บริเวณที่ราบหน้าเนินดินสี่เมตร
หมอกหนาทับดับเดือนดารา มีเพียงแสงรำไรจากไม้กางเขนของหญิงสาวผมน้ำตาลที่นั่งคุกเขาอยู่ ข้างหน้านางมีหนุ่มใหญ่ในสภาพสะบักสะบอมนั่งเหยียดขามองยอดเนิน
“เตรียมร้อยน้ำตก เรียกกองร้อย ๕๒๒ มีใครอยู่ใกล้พิกัด ๒๒,๑๔ รือไม่”
“…”
น้ำตกทำหน้านิ่งพลางพูดใส่ข้อมือตนเอง และดูเหมือนว่าไม่มีสัญญาณตอบรับ
“เตรียมร้อยน้ำตก เรียกทุกกองร้อย มีใครอยู่ใกล้พิกัด ๒๒,๑๔ รือไม่”
“…”
“ช่องสัญญาณรวมก็ใช้การมิได้!?”
หญิงสาวคิ้วกระตุกหนึ่งครั้ง นางพบปัญหาหลังจากทดลองใช้ระบบสื่อสาร
“…”
ลุงอาทรที่นั่งเหยียดขาเหลือบมองนางก่อนจะหลับตาลง เขากำลังต่อสู้กับความทรมานของตนอยู่เงียบ ๆ
“แชทเสีย? ก่อนหน้านี้ยังใช้ได้อยู่เลย… วันนี้มันวันซวยอะไรกัน นอกจากเทเลพอร์ตคลาดเคลื่อน แล้วเทเลพาทีก็ยังมาเสียอีก !!”
น้ำตกพร่ำบ่นก่อนจะหันมาพูดกับคุณลุงด้วยหน้ายิ้มและเสียงใส
“หนูเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ไม่ตอบแชท ขอโทษด้วยนะคะ”
“อืม…”
“นี่ก็ขอโทษบ่อยจัง แต่ฟังดูไม่ค่อยรู้สึกผิดเลย ฮ่าๆ”
อาทรคิดเสร็จก็ลืมตาขึ้นมามอง เขายิ้มและส่ายหน้ามีนัยว่าไม่เป็ไร แล้วจึงเริ่มถาม
“ว่าแต่ไอ้เทเลพาทีนี่มันใช้ยังไงเหรอ?”
“เฮ่อ”
“คนมาใหม่เป็เช่นนี้ทุกคนเลยหรือ? แทบจะไม่รู้เื่อันใด บางคราข้าก็หน่ายจักตอบคำถาม”
หญิงสาวลอบถอนหายใจก่อนจะตอบด้วยหน้ายิ้ม
“ระบบเครือข่ายสื่อสารค่ะ อาศัยพลังิญญาเป็ตัวกลางรับส่งข้อมูล”
“พลังิญญา? งี้ฉันก็ใช้ไม่ได้สิ!”
“แล้วพลังประมาณน้องนี่คือระดับไหนเหรอ? พี่โดนไปทีถึงตายได้เลยนะนั่น”
อาทรคิดพลางถามหยอกหญิงสาวตรงหน้าด้วยเสียงแหบพร่าและอิดโรย สีหน้าขาวซีดยิ้มเล็กยิ้มน้อย
“ระดับ!? อย่างน้อยเขาก็พอรู้ความอยู่บ้าง”
“หนูระดับสามปลาย ๆ ค่ะ พลังของหนูเป็การโจมตีิญญาร้ายโดยเฉพาะ โดนคนไม่เป็ไรหรอกค่ะ”
น้ำตกยิ้มอ่อนและตอบด้วยเสียงใสตามปกติ
“ปลอดภัยตรงไหนเนี่ย? ะเิดินจนกลายเป็หลุมขนาดนี้ ถ้าพี่พลาดไปนอนอยู่ตรงนั้นก็คงพร้อมฝังพอดี…”
“เฮ่อ!”
ครั้งนี้เป็อาทรที่บ่นจบแล้วถอนหายใจ เขาชี้ไปที่หลุมกว้างสองเมตรที่กำลังคุกรุ่นอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะหันมายิ้มให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังบอกเป็นัยว่าอย่าทำแบบนี้อีกเพราะเขากลัวตายจริง ๆ
“พี่อาทรกลัวตาย?”
“เดาว่าพี่น่าจะรู้ตัวแล้วว่านี่ไม่ใช่การแสดงหรืออะไรทั้งนั้น”
น้ำตกไม่ได้ถือสาคำพร่ำบ่นของเขา นางพูดยิ้ม ๆ คล้ายจะยินดีด้วยซ้ำ
“!!!”
“รู้ตัว !?”
อาทรได้ยินพลันตาเบิกกว้างแล้วชะงักไป ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ
“ใช่แล้ว !! ถ้าเป็ความฝันฉันต้องไม่รู้ตัวว่ากำลังฝัน”
นี่คือเหตุผลข้อที่หก สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คุณลุงรู้สึกเหมือนอะไรพลาดไป มันติดอยู่ในหัวเขามานานแล้ว เหมือนจะคิดออกแต่นึกไม่ออกมาโดยตลอด จนกระทั่งได้คำพูดของหญิงสาวช่วยกระตุ้นต่อมความคิด
“อึก !! ตอนนี้พี่เชื่อทั้งใจแล้วล่ะ”
อาทรพูดยืนยัน พลางขบกลั้นความทรมาน ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ท่านั่งสมาธิ
ฟุบ
“รหัสเหลือง!”
อยู่ ๆ น้ำตกก็หุบยิ้มแล้วลุกขึ้นพรวด ร่อนหมวกขึ้นเนินแล้วสั่งให้มันส่งสัญญาณแสงขึ้นฟ้า พานให้พื้นที่รอบ ๆ เนินสี่เมตรสว่างขึ้นมาก
“!!”
“ลำแสงสีเหลือง มันหมายความว่ายังไงเหรอ?”
อาทรใถามพลางมองสลับไปมาระหว่างหมวกและหญิงสาว ทุกการกระทำของของเธอยังคงคาดเดายากสำหรับเขา
“เขตเฝ้าระวังค่ะ อาจมีศัตรูอยู่ในร้อยเมตร”
ฟึบ
น้ำตกพูดจบก็นั่งลงทันที หน้ากลับมายิ้มหยีตาเหมือนเดิม นั่งอยู่ที่เดิม แค่เปลี่ยนเป็ท่าพับเพียบเรียบร้อย
“อืม… ถ้างั้นรหัสแดงก็คืออันตราย”
ลุงอาทรละสายตามาก้มหน้าครุ่นคิด ก่อนจะพึมพำออกมา
“เข้าใจถูกแล้วค่ะ สีแดงอันตรายที่สุด คือมีศัตรูร้ายกาจหรือจำนวนมาก ต้องร่วมมือกันหลายคนถึงจะเอาลง!”
น้ำตกพูดเสริม
“อืม”
ลุงอาทรเงยหน้ามามองหญิงสาวก่อนจะกวาดสายตาไปที่หมวกบนเนิน สีหน้าเขาดูคล้ายยังมีความสงสัย
“สีส้มก็อันตราย แต่ยังพอรับมือได้ด้วยคนสองคน ส่วนเหลืองคือเฝ้าระวัง เขียวปลอดภัย ฟ้าขอเสบียง และม่วงขอการรักษา”
หญิงสาวเห็นลุงอาทรนั่งขมวดคิ้วจึงอธิบายต่ออีกหน่อย
“อย่างนี้นี่เอง…ดูแล้วหมวกนี่เหมือนจะสำคัญมาก ๆ น่าเสียดายที่ทำหมวกหายไปแล้ว ไม่รู้ต้องเสียตังค์เบิกใหม่ไหม?”
อาทรพูดพลางนึกถึงหมวกของตัวเอง
“ขอโทษที่ทำลายหมวกของพี่ไปนะคะ เดี๋ยวหนูรับผิดชอบเอง”
น้ำตกตอบเสียงละห้อย จำได้ว่าตนเพิ่งสลายหมวกใบนั้นไปเมื่อครู่นี้เอง
“กำลังคิดว่าหมวกที่เพิ่งโดนเผาไปนั่นเป็ชองฉัน เลยรู้สึกผิดต่อฉัน?”
อาทรคิดก่อนจะชี้แจงเพื่อให้หญิงสาวไม่คิดมาก
“ไม่เป็ไรหรอก หมวกของพี่จริง ๆ พี่ทำหายเอง ส่วนที่เพิ่งหายนั่นเป็ของจ่าสิบโทชื่อส…อะไรสักอย่าง เป็ผู้หญิงผมบ๊อบ ชุดโทนดำเหลือง ใช้ง้าวสั้น กองร้อย ๕๒๑…”
“!! จ่าสมร”
น้ำตกโพล่งเสียงสูงขึ้น นั่งคิ้วเลิกตาตั้ง ชะงักไปแวบหนึ่งก่อนจะชักหน้ากลับเป็อมยิ้มหยีตา
“! เหมือนผลลัพธ์มันจะตรงกันข้าม”
“เป็เื่แล้วใช่ไหม?”
ลุงอาทรสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง เขาไม่คาดคิดว่าน้ำตกจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จึงขมวดคิ้วถามไถ่ด้วยความกังวล
“ถ้าเป็หมวกของพี่สมรก็ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ พี่เขาใจดีที่สุดในกองร้อยนั่นแล้ว… ส่วนหมวกของพี่อาทร เสร็จศึกเดี๋ยวหน่วยเก็บกวาดก็จัดการหาแล้วส่งคืนให้”
น้ำตกพูดเสียงใสไร้กังวล ภายนอกยังยิ้มแต่ภายในเสียววาบ
“ยังดีที่เป็ของพี่สมร หากเป็ผู้อื่นในกองร้อยนั้นข้าคงลำบากมากเื่”
“อืม.. ถ้าเทียบกับอีกคนก็นิสัยดีกว่าจริง ๆ แต่เหมือนจะดุไปหน่อย และก็ทำอะไรเร็วมาก ๆ พี่เพิ่งเจอเธอก่อนหน้าน้องจะมาไม่นาน”
อาทรพูดพลางพยักหน้า เขานึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“ใช่ค่ะ พี่สมรปากร้ายใจดี และยังเป็ตัวแบกของกองร้อยนั้นด้วย…”
ฟึ่บ
“เปลี่ยนเป็รหัสเขียว!!”
น้ำตกพูดเสริมไม่ทันขาดคำก็ลุกขึ้นพรวดไปตะเบ็งเสียงใส่หมวกบนเนิน
เวิ้ง
“ถ้าพี่สมรเคยมาที่นี่ แถวนี้คงไม่มีภูตผีเหลืออยู่แล้วค่ะ”
น้ำตกยืนดูลำแสงเปลี่ยนเป็สีเขียว พลางกล่าวชื่นชมจ่าสมรด้วยไปหน้ายิ้มที่ดูจริงใจ
“!! เดี๋ยว ๆ เปลี่ยนเป็สีเขียวแล้วจะมีหมอมาไหมเนี่ย? ดูแขนพี่สิ!”
“อึก!!”
อาทรพูดขึ้นด้วยท่าทางร้อนรน พลางยกท่อนแขนขวาขึ้นมาโชว์ จังหวะนี้ความเ็ปก็กำเริบขึ้นมาพอดี
“หนูนี่แหละหมอ!!”
หญิงสาวยืนกอดอกพูดเต็มเสียง ประโยคสั้น ๆ นี้เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ มันดูเข้ากับหน้ายิ้มตาหยีของนางแบบแปลก ๆ
“อย่าบอกนะว่า… หมอผี!”
ลุงอาทรคล้ายเคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน เขานั่งมองด้วยความแคลงใจ แววตาหม่นหมองเหมือนปลาตาย
“เห็นอย่างนี้แต่หนูเป็ถึงนักบุญอันดับหนึ่งของกองร้อย ๕๒๒ เลยนะคะ!”
เมื่อเห็นคุณลุงดูคล้ายคนสิ้นหวัง หญิงสาวหน้ายิ้มจึงพูดขึ้นด้วยความมั่นใจ นางแทบจะก๊อปเ้าประดิษฐ์มาทั้งดุ้น ขาดไปแค่การตบอกตัวเองก่อนพูด
“…”
ลุงอาทรนั่งมองอย่างเงียบ ๆ เขาพอเข้าใจอยู่บ้างว่าโลกนี้มันแฟนตาซีเหมือนในสื่อบันเทิง แต่ก็ไม่แน่ใจว่านักบุญนี่จะรักษาแขนได้ไหม
“แม้จะไม่ใช่คลาสหมอแท้ ๆ แต่ในบรรดาแพทย์สนามตอนนี้ คลาสนักบุญก็ไม่ต่างจากหมอหรอกค่ะ เื่ติดแขนต่อกระดูกนี่งานถนัดหนูเลยนะคะ”
น้ำตกพูดเสริมเพื่อลดความแคลงใจของคุณลุง
“คลาสนักบุญระดับสามต่อแขนได้ ! แล้วพวกนักเวท นักยุทธ นักอาคมล่ะ?”
คำตอบฟังดูน่าทึ่ง แม้ลุงอาทรจะคาดเดาไว้แล้ว แต่เขายังตกตะลึงเล็กน้อยก่อนจะถามเพิ่มเติมด้วยความสับสน
“อย่างนี้นะคะ กว่าจะได้คลาสมาต้องผ่านการทดสอบ และสำเร็จวิชาต่าง ๆ จากสามสายหลักนั้นค่ะ แต่ละคลาสจะมีเงื่อนไขแตกต่างกัน… มาเถอะเดี๋ยวหนูรักษาให้”
หญิงสาวหน้ายิ้มพูดจบก็เดินไปนั่งฝั่งขวาของลุงอาทร ก่อนจะยื่นมือไปขอท่อนแขน
“อืม”
“มีคลาสก็เหมือนมีใบประกอบวิชาชีพนี่เอง”
อาทรตัดสินใจมอบแขนขวาให้นางจัดการ เขามั่นใจแล้วว่านางไม่ใช่หมอเถื่อน
“!”
น้ำตกรับแขนมาลองทาบไหล่ของเขาทันที นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะคลายผ้าพันแผลอย่างคล่องแคล่ว สุดท้ายจึงเริ่มหลับตาบริกรรมคาถา มือขวาจับท่อนแขน มือซ้ายทาบไว้ที่กลางอกตัวเอง
“ขอเดชพระจิตจงสำแดงฤทธิ์ผ่านข้า ชำระล้าง!”
วู้ง ฉ่า…
เกิดคลื่นเสียงดังขึ้นที่มือขวาของหญิงสาว เหมือนมีม่านพลังที่มองไม่เห็นกวาดผ่านท่อนแขนและไหล่ของลุงอาทร เพียงพริบตาเดียวเศษดินและคราบเืระเหยหายกลายเป็ควัน
“ขอเดชพระจิตจงสำแดงฤทธิ์ผ่านข้า เยียวยา!”
เวิ้ง
หมอน้ำตกเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อย ผลลัพธ์กลับกลายเป็การเชื่อมกระดูกสมานแผลในเวลาไม่กี่วินาที เนื้อเยื่อ เส้นเอ็น เส้นเื เส้นประสาท ไขกระดูก และเนื้อกระดูก ทั้งหมดล้วนถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า มันค่อย ๆ เปลี่ยนจากโครงสร้างแสงโปร่งใสเป็มวลหนาแน่นขึ้นจนเป็ปกติ
“!!!”
ลุงอาทรนั่งมองตาค้าง ทั้งตะลึงในปาฏิหาริย์และใในภาพที่เห็น เขาเคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน มันเหมือนกับตอนที่เขารู้สึกตัวครั้งแรกในบึงโคลน
“หรือว่าฉันจะมาโลกนี้ด้วยวิธีคล้าย ๆ กัน!?”
“เรียบร้อย”
น้ำตกเอ่ยเสียงใส มองคนไข้ด้วยใบหน้ายิ้ม นางไม่มีท่าทีว่าเหนื่อยล้า
“ขอบคุณ”
ฟึบ ฟึบ
พูดจบลุงอาทรก็ลองขยับแขนขวา ตอนนี้มันใช้ได้เป็ปกติแล้ว สีหน้าเขามีเืฝาดยิ่งขึ้น แต่ยังคงดูเคร่งเครียดอยู่
“ข้ารักษาให้แล้ว ไยเขาดูไม่ผ่อนคลายลงเลย? หรือว่าจะเป็เพราะเื่นั้น !!”
หญิงสาวนั่งขมวดคิ้วคาดเดา นางหุบยิ้มไปชั่วขณะก่อนจะพูดในสิ่งที่ตนค้นพบตอนเริ่มทาบแขน
“เส้นิญญาพิการคือโรคประจำตัวของมนุษย์โบราณ เป็เื่ปกติซึ่งเกิดขึ้นได้กับคนที่ถูกดึงมาจากอดีตอันไกลโพ้น โดยเฉพาะคนจากยุคกึ่งพุทธกาลหรือเมื่อราวสองพันห้าร้อยปีก่อน บางคนไม่มีแม้กระทั่งระบบคอยช่วยเหลือ”
“อืม…ดูเหมือนพี่จะเป็บางคนที่ว่านั่นจริง ๆ บางคนที่ทะลุมิติมาโลกอนาคต”
อาทรหันมาพูดพลางพยักหน้าเบา ๆ หน้านิ่งตึงเครียดเปลี่ยนเป็ยิ้มอ่อน
“ผีก็มองไม่เห็น ระบบช่วยเหลือก็ไม่มี ซวยอะไรเบอร์นี้”
“!! เดี๋ยวนะ… หรือว่าพี่อาทรจะไม่ได้บ้า! สองพันห้าร้อยปีเป็่ก่อนที่หมู่บ้านบึงบัวจะหายไปพอดี พี่อาจเป็คนของหมู่บ้านนั้นจริง ๆ และการอัญเชิญอาจคลาดเคลื่อนไปตกที่บึงควาย เหมือนอย่างการเทเลพอร์ตครั้งนี้!”
น้ำตกนั่งตะลึงกับผลการวิเคราะห์เชื่อมโยงของตัวเอง
“…”
ลุงอาทรพยักหน้ายอมรับ
“หนูขอโทษนะคะที่ใส่สถานะผู้ป่วยจิตเวชไป ตอนนั้นหนูลืมตรวจให้ดีจริง ๆ จบศึกเดี๋ยวหนูรีบไปแก้งานทะเบียนให้”
หญิงสาวพูดคอตก เป็ครั้งแรกที่ดูเหมือนจะขอโทษอย่างจริงใจ
“ไม่เป็ไร พี่รอ…”
ตู้มมม !!! ฟรุ้ม !!
ลุงอาทรพูดยังไม่ทันขาดคำ ไกลออกไปหนึ่งกิโลเมตรในทิศที่เขาจากมาพลันเกิดเสียงะเิดังสนั่นฟ้าะเืดิน ปรากฏเเป็ปลวไฟสูงใหญ่ร้อยเมตรโหมกระพือสว่างวาบ สาดแสงแดงส้มย้อมทั้งสมรภูมิ ตามมาด้วยคลื่นลมร้อนระอุกระโชกรุนแรง มันดูคล้ายดอกบัวตูมบิดเบี้ยวสีแดงเพลิงขนาดใหญ่ที่ะเิพลังไร้สีออกมาเป็วงกว้างระรอกหนึ่ง
ครืนนน
คลื่นลมร้อนหอบใหญ่นั้นกวาดผ่านทุกพื้นที่ หมอก ฝุ่น หน้าดินที่ฟุ้งในอากาศถูกแผดเผาจนหายไปด้วยไอร้อนของมัน
"หมอบ!"
ฟุ่บ
น้ำตกะโขณะกระโจนไปข้างหน้า คว้าอาวุธแล้วนอนหมอบตัวแนบพื้นอยู่ตรงนั้น นางเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วเฉียบขาดอย่างผู้ชำนาญการ สีหน้าแข็งตึงขึงขังกวาดตาไปด้านหลังแวบหนึ่ง มองข้ามตาลุงที่นั่งงงไปก็เห็นหมวกของตนกำลังมอดไหม้กลางอากาศ
“อ๊า!”
อาทรนั้นหมอบช้ากว่าเพราะมัวแต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เขาถูกลมร้อนกวาดจนแทบไหม้ไปครึ่งหน้า ั้แ่คิ้วขึ้นไปกลายเป็โล้นเหม่งแดงแจ๋มีควันขึ้น ถ้าเขาหมอบช้ากว่านี้คงมีสภาพไม่ต่างจากหมวกใบนั้น
“โอ้ย! อะไรวะเนี่ย!?”
ลุงอาทรนอนตัวขดอยู่บนพื้น โพล่งเสียงขึ้นพลางเอามือกุมหัวที่กำลังปวดแสบปวดร้อน พลางเหลือบมองไปที่เปลวไฟใหญ่ั์
“นรกแตก! ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่นาน ๆ จะเกิดที… วิ่ง!!!”
หญิงสาวจับจ้องไปที่เปลวเพลิงใหญ่ขณะยืนขึ้น มีเศษดินดำ ๆ ติดทั่วตัวและหน้าที่ดูแข็งตึงขึงขัง นางตอบลุงด้วยเสียงเรียบนิ่งจริงจังแต่จบด้วยการะโดังลั่น ก่อนจะหลังแล้วแบกไม้กางเขนไว้บนไหล่ขวา วิ่งผ่านหน้าคุณลุงไปอย่างตื่นตระหนก
“!!”
ลุงอาทรมองตามหญิงสาวไปแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองเปลวเพลิงร้อยเมตร เขาถึงกับขนลุกเพราะดันเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
“หวูวววว!” “หวี๊ดดดด!”
เกิดเสียงหวีดดังก้องทั่วฟ้า เสียงเสียดหูนี้ดังออกมาจากใจกลางเพลิงั์ มีสิบมือเหี่ยวแห้งแดงเกรียมขนาดสองเมตรตะเกียกตะกายแหวกว่ายออกมาอย่างพัลวัน ก่อนจะปรากฏห้าร่างเนื้อติดกระดูกสูงยี่สิบเมตรเบียดผลักกันอุตลุดอยู่ภายใน พวกมันยื้อแย่งกันย่างกรายออกมาโดยมีไฟลุกไหม้ท่วมทั่ว ิัไหม้เกรียมถลอกปอกเปิกจนเห็นเนื้อแดงแทบทั้งตัว บนหัวไม่มีผม และสวมผ้าเก่าโทรมสีขาวบ้างส้มบ้างคล้ายพระชี
ชัดเจนว่ามันคือเปรตไฟห้าตนที่กำลังเปิดม่านมิติ ทุกตนดูโปร่งแสงแต่ไม่โปร่งใส มีมวลแปดส่วนผสมเงาพร่ามัวสองส่วน ตาเนื้อธรรมดาของลุงอาทรสามารถมองเห็นพวกมันได้ เปรตพวกนี้จึงไม่ใช่ผีระดับล่างอย่างแน่นอน แท้จริงแล้วมันคือผีที่มีกำลังรบระดับเก้าและระดับสิบ
"โฮร่วว! วร้าาา!"
ใต้หว่างขาของเหล่าเปรตไฟมีสัตว์นรกนับพันกู่ร้องวิ่งเบียดเสียดกันออกมา รูปร่างและสีสันแตกต่างกันไป มีทั้งอสูรกาย ครึ่งคนครึ่งสัตว์ และมนุษย์ที่ดูบิดเบี้ยว ทุกตนล้วนดูดุร้าย น่าเกลียดน่ากลัว หิวโหย และเต็มไปด้วยแผลเน่าเหวอะหวะ แต่ละตนดูมีมวลครึ่งหนึ่งและเป็หมอกควันครึ่งหนึ่ง พวกมันคือผีระดับหกถึงแปด เป็ระดับที่ตาเนื้อลุงอาทรยังพอเห็นได้ แต่ก็ยังมีระดับสี่และห้าที่เลือนรางจนเขามองแทบไม่เห็นแทรกตัวอยู่มากกว่าครึ่ง
ทั้งเปรตและสัตว์นรกเหล่านี้คือผีที่มีท่าทางหิวโหยและกระหายการฆ่าฟัน แค่ดูก็รู้ว่าพวกมันมาเพื่อล่าิญญามนุษย์ในสมรภูมิแดนประจิม ขอแค่ได้พลังิญญามาบำรุงอีกเพียงเล็กน้อยก็จะเลื่อนระดับและวิวัฒน์เป็ภูตแล้ว
“เหว้อ!”
ไม่ต้องรอให้ภัยมาถึงตัว ลุงอาทรร้องแรกแหกกระเชอพลางดีดตัวออกวิ่งตามน้องน้ำตกไป เพียงไม่กี่วินาทีก็ขนาบข้างกันแล้ว
“หนูนึกว่าพี่จะรอไปคุยกับรากไม้แถวนั้นซะแล้ว ที่ไหนได้ วิ่งตามมาอย่างไว”
น้ำตกหันหน้ายิ้มมาแซวคุณลุงที่วิ่งอยู่ทางขวามือตน ซึ่งมีสภาพเลอเทอะไม่ต่างกัน
“!! เขาใช้ชุดเครื่องแบบได้ดีเพียงนี้เชียวรึ? แม้เส้นโคจรพลังจะเล็กเท่าปลายนิ้ว ทว่ามันเสถียรมาก!”
นางแปลกใจเมื่อเหลือบไปเห็นการไหลเวียนพลังิญญาตามรอยต่อขากางเกงของลุงอาทร ก่อนจะพูดเร่งเร้าและวิ่งเร็วขึ้นอีกระดับ
“เราต้องเร็วกว่านี้ ย่ะ!”
“!!!”
อาทรตอบนางด้วยยิ้มแหยงบนสีหน้าหวาดผวาแตกตื่น มองด้านหลังเห็นกองทัพิญญาร้ายไล่ตามมาถึงเจ็ดร้อยเมตร มองไปข้างหน้าเห็นหญิงสาววิ่งทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ
“ฮ่ะ!”
อาทรตะเบ็งเสียงแล้ววิ่งตามไปอย่างมุ่งมั่น จากประสบการณ์ที่ผ่าน ๆ มา ลุงอาทรตระหนักได้แล้วว่าการช้าเพียงเสี้ยววิอาจหมายถึงความพิการและเสียชีวิต
ตอนนี้ทั้งสองคนใช้เจตจำนงขับเคลื่อนกลไกชุดเต็มกำลัง พวกเขาวิ่งเร็วราวหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง !!?