ในที่สุดขบวนแลกเปลี่ยนสินค้าจากสกุลหลินก็เดินทางมาถึงซึ่งพวกเขาจะมาปีละ 2ครั้งเท่านั้น ชาวบ้าน้าอะไรก็ให้เตรียมแจ้งไว้ล่วงหน้าทุกครั้งขบวนสินค้าสกุลหลินจะนำสินค้าต่างๆ ที่จำเป็มาเผื่อไว้ให้เสมอ
ข้าวปราณและสมุนไพรปราณถูกลำเลียงมาวางรวมกันตรงลานกลางหมู่บ้าน สมุนไพรปราณที่เก็บเกี่ยวได้ในคราวนี้ทำให้ชาวบ้านแปลกใจนัก ก่อนเก็บเกี่ยวไม่กี่วันพวกมันกลับแย่งกันเติบโตจนสูงขึ้นมาอีกนิด รากลำต้นและใบ อวบอ้วนเขียวชอุ่ม ซ้ำยังส่งกลิ่นหอมออกมาตลบอบอวลทั่วทุ่งเป็สัญญาณให้เห็นว่าคุณภาพของสมุนไพรนั้นดีกว่าทุกปีที่ผ่านมาย่อมขายได้ในราคาสูงขึ้น
ชาวบ้านจึงตื่นกันั้แ่ฟ้ายังไม่สางช่วยกันขนสินค้ากันด้วยหน้าตาเบิกบานบางคนถึงกับหอบเสื่อหอบผ้าให้ลูกหลานมานั่งเฝ้ารอขบวนแลกเปลี่ยนสินค้าสกุลหลินรวมทั้งหลินหนิงชินที่ไม่เคยเข้าร่วมชมการค้าของหมู่บ้านมาก่อนเลยเนื่องจากสภาพร่างกายที่อ่อนแอของเ้าของร่างเดิม
ไม่นานเกินรอ พวกเขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านมีเกวียนวัวราว ๆ 20เล่ม ทยอยกันเดินเข้ามา บนเกวียนแต่ละคันล้วนมีถุงกระสอบ ตะกร้าคอกสัตว์ประเภท เป็ด ไก่ กระต่าย เมล็ดพันธุ์ แป้ง เกลือ ผ้าประเภทต่างๆ หนังสัตว์ฯลฯ มองดูละลานตาน่าตื่นเต้นเป็อย่างมาก
มีบุรุษรูปร่างใหญ่20คน ขี่ม้าคุ้มครองมาบนเกวียนยังมีบุรุษที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทะมัดทะแมงคุมเกวียนมาอีก 40 คน
ชายชราสูงอายุที่ชาวบ้านเรียกว่าผู้เฒ่าเจียง แม้ไม่มีการแต่งตั้งใดๆแต่ก็ได้รับความนับถือจากชาวบ้านให้เป็ผู้นำด้วยความาุโทั้งยังเป็ผู้ที่หลอมรวมลมปราณเข้าสู่ขอบเขต “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น”แล้ว แต่ด้วยอายุที่มากแล้วและไม่คิดหวังจะก้าวหน้าในเส้นทางฝึกยุทธ์ต่อไปจึงยังรั้งอยู่ในหมู่บ้าน เช่นเดียวกับอีกหลายคนในหมู่บ้าน
ผู้เฒ่าเจียงก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยกล่าวทักทายกับบุรุษขี่ม้า 5 คนที่ลงจากหลังม้า และจูงเดินเข้ามาหาท่านผู้เฒ่าเจียงเช่นกัน
"มาๆ พักดื่มชากันก่อนเถิด เดินทางกันมาหลายวันแล้วหรือ้าอะไรก็บอกกล่าวผู้เฒ่าเช่นข้ามาได้เลย" ผู้เฒ่าเจียงเอ่ยปากพูดกับบุรุษตัวโตที่ดูเหมือนเป็ผู้นำด้วยรอยยิ้ม
"ไม่รบกวนท่านผู้เฒ่าแล้ว ชาวบ้านเองต่างก็เหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดเช่นกันไม่ใช่หรือการเดินทางนี่ก็เป็ส่วนหนึ่งของหน้าที่ข้าท่านอย่าได้กล่าวคำเกรงใจอันใดกันเลย" บุรุษที่มีรอยแผลเป็ยาวบนแขนข้างซ้ายยาวั้แ่ข้อศอกถึงข้อมือ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
โลกนี้นับถือผู้แข็งแกร่งเป็ใหญ่ เื่ลำดับาุโหรือลำดับรุ่นในตระกูลถือเป็เื่รองแต่การที่ได้เห็น “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง” แสดงความนอบน้อมกับท่านผู้เฒ่า“ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น” นี่ก็เหนือความคาดหมายของหลินหนิงชิน ไปอยู่บ้าง
"พี่ใหญ่ ท่านอาหน้าดุผู้นั้นดูท่าทางใจดีมากเลยเ้าค่ะ"
“พวกเขาเป็คนต่างแซ่ที่มาเข้าร่วมทำงานให้สกุลหลิน หมู่บ้านเราเป็ของตระกูลหลินทั้งยังเป็หมู่บ้านที่มีพื้นที่มากที่สุดในการทำการเพาะปลูกให้สกุลหลินคนในหมู่บ้านจึงได้รับความดูแลจากสกุลหลินเป็อย่างดี เทียบกับหมู่บ้านอื่นๆที่ทำการเพาะปลูกให้สกุลใหญ่ต่างๆหมู่บ้านจิ้งซานนับว่าโชคดีกว่ามากนัก สกุลหลินทำการค้ากับชาวบ้านอย่างซื่อตรงแม้ที่ดินจะเป็ของสกุลหลิน แต่พวกเขาไม่เคยเอาเปรียบชาวบ้านแม้แต่น้อยผลผลิตข้าวปราณที่ชาวบ้านควรได้รับก็แบ่งตามส่วนตามผลผลิตที่เพาะปลูกได้จริงๆ
บางหมู่บ้านพวกสกุลใหญ่ถือว่าเป็เ้าของที่ดินเรียกรับผลผลิตจำนวนมากจนแทบไม่เหลือไว้ให้ชาวบ้านกิน มีชาวบ้านอดตายไปบ่อยๆ ผู้นำตระกูลหลินเป็ผู้มีคุณธรรม จิตใจกว้างขวางส่งผลให้คนในสกุลหลินคุ้นเคยกับการปฏิบัติกับผู้อื่นด้วยความเท่าเทียม แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็เช่นนี้ เ้าจะทำอะไรก็ยังคงต้องระมัดระวังตัว" พี่ชายใหญ่อธิบายยาวและสอนน้องอย่างใจเย็น
..........
"โอ้!!! สมุนไพรปีนี้เติบโตได้ดีมากเกินคาดจริงๆ พวกท่านทำได้อย่างไร?นี่เป็สมุนไพรคุณภาพดี!!" ชายที่มีรอยแผลเป็ที่แขนซ้ายต่อมาหลินหนิงชินจึงรู้ว่าเขาชื่อ หม่าจือ กล่าวด้วยความตื่นเต้น
"นี่พวกเราก็ยังไม่รู้สาเหตุเลย ก่อนเก็บเกี่ยวสมุนไพรไม่กี่วันจู่ ๆพวกมันก็แข่งกันเติบโต ยังหวังอยู่ว่าเพาะปลูกข้าวปราณคราวหน้าขอให้เกิดปาฎิหารย์นี้กับพื้นที่เพาะปลูกทุกผืนด้วย" ผู้เฒ่าเจียงกล่าวตอบ
“เช่นนั้นการค้าครั้งหน้าข้าคงต้องเตรียมสินค้ามาให้พวกท่านมากกว่าเดิมแล้วล่ะ ข้าว่าอย่างไรมันคงไม่น้อยลงแน่ ๆ ท่านผู้เฒ่า”
พวกเขาพูดคุยกันเื่นี้อีกพักใหญ่ สรุปความได้ว่าหม่าจือจะส่งคนมาตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกับการรับส่งสินค้าในอีก6 เดือนข้างหน้า
เนื่องจากคุณภาพสมุนไพรดีขึ้นราคาก็เพิ่มขึ้นเหล่าองครักษ์สกุลหลินจึงออกล่าสัตว์อสูรมาชดเชยให้ชาวบ้านแทน มากมายถึง 50 กว่าตัว
เื่นี้นำความสุขมาให้สมาชิกในหมู่บ้านอย่างล้นเหลือ สัตว์อสูรเชียวนา นอกจากอิ่มท้องยังมีพลังปราณมาเสริมด้วย และเมื่อสัตว์อสูรถูกล่าไปมากมาย แนวชายป่าก็ปลอดภัยมากขึ้นพวกเขายังเข้าไปหาของป่าได้อย่างสบายใจอีก
กลุ่มองครักษ์สกุลหลินล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นถึงขั้นสูงทำงานรวดเร็วว่องไว ตะวันยังไม่ทันตกก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยและเดินทางกลับไปในทันที
ผู้เฒ่าเจียงจัดการแบ่งสินค้าที่แลกเปลี่ยนมาให้ชาวบ้านทุกคนตามจำนวนสมาชิกในครอบครัวอย่างเท่าเทียมกัน จวบจนเย็นย่ำชาวบ้านก็หอบข้าวของมุ่งหน้ากลับบ้านเรือนตนอย่างมีความสุข
..........
"พี่ใหญ่ ถ้าข้ารวบรวมลมปราณได้แล้ว ข้าต้องฝึกยุทธ์เหมือนอย่างทุกคนหรือไม่เ้าคะ?" เด็กหญิงถามพี่ชายระหว่างเดินกลับบ้าน
“เมื่อรวบรวมลมปราณได้แล้วยังแยกการฝึกฝนออกเป็ 4 สายคือ ผู้ฝึกยุทธ์ ผู้หลอมโอสถ ผู้หลอมอาวุธและผู้ฝึกสัตว์อสูร ซึ่งมีระดับการฝึกฝนเป็ระดับและขั้นต่อๆไป" หลินซ่งอวี้ชิงตอบออกมาก่อน เขาอยากได้หน้าจากน้องสาวตัวน้อย
“ในเมืองเป่ยถัง ไม่เคยมีตระกูลใดเป็ผู้ฝึกสัตว์อสูร หรือผู้หลอมอาวุธเลย แต่ที่เมืองใหญ่ๆ มีอยู่บ้าง หากเกิดเหตุการณ์ร้ายใดๆก็สามารถจ้างวานเข้ามาช่วยเหลือได้ส่วนอาวุธเวทนั้นเท่าที่ข้ารู้ยังพอสามารถหาซื้อได้ เมืองเป่ยถังจึงมีแต่ตระกูลที่มีผู้ฝึกยุทธ์เป็ส่วนใหญ่ มีสกุลจง และ สกุลหลินเท่านั้นที่มีบรรพบุรุษเป็ผู้หลอมโอสถและสืบทอดตำราและฝึกฝนทายาทผู้หลอมโอสถออกมาได้" พี่ชายใหญ่ที่พูดน้อยแต่พูดนะไม่เคยที่จะตระหนี่คำพูดกับน้องสาวสุดที่รัก
"เช่นนั้นข้าเลือกที่จะฝึกฝนเป็ผู้หลอมโอสถ ข้าไม่อยากไปต่อสู้กับผู้ใดเ้าค่ะ" เด็กหญิงทำหน้าย่น ถูมือราวกับถูกตีจนเจ็บไปแล้ว
“นั่นก็ไม่ง่ายเลยนะอาหนิง สกุลหลินมีตำราสูงสุดเพียงระดับผู้เชี่ยวชาญขั้นสูง ท่านปู่ผู้นำตระกูลจึงไปได้สูงสุดเพียงเท่านั้น สมุนไพรที่พวกเราช่วยกันปลูกก็ถูกส่งไปหลอมเป็โอสถเพื่อสนับสนุนผู้ฝึกยุทธ์ในตระกูลเพื่อความแข็งแกร่งมั่นคงของตระกูล และอีกส่วนเอาไปเป็หลอมโอสถทำการค้าที่หอโอสถสกุลหลิน หากเ้าจะฝึกฝนเป็ผู้หลอมโอสถก็ยังต้องใช้สมุนไพรอีกมากมายอีกด้วย"
"ข้าไม่กังวลเลยเ้าค่ะพี่ใหญ่ ท่านปู่บรรพบุรุษสัญญากับข้าแล้วจะช่วยข้าทุกอย่างหากข้าเป็เด็กดี" เด็กหญิงยักไหล่ตอบอย่างไม่ใส่ใจสมุนไพรเรอะ!! …ข้ามีไม่ขาดหรอกพี่ชาย
หลินซ่งสวินกับหลินซ่งอวี้ชะงักไปเล็กน้อย เอียงคอมองน้องสาว และหันมาสบตาพยักหน้าเลิกคิ้วให้กัน ‘หรือน้องสาวจะทำได้จริงๆ’ นี่เป็ประโยคที่ใช้สายตาโต้ตอบกันระหว่างทั้งสองพี่น้อง