หลังจากเดินออกจากวิหารแรกเริ่มท่ามกลางตะวันลับขอบฟ้า นัทและพี่กล้าก็ก้าวเท้าเร็วไวแหวกม่านน้ำตกธรรมชาติซู่ซ่ากลับเข้าสู่โถงถ้ำหินป่าทิศใต้อย่างปลอดภัย บรรยากาศภายในถ้ำตอนนี้คึกคักไปด้วยกลุ่มมนุษย์โลก ที่กำลังจัดเตรียมอาหารเนื้อย่างและแลกเปลี่ยนข้อมูลการเรียนสกิลเวทมนตร์ศรเพลิงที่เพิ่งได้มาอย่างสนุกสนาน
แต่สำหรับสองหนุ่ม เป้าหมายของพวกเขาค่ำคืนนี้คือการทดลอง "พลังปราณขั้นต้น" ที่เพิ่งทะลวงชีพจรมาสดๆ ร้อนๆ
ก่อนที่จะออกจากวิหารสายปราณ นัทผู้มีนิสัยชอบกรอกข้อมูลเชิงลึกได้เอ่ยปากสอบถามผู้ะหนวดครึ้มถึงวิธีการควบคุมอิทธิฤทธิ์สายนี้ ทว่าคำตอบที่ได้กลับทำเอาเขากุมขมับ:
"อยากรู้วิธีเดินลมปราณขั้นสูงรึ? จ่ายสิเ้าหนุ่ม! ควักมาอีกสักเหรียญเงินสิ ข้าถึงจะยอมถ่ายทอดวิชาเคล็ดความรู้ให้เ้ารู้แจ้ง!" ผู้ะแบมือยิ้มหน้าเงินตามกฎระบบ
"โถ่ลุง เงินหมดบัญชีแล้วขรับ! งั้นผมขอลุยลักจำคลำทางเอาเองดีกว่า!" นัทสบถขำ
สิ่งที่ผู้ะยอมบอกมาฟรีๆ มีเพียงแค่พื้นฐานสากลสั้นๆ ว่า พลังปราณคือมวลพลังงานชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในอณูร่างกาย หาก้าใช้งานรูปแบบใด ให้ใช้จิตสำนึก 'โคจร' หรือชักนำกระแสความร้อนนั้นให้หลั่งไหลไปรวมกันตามจุดหรืออวัยวะที่อยากจะใช้งาน เช่น ชักนำไปที่หมัดเพื่อเพิ่มแรงชก หรือชักนำไปที่ขาทั้งสองข้างเพื่อเพิ่มแรงดีดตัว
เมื่อกลับมาถึงชัยภูมิที่ปลอดภัยใจกลางถ้ำ นัทไม่รอช้า รีบขยับกายนั่งขัดสมาธิลงบนแผ่นหินแห้งสนิท สูดลมหายใจเข้าลึกยึดมั่นสมาธิหลับตาลงทันที เขาจดจ่อจิตใจทั้งหมดดิ่งลึกเข้าไปภายในร่างกาย ทิ้งเสียงน้ำตกและเสียงพูดคุยรอบข้างให้จางหายไป
พริบตานั้น นัทเริ่มััได้ถึงมวลความร้อนสายเล็กๆ ราวกับกระแสน้ำอุ่นไหลเวียนอยู่ใต้ชั้นิั มันคือ พลังปราณ 1 แต้ม ที่ฝังอยู่ในระบบหน้าต่างสเปรดชีต ของเขา
นัทเริ่มทดลองใช้สมองและไหวพริบสั่งการ ค่อยๆ บังคับให้กระแสความร้อนสายนั้นไหลเวียนไปตามกระดูกสันหลัง ผ่านแผ่นหลัง ทะลวงขึ้นสู่บ่า คอ และไหล่ทั้งสองข้างอย่างช้าๆ
ฟู่......
ความรู้สึกสบายตัวอย่างประหลาดใจแล่นพล่านเข้าสู่ระบบประสาท พลังปราณอุ่นๆ นุ่มลึกที่ไหลผ่านมัดกล้ามเนื้อ ทำให้อาการปวดแปลบกึ่งล้าที่ขมับและสมองที่เคยตึงเครียดจากการเค้นฝึกพลังจิตจนถึงขีดสุดเมื่อ่บ่าย ค่อยๆ คลายตัวลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่อาการปวดเมื่อยล้าตามบ่าและหลังจากการกรำศึกหนักวิ่งหนีตายซัดกับสัตว์อสูรมาตลอดสามวันก็เบาบางลงไปเล็กน้อย ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น
"เชร้ดเข้... ฟังก์ชันพลังปราณนี่มันดีกว่าที่คิดว่ะพี่กล้า" นัทลืมตาขึ้นมา แววตาสดใสประกายวับพลางหันไปบอกรุ่นพี่จอมเดือดที่กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิโคจรลมปราณอยู่ข้างๆ "นอกจากเอาไว้ใช้เคลือบหมัดซัดมอนสเตอร์แล้ว มันยังใช้แทนโหมด 'Auto-Recovery' คอยนวดคลายเส้นเยียวยาร่างกายที่ล้าให้เราได้เองด้วยนะเนี้ย!"
พี่กล้าพยักหน้ารับคำ แต่อารมณ์คุณพ่อลูกอ่อนยังคงจริงจัง "เออ ข้าก็รู้สึกว่ากล้ามเนื้อขามันกระชับขึ้นเหมือนกัน แต่อย่าเพิ่งเหลิงไปไอ้นัท คืนนี้พวกเราต้องโคจรปราณให้เสถียรที่สุด เพราะพรุ่งนี้วันที่สี่... ข้าลางสังหรณ์ว่าพวกเราต้องขยายอาณาเขตเดินทางไกลแน่ๆ ฝึกต่อไป!"
สองหนุ่มปิดตาลงตั้งมั่นชักนำกระแสปราณสู้ชีวิตกันต่อท่ามกลางเปลวไฟกลางค่ายพักแรม โดยมีจุดหมายปลายทางคือการหลอมรวม พลังกายภาพคูณสาม พลังจิต และลมปราณ ให้กลายเป็ยอดศาสตรามนุษย์โลกที่ไม่มีเผ่าพันธุ์ไหนในมหาจักรวาลดาราจะโค่นล้มได้!
ตลอดค่ำคืนที่สามภายในโถงถ้ำหินหลังม่านน้ำตก นัทไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เขายังคงนั่งขัดสมาธิปักหลักฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งโดยมีระบบหน้าต่างสเปรดชีต คอยรันสูตรคำนวณอยู่หลังบ้าน นัทใช้ "พลังจิตหุ้มกาย" สลับกับการใช้ "พลังปราณขั้นต้น" ที่แผ่กระแสความร้อนช่วยเยียวยาฟื้นฟูเซลล์สมองและกล้ามเนื้ออย่างช้าๆ ทำให้เขาสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดความล้าปวดหัวไปได้
ลูปการฝึกฝนที่เป็ระบบระเบียบนี้ส่งผลให้สเตตัสในตารางตื่นตัวอย่างต่อเนื่อง ค่าพลังจิตสูงสุดของนัททะยานขึ้นอย่างก้าวะโจาก 13 แต้มพุ่งไปหยุดอยู่ที่ 20 แต้ม! ขณะที่พลังปราณ (Qi) ที่คอยไหลเวียนทะลวงจุดก็เพิ่มพูนขึ้นมาอีก +7 แต้ม ร่างกายภายในเปี่ยมล้นไปด้วยมวลพลังงานหนาแน่นกว่าวันแรกหลายเท่าตัว
เมื่อถึง่สายของวันใหม่ มนุษย์โลกทั้งหมดได้มารวมตัวนั่งล้อมวงแชร์ข้อมูลที่แชตกลุ่มและทีมสำรวจตลาดสืบมาได้เพิ่มเติม ซึ่งเป็ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาตัวละครที่ทุกคนรอคอย:
แต่สิ่งที่ทำให้กองทัพหนังหมาป่าทั้ง 200 คนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความดีใจคือ "ข้อได้เปรียบพิเศษของเผ่าพันธุ์ดาวโลก"
ผู้ะเผยว่า เผ่าพันธุ์อื่นจากดวงดาวต่างมิติส่วนใหญ่จะมีพลังกำเนิด (รากฐาน) ฟิกซ์มาตายตัวั้แ่เกิด เช่น ดาวดวงนั้นเป็โลกแห่งเวทมนตร์ ทุกคนที่มาก็จะมีสายมานาเวทมนตร์ฝังในิญญา ทำให้ไม่สามารถข้ามไปเรียนสายปราณหรือสายจิตได้ ทว่า... เผ่าพันธุ์มนุษย์โลกนั้นโชคดีมาก เพราะระบบรากฐานดั้งเดิมของพวกเราคือ "ศูนย์ (0)" คือไม่มีตัวกำเนิดพลังใดๆ ติดตัวมาเลย!
บวกกับการที่พระเ้ามอบระบบสากลมาช่วยประมวลผล ทำให้สรีระของมนุษย์โลกเปิดกว้างราวกับกระดาษขาว พวกเราจึงเป็เผ่าพันธุ์เดียวที่สามารถกวาดเรียนรู้ "อาชีพ" ได้มากกว่า 1 อาชีพพร้อมกันในร่างเดียว! ข้อมูลใหม่นี้จุดประกายความหวังให้ทุกคนอย่างมหาศาล ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัยเพื่อเตรียมแรง
หลังจากปาร์ตี้่เที่ยงวันผ่านพ้นไป ความจริงแล้วนัทเพิ่งจะ เลเวลอัปเป็ Lv.3 มาสดๆ ร้อนๆ พร้อมกับพี่กล้าและคนอื่นๆ จากการรุมสกรัมอสูรก็อบลินป่าใน่เช้า ทว่านัทยังคงกักแต้มสเตตัสอิสระเอาไว้ในหน้าต่าง ยังไม่ได้กดอัปเลือกสายใดๆ เพราะอยากลองทดสอบขีดจำกัดเดิมดูก่อน
นัทหันไปเห็นพี่กล้ายังคงจริงจังกับการนั่งโคจรลมปราณทลายจุดเพื่อฝึกฝนพลังที่ได้มาให้อย่างเคร่งครึม นัทไม่อยากกวนรุ่นพี่บวกกับความรู้สึกคันไม้คันมือ อยากจะออกไปทดลองใช้งานพลังปราณและพลังจิตที่เพิ่งอัปเกรดมาเมื่อคืน เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นหยิบด้ามไม้พลองสั้นข้างตัวเตรียมเดินออกจากถ้ำ
"เฮ้ยนัท! จะออกไปคนเดียวหรอวะ มันอันตรายนะเว้ย!" เพื่อนร่วมค่ายหลายคนร้องห้ามด้วยความห่วงใยตามกฎปาร์ตี้ 5 คน
"ไม่เป็ไรครับทุกคน ผมแค่จะออกไปลองล่ามอนสเตอร์ดูรอบๆ หน้าม่านน้ำตกนี่เอง ไม่เดินไปไกลถึงระยะสิบกิโลเมตรแน่นอน แป๊บเดียวก็กลับครับ" นัทหันไปโบกมือให้ ทุกคนเห็นว่าอยู่แค่หน้าแคมป์บวกกับนัทมีแรงควายคูณสามจึงยอมปล่อยตัวออกมา
นัทเดินแหวกม่านน้ำตกธรรมชาติซู่ซ่าใสสะอาดก้าวเท้าออกมาสู่โลกภายนอก แสงแดดส่องกระทบใบหน้า ลมเย็นยามเย็นพัดโชยมาแต่ท้องฟ้ายังคงสว่างโล่ไม่มืดมิด นัทสูดหายใจเข้าลึก กระชับหมัดเปล่าทั้งสองข้างพลางกวาดสายตาคมกริบมองหาอสูรก็อบลินป่ามนตราที่ก้าวผ่านพ้นแนวป่าเข้ามา... ก้าวแรกของการล่าเดี่ยวในเลเวล 3 ด้วยพลังคู่สาย จิตผสานปราณ กำลังจะะเิขึ้น ณ บัดนี้!