นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๒๒ ขึ้นสังเวียน ไถ่คนเอาใจท่าน (2)

            เป็นอย่างที่คาดไว้พลบค่ำของวันนี้ จ้าวมู่อวิ๋นนำกำลังทหารออกตรวจค้นอีกครั้ง

            ทั้งครั้งนี้ยังมาอย่างเอิกเกริกใช้ทหารตีฆ้องติดป้ายป่าวประกาศทั่วทุกมุมตรอกว่าหากบ้านใดให้ที่ซ่อนแก่โจรขโมยแปลกหน้าสองคน จะถูกทางการจับเข้าคุกกันทั้งบ้านแต่หากใครพบเห็นให้แจ้งทหารทางการ มีเงินรางวัลนำจับ อีกทั้งยังมอบสถานะใหม่ลบล้างความผิดติดตัวที่เคยก่อไว้ทั้งหมด

            เรื่องเงินนั้นไม่เท่าไรแต่เอกสารลบล้างความผิดในอดีตที่ทางการจะออกให้ เป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจมากเพียงไม่นานทหารก็นำมาถึงบ้านของห้าวซือ

            เพียงแต่ตั้งแต่ที่ด้านนอกเริ่มมีการเคลื่อนไหว ห้าวซือก็พาคนหลบออกไปแล้ว

            ก่อนจากมาหลินหลานหรูได้ลาเจินชิ่วอีหากมีโอกาสพบกันในสถานการณ์ที่ดีกว่านี้นางยินดีจะอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยกับเจินชิ่วอีหลายๆ วัน

            ส่วนห้าวอิงหลินหลานหรูรับเด็กคนนี้เป็นศิษย์แล้วแต่หากวันหน้าเขาพบอาจารย์ท่านอื่นที่มีเวลาฝึกสอนเขาได้มากกว่าก็ให้คำนับคนผู้นั้นเป็นอาจารย์ได้เลย อย่าถือคำพูด 'ศิษย์ดีไม่คำนับหลายอาจารย์' มันไร้สาระยิ่งอาจารย์มากยิ่งเก่งต่างหาก

            ส่วนอาจารย์ผู้นี้ของเขานางไม่มีอะไรจะให้ นอกจากสอนทักษะการใช้มีดให้ไม่กี่กระบวนท่าดังนั้นจึงมอบป้ายอาญาสิทธิ์ของประมุขพรรคมารให้

            นางได้ยินอู่เทียนไฉ่พูดว่า 'ทำหายก็ไม่เป็นไร' ป้ายนี้เป็นของเก่ากว่าร้อยปีมาแล้วแต่ใช้แทนกันได้จึงให้นางมา ดังนั้นนางก็มอบต่อให้ศิษย์คนเดียวนี้แล้วกันอีกอย่างด้านหลังยังเขียนคำโบราณไว้บนป้ายอาญาสิทธิ์ นางอ่านไม่ออกจึงไม่อยากเก็บมันเอาไว้ตอกย้ำความโง่ของตัวเอง...

            ในช่วงพลบค่ำห้าวซือและพวกหลินหลานหรูพวกเขาเข้ามาในเขตที่เรียกว่า 'พิภพร้อยสังเวียน' ทางเข้าไม่ถือเป็นความลับไม่มีคนเฝ้า แต่เข้าแล้วกลับหาทางออกยาก

            สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในใต้ดินที่วางค่ายกลพิสดารขนาดใหญ่ไว้เคยมีปรมาจารย์สิบคนร่วมมือกันก็ยังทลายค่ายกลซับซ้อนนี้ไม่ได้มิหนำซ้ำยังถูกพลังสะท้อนกลับจนสติเลอะเลือนกันทั้งหมดบั้นปลายชีวิตของปรมาจารย์เฒ่าสุดท้ายเป็นได้แค่ขอทานสติไม่สมประกอบบนชั้นที่หนึ่งของพิภพร้อยสังเวียนเท่านั้น

            ดังนั้นประตูทางเข้าจึงเปลี่ยนไปอย่างไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน

            เมื่อเช้าที่ห้าวซือออกไปข้างนอกส่วนหนึ่งเพื่อสอบถามสหายว่าตอนนี้มีประตูทางเข้าใดที่เปิดบ้างเนื่องจากบางประตูสิบปีไม่เคยเปิดก็มีดังนั้นประตูทางเข้าจึงมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยประตู อีกทั้งยังมีสหายของเขาผู้หนึ่งที่เหมือนจะแข็งแกร่งมากๆติดตามมาด้วย

            ตอนนี้ห้าวซือจึงเดินนำหน้าตามด้วยหลินหลานหรูและเสวี่ยเฟิ่ง จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยสหายของห้าวซือทั้งสี่คนเดินเข้าประตู ผ่านบันไดลงไปในชั้นใต้ดิน

            "ข้างในพิภพร้อยสังเวียนมีทั้งหมดสิบชั้นชั้นละสิบสังเวียนประลอง ที่ลึกที่สุดคือชั้นที่สิบนักโทษในชั้นนั้นมีแต่นักโทษอุกฉกรรจ์พวกที่ถูกขังจนไม่เคยเห็นเดือนเห็นตะวันมาไม่ต่ำกว่าห้าสิบปีก็มีถึงตอนนี้นับรวมนักโทษทุกชั้น ข้าก็ไม่รู้ว่ามีมากเท่าไรเช่นกันและยิ่งคนรุ่นหลังมานี้ก็ประเมินไม่ได้แล้วว่าภายในหนึ่งชั้นมีขนาดกว้างเท่าใด"ห้าวซืออธิบายระหว่างที่นำหลินหลานหรูกับเสวี่ยเฟิ่งลงมาในชั้นแรก

            เดิมทีหลินหลานหรูยังสงสัยเรื่องขนาดของชั้นในหัวของนางนึกภาพห้องใต้ดินแคบๆที่มีกลิ่นสาบของถุงเท้าบุรุษนับร้อยคู่ลอยตลบแออัดกันอยู่ในนั้น

            แต่เมื่อห้าวซือผลักประตูไม้บานใหญ่ที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆตรงหน้า หลินหลานหรูก็รับรู้ได้ถึงม่านพลังที่รุนแรงเป็นอันดับแรกกล่าวว่าสามร้อยปีก่อน ยุคนั้นพรรคมารกำลังฟื้นฟูไม่แน่ว่าส่วนหนึ่งในการสร้างเขตม่านอาคมของพิภพร้อยสังเวียนนี้ยังมีพลังที่เกิดจากวิชามารแฝงอยู่ด้วย

            ดังนั้นหลินหลานหรูที่เป็นสตรีและยังฝึกวิชามารเพียงคนเดียวในกลุ่มจึงรับรู้ได้ถึงขุมพลังประหลาด แค่ไม่ได้เอ่ยออกมาเท่านั้น

            "เด็กน้อยลบภาพจำที่เจ้าจินตนาการเหลวไหลทิ้งไปได้แล้ว"ห้าวซือเหลือบเห็นสีหน้ายุ่งยากของหลินหลานหรู จึงเอ่ยพลางผลักประตูให้เปิดกว้าง

            กระแสลมและแสงสว่างที่ไม่ถือว่าเจิดจ้ามากทำให้หลินหลานหรูเงยหน้า จากนั้นก็ตกตะลึงจนนิ่งค้าง

            เสวี่ยเฟิ่งเดินตามหลังไม่ทันระวังชนแผ่นหลังบอบบางของหลินหลานหรูจนนางหายจากอาการตกตะลึง แต่หวิดจะล้มไปข้างหน้าแทนเห็นดังนั้นชายหนุ่มก็คว้าเอวนางไว้อย่างมั่นคง เหตุการณ์หญิงงามล้มหน้าคะมำพื้นจึงไม่เกิดขึ้น

            หลินหลานหรูหันไปตำหนิเขาเสวี่ยเฟิ่งก็ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

            ส่วนภาพเบื้องหน้าที่ทำให้หลินหลานหรูถึงกับตกตะลึงนั้นคือ...

            ยิ่งใหญ่อลังการมาก!ผู้คนบนถนนที่เนืองแน่นส่งเสียงจอแจ รอบข้างไม่ต่างจากสภาพบ้านเรือนด้านนอกกลางเมืองเป่ยชางในนี้มีโรงเตี๊ยม มีร้านน้ำชา มีเหลาสุราและร้านค้าแผงลอยหาบเร่ข้างถนนยาวเหยียดจนสุดมุมกว่าสามลี้!

            ส่วนเพดานด้านบน"นั่นคือท้องฟ้าจำลองใช่หรือไม่"หลินหลานหรูเก็บอาการตื่นเต้นไว้ได้อย่างมิดชิด

            ห้าวซือตอบคำในลำคอ ก่อนพูดอีกว่า"เกิดจากค่ายกลพิสดาร ท้องฟ้านี้จะอยู่ในช่วงพลบค่ำเช่นที่เจ้าเห็นนี้ตลอดไม่มีเวลาอื่น ที่มีลักษณะแบบนี้ก็มีแค่ชั้นที่หนึ่งเท่านั้นสภาพอากาศมีสองฤดูคือร้อนกับฝน"

            กล่าวอีกว่า"ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่มีสามประเภท หนึ่งคือคนที่สืบเชื้อมาเจ็ดรุ่น เกิดอยู่ และตายในนี้ สองคือคนจากข้างบน ชาวยุทธ์ นักโทษหลบหนีพวกที่หลงเข้ามาแล้วหาทางออกไม่ได้ก็มีข้าก็เป็นพวกประเภทที่สอง...พวกชอบหาเรื่องใส่ตัวส่วนประเภทสามคือนักโทษที่ถูกเนรเทศ มาที่นี่เพื่อถูกกักขังในคุกมืดโดยเฉพาะหากความสามารถด้านทักษะการต่อสู้ไม่ถึงขึ้น ไม่มีคนเห็นประโยชน์ ก็ต้องดิ้นรนขึ้นสังเวียนประลองเพื่อไถ่อิสระให้ตัวเองแล้วละ"

            "จริงสิ ทุกชั้นนั้นมีคุกยิ่งชั้นลึกความผิดก็จะยิ่งร้ายแรง ไถ่ตัวเองออกมายากส่วนใหญ่คุกบนชั้นที่หนึ่งและสองจะเป็นผู้กระทำผิดที่ถูกปลดเป็นทาสแล้วถูกเนรเทศมายังชายแดนซึ่งเกินครึ่งล้วนเป็นทาสและนักโทษจากแคว้นตู๋ฝางหรือหากเจ้าเดินไม่ระวังไปเหยียบเท้าผู้พิทักษ์ชั้นไหนเข้าก็อาจถูกจับโยนเข้าคุกได้เช่นกัน"

            เล่าว่าช่วงที่เจ้าแคว้นตู๋ฝางสี่รุ่นก่อนได้สร้างที่แห่งนี้ขึ้นร่วมกับสหายจุดประสงค์มีเพียงหนึ่งเดียวคืออพยพประชาชนทั้งแคว้นลี้ภัยสงคราม สร้างกฎปกครองคนแล้วจัดตั้งกองทหารหรือผู้พิทักษ์ดูแลทั้งสิบชั้น ผ่านมาสามร้อยปีทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนไปมาก กว่าสองร้อยปีที่พิภพร้อยสังเวียนไร้ประมุขสูงสุดปกครองป้ายอาญาสิทธิ์หนึ่งเดียวตกไปอยู่ในมือของสหายสนิทพรรคมารที่ร่วมกันสร้างดินแดนนี้ขึ้นจากนั้นก็คล้ายจะหายสาบสูญไป

            พิภพร้อยสังเวียนที่ไร้ประมุขเป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ไร้เจ้าของ ไม่ว่าใครต่างก็อยากยึดครองขุมทรัพย์ล้ำค่านี้...นี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลกระมังที่ทำให้อู่เสียวฉีวนเวียนอยู่ในแคว้นตู๋ฝางเพื่อตามหาป้ายอาญาสิทธิ์ที่สั่งการผู้พิทักษ์ชั้นทั้งบนทั้งล่างได้

            ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้การเข้าออกถูกจำกัดผ่านมานานทุกคนก็คล้ายจะเคยชินกับข้อจำกัดมากมายที่เปลี่ยนไปตามสภาพนี้ได้

            "ช่วงที่เกิดสงครามทุกรัชสมัยยังมีทหารหนีทัพจำนวนหนึ่งที่ค้นพบที่นี่โดยบังเอิญช่วงแรกคิดอาศัยกำลังทหารและอาวุธในมือของตนก่อกบฏยึดครองชั้น แต่หารู้ไม่ว่าพิภพร้อยสังเวียนแม้ยังไร้ประมุขแต่มีผู้พิทักษ์ชั้นสุดท้ายทหารโง่หนีทัพล้วนถูกจับขังโยนลงชั้นที่เจ็ดหมดแล้ว

            คนที่คิดต่อต้านก็ถูกจับขังหากยินยอมทำตามกฎของที่นี่ ก็ใช้ชีวิตในนี้ได้ปกติแต่พวกเจ้าดูบนหน้าของผู้เฒ่าท่านนั้น เป็นอักษรที่ใช้เหล็กร้อนนาบ มันคือสัญลักษณ์ของนักโทษจากชั้นที่สามคงต่อสู้มาทั้งชีวิตเพื่อให้ได้อิสระและสามารถขึ้นมาบนชั้นที่หนึ่งได้ไม่ง่ายจริงๆ ใช่ไหมล่ะ กว่าจะไถ่ตัวเองออกมาได้" ห้าวซืออธิบายระหว่างที่เดินแทรกผู้คนไปบนถนน

            "อย่างที่รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นคนพาลอยู่ที่นี่ผู้ที่มีอำนาจสุดคือผู้พิทักษ์ชั้น ยิ่งชั้นลึกยิ่งมีอำนาจมากดังนั้นหากทำตัววางอำนาจเหนือผู้พิทักษ์ทั้งหลาย..."ห้าวซือชี้ไปที่ผู้พิทักษ์ชุดดำสวมเกราะและหน้ากากสามคนทั้งหมดแขวนป้ายอาญาสิทธิ์สีทองเขียนคำโบราณด้วยอักษรเก่าที่กำลังหิ้วปีกชายขี้เมาแล้วอาละวาดต่อยตีคนบนถนน

            ห้าวซือพูดต่อประโยคที่ค้างไว้อีกว่า"...ไม่นานก็ตาย หรือไม่ก็ถูกจับโยนลงคุกชั้นล่างไม่แบ่งแยกว่าเจ้าจะเป็นคนประเภทที่หนึ่ง สอง หรือสามมาจากด้านบนหรือเกิดที่ด้านใน เมื่ออยู่ในนี้ กฎก็คือประมุขสูงสุดที่แม้แต่ผู้พิทักษ์ก็ต้องเคารพกฎ เห็นเป็นเหมือนประมุขสูงสุดอยู่ตรงหน้าเสมอดังนั้นหากทำผิดกฎก็ต้องถูกลงโทษ ชีวิตนี้อย่าหวังได้ออกจากนรกขุมนี้"

            หลินหลานหรูห่อไหล่เล็กน้อยนางรู้สึกว่าที่นี่ไม่น่าอยู่สักนิด ดังนั้นนางจึงเดินระมัดระวังขึ้นหากเผลอเดินชนคนบนถนน เกรงจะถูกผู้พิทักษ์จับโยนลงชั้นล่าง

            "หนาวหรือ" เสวี่ยเฟิ่งเอ่ยถามเขาเห็นนางห่อไหล่ อีกทั้งยังเดินตัวเกร็ง จึงเอื้อมมือไปจับมือนางมากุมไว้พูดยิ้มๆ ว่า "อืม แบบนี้ดีแล้ว"

            หลินหลานหรูกลอกตาในใจ...ดีอะไรของเจ้า? ในหัวคิดแต่อยากจะกินเต้าหู้ข้า!

            เสวี่ยเฟิ่งไม่ยอมให้หลินหลานหรูชักมือออกหลินหลานหรูก็ไม่ได้คิดอยากชักมือกลับจริงจังอยู่แล้วแค่ให้รู้ว่านางก็ถือตัวอยู่...เล็กน้อย

            บุรุษชอบสตรีสำรวมกิริยาไม่ใช่หรือ นางคิดเงียบๆ

            จากนั้นเสียงห้าวซือก็ดังแทรกขึ้นมาเป็นช่วงๆหลินหลานหรูหันไปให้ความสนใจกับสถานที่อันแปลกประหลาดนี้ต่อ

            "ใช่ว่าทุกคนในพิภพร้อยสังเวียนจะสามารถไปมาระหว่างชั้นได้อย่างอิสระแม้ทุกคนที่มีป้ายหรือไม่มีป้ายระบุฐานะจะสามารถขึ้นลงชั้นที่หนึ่งถึงสามได้ตามสะดวกแต่หากเป็นชั้นที่สี่หรือลึกกว่านั้นต้องมีป้ายระบุฐานะของผู้ชนะทุกสังเวียนในแต่ละชั้นที่ผ่านลงมาเสียก่อนมิเช่นนั้นก็ผ่านผู้พิทักษ์ประตูระหว่างชั้นลงไปไม่ได้ แต่อย่าห่วงข้าพาพวกเจ้าลงไปได้อยู่แล้ว"

            หลินหลานหรูฟังไปพลางมองแสงสีทองตรงขอบฟ้าด้านหนึ่งคาดว่าทิศนั้นคงเป็นทิศตะวันตก ซึ่งส่องกระทบจนเกิดเงาสะท้อนบนหลังคาโรงเตี๊ยมนางพลันรู้สึกว่าในนี้เป็นอีกโลกใบหนึ่งที่ถูกปกครองด้วยกฎที่เข้มงวดอำนาจเงินตราที่ได้มาด้วยการต่อสู้บนสังเวียน เป็นหลักการที่ 'หากไม่สู้ก็อดตาย' อย่างแท้จริงฉะนั้นคนหนุ่มสาวในนี้จึงล้วนแข็งแกร่งไม่น้อย

            แม้แต่เด็กหญิงเจ็ดขวบที่หลินหลานหรูเห็นบนถนนยังแต่งกายรัดกุม ฝีเท้าเบากริบ เหน็บอาวุธข้างเอวกำลังภายในมากไม่แพ้ผู้ใหญ่บางคน เด็กหญิงเหล่านี้ไม่มัวแต่มานั่งเสียเวลาเย็บปักถักร้อยเรียนมารยาท อ่านตำราสามเชื่อฟังแล้วรอแต่งออกจากเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่ายเท่านั้นทุกชีวิตของที่นี่คือเสาหลักครอบครัว

            เสวี่ยเฟิ่งก็สังเกตทุกสิ่งบนถนนเช่นกันแต่ส่วนใหญ่สายตาของเขามักมาตกที่หลินหลานหรูอยู่ตลอด ยิ่งแสงจากท้องฟ้าจำลองในยามพลบค่ำที่คล้ายแสงดวงอาทิตย์มากนี้เมื่อส่องลงบนตัวหลินหลานหรู ราวกับเซียนน้อยเปล่งแสงได้อย่างไรอย่างนั้นงดงามยิ่ง

            "ท่านยิ้มอะไร"หลินหลานหรูเหล่มองเสวี่ยเฟิ่ง อดใจเต้นรัวไม่ได้เขาแค่ยิ้มก็ทำให้นางใจเต้นแรงได้แล้ว

            "เอาละด้านหลังโรงเตี๊ยมนี้มีประตูลงสู่ชั้นสอง" ห้าวซือพูด"หากจะใช้ประตูอื่นที่สะดวกกว่า อาจต้องเดินไกลกว่านี้รอพวกเจ้าลงไปถึงชั้นสองก่อน แล้วค่อยว่ากันเรื่องอื่นเถอะ"

            เสวี่ยเฟิ่งและหลินหลานหรูยกหมวกเสื้อคลุมขึ้นคลุมศีรษะทั้งตัวคนเผยกลิ่นอายลึกลับและอันตรายขึ้นมาทันทีฉะนั้นจึงมีหลายคนที่ยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมหันมองล้วนแต่เป็นจอมยุทธ์ผู้ทะเยอทะยานจากด้านบนทั้งสิ้น

            ห้าวซือจึงพูดว่า"พวกเขาก็เหมือนข้า หวังทางลัดในการฝึกฝน หากโชคดีฝีมือถึงฝ่าชนะรวดร้อยสังเวียนในเวลาอันสั้นก็ได้รับป้ายระบุฐานะสีเงินมาแล้ว จากนี้จะเข้าจะออกพิภพร้อยสังเวียนตามใจชอบเมื่อไรย่อมได้ทุกเวลาแต่ดูจากสภาพแล้วน่าจะยังหาทางออกไม่ได้ ป้ายฐานะยังเป็นสีเขียวไม่แปลกที่พวกเขาจะจับจ้องคนแปลกหน้าที่เพิ่งเข้ามาแบบพวกเจ้า"

            "ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเหตุใดไม่ย้อนกลับทางเดิม" หลินหลานหรูเอ่ยพลางกวาดตามองจนทั่วห้องโถงโรงเตี๊ยมซึ่งล้วนแต่เป็นชาวยุทธ์ที่บ้างก็อายุมากแล้วบนเอวยังห้อยป้ายระบุฐานะสีเขียวที่เขียนคำว่า 'สามสิบ' บนนั้น หมายถึงชนะผ่านมาแล้วสามสิบสังเวียนระดับจึงลึกถึงแค่ชั้นที่สาม

            "ข้าได้ยินสหายผู้หนึ่งเล่ามาครั้งนั้นเขาเคยนำทางให้ผู้มีลมปราณแกร่งกล้าท่านหนึ่งลงมาด้านล่างนี้ขณะที่ผ่านประตูทางเข้าท่านผู้นั้นรับรู้ได้ถึงม่านพลังที่รุนแรงซึ่งคอยรักษาค่ายกลพิสดารอยู่ดังนั้นหากย้อนกลับเข้าไปทางเดิมก็ไม่พบทางออก เคยมีคนลองมาหลายครั้งแล้วมีทางเดียวคือลงไปให้ถึงชั้นที่สิบให้ได้ ถึงจะมีทางให้ออก"

            "ดูจากจำนวนคนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมเห็นทีจะลงไปชั้นที่สิบคงไม่ง่าย" เสวี่ยเฟิ่งพูด

            ทว่าห้าวซือกลับหัวเราะ พูดว่า"ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพื้นฐานร่างกายส่วนที่สำคัญคือสิ่งใดที่ทำให้เจ้าอยากออกไปข้างนอกนั่นจะสำคัญมากพอให้เจ้าต้องขึ้นสังเวียนต่อสู้เพื่อให้ออกไปหรือไม่ส่วนใหญ่แล้วคนที่นี่ผ่านไปหลายปีก็ล้มเลิกแค่มีป้ายระบุฐานะสักชั้นก็ได้รับเงินรายเดือนกินอยู่สามมื้อต่อวันไม่อดตายได้แล้ว"

            เสี่ยวเอ้อในร้านมองเห็นลูกค้าไม่เลือกนั่งสักโต๊ะแต่เดินตรงเข้ามาด้านใน จึงรู้ความต้องการของผู้มาเยือนได้ทันที รีบผายมือเชิญก่อนนำทางไปที่ประตูด้านหลังห้าวซือโยนเม็ดเงินที่มีใช้เฉพาะในพิภพร้อยสังเวียนให้เสี่ยวเอ้อสำหรับเป็นค่าตอบแทนที่ให้ผ่านทาง

            เดินผ่านประตูหลังโรงเตี๊ยมมาแล้วก็มีขั้นบันไดหินเรียงกันลงไปด้านล่าง เมื่อพ้นบันไดมาก็เป็นห้องโถงเล็กๆที่ภายในไม่ได้ประดับสิ่งใดมากมายจนงดงาม ดูคล้ายโรงเตี๊ยมที่ไม่อยากรับลูกค้าเก้าอี้จึงไม่มีให้นั่งสักตัว

            ในห้องมีเสี่ยวเอ้ออีกคนกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่เมื่อเห็นว่ามีคนกำลังเดินลงมาก็รีบวางหนังสือแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้กลมตัวเดียวปรี่มาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ปากก็กล่าวไปด้วยว่า "นายท่านสนใจชั้นไหนเป็นพิเศษหรือไม่ช่วงนี้มีหลายชั้นที่ผู้ท้าสู้บนสังเวียนน่าสนใจ ที่มีชื่อเสียงก็มีคราวก่อนเพิ่งสิ้นสุดฤดูประลองคัดสรรผู้พิทักษ์บนสังเวียนของทุกชั้นจึงคึกคักอย่างยิ่ง"

            "ขอบคุณแต่พวกข้ามีชั้นที่จะไปแน่นอนแล้ว ไม่ขอรบกวน" ห้าวซือโยนเม็ดเงินให้เสี่ยวเอ้อรออีกฝ่ายเปิดประตูให้

            แล้วก็พบว่าด้านนอกของโรงเตี๊ยมเงียบเชียบราวกับเมืองร้างที่นี่คือชั้นที่สอง?

            ท้องฟ้าของชั้นนี้มืดกว่าชั้นที่หนึ่งอยู่บ้างจึงเห็นว่าบนถนนมีโคมแดงคอยส่องสว่าง

            ห่างออกไปหนึ่งลี้ประตูเมืองขนาดใหญ่สูงตระหง่านตรงหน้า รอบข้างนอกจากโรงเตี้ยมที่พวกนางเพิ่งออกมาก็มีบ้านเรือน อาคารร้านค้าไม่กี่หลัง สภาพแห้งแล้งราวกับพลบค่ำในช่วงรอยต่อฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วงพื้นดินมีสิ่งเจือปนไม่เหมาะจะเพาะปลูก

            ก่อนที่พวกนางจะเดินถึงประตูเมืองขนาดยักษ์ระหว่างทางมีหลุมฝังศพและโครงกระดูกที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา

            "มีสัตว์ป่าด้วยหรือแล้วโครงกระดูกมนุษย์มากมายเหล่านี้มาได้อย่างไร" หลินหลานหรูพูด

            "ควบม้าออกจากตัวเมืองนี้ราวยี่สิบลี้จะมีป่าลึกพื้นที่ตรงนั้นจะเขียวขจีและมีฝนมาก ส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านนายพรานส่วนโครงกระดูกเหล่านี้ นานมาแล้วเคยเกิดสงครามระหว่างพวกทหารหนีทัพที่ต้องการยึดครองชั้นแต่ถูกผู้พิทักษ์ชั้นสังหารไม่ไว้ชีวิต จากนั้นก็ปล่อยศพคนตายทิ้งไว้เป็นอุทาหรณ์ให้คนรุ่นหลังได้เล่าต่อกันฟัง"

            ห้าวซือเดินนำไปยังสิ่งที่คล้ายประตูเมืองหนาใหญ่และจากนี้พวกหลินหลานหรูก็ต้องเจอประตูหนาใหญ่นี้ไปอีกหลายบานจนถึงชั้นสิบ

            ห้าวซือพูดอีกว่า"จากนี้ตรงประตูระหว่างชั้นจะมีผู้พิทักษ์ประตูยืนคุมอย่างเข้มงวดพวกเจ้าอย่าได้เสียงดังล่ะ มีแต่ชั้นที่หนึ่งถึงสามถึงจะสามารถไปมาอย่างอิสระไม่ว่าจะมีป้ายระบุฐานะหรือไม่ก็ตาม อันนี้ข้าเคยพูดไปแล้ว จริงสิป้ายฐานะนั้นมีทุกชั้น แค่ลงประลองทุกสังเวียนให้ชนะติดต่อกันสิบครั้งในชั้นนั้นก็ได้ป้ายมาแล้วแต่ชั้นที่สิบต้องชนะติดต่อกันรวมทั้งหกชั้นหกสิบสังเวียนของชั้นที่สี่ถึงเก้าจึงจะเข้าชั้นที่สิบได้"

            "เช่นนั้น..."หลินหลานหรูลากเสียงเอ่ยอย่างสงสัย

            "ข้ายอมพาพวกเจ้าไปถึงชั้นที่สิบได้อยู่แล้ว"ห้าวซือรับรองอย่างภาคภูมิใจ

            ซึ่งประตูระหว่างชั้นที่สามและสี่มีผู้พิทักษ์ยืนเฝ้าสองฝั่งประตู แถวละสิบคนเวลานี้มีผู้พิทักษ์นายหนึ่งก้าวขึ้นมาขวางห้าวซือล้วงบางสิ่งที่เรียกว่าป้ายระบุฐานะออกมาสหายของห้าวซือที่ตามมาด้านหลังตลอดผู้นั้นก็มีเหมือนกัน มันคือป้ายสีเงินของชั้นที่สิบมีอักษรของคำว่า 'ไป่ (百)' ที่หมายถึง 'หนึ่งร้อย' สลักไว้อย่างน่ายำเกรง

            ห้าวซือกระตุกยิ้มมุมปากยามเหลือบเห็นสีหน้าคล้ายอึ้งก็ไม่เชิงแต่คนกลับพูดไม่ออกของหลินหลานหรูเขารู้สึกภาคภูมิใจมากที่สามารถทำให้สีหน้าเด็กน้อยหยิ่งยโสนางนี้เปลี่ยนสีได้

            สหายที่ด้านหลังของห้าวซือมองเห็นอาการอึ้งที่กินไม่ได้นี้ของเด็กสาวจึงกระซิบพูด แต่ฟังคล้ายโอ้อวดจนชวนเตะลงชั้นล่างมากกว่า"ชนะมาแล้วหนึ่งร้อยสังเวียน เทพไม่หยอกใช่ไหมล่ะ"

            หลินหลานหรูพลันหน้าบึ้งนางรู้สึกอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปมาบ่อยมาก นึกอยากตบบ้องหูคนขึ้นมาแต่มือกลับถูกเสวี่ยเฟิ่งกุมไว้ไม่ปล่อย

            แล้วนางก็ลืมสิ้นความขุ่นเคืองทุกอย่างเมื่อเห็นรอยยิ้มอบอุ่นประดับบนใบหน้าหล่อเหลาของเขา ...ให้ตายเถอะข้ารู้สึกหลงใหลเจ้ามากขึ้นทุกวัน!

            ในพิภพร้อยสังเวียนนี้มีอาชีพที่สามารถหารายได้มากที่สุดอยู่สองอาชีพ หนึ่งคือผู้พิทักษ์ชั้นป้ายสีทองและสองคือผู้นำทางป้ายสีเงินสำหรับผู้นำทางหนึ่งคนหนึ่งป้ายมีสิทธิ์นำคนนอกผ่านชั้นได้หนึ่งสิทธิ์หรือหนึ่งคนต่อหนึ่งครั้งเท่านั้นนี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ห้าวซือแสดงสีหน้าลำบากใจยามที่หลินหลานหรูต้องการให้เขาพาพวกนางออกไปกับเขาที่มีป้ายเพียงแผ่นเดียว สามารถพาคนผ่านชั้นได้คนเดียวเท่านั้น

            โชคดีที่สหายของเขาผู้หนึ่งยินดีช่วยเพราะเห็นว่าคนที่ห้าวซือจะพาผ่านชั้นเป็นนักโทษคดีใหญ่ที่ทางการกำลังตามจับกันอย่างเคร่งเครียดดังนั้นจึงอยากสร้างความลำบากให้ทหารทางการสักหน่อย

            "อาชีพผู้นำทางสร้างเงินให้พวกข้าได้มากก็จริงยิ่งเป็นพวกเงินหนักที่อยากออกไป จนต้องทุ่มเงินจ้างผู้นำทางเพื่อออกไปขณะที่คนต้องการเข้ามาก็ทุ่มเงินหนักเท่ากันกระนั้นต่อให้มีผู้ใจดีพาคนออกไปก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางให้ผู้พิทักษ์ประตูระหว่างชั้นเช่นกันเพราะมีป้ายแต่ไม่มีเงินก็พาคนผ่านไปไม่ได้

            ขณะเดียวกันอาชีพนี้ก็ไม่ปลอดภัยเพราะไม่มีกฎห้ามชิงป้ายนอกสังเวียน แต่ถ้าถูกผู้พิทักษ์ล่วงรู้เข้านอกจากจะยึดป้ายที่ไม่ใช่ของตนเองแล้ว ยังจะถูกจับขังทั้งหมดพวกเจ้าก็อย่าเสียงดังเชียว"

            ฟังถึงตรงนี้หลินหลานหรูพลันกระจ่างในใจ "พวกเจ้าถึงกับชิงป้ายผู้อื่นมา"นางไม่เชื่อแต่แรกแล้วว่าห้าวซือจะสามารถชนะการประลองถึงหนึ่งร้อยครั้งรวดอย่างไรก็ต้องมีแพ้บ้างละ

            ห้าวซือไม่ได้ตอบให้กระจ่างเพียงอมยิ้มแล้วเหลือบมองไปที่เสวี่ยเฟิ่ง ยามนี้อีกฝ่ายมีสีหน้าซีดเซียวคงยังไม่ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บสาหัส ช่างน่าเห็นใจที่มีแม่เสือฉลาดเป็นคู่ชีวิตเช่นนี้อนาคตจะมองสตรีอื่นได้หรือ

            ชายหนุ่มใบหน้าซีดเซียวยิ้มพูด"พูดมาตั้งนาน ที่แท้พวกท่านก็เป็นพวกหลอกลวง"

            คนฟังเจ็บจุกขึ้นมาทีเดียวห้าวซือแก้ต่าง "เจ้าว่าข้าได้ แต่ห้ามเหมารวมถึงสหายข้า"

            สหายด้านหลังห้าวซือเป็นพวกที่ชนะติดต่อกันจนถึงหนึ่งร้อยสังเวียนจริงๆแต่ก็เคยแพ้มานับไม่ถ้วนเช่นกัน สิบปีให้หลังถึงได้ป้ายมาอย่างภาคภูมิใจ

            ส่วนห้าวซือเขาเพียงแต่ใช้เงินที่ได้จากการประลองบนสังเวียน จ่ายค่าผ่านทางให้ผู้พิทักษ์ประตูช่วยเหลือลูกสาวของเจ้าของป้ายเงินแผ่นนี้ให้นางออกจากพิภพร้อยสังเวียนได้อย่างปลอดภัยอีกฝ่ายจึงมอบป้ายให้เขาเป็นการตอบแทน ที่ช่วยให้นางได้ฝังศพบิดาอย่างสมเกียรติ

            เสวี่ยเฟิ่งพูดด้วยสีหน้าตกใจ"เช่นนั้นผู้น้อยต้องขออภัยด้วยที่ล่วงเกินสหายท่านนี้ของพี่ห้าวจากนี้ลำบากต้องพึ่งพาพวกท่านพาออกไปแล้ว ถึงข้างนอกเมื่อไรผู้น้อยจะจ่ายเงินชดเชยให้ไม่ให้ขาดสักตำลึง"

            ทว่าห้าวซือปฏิเสธ"หากเจ้าจ่าย ข้าก็ผิดสัญญาต่อภรรยาน่ะสิ"

            "เหล่าห้าว..."สหายห้าวซือเอ่ยเตือน

            ห้าวซือจึงโบกมือส่งๆ พูดว่า"ช่างเถอะๆ ออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน"

             

            ทันทีที่เข้ามาถึงชั้นที่สิบห้าวซือก็นำพวกนางตรงมาที่สังเวียนประลองที่หนึ่งร้อย

            หลังเปิดประตูเข้าไปหลินหลานหรูก็ได้ยินเสียงเป่าเขาสัตว์และเสียงโห่ร้องของผู้คนในโถงนั้น มองไปแล้วล้วนแต่เป็นพวกเศรษฐีหน้าตาอิ่มเอิบมีเงินมีทองให้ใช้ว่าจ้างผู้นำทางป้ายสีเงิน พาเข้ามาชมความสนุกกันทั้งนั้น

            โถงนี้มีขนาดใหญ่ที่สุด จุคนได้ราวๆห้าพันคนได้ไม่แออัดลาดต่ำลงไปด้านล่างเป็นสนามประลองที่มีกำแพงด้านข้างยกสูงขึ้นมาประมาณสามจั้งซึ่งสูงมาก อีกทั้งยังฝังคมเหล็กไว้บนกำแพงออกแบบมาสำหรับไม่ให้นักโทษอุกฉกรรจ์บนสนามประลองปีนขึ้นมาได้ทว่าความหรรษาที่แท้จริงคือการได้เห็นนักสู้ถูกเหล็กบนกำแพงเสียบระหว่างการต่อสู้ต่างหาก

            ฉะนั้นถัดจากกำแพงสามจั้งขึ้นมาจึงเป็นที่นั่งของผู้ชม

            หลินหลานหรูเงยหน้าขึ้นไปที่ด้านบนดูบ้างก็เห็นด้านบนยังไม่ใช่เพดานเสียทีเดียว แต่ยังมีราวกั้นติดระเบียงสูงอีกสี่ชั้นบนนั้นก็มีคนที่คล้ายจะมีทั้งเงินทั้งอำนาจนั่งชมอยู่ในที่นั่งส่วนตัวอีกหลายคนที่อยู่เยื้องไปด้านข้างของนางบนชั้นที่สีมีบุรุษสามคนนั่งอยู่เพียงกลุ่มเดียวในชั้นนั้นทว่าที่ตรงนั้นมืดมากจึงมองไม่เห็นหน้าตา เพียงแต่ให้ความรู้สึกโดดเด่นอย่างที่สุด

            ที่ด้านล่างสนามประลองมีโซ่เหล็กขึงลงมาจากด้านบนห้อยอยู่ตรงกลาง ใช้แผ่นกระดานหนาๆรับน้ำหนักผู้ที่คอยดำเนินการประลองไว้ด้านบนอีกฝ่ายมีวาทศิลป์ในการพูดดึงดูดใจผู้ชมได้เยี่ยมยอดเลยทีเดียวเพียงใช้กำลังภายในพูดผ่านเขาสัตว์ก็ให้เสียงดังที่ส่งให้ได้ยินกันทั้งห้องโถงแล้ว

            ห้าวซือพาเข้าไปใกล้สนามประลองเดิมทีประตูทางออกจะอยู่ที่ลานประลองสุดท้ายนี้ ผู้ชมจึงค่อนข้างมากเป็นพิเศษ

            หลินหลานหรูเดินผ่านผู้ชมที่กำลังส่งเสียงร้องอย่างไม่ได้ดังใจนางจึงอดจะมองลงไปที่สนามประลองไม่ได้

            บนลานประลองมีคู่ต่อสู้ฝ่ายละคนคือหาผู้ชนะหนึ่งเดียว จนกว่าจะไม่มีคนท้าสู้ด้วย หนึ่งคนนั้นเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ที่บนหน้าผากประทับตรานักโทษด้วยวิธีการใช้เหล็กร้อนนาบให้เกิดรอยแผลเป็นที่ลบไม่ออกทว่านักโทษผู้นี้กลับถูกปิดตาไว้ด้วยผ้าโปร่งสีดำ มองแล้วคล้ายเฉิงอิ้นมากแต่รูปร่างไม่ใช่แน่นอน

            ส่วนผู้ท้าประลองที่เดิมทีก็เป็นผู้ชมแต่อยากกระโดดลงไปท้าสู้แทนคนก่อนหน้าที่เพิ่งถูกผู้พิทักษ์สังเวียนหามออกไปรูปร่างผอมแห้งแรงน้อยมาก ป้ายสีเงินที่ห้อยอยู่ข้างเอว คงได้มาด้วยการขโมยผู้อื่น

            หลินหลานหรูมองบนสนามประลองเพียงผ่านๆแต่แวบเดียวด้านหลังนางก็ไม่เห็นเสวี่ยเฟิ่งแล้ว

            หลินหลานหรูรู้สึกใจหายจึงหันกลับหลังแล้วมองหา

            ความจริงแล้วเสวี่ยเฟิ่งหยุดเดินสายตาของเขามองลงไปที่สนามประลองอย่างจับจ้อง

            หลินหลานหรูจึงส่งสัญญาณให้ห้าวซือรอก่อน

            นางเดินเข้ามาใกล้เสวี่ยเฟิ่งแล้วจับมือชายหนุ่มไว้แต่ไม่ได้เอ่ยเรียก กระนั้นเขาก็ยังไม่มองนาง

            หลินหลานหรูจึงมองตามสายตาเสวี่ยเฟิ่งลงไปที่สนามประลองอีกครั้งผู้ชมที่กระโดดลงไปท้าสู้เมื่อครู่เพราะนึกขัดใจในคนก่อนหน้ายามนี้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกผู้พิทักษ์หามออกไปบ้างแล้วดังนั้นบนสนามประลองจึงเหลือเพียงนักโทษที่ปิดตาเอาไว้ผู้นั้นคราวนี้หลินหลานหรูจึงมองตรงๆ ให้ชัดเจนกว่าเดิม

            คนผู้นี้คล้ายเฉิงอิ้นมาก...แต่ไม่ใช่เฉิงอิ้นนั่นไม่ใช่ หลินหลานหรูพยายามนึกว่าเคยเห็นคนผู้นี้ที่ไหนก็ได้ยินเสียงเสวี่ยเฟิ่งเอ่ยขึ้นซึ่งเขากำลังพูดกับห้าวซือที่เดินย้อนกลับมาหาพวกนาง

            "กฎการไถ่ตัวระบุไว้ว่าอย่างไรบ้าง"เสวี่ยเฟิ่งพูด

            หลินหลานหรูถึงกับถูกคำพูดของเขาทำให้ตกตะลึงจนเผลอออกแรงบนมือโดยไม่รู้ตัว

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852