรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
"ข้าเพียงแค่นำลักษณะของตราสัญลักษณ์ไปแจ้งแก่ท่านเท่านั้น มิได้พาดพิงถึงตัวท่านแม้แต่ครึ่งคำ"
เฟิ่งหย่าผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ อาการเกร็งเขม็งที่หัวไหล่ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
"หากกลุ่มคนที่ไล่ล่าข้า คือคนขององค์กรวงแหวนราตรีจริงๆ..." นางพึมพำเสียงแ่เบาคล้ายกำลังใช้ความคิด "นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า พวกมันไม่ได้มุ่งเป้าจับตาดูแค่ตระกูลเทียนฉางเพียงกลุ่มเดียว"
"แต่พวกมันกำลังแผ่ขยายสายตา เฝ้าจับจ้องทุกผู้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตามหาโลงศพ"
"นั่นย่อมรวมถึงตัวแม่นาง... และตัวข้าด้วย" หลินอันต่อประโยคให้สมบูรณ์
เฟิ่งหย่าจ้องมองใบหน้าเขานิ่งๆ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียมิได้
"ถูกต้อง รวมถึงตัวเ้าด้วย"
สายลมยามค่ำคืนพัดโชยมาปะทะกายเบาๆ เสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกส่งเสียงร้องระงมมาจากพงหญ้าไกลออกไป
หลังจากที่ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบครอบงำอยู่พักใหญ่ หลินอันจึงเป็ฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน
"แม่นางวางแผนจะพำนักหลบซ่อนอยู่ที่นี่อีกนานเท่าใด"
"คงสักสองถึงสามวัน" เฟิ่งหย่าตอบตามตรง "แต่หากคนของวงแหวนราตรียังคงส่งนักฆ่ามาตามล่าข้าอีก ข้าก็อาจจะจำต้องเก็บสัมภาระและเร่งออกเดินทางในทันที"
"ข้าจะช่วยเป็หูเป็ตา คอยระแวดระวังภัยให้ท่านเอง"
เฟิ่งหย่าหันขวับมามองสบตาเขาทันที แววตาคู่งามนั้นฉายแววสับสนและซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"เหตุใดเ้าจึงต้องยื่นมือเข้ามาสอดคล้องช่วยเหลือข้ามากมายถึงเพียงนี้" นางตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา "ในเมื่อข้ามิใช่ศิษย์ของสำนักวิถีเมฆา ซ้ำร้ายข้ายังมีความลับอีกมากมายที่ปกปิดและหลอกลวงเ้าเอาไว้"
หลินอันตอบกลับด้วยเหตุผลอันแสนเรียบง่าย
"นั่นก็เพราะท่านกำลังได้รับาเ็ และดั้นด้นมาเยือนถึงที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างไรเล่า" เขายักไหล่เบาๆ ท่าทีสบายๆ "สำหรับข้า... ข้าคิดว่าเหตุผลเพียงเท่านี้ ก็เพียงพอให้ข้าลงมือช่วยเหลือแล้ว"
เฟิ่งหย่าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าเนิ่นนาน ราวกับ้าค้นหาความสัตย์จริงที่ซ่อนอยู่ภายใน
ก่อนที่นางจะเปิดริมฝีปาก เอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาทว่าลึกซึ้ง
"ขอบใจเ้ามาก"
แม้จะเป็เพียงถ้อยคำสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ ทว่ามันกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและหนักแน่นยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่นางเคยเอื้อนเอ่ย
ค่ำคืนนั้น...
ก่อนที่จะก้าวเท้ากลับเข้าสู่เรือนพัก หลินอันหยุดยืนสงบนิ่งอยู่เพียงลำพัง ณ ใจกลางลานกว้างของสำนัก
เบื้องบนศีรษะ ท้องฟ้ายามราตรีถูกประดับประดาไปด้วยหมู่มวลดารานับหมื่นแสนดวงที่ทอแสงระยิบระยับ
เหตุการณ์ในวันนี้ ได้ถักทอและเพิ่มพูนปมปริศนาให้ยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น
ตระกูลมหาอำนาจเทียนฉาง
องค์กรลับวงแหวนราตรี
สตรีปริศนาเฟิ่งหย่า
ตำนานโลงศพทั้งยี่สิบสามใบ
และนามลึกลับ... 'ผู้ที่แบก์'
[จิติญญาา : ตรวจพบการขยายตัวของเครือข่ายภัยคุกคามในระดับที่กว้างขึ้น][ม่านพลังพยุงกาย : สถานะปัจจุบันอยู่ในระดับมั่นคง][ข้อไผ่ปริศนาที่ปลดล็อก : 2/16][ภารกิจสะสม : 17/100]
หลินอันหลับตาลงอย่างช้าๆ สูดเอาอากาศอันหนาวเหน็บและบริสุทธิ์ของยามค่ำคืนเข้าสู่ปอดจนลึกสุด
ย้อนกลับไปในห้วงเวลาแรกที่เขาเหยียบย่างเข้ามาอาศัยอยู่ในสำนักวิถีเมฆาแห่งนี้ สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาไขว่คว้า มีเพียงความสงบสุข ความเป็อยู่ที่เรียบง่าย มีร่มเงาให้พักพิง มีเวลาว่างให้ปล่อยวาง และได้ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบโดยปราศจากผู้ใดมารบกวนกวนใจ
ทว่าในเพลานี้... สิ่งธรรมดาสามัญเ่าั้ กลับแปรสภาพกลายเป็สิ่งล้ำค่าที่เขาจำต้องลุกขึ้นมาปกป้องและรักษามันเอาไว้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี
บางที...
นี่กระมัง อาจจะเป็ความหมายอันแท้จริงของการก้าวข้าม และปลดล็อกพลังข้อไผ่ข้อที่สอง
มันมิใช่เพียงแค่การยอมรับสภาพแวดล้อมและโลกที่กำลังหมุนเปลี่ยนไป
แต่มันคือการยอมรับความจริงที่ว่า... ลึกๆ แล้ว ตัวเขาเองได้เริ่มเปิดใจ และเลือกที่จะใส่ใจห่วงใยผู้คนที่อยู่รายล้อมรอบกายเสียแล้ว
และสัจธรรมของโลกใบนี้ ทุกคราที่หัวใจเริ่มผูกพันและใส่ใจ ย่อมมีราคาค่างวดและต้นทุนที่ต้องยอมจ่ายเสมอ
หลินอันลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายในดวงตาแน่วแน่และมั่นคงยิ่งกว่าเดิม เขาสืบเท้าเดินกลับไปยังเรือนพักด้วยท่วงท่าที่องอาจ
รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้ เขายังคงมีลานศิลาที่ต้องลงมือปัดกวาด มียาสมุนไพรที่ต้องคอยควบคุมไฟเคี่ยวต้ม มีคัมภีร์ตำราที่รอคอยให้พลิกอ่าน
และยังมีปมปริศนาอีกมากมายก่ายกอง... ที่กำลังรอคอยเวลา ให้ตัวเขาเป็ผู้คลี่คลายมันให้กระจ่างชัดในท้ายที่สุด