ในห้องประชุมของกรมตำรวจเมืองเทียนฉาง เมื่อรวมหัวหน้าหลี่ที่รับผิดชอบงานสอบสวนด้วยแล้ว ในห้องประชุมก็มีคนนั่งอยู่เพียงแปดคนเท่านั้น หนึ่งในนั้นมีใบหน้าที่หวังย่าหนานไม่เคยเห็นมาก่อนอยู่ด้วย หล่อนไม่คุ้นเลยสักนิด
เพื่อที่จะลดระดับความสนใจของสื่อมวลชน ก่อนการประชุมหัวหน้าหลี่ก็มีคำสั่งขั้นเด็ดขาดว่าให้คนรู้ยิ่งน้อยยิ่งดี คดีเกิดขึ้นติดต่อกัน หัวหน้าหลี่ถูกพวกนักข่าวที่มาตามทำข่าวเกาะแน่น สร้างความปวดหัวจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
“ผู้ตายชื่อจ้าวฮุ่ยฉิน เป็ผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ประจำเมือง อายุสามสิบหกปี” หวังย่าหนานรายงานข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตาย พร้อมกับแสดงภาพก่อนเสียชีวิตของผู้ตาย
สายตาของทุกคนมองกลับไปกลับมาระหว่างภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังเสียชีวิตทั้งสองภาพพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พฤติกรรมนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะรูปถ่ายตอนมีชีวิตอยู่ของผู้ตายนั้นดูสาว มีชีวิตชีวา และในฐานะที่เป็ผู้ประกาศข่าวเบอร์หนึ่งของเมืองเทียนฉาง เสมือนเป็ ‘หน้าตา’ ของเมืองเทียนฉาง ไม่ต้องสงสัยเลยว่ารูปโฉมของจ้าวฮุ่ยฉินจะดึงดูดสายตาผู้คนแค่ไหน แม้ว่าอายุจะล่วงเลยไปถึงสามสิบหกปีแล้วก็ตาม แต่กลับไม่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาปรากฏให้เห็นเลยสักนิด ใบหน้าที่ได้รับการบำรุงอย่างดีเผยให้เห็นความภูมิใจที่มีอยู่ในเฉพาะบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่พอกลับไปดูรูปถ่ายหลังเสียชีวิตอีกครั้งในมุมเดียวกัน ใบหน้าของผู้ตายขาวซีด ริมฝีปากปิดสนิท ดวงตาหรี่ปรือ ใบหน้าบวมจนไม่เหลือเค้าเดิม โดยเฉพาะาแลึกตรงลำคอซึ่งทำให้ถึงแก่ชีวิตนั้น ยิ่งทำให้ทุกคนที่เห็นรู้สึกใมากขึ้นไปอีก
“ตอนที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ไม่มีศัตรูที่ไหน แล้วก็ไม่มีความแค้นกับใครด้วย ถึงแม้จะเป็ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นหล่อนคือคืนวันอังคารตอนสองทุ่มครึ่ง หลังเลิกงานหล่อนเดินไปขึ้นรถแท็กซี่กลับบ้านที่หน้าปากทางตามปกติ แต่จนกระทั่งเที่ยงคืนวันนั้น แม่ของหล่อนบอกว่าลูกสาวยังไม่กลับถึงบ้าน ฉันดูภาพจากกล้องวงจรปิดตรงปากทางแล้ว ทุกอย่างดูปกติ หลังจากผู้ตายขึ้นรถแท็กซี่สีน้ำเงินได้ รถก็ขับออกไปทันที จากสีของรถแท็กซี่ พวกเราสอบถามไปที่บริษัทรถแท็กซี่เป๋าติ่ง ซึ่งเป็บริษัทรถแท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง หลังจากตรวจสอบพิกัดทางจีพีเอส ผลที่ได้แจ้งว่าใน่เวลานั้นไม่มีรถแท็กซี่ของบริษัทไปรับผู้โดยสารหน้าสถานีโทรทัศน์เลยสักคัน นั่นก็คือรถแท็กซี่ลึกลับที่ผู้ตายนั่งไปนั้นมีความเป็ไปได้สูงว่าจะเป็รถแท็กซี่ปลอมของฆาตกร!”
“คนแบบไหนกันนะที่จะยอมยุ่งยากขนาดนี้ รถแท็กซี่ปลอมเพื่อฆ่าผู้หญิงเพียงคนเดียว”
ได้ยินน้ำเสียงที่ถามด้วยความสงสัยแบบนี้ หวังย่าหนานกำลังจะตอบ แต่ชายแปลกหน้าที่ตนเองไม่เคยเจอมาก่อนกลับลุกขึ้นยืน “ผมขอพูดอะไรสักหน่อย”
หัวหน้าหลี่พูดแนะนำอยู่ข้างๆ “ท่านนี้คืออัยการหลิวชุนเสี่ยว ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาจากสำนักอัยการประจำเมือง จะมาให้ความร่วมมือกับพวกเราในการทำคดีฆาตกรรมต่อเนี่องนี้โดยเฉพาะ”
หลิวชุนเสี่ยวยิ้มๆ แล้วผงกศีรษะให้ทุกคนเป็การทักทาย “ไม่ถึงขนาดเป็ผู้เชี่ยวชาญหรอกครับ นี่เป็แค่งานอดิเรกของผมเท่านั้นเอง ถ้าเช่นนั้นผมขอแสดงความเห็นของผมเลยนะครับ” เขาก้มดูสมุดบันทึกของตัวเองที่เปิดกางอยู่ตรงหน้า แล้วเข้าเื่ทันที
“เมื่อรวมทั้งสองคดีเข้าด้วยกัน เป้าหมายที่ฆาตกรรายนี้เลือกต่างเป็เพศหญิงที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ค่อยมีสังคม พูดได้ว่าการเลือกของเขาเป็แบบสุ่ม การที่พวกหล่อนถูกเลือกนั้นก็เป็เพราะเงื่อนไขของพวกหล่อนตรงตามความ้าของฆาตกร เดิมทีพวกหล่อนก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ตอนที่ฆาตกรเลือกนักศึกษาหญิงเป็เหยื่อรายแรก เห็นชัดว่าได้เตรียมตัวมาเป็อย่างดี เริ่มั้แ่การเข้าใกล้เหยื่อในตอนแรกจนกระทั่งลงมือ ตลอดจนเส้นทางการทิ้งศพ เขาได้คัดเลือกมาเป็อย่างดี ั้แ่ผู้ตายถูกลักพาตัวจนถึงถูกทำร้าย ่เวลานี้กินเวลาค่อนข้างนาน แต่เหยื่อรายที่สองกลับดูรีบร้อนอย่างเห็นได้ชัด หลังจากลักพาตัวไปได้ไม่นานก็ลงมือฆ่าทันที ในจุดนี้อธิบายได้ว่าฆาตกรได้รับแรงกระตุ้นจากข้อมูลภายนอก ดังนั้นคดีที่สองจึงเกิดขึ้นในลักษณะที่ค่อนข้างเร่งรีบ หลักๆ คือฆาตกร้าส่งข้อความถึงพวกเรา มัน้าบอกเราว่าไม่มีอะไรที่มันทำไม่ได้ผ่านเหยื่อรายนี้ พวกเราจับมันไม่ได้หรอก” พูดมาถึงตรงนี้ เขาตั้งใจหยุดลงครู่หนึ่ง
“ลำดับต่อไปผมจะวิเคราะห์ลักษณะนิสัยของฆาตกรจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น”
หวังย่าหนานคิ้วขมวด หล่อนไม่ชอบให้งานที่ตัวเองทำอยู่ดีๆ ถูกคนอื่นเข้ามาแทรก แต่ก็แสดงออกมาไม่ได้ เธอจึงทำได้แค่อดทนฟังต่อไป
“ฆาตกรรายนี้เป็พวกหลงใหลในความสมบูรณ์แบบ แถมยังหลงตัวเองมากด้วย จุดนี้สังเกตได้จากวิธีที่เขาจัดการกับร่างของเหยื่อ ร่างของเหยื่อก็เหมือนกับผลงานชิ้นหนึ่งของเขา เขาไม่สนว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ขอแค่ได้จัดการตามความคิดของตนเองอย่างไม่ผิดเพี้ยนก็พอ ความปรารถนาที่้าควบคุมแรงกล้ามาก ในชีวิตของเขาจะต้องเคยผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาก่อน ทำให้เขามีความแค้นต่อคนหรือสิ่งของบางจำพวกที่อยู่รอบตัว เขากำลังแก้แค้นคนหรือกลุ่มคนที่เคยทำร้ายเขาหรือคนที่เขาแคร์มากในชีวิต จุดนี้ใจผมค่อนข้างเอนไปทางหน่วยงานในกรมตำรวจของพวกเรา เขาอยากให้พวกเราเป็ตัวตลก ทุกวันนี้พวกเราก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดดันจากสื่อมวลชนและสังคมได้อย่างชัดเจนแล้ว คดีคราวก่อนที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ นิตยสารและหนังสือพิมพ์หลายฉบับต่างก็ไม่พอใจกับความรวดเร็วในการทำคดีของพวกเรา และผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ฆาตกรอยากได้ยินมากที่สุด”
“สำหรับตัวฆาตกรที่ผมวาดภาพไว้เป็เพศชาย อายุระหว่างสามสิบถึงสี่สิบห้าปี ร่างกายแข็งแรง มีความรู้ทางการแพทย์อย่างลึกซึ้ง รู้เื่กายวิภาคและชีวเภสัชศาสตร์เป็อย่างดี โสด มีรายได้มหาศาล อย่างน้อยต้องมีรถขนาดเล็กอย่างรถเก๋งซานทานาปีสองพัน มีที่พักอาศัยส่วนตัว เพราะถ้าไม่มีบ้านพักส่วนตัวแล้วล่ะก็ เขาจะไม่มีสถานที่ในการแล่ศพแรกที่ยุ่งยากได้”
“คำแนะนำของผมคือไล่ตรวจสอบคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นใน่ก่อนหน้านี้ไม่นานในเมืองเทียนฉางที่หน่วยงานในกรมตำรวจของเรามีความขัดแย้งกับครอบครัวของผู้ตาย แล้วค่อยผนวกเข้ากับอายุและภูมิหลังทางการแพทย์ หลังจากเปรียบเทียบข้อมูลจากทั้งสองด้าน น่าจะต้องเจออะไรบ้างครับ”
หลิวชุนเสี่ยวแจกแจงอย่างมีเหตุมีผล พอเขาพูดจบห้องประชุมที่เมื่อครู่เงียบเป็เป่าสากก็กึกก้องด้วยเสียงปรบมือทันที แม้แต่หวังย่าหนานที่ไม่สนใจเขาในทีแรกก็เปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิง หล่อนเปลี่ยนไปมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม และประเมินอัยการหนุ่มที่อายุพอๆ กับตัวเองอยู่อย่างเงียบๆ โดยเฉพาะดวงตาที่เต็มไปด้วยความรอบรู้คู่นั้นสร้างความประทับใจให้หวังย่าหนานอย่างมาก
“เสี่ยวถง เธอรู้จักอัยการที่ชื่อหลิวชุนเสี่ยวนั่นหรือเปล่า” แววตาหวังย่าหนานเป็ประกายแบบที่จางถงเห็นไม่บ่อยนัก และนี่ยังเป็ครั้งแรกที่หวังย่าหนานมาหาจางถงที่ห้องชันสูตรในเวลางานด้วยเื่อื่นที่ไม่ใช่เื่งานอีกด้วย
“ฉันเพิ่งประชุมเสร็จ เขาเก่งมากเลยนะ เป็นักอาชญาวิทยา วิเคราะห์เหตุการณ์ได้เป็ฉากๆ”
จางถงพยักหน้า “ฉันรู้จัก เขาเป็เพื่อนสมัยเรียนตอนมัธยมปลาย แต่เขาเป็อัยการ เขาไม่ได้เรียนด้านจิตวิทยานี่นา”
“นั่นไม่สำคัญ! หลิวชุนเสี่ยวเป็เพื่อนเธอสมัยเรียน ฉันนึกไม่ถึงเลยจริงๆ!” หวังย่าหนานนั่งลงดื้อๆ บนเตียงชันสูตรสเตนเลส “เขามีแฟนหรือยัง”
จางถงได้ยินก็ใจนอ้าปากค้าง ถึงแม้ตัวหล่อนจะรู้จักหวังย่าหนานมาสิบกว่าปีแล้ว แถมยังรู้ว่าที่หล่อนตัวคนเดียวมาตลอดก็เพราะหน้าที่การงานของตัวเองเป็เหตุ และยิ่งไม่มีผู้ชายหรอกที่ไหนที่อยากจะให้ภรรยาของตัวเองเป็ตำรวจที่เอะอะก็ออกหมัด แต่ปัจจัยอีกส่วนหนึ่งมาจากความหยิ่งทะนงของหวังย่าหนานเองด้วย ผู้ชายที่เข้าตาเธอมีไม่มากนัก ตอนนี้เธอกลับมาถูกใจหลิวชุนเสี่ยว จางถงจึงอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“เธอหัวเราะอะไรน่ะ”
“เธอชอบหลิวชุนเสี่ยวน่ะไม่มีปัญหา ฉันช่วยเป็แม่สื่อให้ได้นะ” จางถงพูดเข้าประเด็นทันที
หวังย่าหนานหน้าแดง ปฏิเสธอึกอัก “ใคร...ใครบอกว่าฉันชอบเขากัน ฉันก็แค่ถามเฉยๆ ถามเฉยๆ แค่นั้น!”
จางถงหัวเราะอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่
จ้าวจวิ้นเจี๋ยที่อยู่อีกฟากกลับรู้สึกกลุ้มใจ เขามองหญิงสาวสองคนที่หัวเราะราวกับเด็กๆ อย่างครุ่นคิด โดยเฉพาะจางถงที่นั่งอยู่ตรงขอบสเตชั่น จ้าวจวิ้นเจี๋ยเหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็ไม่พูด เขาคิดไปคิดมาแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก้มหน้าก้มตาเขียนบันทึกต่อไป
และในเวลานี้เองประตูห้องนิติเวชเปิดออก พานเจี้ยนรีบร้อนเดินเข้ามา ในมือถือรายงานมาด้วยสองฉบับ เขาไม่พูดไม่จาเดินมาหาจางถง แล้วส่งรายงานให้หล่อน
จางถงอ่านรายงานจบ รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายวับไป เธอเงยหน้ามองหวังย่าหนานอย่างซีเรียส “ในร่างของเหยื่อรายที่สองตรวจเจอสารตกค้างเอ็นฟลูเรนในปริมาณเกินขนาดที่มากกว่าปกติถึงห้าสิบเท่า”
“เอ็นฟลูเรน? มันใช้สำหรับทำอะไร”
“ยาสลบที่ใช้สำหรับผ่าตัดโดยเฉพาะ”
หวังย่าหนานขมวดคิ้ว
“ยาฆ่าเชื้อโรคที่อยู่บนิัของศพคือฟอร์มาลีนที่ใช้ในทางการแพทย์ แล้วยังพบโซเดียมไฮโปคลอไรด์ปริมาณเล็กน้อยอีกด้วย ย่าหนานศัตรูของพวกเราคนนี้เป็หมอ! แถมยังเป็หมอที่มีประสบการณ์โชกโชนอีกเสียด้วย! เรียกได้ว่าเขาลุ่มหลงในด้านการแพทย์มาก เขาต้องรู้ว่าถ้าควบคุมสัดส่วนของไฮโปคลอไรด์ไม่ดีพอ จะทำให้ฤทธิ์ของฟอมัลดีไฮด์ลดลง แต่เขากลับทำได้อย่างพอดีจนกำจัดร่องรอยทั้งหมดบนิัของศพได้ แถมเสื้อผ้าของเหยื่อยังถูกทำความสะอาดจนหมดจดอีกด้วย!”
จางถงมองหวังย่าหนานอย่างเป็กังวล “พูดจริงๆ นะ คนคนนี้ทำให้ฉันรู้สึกขนลุกแล้วสิ! เขามีความอดทนเป็เยี่ยม! ฉันมีความรู้สึกว่าขอเพียงแค่เขา้า เขาก็จะไม่เหลือหลักฐานที่เป็เบาะแสใดๆ ไว้ให้พวกเราได้เหมือนกัน!”
“เขามันบ้าไปแล้ว!” หวังย่าหนานบ่นกับตัวเอง