ณ ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะแห่งนี้ เป็ที่พำนักของสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดและอาศัยอยู่มาอย่างยาวนานหลายยุคสมัย ร่างกายของพวกมันวิวัฒนาการจนมีขนาดมหึมาโอฬาร ซึ่งเป็ผลลัพธ์โดยตรงจากชั้นบรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยออกซิเจนเข้มข้น มวลอากาศที่หนาแน่นนี้เองที่เป็ปัจจัยสำคัญในการหล่อเลี้ยงพละกำลังและเอื้อต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตร่างั์ให้ดำรงอยู่สืบมาจนถึงปัจจุบัน
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปยุคแล้วยุคเล่า ความผันผวนของดวงดาวเริ่มสั่นคลอนการดำรงอยู่ของเหล่าสัตว์ั์จนพวกมันทยอยดับสูญไปตามวัฏจักร เมื่อแหล่งอาหารหดหาย ชั้นบรรยากาศเริ่มเบาบาง และสภาพแวดล้อมแปรเปลี่ยนไปจนเกินรับไหว การวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดจึงเริ่มต้นขึ้น บางส่วนปรับเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพจนกลายเป็สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพื่อความอยู่รอดในโลกใหม่ ขณะที่อีกส่วนเลือกที่จะเร้นกายลงสู่ใต้ผืนพิภพหรือเข้าสู่สภาวะจำศีลอันยาวนาน เฝ้าคอยวันที่ดวงดาวจะหวนคืนสู่สภาวะที่พวกมันจะสามารถกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งหนึ่ง
และในตอนนั้นเอง แสงเหนือสีขาวทองก็ปรากฏขึ้นเหนือชั้นบรรยากาศ ส่งร่างเหล็กปริศนาตนหนึ่งร่วงหล่นลงมายังดาวดวงนี้ ก่อนที่มันจะดำดิ่งและหลับใหลอยู่ ณ ก้นบึ้งของูเาไฟขนาดเล็กลูกหนึ่ง
เมื่อกาลเวลาล่วงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ทายาทของเหล่าสิ่งมีชีวิตั์ใหญ่ได้วิวัฒนาการจนมีขนาดเล็กลงและกลายเป็เผ่าพันธุ์ที่ถูกขนานนามว่า "ไดโนเสาร์" ทว่า่เวลาอันรุ่งโรจน์กลับต้องถึงกาลอวสาน เมื่อดาวหางขนาดมหึมาพุ่งเข้าปะทะดวงดาวอย่างรุนแรง แรงะเิมหาศาลส่งก๊าซพิษและฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศ บดบังแสงอาทิตย์จนทำให้เหล่าไดโนเสาร์ล้มตายลงเป็จำนวนมาก แม้จะมีผู้รอดชีวิตเพียงน้อยนิด แต่การสืบพันธุ์ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม จนพวกมันทยอยสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปในที่สุด หลงเหลือเพียงสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่มีขีดความสามารถในการปรับตัวสูงและมีจำนวนประชากรที่มากกว่าก้าวขึ้นมาเป็ผู้โลกใบนี้ในเวลาต่อมา
จนกระทั่งในที่สุด เผ่าพันธุ์สองขาก็ได้ก้าวเข้ามาสวมบทบาทแทนที่ พวกเขาคือ "มนุษยชาติ" หรือที่รู้จักในนาม "โฮโมเซเปียนส์" ผู้เข้าถือครองอำนาจเหนือดวงดาวและขนานนามมันว่า "Zainan" ดาวเคราะห์สีน้ำเงินครามที่พรั่งพร้อมไปด้วยมวลชีวิตหลากหลาย และถือเป็ความอัศจรรย์หนึ่งเดียวท่ามกลางความเวิ้งว้างของระบบสุริยะแห่งนี้ ทว่าครรลองการดำรงอยู่ของมนุษย์กลับถูกฉาบไว้ด้วยความดิบเถื่อนที่สืบทอดส่งต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี การประหัตปะา และการปล้นสะดม—พฤติกรรมอันอำมหิตเกินกว่าที่สัตว์ป่าทั่วไปจะพึงกระทำต่อกัน
จนกระทั่งรอยร้าวแห่งหายนะได้เริ่มต้นขึ้น เมื่ออาวุธนิวเคลียร์ถูกยิงเข้าใส่กันระหว่างสองขั้วมหาอำนาจ แรงสั่นะเืกัมปนาทสะท้านลึกถึงแกนโลกได้ปลุกบางสิ่งที่อยู่มาั้แ่าให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน การห้ำหั่นอย่างไม่จบสิ้นของมนุษยชาติยังส่งผลให้ชั้นบรรยากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง ความเข้มข้นของออกซิเจนพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันราวกับโลกกำลังหมุนวงล้อแห่งวิวัฒนาการย้อนคืนสู่ยุคดึกดำบรรพ์ ปูทางให้เหล่าอสูรกายโบราณหวนคืนสู่มาตุภูมิอีกครั้ง
ทว่าหายนะไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ในจังหวะที่โลกกำลังเปราะบางที่สุด การปะทุอย่างรุนแรงของดวงอาทิตย์และคลื่นรังสีปริศนาระดับคอสมิกจากห้วงจักรวาลอันไกลโพ้นได้โถมซัดลงมายัง Zainan พร้อมกัน พลังงานมหาศาลเ่าั้เข้าแทรกซึมและแปรสภาพเหล่าสัตว์ั์ให้กลายพันธุ์จนพลังเหนือธรรมชาติ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ยิ่งกว่า คือผลกระทบเร้นลับที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เพศหญิงโดยเฉพาะ ก่อกำเนิดกลุ่มสตรีผู้มียีนกลายพันธุ์ที่สามารถควบคุม "พลังเอเอ็น (Aien) " อันยากจะหยั่งถึงได้ แต่ความสนใจของมนุษย์นั้นกลับมุ่งไปที่การจัดการกับเหล่าสัตว์ั์ที่มาจากความผิดพลาดของตนมากกว่า
ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน มนุษยชาติต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งความหวาดกลัวจากเหล่าอสุรกายขนาดั์ที่ถูกขนานนามในภายหลังว่า 'Kairyu' (ไคริว) ซึ่งมีรากศัพท์จากถ้อยคำาที่หมายถึง 'เทพแห่งความตาย' ท่ามกลางวิกฤตการณ์นี้ ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความสำคัญของการมีอยู่ของผู้ถือครองพลังงานนอกเหนือธรรมชาติ และแม้แต่ตัวผู้มีพลังเองก็ยังไม่อาจตระหนักถึงศักยภาพเร้นลับที่ซ่อนอยู่ภายในตนเอง
เมื่อเวลาล่วงเลยไป เหล่า Kairyu เริ่มตื่นจากการจำศีลในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น อสุรกายที่มีความสูงกว่า 50 เมตรและมีิัหนาระดับชีวเกราะ กลายเป็ปราการทางชีวภาพที่ยากจะทำลายลงได้ด้วยอาวุธทั่วไป มนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงหยิบมือจึงได้รวมตัวกันหนีลงใต้ดินและสร้างฐานที่มั่นใต้พิภพในนาม 'The Unbash' หรือความหวังจากก้นบึ้ง พร้อมทั้งทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อริเริ่มโครงการก่อสร้างอสูรเหล็ก D.E.P. (Dynamic Exo-Panzer) ซึ่งเป็การย้อนรอยวิศวกรรมจากร่างหุ่นยนต์ปริศนา HEX-93 ที่ถูกขุดพบภายใต้อาณาเขตของูเาไฟ เพื่อหวังจะใช้เป็กุญแจสำคัญในการนำพาเผ่าพันธุ์ออกไปจากยุคมืด
ในที่สุด ความพยายามดิ้นรนก็สัมฤทธิผล เมื่อหุ่นยนต์รบเครื่องแรกถือกำเนิดขึ้นในรหัส DEP-001 [Unmask] นักรบั์ผู้เปรียบเสมือนความหวังสุดท้ายของมวลมนุษย์ วีรกรรมที่เป็ตำนานเกิดขึ้นเมื่อมันถูกส่งขึ้นสู่พื้นโลกเพื่อเข้าปะทะกับ Kairyu สายพันธุ์พิเศษที่มีความสามารถในการดูดซับพลังงาน ใน่แรกของการต่อสู้ Unmask ตกเป็รองอย่างหนัก เนื่องจากการโจมตีทุกรูปแบบถูกสลายและดูดซับไปจนสิ้น จนพลังงานสำรองของหุ่นรบใกล้จะหมดลง ทว่าด้วยไหวพริบอันฉับไวของนักบิน Unmask ได้ตัดสินใจเข้าคลุกวงในและใช้พละกำลังดิบมหาศาลหักลำคอของอสุรกายตนนั้นจนดับดิ้น
ชัยชนะเหนือธรรมชาติครั้งแรกนี้ถูกจารึกไว้ในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญ โดย Kairyu ตนนั้นได้รับการระบุชื่อในภายหลังว่า 'Meganus Litonus' อสุรกายประเภทดูดซับพลังงาน หลังจากนั้นเป็ต้นมา มหากาพย์การกวาดล้างเหล่า Kairyu จึงได้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานหลายปี ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูอารยธรรมและเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดให้กลับมาเกรียงไกรอีกครั้งหนึ่ง...
"และนั่นคือเหตุการณ์ทั้งหมดที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของเรา" เสียงของคุณครูดังแว่วมา ขณะกำลังบรรยายให้กลุ่มเด็กอนุบาลฟัง ก่อนที่ขบวนนักเรียนตัวน้อยจะพากันก้าวเดินต่อไปภายในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งรายล้อมไปด้วยโครงกระดูกไดโนเสาร์และเศษซากอาวุธาจากเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ณ มุมหนึ่งของห้องโถง ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนทอดสายตาจับจ้องภาพบนผนังอย่างเงียบงัน มันคือจิตรกรรมสีน้ำที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยมือ ถ่ายทอดภาพวีรกรรมในอดีตขณะที่หุ่นรบ Unmask กำลังเผด็จศึกอสุรกาย Litonus เขาซึมซับร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังและก้าวเดินออกไปจากอาคาร เบื้องหน้าของเขาพลันปรากฏทัศนียภาพของมหานครใต้ดินอันงดงามตระการตาและก้าวล้ำนำสมัยเหนือจินตนาการ
ปี 2134 ปัจจุบัน
"ผม คานาตะ ฮิมารุ (Kanata Himaru) ชายหนุ่มธรรมดาๆ ที่เกิดและเติบโตในมหานครใต้ดินแห่งนี้... The Unbash อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่สักเท่าไหร่นัก แต่ก็มากพอที่จะช่วยต่อลมหายใจให้พวกเรามีชีวิตรอดไปได้วันต่อวัน"
สองเท้าของเขาก้าวผ่านตรอกแคบ พลันสายตาเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังถูกหญิงสาวดักปล้นและขู่เอาชีวิต ทว่าเขากลับเลือกที่จะเดินผ่านไปอย่างเฉยเมยราวกับเป็เื่ชินตา ภายใต้แสงไฟนีออนอันงดงามตระการตาที่ฉาบเคลือบเมืองแห่งนี้ไว้ สันดานดิบและกิเลสอันมืดมิดในจิตใจมนุษย์ก็ยังคงเป็สิ่งที่ไม่อาจหลีกหนีพ้น
คานาตะเดินลัดเลาะผ่านยวดยานพาหนะและอาคารบ้านเรือนที่ทรุดโทรม สภาพความแร้นแค้นของชุมชนแออัดถูกเผยให้เห็นอย่างเด่นชัด ช่างเป็ภาพที่ดูขัดแย้งกับความหรูหราโอ่อ่าของหมู่ตึกระฟ้าใจกลางเมืองอย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้เองที่เป็เสมือนชนวนชักนำให้เขาเริ่มเหนื่อยหน่ายต่อความสะดวกสบายจอมปลอม และตั้งคำถามต่อระบบระเบียบของผู้เป็พ่อ
"มนุษยชาติต้องระหกระเหินหนีตายจากเหล่า Kairyu ลงมาหลบซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพั้แ่ปี 2021... พวกเราเพียรพยายามฟื้นฟูเผ่าพันธุ์กันมาโดยตลอด เพียงเพื่อจะมาจบลงที่จุดนี้น่ะหรือ..."
ระหว่างทาง เสียงซุบซิบของกลุ่มชาวเมืองแว่วเข้าหูเป็ระยะ หัวข้อสนทนามักหนีไม่พ้นเื่ราวของ 'เมืองบนดิน' และ 'ผืนฟ้า' ที่กว้างใหญ่ เขาทำเพียงรับฟังผ่านๆ ก่อนจะสาวเท้าก้าวเข้าไปยังห้องพักส่วนตัว ซึ่งตั้งอยู่ภายในตึกที่พักอาศัยอันหรูหราโอ่อ่าแตกต่างจากสภาพแวดล้อมภายนอกอย่างลิบลับ
"เมืองเบื้องบนงั้นหรือ... ก็พอจะเคยได้ยินข่าวลือมาบ้างว่าพวกรัฐบาลกำลังเตรียมการฟื้นฟูโลกเบื้องบนอยู่... แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก เพราะยังไงซะ เื่พวกนั้นมันก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันอยู่ดี..."
เมื่อเขาเข้าห้องไปก็ทำธุระส่วนตัวก่อนจะล้มตัวลงนอน... ปล่อยให้ความวุ่นวายของ The Unbash ถูกกลืนหายไปในความมืด
"ในดาวใบเดิมที่เปลี่ยนไป มนุษย์จะต้องรับมือกับความจริงที่ไม่สามารถหลีกหนีมันได้ ความโลภ ความกระหายในอำนาจ จะคงอยู่ตลอดไป ศัตรูที่แท้จริงจะเป็พวก Kairyu ที่ยังเหลือรอดหรือจะเป็มนุษย์ด้วยกันเอง? เพื่อไม่ให้เกิดเื่นั้น ชาวเรามีความจำเป็ในความหมายของการแทรกแซงหรือไม่"
สิ่งที่ดูเหมือนหญิงสาวตนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเวิ้งว้าง ก่อนจะมีหญิงสาวอีกตนเดินเข้ามาหา
"พวกเราคู่ควรที่จะช่วยเหลือ พวกมนุษย์อาจหลงทางเพราะตนเอง แต่ก็ไม่ควรต้องจากไปเพราะสัตว์โบราณเหล่านี้เช่นกัน สิ่งมีชีวิตยิ่งมาก เรายิ่งมีกำลังพล"
หญิงคนนั้นกล่าวก่อนกดปุ่มควบคุมบางอย่างบนแผงโฮโลแกรม
"พวกเรา 'เผ่าพันธุ์เลสล์' จะเผยตัวและนำพามนุษย์มารวมกับองค์กรเรา เพื่อร่วมมือปราบพวก 'ซิส' ให้ออกไปจากทางช้างเผือก"
เบื้องล่างของพวกเธอ ยานอวกาศลำมหึมากำลังลอยตัวอยู่อย่างเงียบงันในบริเวณชั้นบรรยากาศของ Zainan ท่ามกลางหมู่ดาว มันพร้อมแล้วที่จะเข้าหาพวกมนุษย์ เพื่อมอบความช่วยเหลือให้ (?)
จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป....
