ร่างสูงเดินตามหลังคนที่ทำท่าเหมือนเ้าถิ่นนำทางขึ้นบันไดไม้ที่ทอดตัวไปยังชั้นบนของร้านก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงไปใกล้ๆใบหูของอีกฝ่ายแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เจือแววขบขัน
“ไอ้อั๋น...มึงนี่มันปากดีจริงๆเอาอกเอาใจคนเก่งสุดๆมิน่าล่ะ...กูถึงได้หลวมตัวเลี้ยงเหล้าเลี้ยงเบียร์มึงไปไม่รู้กี่บาทต่อกี่บาท”
คนที่เดินนำอยู่ถึงกับชะงักเท้าบนขั้นบันไดเขาหันกลับมาทำหน้ามุ่ยใส่คนพี่ทันที
“อะไรกันพี่เด่น!ผมไม่เคยไปประจบประแจงอะไรพี่เลยนะมีแต่พี่นั่นแหละที่ใจดีเสนอตัวเลี้ยงเหล้าเลี้ยงเบียร์ผมเองต่างหาก!”เขาเถียงเสียงเบา แต่แววตานั้นกลับฟ้องว่ากำลังขุ่นเคืองใจจริงๆ
“อ่อ...งั้นเหรอ” คนพี่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งทำเสียงสูงอย่างยั่วเย้า
“ถ้าอย่างนั้น...คืนนี้ก็ต่างคนต่างจ่ายแล้วกันใครสั่งอะไรก็จ่ายเอง ดีไหม?”
“โห! ไรอะพี่! ไม่เอาดิ!ผมก็พูดล้อเล่นไปงั้นแหละน่า พี่อย่ามาคิดเล็กคิดน้อยสิครับ”เด็กหนุ่มรีบเปลี่ยนท่าทีทันควันเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาจริง
เขาขยับลงมาหนึ่งขั้นแล้วเกาะแขนคนพี่ไว้ทำตาปริบๆ อย่างออดอ้อน
“เอางี้ๆ เดี๋ยวผมช่วยคุยกับพี่ผู้จัดการให้เป็การตอบแทนบุญคุณที่พี่เลี้ยงผม แต่ว่า...อาจจะต้องรอให้พี่เขาเมาได้ที่ก่อนนะ”เขาขยิบตาอย่างมีเลศนัย
เด่นมองความเ้าเล่ห์ของคนตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเบาๆอย่างระอาใจระคนเอ็นดู แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่เดินนำขึ้นบันไดต่อไป
เมื่อขึ้นมาจนถึงชั้นดาดฟ้าบรรยากาศก็แตกต่างจากชั้นล่างอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เป็ลานกว้างเปิดโล่ง รับลมเย็นๆที่พัดโชยมาจากฝั่งหนองน้ำสาธารณะอย่างเต็มที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองยามค่ำคืนที่ส่องสว่างด้วยแสงไฟระยิบระยับได้รอบด้าน
มีโต๊ะเก้าอี้ไม้สไตล์เก๋ๆตั้งกระจายอยู่หลายมุม บางมุมก็มีเก้าอี้หวายถักตัวใหญ่ให้นั่งเอนหลังได้ตามอัธยาศัยบนเวทีเล็กๆ ด้านหนึ่งมีวงดนตรีกำลังบรรเลงเพลงแนวอะคูสติกฟังสบายๆคลอเคล้าบรรยากาศได้อย่างลงตัว
หลังจากพนักงานสาวคนเดิมเดินตามขึ้นมาเด็กหนุ่มก็เลือกมุมที่ค่อนข้างจะเป็ส่วนตัวและเห็นวิวได้ชัดเจนที่สุดคนทั้งสองสั่งรายการอาหารกับแกล้มมาสองสามอย่าง ก่อนจะถึงคิวของการสั่งเครื่องดื่ม
“ผมเอาเบียร์หนึ่งโปรฯ ครับ”คนพี่เอ่ยสั่งกับพนักงานสาวที่ยืนรอจดออเดอร์อยู่ข้างๆ
“เอ่อ...ถ้าคุณลูกค้าสั่งโปรฯเบียร์ก่อนสองทุ่ม จากราคาปกติสองร้อยเก้าสิบเก้า…จะลดเหลือเพียงแค่หนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าเท่านั้นนะคะ”หญิงสาวพยายามเชียร์ขายอย่างคล่องแคล่ว
“ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะสั่งเพิ่มไปเลยไหมคะจะได้ราคาโปรโมชันพิเศษ”
อั๋นเหลือบมองเธออย่างรู้ทันก่อนจะหันไปโน้มตัวกระซิบกับคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“โปรฯ นึงมันได้เบียร์สามขวดกับน้ำแข็งอีกหนึ่งถังเต็มๆ เอาไงดีครับพี่”
“ถ้าสั่งมาทีเดียวเยอะๆเบียร์มันจะหายเย็นหมดน่ะสิ เสียรสชาติแย่” ร่างสูงพูดขึ้นลอยๆขณะทอดสายตามองไปยังวิวเบื้องหน้า
“เอ่อ...น้ำแข็งทางเราสามารถทยอยนำมาเปลี่ยนให้ได้เรื่อยๆนะคะคุณลูกค้า” พนักงานสาวรีบเสนอทางออกด้วยรอยยิ้มอย่างมืออาชีพ
“แต่ว่าเบียร์ก็คงจะต้องนำมาเสิร์ฟให้ทีเดียวเลยตามโปรโมชันที่สั่งค่ะ”
“เอางี้ดีไหมครับ”เสียงเ้าถิ่นจำเป็รีบเสนอไอเดียด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยทำเสียงกระซิบกระซาบกับพนักงานสาวราวกับเป็เื่ลับสุดยอด
“พอสั่งแล้วก็ช่วยเอาส่วนที่เหลือไปแช่เย็นในตู้แช่เครื่องดื่มของพนักงานก่อนได้ไหมครับ?บอกเจ๊สวยได้เลยนะว่าอั๋นขอฝากไว้ เจ๊เขารู้จักผมดีอยู่แล้วล่ะ”
“เอ่อ...จะดีเหรอคะคุณลูกค้า”หญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มทำหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
“คือว่า...หนูกลัวว่ามันจะเป็การผิดระเบียบของทางร้านน่ะค่ะ”
ทว่าทันใดนั้นเสียงของชายหนุ่มก็ดังสอดแทรกขึ้น…
“ไม่เป็ไรหรอกน้องเอาไปฝากแช่ไว้ในตู้ของพี่ก็ได้”
เสียงทุ้มๆ นุ่มๆที่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมาจากโต๊ะข้างๆทำให้อั๋นรีบหันขวับไปมองทางต้นเสียงนั้นทันทีก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความดีใจอย่างสุดขีด
“อ้าว! สวัสดีครับพี่! ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะครับเนี่ย!”อั๋นร้องทักขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สดใสและดีใจอย่างเห็นได้ชัด
เด่นรีบหันไปมองตามเขาก็เห็นชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง อายุราวๆ สามสิบต้นๆกำลังลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงมาที่โต๊ะของพวกเขา
การแต่งตัวดูดีมีสไตล์ด้วยเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีอ่อนกับกางเกงสแลคเข้ารูปพอดีตัวใบหน้าหล่อเหลาคมคายแบบไทยๆ และมีรอยยิ้มที่เป็มิตรประดับอยู่ตลอดเวลา
‘นี่สินะ...ผู้จัดการร้านที่ไอ้อั๋นมันเคยโม้เอาไว้’เด่นครุ่นคิดในใจอย่างพิจารณา
“ฮ่าๆ หายหัวไปนาน เป็ยังไงเรา สบายดีไหม?” ชัชเดินเข้ามาใช้มือบีบไหล่ของอั๋นเบาๆ อย่างเอ็นดู
“เฮ้ย! เดี๋ยวนี้กล้ามขึ้นเยอะแล้วนี่แอบไปฟิตหุ่นมาั้แ่เมื่อไหร่กันเนี่ย” เขาพูดพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ถ้าถึงตอนขึ้นมหา’ลัยกล้ามคงจะขึ้นสวยกว่านี้อย่าลืมรีบกลับมาทำงานที่ร้านล่ะ ่นี้เด็กๆ มันพากันออกไปเยอะเลย”ผู้จัดการร้านหนุ่มรีบกำชับ
“แน่นอนอยู่แล้วครับพี่!” อั๋นรีบตอบรับเขายืดอกอย่างภูมิใจ
“นี่ก็ได้พี่ที่ผมรู้จักคนนี้แหละครับเขากำลังจะช่วยเทรนกล้ามให้ปีหน้ารับรองได้เลยครับว่าหุ่นเฟิร์มปึ๋งปั๋งกว่านี้อีกแน่นอน!”เด็กหนุ่มพูดพลางชี้มือไปทางเด่นอย่างภูมิใจนำเสนอ
คำพูดนั้นทำให้ชัชหันไปมองเด่นอย่างเต็มตาอีกครั้งเขาก้าวเข้าไปหาแล้วยื่นมือออกไปทักทายตามมารยาทสากล
“สวัสดีครับ”
“ผม ‘ชัช’ นะครับ เป็ผู้จัดการร้านนี้ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“เด่นครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”
ทั้งสองคนจับมือทักทายกันอยู่สองสามคำตามประสาคนเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก
“ถ้ามีอะไรหรืออยากจะสั่งอะไรเพิ่มเติมเป็พิเศษก็เรียกเด็กๆ ในร้านได้เลยนะครับ” ชัชพูดกับเด่นด้วยรอยยิ้ม
“หรือไม่ก็...บอกเ้าอั๋นมันก็ได้ครับรายนั้นน่ะ...รู้ทุกซอกทุกมุมของร้านนี้ดีกว่าผมซะอีก” เขาหัวเราะเบาๆ
“อ่อ ได้เลยครับ ขอบคุณมากนะครับ” เด่นพยักหน้ายิ้มรับอย่างสุภาพแต่สายตากลับแอบสังเกตท่าทีที่ดูจะสนิทสนมกันเกินกว่าปกติของอั๋นกับผู้จัดการร้านหนุ่มคนนี้อยู่เงียบๆ
หลังจากที่ผู้จัดการร้านคนเก่งเดินแยกตัวออกไปแล้วเด็กหนุ่มเ้าของความคิดก็รีบขยับร่างให้ได้มุมแล้วมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“เห็นมั้ยพี่!ผมบอกแล้วว่าพี่ชัชแกใจดีจะตายไป!” อั๋นพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจเขายืดอกเล็กน้อยราวกับเป็ผลงานของตัวเอง
“ผมว่านะผมตัดสินใจถูกเผงเลยล่ะที่วันนี้พาพี่มาที่นี่ คืนนี้พี่ก็ดื่มให้เต็มที่ไปเลยนะไม่ต้องเกรงใจ! เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง!” คนพูดประกาศกร้าวออกมาอย่างใจป้ำก่อนจะรีบเกาหัวตัวเองแกรกๆแก้เขินเมื่อนึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋ากางเกงของตัวเองนั้นมีเงินติดตัวอยู่เพียงแค่สองร้อยบาทถ้วน
แต่เขาก็ไม่ได้ทันได้รับรู้หรือสังเกตเห็นถึงสายตาคมกริบของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามที่กำลังใช้มองเขาอยู่เลยสักนิด รอยยิ้มขบขันบนใบหน้าของเด่นค่อยๆ จางหายไปถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เรียบนิ่งและอ่านยาก...
มันมีความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความไม่พอใจเล็กๆปนอยู่จางๆ
อั๋นที่กำลังเจื้อยแจ้วอย่างมีความสุขไม่ได้สังเกตเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยทว่ายังไม่ทันที่ความเงียบอันน่าอึดอัดนั้นจะดำเนินไปนานนัก...
“ขอโทษนะคะ...ไม่ทราบว่าเก้าอี้ตัวนี้มีคนนั่งรึเปล่าคะ?”
เสียงหวานๆที่ดังขึ้นจากด้านข้างทำให้ทั้งสองคนต้องหันไปมองพร้อมกันหญิงสาวในชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงสดคนหนึ่งกำลังยืนส่งยิ้มให้พวกเขาอยู่เธอดูสวยและมั่นใจ เส้นผมที่ถูกดัดเป็ลอนสวยสะท้อนกับแสงไฟระยิบระยับ
เด่นเหลือบมองเก้าอี้ว่างที่อยู่ข้างๆ อั๋นก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่มีครับ เชิญเลย”
อั๋นมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างงงๆเขาเห็นหญิงสาวคนนั้นลากเก้าอี้ตัวที่ว่าออกไปเล็กน้อยแต่แทนที่เธอจะนำมันกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง เธอกลับวางมันลงข้างๆ เก้าอี้ของเด่นแล้วทรุดตัวลงนั่งอย่างเป็กันเองที่สุด
“พอดีเห็นนั่งกันอยู่แค่สองคน...ขอชนแก้วด้วยคนได้ไหมคะ?”เธอยกแก้วค็อกเทลสีสวยในมือขึ้นส่งยิ้มหวานหยดให้เด่น...โดยไม่แม้แต่จะชายตามองอั๋นที่นั่งอยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย
อั๋นรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็อากาศธาตุไปในทันทีความรู้สึกมั่นใจเมื่อครู่พลันเหือดหายไปจนหมดสิ้นเขารู้ตัวดีว่าตนกับเด่นนั้นเทียบกันไม่ติด แต่ก็ไม่คิดว่าจะโดนมองข้ามขนาดนี้
เด่นเหลือบมองหญิงสาวคนนั้นแวบหนึ่งก่อนจะหันไปมองอั๋นที่กำลังทำหน้าจืดเจื่อนแล้วรอยยิ้มมุมปากที่คุ้นเคยของเขาก็กลับมาอีกครั้ง เขาไม่ได้ยกแก้วขึ้นชนแต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ได้ยินกันทั้งสามคน
“พอดีผมไม่สะดวกน่ะครับ...ผมมากับแฟน”เขาพูดพลางยกยิ้มให้หญิงสาวผู้มาใหม่อย่างสุภาพ
“แฟนผมขี้หวง...ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน”
คำพูดนั้นทำให้อั๋นถึงกับตาโตขึ้นมาทันทีความรู้สึกดีใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนแล่นปราดขึ้นมาจู่โจมหัวใจอย่างรุนแรง...เขารีบยืดอกเชิดหน้าขึ้นทำท่าว่าจะพูดปลอบประโลมดอกไม้ที่เพิ่งโดนทำร้ายนยจิตใจมา
ทว่าหญิงสาวคนนั้นกลับหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยเธอหัวเราะแหะๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน
“อ่อ...ขอโทษทีค่ะ พอดีไม่ทราบน่ะค่ะ”เธอพูดจบก็รีบหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเองทันที
หลังจากที่หญิงสาวคนนั้นเดินจากไปแล้วเด่นก็หันมาเลิกคิ้วใส่อั๋นอย่างยียวน
“อะไร...เมื่อกี๊ทำหน้าเหมือนหมาหงอยเชียวนะมึง”เด่นหัวเราะในลำคอ
“อยากตามไปขอเบอร์เปล่าล่ะ เดี๋ยวกูช่วยพูดให้”
สิ้นคำพูดนั้นเด็กหนุ่มกลับทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้เพราะรู้ตัวดีว่ารูปร่างหน้าตาของเขาไม่เข้าตาของเธอ จึงไม่อยากหาเื่ให้หน้าแตก