เวลาความสุขผ่านไปเร็วเท่าไหร่ ความทุกข์ก็ผ่านไปเร็วเท่ากันถ้าเรายุติธรรมพอ
ไม่นานยายดาวเรืองก็ได้รับจดหมายจากกรรณิการ์ ลูกคนโตของเธอคลอดหลานสาวตัวเล็กออกมาเป็ของขวัญใน่จังหวะชีวิตไหวเอนราวคลื่นบนผิวน้ำทะเลที่ไม่มีวี่แววหยุดนิ่ง
“แม่จะไปอยู่กับใหญ่สักพัก ดูแลบ้านดีๆล่ะ กวาดใบไม้ รดน้ำต้นไม้ด้วย” ยายดาวเรืองบอกแกมสั่งขณะที่สมชายยกกระเป๋าใบสุดท้ายใส่รถซิดานจากอิตาลี รถคันโปรดของตาสมัครที่เธอเก็บไว้ใช้งาน เมื่อครั้นตอนที่ตาสมัครมีชีวิตอยู่ เธอทะเลาะกับสามีแทบตาย เพราะตาสมัครบังคับให้เธอขับรถ แต่เธอกลัว ไม่กล้าขับ จนตาสมัครโน้มน้าวเธอว่า เธอจะเป็อิสระมากขึ้น ไปไหนมาไหนได้ตาม้าโดยไม่ต้องรอใคร แหงล่ะ ตาสมัครผู้รู้จุดอ่อนของเธอว่ารักอิสระเพียงไหนก็โน้มน้าวเธอได้อย่างแม่นยำจนเธอเป็ผู้หญิงคนแรกในจังหวัดที่ขับรถไปทำดูหนัง ทำผมเพียงลำพัง ยิ่งพอมีลูกก็ยิ่งสะดวกมากขึ้น เธอได้แต่นึกขอบคุณตาสมัครที่โน้มน้าวเธอวันนั้น
“ค้าบบบ” สมชายขานเสียงหวาน โดยมีมณจำปายืนยิ้มให้ ปกติแล้วถ้ายายดาวเรืองหรือตาสมัครไม่อยู่บ้าน สมชายจะเป็คนเข้ามาสอดส่องดูแลคนที่ยังอยู่ในบ้าน เพื่อความสบายใจของคนที่ไม่อยู่และตัวเขาเอง
อาปลัดยื่นหน้าส่องเข้าไปในรถเก๋งที่ตอนนี้น่าจะเรียกว่ารถขนของเพราะของที่ยัดแน่นจนเหลือเพียงที่นั่งคนขับ นอกจากกระเป๋าเสื้อผ้า 5 ใบแล้ว ยังมีชะลอมผลไม้ที่ลูกสาวคนโตชอบ ผักสดจำพวกเรียกน้ำนม อาหารแห้ง กระสอบข้าวสาร เกลือ และอีกสารพัดเครื่องใช้ ซึ่งดูท่าจะไปไม่มีกำหนดกลับ ดีแล้ว ไปเปลี่ยนบรรยากาศ กลับมาพี่สาวของเขาคงสดใสขึ้น
“ขนไปขนาดนี้ ไม่กลับปีหน้าเลยเหรอพี่?” อาปลัดเย้า ตอนที่ยายดาวเรืองกำลังสตาร์ทรถทิ้งไว้
“ไปนานขนาดนั้น พวกหนูอดตายกันพอดี” มะลิฉัตรทำเสียงเง้างอด ออดอ้อนผู้เป็แม่
“ไม่ตายหรอก ป้าวรรณ น้าปราง น้านวล ก็อยู่ มีแต่จะอ้วนขึ้นเพราะกินไม่หวาดไม่ไหวนี่แหล่ะ” ยายดาวเรืองตวัดเสียงแข็ง ใจตอนนี้อยู่กับหลานสาวตัวเล็กแล้ว ไม่มีเวลามานั่งพิรี้พิไรอะไรอีก
“เื่อาหารเดี๋ยวป้าจัดการเอง ไม่ต้องห่วงๆ” ป้าวรรณาพูดขึ้น
“เขาไม่สนใจเราร๊อก โน่น ใจเขาไปอยู่กับพี่ใหญ่ละ ฝากหอมแก้มหลานนะแม่ ตั้งชื่อหลานให้เพราะๆไปเลยน้า” มณจำปาโอบกอดเอวยายดาวเรืองแน่น พร้อมกับหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่ ไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไหร่ หอมตุนไว้ก่อน
“เออๆ ไปล่ะ เดี๋ยวมีอะไรจะส่งจดหมายมา ถ้าด่วนก็โทรเลขไป” ยายดาวเรืองแกะมือมณจำปาออกจากเอว เดินไปบีบมือมะลิฉัตรเพื่อร่ำลา ก่อนขึ้นรถปิดประตู เปิดกระจกโบกมือลาทุกคนที่มาส่ง ก่อนจะเหยียบคันเร่งไปหาหลานสาวคนแรก ที่อยู่ต่างจังหวัด ห่างไปอีก 3 ชั่วโมง แต่ใจไปถึงั้แ่วินาทีแรกที่เท้าแตะคันเร่ง
รถเก๋งจอดหน้าอาคารไม้เก่าๆ เป็ห้องแถวเรียงกันในซอยเล็กๆที่มีคนอยู่อย่างแออัด ด้านหน้าทางเข้าเป็ตลาดที่มีผู้คนเดินเขวักไขว่ เสียงจอแจแทรกเข้ามาในรถ ยายดาวเรืองขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เธอไม่เคยมาที่นี่ เธอมาตามที่อยู่ที่ลูกสาวเขียนให้ ถามย้ำเส้นทางกับคนแถวนั้นอยู่หลายรอบเพราะไม่เชื่อว่าลูกสาวของเธอจะอยู่ในที่แออัดแบบนี้
กรรณิการ์รีบวิ่งมาเปิดประตูไม้บานเฟี้ยมที่เธองับไว้อย่างหลวมๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คนผ่านไปผ่านมาสอดส่อง บ้านเธออยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยห้องที่มีสภาพไม่ต่างกัน ห้องมีขนาดเล็ก กั้นด้วยแผ่นไม้อัดบางๆ ปูพื้นด้วยแผ่นไม้หนาที่วางเรียงกัน กลิ่นอับคละคลุ้งเพราะปราศจากอากาศไหลเวียนผ่าน อย่าว่าแต่อากาศเลยแสงยังรอดผ่านได้ยากเพราะไม่มีหน้าต่าง อาศัยแสงจากหลอดไฟเล็กๆเพียงหลอดเดียวที่แขวนอยู่กลางบ้าน
เมื่อได้ยินเสียงจอดรถที่หน้าบ้าน เธอรู้ดีว่านั่นคือเสียงรถของแม่เธอ ใจชื้นขึ้นมาร้อยเท่าเมื่อแม่โทรเลขมาบอกว่าจะมาอยู่ช่วยเลี้ยงหลาน การเลี้ยงลูกคนแรกมันช่างยากไปหมด เธอเพิ่งกลับมาอยู่บ้านได้ไม่ถึงสามวันดี สามีของเธอก็ออกไปอยู่ข้างนอก บอกรำคาญเสียงเด็ก ปล่อยให้เธอเลี้ยงลูกตามลำพัง
ยายดาวเรืองลงจากรถเดินมาหากรรณิการ์ รับไหว้ลูกสาว พร้อมลูบผม มือทั้งสองประคองใบหน้าเล็กตอบ ลูบหน้าด้วยความคิดถึง ลูกสาวที่เป็ยอดดวงใจของเธอซูบผอมไม่มีน้ำมีนวลอย่างที่หญิงแม่ลูกอ่อนทั่วไปพึงจะมี ใบหน้าแห้งกร้าน ปากแห้งแตก ขอบตาดำ ผมหยักศกมันเหนียวถูกรวบขึ้นอย่างลวกๆ
ยายดาวเรืองกวาดสายตามองเข้าไปในบ้านพบว่าไม่มีส่วนไหนที่เรียกว่า “บ้าน” ได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว โต๊ะกินข้าวขนาดเล็กตั้งชิดอีกฝั่ง ทำจากไม้อัดอย่างลวกๆ มีเก้าอี้สแตนเลสหัวกลมตั้งอยู่ 3 ตัว เต็มไปด้วยถ้วยชามที่ใช้แล้ว วางระเกะระกะ บ้านพื้นไม้เนื้อแข็งกระดำกระด่างด้วยฝุ่นกับร่องรอยการถูกมอดกัดกินเป็รู ผ้าอ้อมกระจัดกระจายทั่วพื้น ปนกันระหว่างที่ใช้แล้วกับยังไม่ใช้ ไม่มีเก้าอี้รับแขก มีตู้ไม้อัดเก่าๆ 2 ตู้ตั้งอยู่ บนพื้นมีฟูกที่นอนหมองคล้ำปูอยู่ พร้อมด้วยหมอนกับผ้าห่มซึ่งคาดเดาได้ไม่ยากว่าลูกสาวเธอกับหลานคงนอนกันตรงนี้ ยายดาวเรืองถอนใจ อย่างน้อยในที่ที่ลูกสาวเรียกว่า “บ้าน” ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ยายดาวเรืองยิ้มได้คือ เบาะเด็กอ่อนใหม่เอี่ยมสีฟ้าที่มีหลานสาวตัวสีชมพูนอนอยู่
ยายดาวเรืองยืนย่อเข่ากึ่งนั่งดูหลานสาว ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เอ็นดูในความน่าเกลียดน่าชัง กรรณิการ์เอาผ้ามาถูพื้นให้สะอาดเพื่อให้แม่ของเธอนั่งชมหลานสาวได้อย่างสะดวกใจ ความรู้สึกอับอายที่ชีวิตของเธอเป็แบบนี้พวยพุ่งจนไม่กล้าแม้แต่มองหน้าแม่ของเธอ
“ยายหนูร้องไห้ตลอดคืนเลย ร้องบ่อย ร้องไม่หยุด ใหญ่ไม่รู้จะทำยังไง”
“ทศเขาต้องทำงานตอนเช้า พอยายหนูร้องแบบนี้ ทำให้เขานอนไม่ได้ เขาเลยต้องไปนอนที่อื่นก่อนพลางๆ” กรรณิการ์นั่งพับเพียบข้างๆ ใช้มือจัดผ้าคลุมตัวลูกสาวอย่างหาอะไรทำเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตา ยายดาวเรืองมองหน้าลูกสาวก็รู้ว่าแก้ตัวให้สามี แต่ไม่อยากพูดอะไรมาก ตอนนี้ลูกสาวเธอสภาพก็ไม่ต่างกับที่ที่ลูกสาวเรียกว่า “บ้าน”สักเท่าไหร่
“เดี๋ยวแม่ไปจ้างคนแถวนี้ขนของลงมา เดี๋ยวเราค่อยคุยกันนะลูก” ยายดาวเรืองพูดเสร็จก็ลุกเดินไปที่ตลาด สักพักมีชายฉกรรณ์ขนของลงจากรถมาไว้ในที่กรรณิการณ์จัดให้ ยืนมองข้าวของที่แม่ขนมามากมายด้วยความรู้สึกขมปร่า
ยายดาวเรืองหันกลับมามองในที่ที่ลูกสาวเรียกว่า “บ้าน” อีกครั้งก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆให้เต็มปอด พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงศอก ถอดถุงเท้าออก พร้อมเดินไปหลังบ้านมาพร้อมกับตระกร้าผ้า และไม้กวาดในมือ จัดการแยกผ้าอ้อมใช้แล้วและยังไม่ใช้ที่กระจัดกระจายแยกกองกัน เอาที่ใช้แล้วเก็บลงตระกร้าผ้าพร้อมเสื้อผ้าและผ้าที่ต้องซักทำความสะอาด ซึ่งก็เกือบหมดนั่นแหล่ะ ก่อนหันมาเก็บถ้วยจานชามแก้วที่อยู่บนโต๊ะไปแช่ในกะละมังหลังบ้าน เก็บกวาดสิ่งที่อยู่บนพื้นให้สะอาด ก่อนลงมือถูบ้าน อะ อย่างน้อยบ้านมันก็หลังเล็กจนทำให้เธอไม่ต้องก้มหลังถูนาน ยายดาวเรืองเดินออกไปข้างนอกบ้านไปทางตลาดอีกครั้ง กลับมาถูกบ้านอีกรอบก่อนนั่งข้างๆลูกสาวด้วยความเหนื่อยล้า สักพักมีรถขนน้ำมาเติมน้ำใส่โอ่งัสามใบหลังบ้าน ในห้องน้ำอีก 1 ใบจนเต็ม กรรณิการ์อุ้มลูกมองแม่เธอจัดการทุกอย่างด้วยความหน้าชา
“เออ ค่อยเรียกว่าบ้านหน่อย” ยายดาวเรืองพูดขึ้นหลังจากหายเหนื่อย ก่อนเข้าไปอาบน้ำผลัดผ้าให้สบายตัว เพื่อจะได้มาอุ้มยายหนูของยายได้อยากเต็มกอด
“วันนี้แม่จะนอนเป็เพื่อน ดูอาการว่าเป็อย่างไร เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปจ้างคนแถวนี้มาถูบนบ้าน กลางคืนเอาลูกขึ้นไปนอนข้างบนจะดีกว่า ส่วนกลางวันค่อยลงมานอนเล่นข้างล่างเอา”
นั่งเล่น นั่งอุ้ม นั่งหอมหลานสาวอยู่สักพัก ยายดาวเรืองก็ลุกขึ้นเข้าครัว ไปติดไฟตั้งหม้อไว้ ก่อนจะเดินมาเลือกฟักทองลูกขนาดย่อม ดอกและยอดฟักทองอีกกำมือ ใบแมงลักอีกหน่อย บวบอ่อนสองลูก เอากระปุกกุ้งแห้ง กะปิ ออกมาจัดลงบนชั้นเครื่องปรุง ก่อนลงมือโขลกพริกแกงทำแกงเลียงให้ลูกสาว พร้อมทั้งทอดปลาช่อนตัวใหญ่ตากแห้งกินแกล้ม สำรับสำหรับสองคนเท่านี้ก็คงพอ
กรรณิการณ์ตักแกงเลียงฝีมือแม่เข้าปาก รสเผ็ดร้อนเข้มข้นแผ่ซ่าน กลิ่นกุ้งแห้งคละคลุ้งอบอวลจนขึ้นจมูก คิดถึง คิดถึงเหลือเกินรสมือแม่ คิดถึงบรรยากาศกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา คิดถึงบทสนทนาระหว่างพี่น้อง คิดถึงมืออันใหญ่หยาบกร้านของพ่อที่คอยขยี้หัวเธอเบาๆด้วยความรัก กรรณิการ์ตักแกงเข้าปากไป น้ำตาไหลไป โดยอ้างว่าเผ็ด ซึ่งเธอแสดงได้เนียนเก่งเหมือนแม่ของเธอ ยายดาวเรืองพูดขึ้นแต่เพียงว่า หม้อต่อไปคงต้องใส่พริกไทยให้น้อยลง สงสัยไม่ได้ทำอาหารให้ลูกกินนานไปหน่อย เลยลืมรสชาติที่ลูกสาวเธอชอบไป กรรณิการณ์ก้มหน้าน้ำตาไหลอย่างเงียบเชียบ
“คิดชื่อหลานไว้หรือยัง?” ยายดาวเรืองถามขึ้นระหว่างแกะปลาช่อนนาทอดใส่จานลูกสาว
“ยังค่ะ หนูรอให้แม่มาตั้งให้”
“แล้วพ่อยายหนูล่ะ เขาไม่อยากตั้งชื่อลูกสาวคนแรกเองเหรอ?” น้ำเสียงสงสัยของยายดาวเรืองทำกรรณิการณ์สะดุ้ง ั้แ่ท้องจนคลอดลูกมาทศพลไม่เคยเอ่ยปากเื่นี้สักครั้ง พอเธอคาดคั้นมากๆก็หงุดหงิด เธอเลยเลือกที่จะไม่เอ่ยถึงอีก
“ทศเขาแล้วแต่แม่เลยค่ะ”
“แม่มีชื่อมาแล้วนะ ชื่อแก้วมุกดา ดอกไม้สีขาว กลิ่นหอม แถมขึ้นต้น กอไก่ เหมือนแกด้วย”
“ชื่อเล่นก็เรียกแก้วหรือดา หรือมุกก็ได้ น่ารักทั้งหมดเลย” ยายดาวเรืองยังคงสนุกกับการตั้งชื่อหลาน เจื้อยแจ้วจนกรรณิการณ์อมยิ้มตาม
“ชื่อดาก็ได้ค่ะแม่ แก้วกับมุก ซ้ำกันเยอะแล้ว” กรรณิการ์ใช้สิทธิ์ความเป็แม่เลือกชื่อเล่น
“อ๊ะ ดี ยายหนูดา หลานยาย” ยายดาวเรืองหันหน้าไปพูดกับหลานสาวตัวเล็ก ที่นอนมองหน้ายายตาแป๋ว ยิ้มชอบใจในชื่อนั้น
กรรณิการ์ยิ้มให้กับภาพตรงหน้า ความอบอุ่นที่หายไปนานได้กลับมาแล้ว
ั้แ่หนีออกจากบ้านมาไม่มีวันไหนที่เธอได้อยู่ดีกินดีสักมื้อ คำพูดที่เคยสัญญาว่าจะดูแลเธอเป็อย่างดีเป็เพียงลมปากที่เบาหวิวเหมือนเธอไม่เคยได้ยิน เงินเดือนที่ทศพลได้ไม่เคยตกมาถึงเธอ เขาเอาไปใช้จ่ายส่วนตัวหมด เธออาศัยความรู้ความสามารถที่เธอร่ำเรียนมารับจ้างทำบัญชี แต่ทำไม่ได้นานความหึงหวงของทศพลก็ทำให้เธอถูกไล่ออก และบังคับแกมขอร้องให้เธออยู่แต่บ้าน เธอแอบรับจ้างเย็บผ้า มัดผักขายเพื่อได้รายได้เล็กๆ เพราะเมื่อไหร่ทศพลรู้ว่าเธอทำงานเขาจะอาละวาดเพราะงานพวกนี้เสื่อมเกียรตินายธนาคารอย่างเขา อย่างน้อยเธอก็โชคดีที่เพื่อนบ้านแถวนี้เห็นใจและคอยช่วยเหลือเธอให้งานเธอทำตลอด
เธอรู้สึกผิดและอับอายเกินกว่าที่จะกลับบ้านไปหาพ่อแม่ ถึงแม้จะรู้ว่าเพียงเธอโทรเลขไปหา ท่านทั้งสองก็คงมารับเธอทันทีอย่างแน่นอน แต่เหตุการณ์ที่เธอหัวรั้นจะแต่งงานกับทศพลจนทะเลาะกันใหญ่โตกับผู้เป็พ่อที่รักเธอสุดหัวใจยังฝังใจราวกับเพิ่งเกิดเมื่อวาน เธอกรีดร้อง ทำลายข้าวของ ะโใส่หน้าพ่อว่าลำเอียง รักลูกไม่เท่ากัน
“พ่อตามใจกลาง ส่งมันไปเรียนเมืองนอกได้ ทำไมไม่ตามใจใหญ่ให้แต่งงานกับทศบ้าง พ่อรักลูกไม่เท่ากัน พ่อไม่ควรมาเป็พ่อใหญ่”
“ใหญ่!” ยายดาวเรืองร้องห้ามเสียงหลง หันไปมองหน้าสามีทันที
ตาสมัครโกรธจนหน้าแดง แววตาถมึงลึง เส้นเืปูดที่ขมับ เดินมาจับเธอลากเข้าห้องนอนพร้อมล็อคประตูขังเธอไว้ เธออยู่ในนั้น 3 วัน ร้องไห้จนหลับ ไม่กินข้าวหรือแม้แต่น้ำเพื่อเป็การประท้วง ตาสมัครโกรธและไม่กินข้าวเหมือนเป็การประท้วงกลับ ยายดาวเรือง มณจำปา ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่กอดกันร้องไห้สองแม่ลูก
วันที่ 4 ที่กรรณิการณ์ถูกขัง เสียงหินขว้างกระจกหน้าต่างดังถี่ เธอเปิดหน้าต่างดูเห็นทศพลยืนหลบอยู่ที่ริมรั้ว ส่งสัญญาณให้เธอปีนลงมา เธอใช้ผ้าปูที่นอนมัดรวมกับปลอกหมอนต่อกันมัดกับขอบหน้าต่าง นี่เป็อีกหนึ่งทักษะที่ตาสมัครสอนลูกสาวทุกคนในยามคับขันเอาตัวรอด ยายดาวเรืองส่ายหัวที่ไม่เข้าใจว่าเด็กผู้หญิงจะปีนหน้าต่าง 2-3 ชั้นไปทำไม จะมีเื่คับขันอะไรนักหนา กรรณิการณ์ลงมาถึงพื้นอย่างคล่องแคล่ว ปีนรั้วบ้านออกไป กอดทศพลแน่น เขาไม่เคยทิ้งเธอไปไหนอย่างที่เขาเคยสัญญา ทั้งสองวิ่งจูงมือกันไปที่รถเก๋งของทศพลที่จอดอยู่หน้าปากซอย ใจของกรรณิการ์เต้นแรงจนเธอกลัวมันดังจนพ่อเธอได้ยิน แต่ต่อให้พ่อเธอมาอยู่ตรงหน้าเธอก็ไม่กลัวเพราะทศพลอยู่ตรงนี้แล้ว ทั้งสองขับรถออกจากบริเวณไปอย่างรวดเร็ว เปิดเพลง Bruning love ของเอลวิส เพรสลีย์ ดังกระหึ่ม ทั้งสองหัวเราะมองหน้ากันอย่างมีความสุข
ทั้งสองหนีไปอยู่จังหวัดข้างๆที่ทศพลถูกย้ายมา ทศพลพาเธอไปซื้อเสื้อผ้า ข้าวของ เครื่องใช้ส่วนตัว ก่อนจะพากันย้ายเข้าบ้านใหม่ที่ทศพลเช่าไว้ บ้านหลังเล็ก มีเพียง 1 ห้องนอน และห้องรับแขกที่พอรับแขกได้ประมาณ 2-3 คน มีครัวเล็กๆหลังบ้าน ทศพลมองหน้ากรรณิการ์อย่างรู้สึกผิดที่พาเธอมาลำบาก แต่เธอบอกว่าไม่เป็ไร เราร่วมกันสร้างได้
ทศพลเหมือนชายหนุ่มทั่วไปที่ตกหลุมรัก เขารักหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า สาวสวยหน้าหวาน รูปร่างสะโอดสะอง ที่ชายหนุ่มล้วนหมายปอง หญิงสาวที่เขารู้ตัวดีว่าไม่มีทางเอื้อมถึง แต่แล้ววันหนึ่งเธอสะดุดรองเท้าส้นสูงล้มที่หน้าธนาคารที่เขาทำงาน เขาที่ยืนแอบมองเธออยู่รีบเข้ามาประคองพาเธอไปนั่ง พร้อมทั้งกุลีกุจอประคบน้ำแข็ง ทำให้กรรณฺการณ์ประทับใจและเปิดใจยินดีที่รู้จักเขานับแต่นั้น ติดตรงที่พ่อและแม่ของเธอไม่ชอบเขาเพราะคำครหาเื่ความเ้าชู้ที่แพร่กระจายไปทั่วจังหวัด
ความรักที่หอมหวานมันผ่านไปเร็วเหมือนพลิกหน้ากระดาษ เมื่อมาอยู่ด้วยกันจริงๆเขากลับพบว่ามันไม่ง่ายและไม่สนุกอย่างที่เขาคิด กรรณิการ์เป็ผู้หญิงที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี กิริยาแช่มช้อย ใครเห็นเป็ต้องรัก ทำให้เขาอดหวาดระแวงเมียสาวของเขาไม่ได้ ความหึงหวงทำให้เขาต้องขอร้องให้เธอออกจากงานมาอยู่บ้าน แต่เงินเดือนพนักงานธนาคารของเขามันไม่พอที่จะเลี้ยงสองชีวิต ทำให้ความเครียดปกคลุมบรรยากาศในบ้านเป็ระยะๆ จนเขายื้อเวลาที่จะกลับบ้านให้นานที่สุด
ั้แ่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ที่กรรณิการ์สาวสวย เ้าเสน่ห์ ที่ใครต่อใครหมายปองได้เปลี่ยนไป สีหน้าอมทุกข์ ผิวหน้าแห้งกร้าน ผมหยักศกที่ฟูไร้ทิศทาง ิัไม่มีน้ำมีนวล ทำให้เขาไม่อยากเข้าใกล้ แต่อย่างน้อยการที่กลับบ้านแล้วมีใครเตรียมอาหารให้กินก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียว กรรณิการ์มีความดีอยู่มากนั่นทำให้เขาทิ้งเธอไม่ลง เขายังตกหลุมรักในแววตาอันไร้เดียงสาของเธอเหมือนวันแรกที่เขาและได้สบตากัน
ครั้งแรกที่เขารู้ตัวว่าเป็พ่อคน ความดีใจปรี่ล้น ตื้นตันใจจนเขาอดตระโกนออกมาไม่ได้ วิ่งไปอุ้มกรรณิการณ์วิ่งรอบบ้านแสนแคบที่เขาเพิ่งย้ายเข้ามาเพราะค่าเช่าถูกกว่า จริงๆบ้านนี้ก็มีข้อดีเพราะติดตลาด จอแจไปหน่อยแต่เมียเขาจะได้ไม่ต้องเดินไปซื้อของไกล
ความฮึกเหิมในการเป็พ่อทำให้เขามีจุดหมาย ตั้งใจปรับตัว ทำงานมากขึ้น ขยันมากขึ้น ดื่มให้น้อย เมียของเขาจะได้มีเงินซื้อของดีๆกิน เขาไม่อยากให้เมียเขาไปเอาเงินจากบ้านพ่อแม่มากนัก มันเป็การดูถูกศักดิ์ศรีเขาเกินไป ครั้งล่าสุดที่เขารู้ เขาโมโหจนเข้าไปบีบคอกรรณิการ์จนเธอหน้าเขียว น้ำตาไหล ยกมือไหว้สั่นเทา เขาไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป พอมีสติก็รีบเขาไปกอดเธอ ปลอบประโลม พร้อมทั้งร้องไห้ด้วยความรู้สึกผิด และสัญญาว่าจะไม่ทำอีก แต่ก็เหมือนคำสัญญาอื่นๆท้ายที่สุดก็ราวกับลมปากที่พัดออกมาและลอยหายไป
ความกดดันในการเป็พ่อที่ดี เป็สามีที่ดี ทำให้เขารู้สึกไม่เป็ตัวของตัวเอง ความอดทนของเขาหมดลงเมื่อวันหนึ่งเพื่อนในบริษัทชวนเขาไปร้านเหล้าเปิดใหม่ แสงสีที่ล้ำกว่ายุคสมัย มีเด็กผู้หญิงมานั่ง มาพูดจาเอาใจ ทำให้เขาคลายเครียดและเสพติดการััที่แปลกใหม่ จากที่ไปนานๆครั้ง ก็ไปอาทิตย์ละครั้ง นานๆเข้าก็ไปทุกวัน มันเป็่เยียวยาความเครียด เขาคิดแค่นั้น
ั้แ่แม่มาอยู่ด้วย จิตใจและร่างกายของกรรณิการ์ดีขึ้นมาก ไม่เพียงเท่านั้น ที่ที่เธอเรียกว่า “บ้าน” ก็น่าอยู่มากขึ้นอีกด้วย ยายดาวเรืองซื้อชุดรับแขก เตียง ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของที่ทำจากหวาย อีกทั้งของใช้ต่างๆเข้ามาในบ้าน จ่ายค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ค้างให้หมดสิ้น พากรรณิการ์และยายหนูออกไปซื้อเสื้อผ้า เข้าร้านเสริมสวย เรียกความมั่นใจในตัวเองกลับคืนมา กรรณิการ์ก้มลงกราบขอบคุณในสิ่งที่ยายดาวเรืองทำให้ โดยมีทศพลจิ๊ปากอยู่ห่างๆ
“มันเป็หน้าที่ของคนเป็แม่ ถ้าแม่ไม่ทำแล้วจะมีแม่ไปทำไม?” ยายดาวเรืองพูดขึ้นพลางลูบหัวลูกสาวด้วยความเวทนา ลูกสาวคนโตนี้หัวรั้นได้พ่อมาเยอะ ทิฐิสูง เด็ดเดี่ยว ยอมตายมากกว่าจะกลืนน้ำลายตัวเอง
ยายดาวเรืองกระทบกระทั่งกับลูกเขยเกือบตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งความโกรธถาโถมใส่ จู่โจมเธอราวกับตบเท้านัดกันมาเป็กองทัพใหญ่ ประสานกำลังกระทุ้งในอกจนะเิออกมาเมื่อลูกเขยตัวดีเมากลับมาบ้าน เปิดประตูเสียงดังพร้อมโวยวายเื่อาหารที่กรรณิการ์เตรียมไว้ให้ไม่ถูกปาก หนูดาสะดุ้งใตื่นร้องไห้งอแง ด้วยฤทธิ์ของแอลกฮอล์ผสานเสียงร้องของลูกสาวและเสียงก่นด่าของแม่ยายทำให้เขาขาดสติ จึงปรี่มากระชากหนูดาที่ยายดาวเรืองกำลังอุ้มปลอบขวัญ กรรนิการ์วิ่งมาแย่งลูกออกไปทันที เสียงร้องของหนูดากรีดร้องลั่นกว่าเดิม
“ไอ้ระยำ” ยายดาวเรืองะโใส่ลูกเขย ตระกุยใบหน้าด้วยเล็บที่สั้นกุด พร้อมกับะโขี่หลัง กระชากผมอย่างสุดแรง
“อีแก่ ปล่อยกู” ลูกเขยตัวดีเหวี่ยงตัวยายดาวเรืองที่เกาะหลังแน่นจนผ้าถุงหลุด กรรณิการ์เข้ามาห้ามจนโดนลูกหลงไปด้วย เหตุการณ์ชุลมุนนั้นจบลงที่ลูกเขยหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกจากบ้านไป
ยายดาวเรืองก่นด่าลูกเขยไปอีกสักพัก ก่อนจะได้สติเมื่อเห็นลูกสาวของเธอนั่งกอดลูกแนบอก เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ซุกหน้าลงบนผ้าห่อเด็กที่หลานสาวเธอร้องไห้อยู่ในนั้น ยายดาวเรืองดึงกรรณิการ์มากอด ลูบหลังเบาๆ วินาทีนั้นเธอเรียกหาตาสมัครขอความช่วยเหลืออย่างสุดแรงในใจ
“แม่จ๋า ใหญ่ขอร้อง แม่กลับบ้านไปก่อนนะจ๊ะ ใหญ่ไม่อยากมีเื่กับทศเขา ยังไงทศก็ผัวใหญ่” เช้าวันต่อมากรรณิการ์คลายมากราบแทบตัก ร้องไห้ อ้อนวอนขอร้องให้ยายดาวเรืองกลับบ้านพร้อมสัญญาว่าจะปกป้องดูแลลูกอย่างให้ถึงที่สุด และจะพาหลานสาวแสนรักไปเยี่ยมบ่อยๆ
ยายดาวเรืองเก็บกระเป๋าอย่างงง่ายดาย พร้อมยัดเงินใส่มือลูกสาวกำใหญ่ เดินออกมาขึ้นรถ พร้อมทั้งขับออกไปอย่างมีหินถ่วงในใจราวสามร้อยกิโลกรัม
ในสามปีนั้น นอกจากจดหมายที่แนบรูปของหนูดา ยายดาวเรืองและน้าๆ ได้เจอหลานสาวในไส้เพียงแค่ 2 ครั้ง เมื่อนึกย้อนเื่ราวมาถึงตอนนี้ ยายดาวเรืองก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก หนูดามาอยู่กับเธอ กรรณิการ์ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แสนไกล ความหนักอึ้งจากการแบกความเป็ห่วงลูกสาวและหลานสาวได้เบาหวิวราวกับมีใครเอาก้อนหินหนักๆในใจปาออกไปไกลๆแบบสุดแรง ยายดาวเรืองรู้ดี ว่าใครคนนั้นคือตาสมัคร