เวลาผ่านไป ภายในเมืองหนานปิง ข่าวสารระหว่างตระกูลโอวหยางและตระกูลตงได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง
แทบทุกมุมถนน ทุกโรงน้ำชา และทุกโรงเตี๊ยมล้วนเต็มไปด้วยเสียงสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ได้ยินหรือยัง? ตระกูลโอวหยางส่งคำท้าประลองไปถึงตระกูลตง!”
“โอวหยางเฉินคิดจะกลืนกินตระกูลตงอย่างนั้นรึ?”
“หึหึ นี่มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว! ถ้าตระกูลตงแพ้ ตำแหน่งของพวกเขาในเมืองหนานปิงก็คงจบสิ้นแน่!”
เสียงพูดคุยถกเถียงดังก้องไปทั่ว เมืองหนานปิงกำลังเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความคึกคัก
โอวหยางเฉินใช้โอกาสนี้ในการเผยแพร่เรื่องราวการท้าประลองของตระกูลตนเองไปทั่ว
เพราะโดยปกติแล้ว การท้าประลองระหว่างตระกูลจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย
ต่อให้จะแจ้งเรื่องนี้ไปยังท่านเจ้าเมืองแล้วก็ตาม แต่ถ้าตระกูลตงไม่ตอบรับ การประลองครั้งนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้!
ด้วยเหตุนี้เอง โอวหยางเฉินและตระกูลโอวจึงจงใจประกาศเรื่องการประลองนี้ออกไปอย่างคึกโครม
โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าตระกูลตงจะตอบรับหรือไม่
ในขณะเดียวกัน เหล่าปุถุชนและผู้ฝึกตนมากมายต่างพูดคุยถึงเหตุการณ์นี้กันอย่างออกรส
ทุกตรอกซอกซอย ทุกโรงเตี๊ยม เต็มไปด้วยบทสนทนาเกี่ยวกับการประลองครั้งนี้
“ตระกูลโอวเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว”
“พวกเขาค้าขายกับหลายสำนัก และลูกชายของเขามีความสัมพันธ์กับนิกายวายุโลหิต”
“ถ้าตระกูลตงตอบรับล่ะก็.. พวกเขาคงหายนะเป็นแน่!”
เสียงพูดคุยเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการประลอง
เพราะสำหรับคนธรรมดา หรือแม้แต่ผู้ฝึกตนทั่วไป การได้เห็นการปะทะระหว่างสองตระกูลใหญ่ เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งนัก
ขณะเดียวกัน ตงจางที่ได้รับข่าวสารซึ่งแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหนานปิง ก็อดไม่ได้ที่จะโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ
ตั้งแต่แรก ชายอ้วนท้วมยังลังเลที่จะตอบรับการประลอง เพราะเข้าใจดีว่านี่อาจเป็นกับดักของโอวหยางเฉิน
ส่วนนึงเขาไม่อยากเสี่ยงกับการต่อสู้ที่ไม่แน่นอน แม้ว่าเทียนจุนจะกล่าวออกมาอย่างมั่นใจว่า "ก็แค่ชนะเท่านั้น"
แต่ตงจางย่อมรู้ดีว่าบนเวทีประลอง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่มีใครสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ล่วงหน้า
โดยเฉพาะเมื่อคู่ต่อสู้คือโอวหยางเฉิน บุรุษที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์ ไม่มีทางที่มันจะเปิดศึกซึ่งๆหน้าอย่างซื่อตรงกับตระกูลตง
เผลอๆมันอาจอาศัยเส้นสายของลูกชายตนเองที่เป็นศิษย์นอกของนิกายวายุโลหิต เพื่อกระทำอะไรบางอย่างที่คาดไม่ถึง
เวลานั้น ตงจางนั่งที่อยู่บนที่นั่งหัวโต๊ะ หันไปปรึกษาหารือกับผู้คนในห้องโถง ใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียด ขณะที่เอ่ยขึ้นเสียงหนัก
“ท่านเทียนจุน พวกมันกำหนดเงื่อนไขให้ส่งตัวแทนที่มีระดับพลังทะเลวิญญาณขั้นหนึ่งลงไปประลอง”
“ข้าเชื่อว่าพวกมันต้องมีแผนสกปรกแน่ๆ!”
ผู้อาวุโสหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย บรรยากาศในห้องโถงเต็มไปด้วยความกดดัน
แต่ในขณะนั้น เทียนจุนกลับสงบนิ่ง เขาเพียงแค่ยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่ต้องห่วง!”
เขาวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวต่อด้วยแววตาแน่วแน่
“หากเป็นแค่ระดับนี้ ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือต่อให้เป็นศิษย์จากสำนักใหญ่ ข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีใครคู่ควรพอจะเป็นคู่ต่อสู้ของข้า”
“ตอบรับไปซะ แล้วพวกเจ้าจะได้กลืนกินกิจการทั้งหมดของตระกูลโอว!!”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่น เต็มไปด้วยความมั่นใจ
คำพูดของเทียนจุนทำให้ตงจางและผู้อาวุโสคนอื่นๆต้องเงียบไปชั่วขณะ
ดวงตาของพวกเขาสั่นไหว ด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานกันระหว่างความตกตะลึงและความตื่นเต้น
ตงหยูที่นั่งอยู่ข้างๆ ฟังคำพูดของเทียนจุนก็รีบพยักหน้ารัวๆเพื่อยืนยัน
“ใช่แล้ว ท่านพ่อ! เชื่อใจท่านเทียนจุนสักครั้งเถอะ”
“ข้าอาจไม่สามารถพูดอะไรได้มากนัก..”
“ทว่าข้าได้เห็นกับตาว่าท่านแข็งแกร่งเพียงใด!”
น้ำเสียงของตงหยูเต็มไปด้วยความศรัทธา จ้องมองมายังชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มอย่างสั่นไหว
เพราะเขาเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ได้เห็น "หลักวิถีแห่งพุทธะ" อันทรงพลังของเทียนจุนอย่างแท้จริง
เขารู้ว่าคำพูดของเทียนจุน ไม่ใช่คำพูดที่กล่าวออกมาเพียงเพราะความมั่นใจลมๆแล้งๆ แต่มันคือความเป็นจริง
ชายคนนี้มีพลังที่เหนือกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกันอย่างไม่อาจเทียบได้
เมื่อรับฟัง ตงจางก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของเขาจะปรากฏประกายของการตัดสินใจอย่างแน่วแน่
“ถ้าท่านเทียนจุนว่าแบบนั้นละก็..”
ตัวของเขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น
“ส่งคนไปแจ้งตระกูลโอว พวกเราจะตอบรับการประลองในครั้งนี้!!”
ในที่สุด ตระกูลตงก็ตอบรับการประลองที่ถูกท้าทายขึ้นอย่างเป็นทางการ
เดิมพันกันด้วยกิจการทั้งหมดระหว่างทั้งสองตระกูล
ใครชนะจะได้รับทุกสิ่ง ใครพ่ายแพ้ก็ต้องจบสิ้นลง สูญเสียกิจการและแหล่งการค้าทั้งหมดของตระกูลไป
ข่าวนี้ทำให้เมืองหนานปิงสั่นสะเทือนอีกครั้ง เสียงพูดคุยแพร่สะพัดไปทั่วทุกมุมเมือง
ไม่ว่าจะเป็นย่านการค้า โรงน้ำชา โรงเตี๊ยม หรือแม้แต่เหล่าผู้ฝึกตนที่สัญจรผ่านไปมา
“ไม่นึกเลยว่าตระกูลตงจะตอบรับการประลองจริงๆ!”
“นี่พวกเขาไม่กลัวหรือไงว่าตระกูลโอวหยางจะใช้วิธีสกปรก!?”
“ว่ากันว่าตระกูลโอวเตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้ว ศิษย์สายในของนิกายวายุโลหิตน่าจะเป็นผู้ลงมือแน่ๆ”
“แล้วตระกูลตงมีใครกัน? ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาส่งผู้ฝึกตนพเนจรเป็นตัวแทน?”
“ฮึ! คิดว่าแค่พเนจรคนเดียวจะพลิกสถานการณ์ได้งั้นรึ?”
ผู้คนต่างจับกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์ ทุกคนล้วนแต่ตั้งตารอดูผลลัพธ์ของการประลองครั้งนี้
ขณะเดียวกัน ภายในตำหนักเจ้าเมือง
บุรุษวัยกลางคนที่แต่งกายภูมิฐาน ยืนเอามือไพล่หลังอยู่เบื้องหน้า สายตาของเขาจ้องมองไปยังสวนที่ตกแต่งไว้อย่างงดงาม มุมปากมีหนวดเคราที่สง่างาม ชวนให้รู้สึกถึงอำนาจและความน่าเกรงขาม
ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด ขณะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“หืม? ตงจางตอบรับการประลองงั้นรึ?”
เสียงของเขาไม่ได้แสดงถึงความตื่นตระหนกนัก มีเพียงแววฉงนใจที่แฝงอยู่
“เขาไม่รู้หรือไงว่าโอวหยางเฉินจะให้ศิษย์สายในของนิกายวายุโลหิตเป็นผู้ลงมือเอง”
“แล้วผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรคนนั้นจะไหวเรอะ?”
เขาพูดขึ้นราวกับกำลังคุยกับตัวเอง ซึ่งข้ารับใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ได้ยินดังนั้นก็รีบตอบกลับด้วยความเคารพ
“ใช่แล้วขอรับ ท่านเจ้าเมือง”
“ข้าเองก็ไม่คิดเลยว่าตงจางจะตอบรับเช่นนี้”
“หรือเขามั่นใจว่าผู้ฝึกตนพเนจรคนนั้นจะสามารถกู้วิกฤตของตระกูลตนเองได้?”
เจ้าเมืองหนานปิงหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาของเขาส่องประกายวาบ ปราณเซียนบางเบาแผ่กระจายออกจากร่างของเขาโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นจึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความคาดหวัง
“ไม่รู้สิ.. แต่พรุ่งนี้ เราจะได้เห็นเอง”
“ว่าตระกูลโอวหยางหรือว่าตระกูลตง..”
“ใครกันแน่ที่จะได้รุ่งโรจน์ขึ้นในเมืองหนานปิงของข้า!”