“ฉันเฝ้าปกป้องเธออยู่ในเงามืดของดวงจันทร์อยู่ในด้านที่เธอจะไม่มีวันมองเห็น”
“โทวะ!”
นานาโกะตะโกนร้องสุดเสียงเมื่อเห็นร่างของคนที่เธอเรียกชื่อนอนสลบอยู่บนพื้นถนนร่างของเด็กหนุ่มชุ่มโชกไปด้วยน้ำทั้งๆที่เขาเป็นผู้พิทักษ์แห่งวารีอาการหมดสติเพราะขาดอากาศหายใจในน้ำแบบนี้คงมีแต่กรณีที่โดนเวทนั่นเข้าไปเท่านั้น
วอเทอร์ล็อค!
“มาช้าจังนะ เฟลีญ่า”
น้ำเสียงของพิงค์ดังขึ้นอยู่ด้านหน้าพร้อมๆกับที่นานาโกะเพิ่งสังเกตเห็นร่างของเด็กสาวในชุดเครื่องแบบสีขาวกำลังยืนพิงกำแพงอยู่ถัดจากร่างของโทวะขึ้นไปเจ้าของร่างนั้นดูทรงตัวได้ไม่ดีนักเธอดูเหนื่อยล้าเกินกว่าจะยืนด้วยเรี่ยวแรงของตัวเองไหว เรือนผมสีชมพูเข้มยาวระบ่าของเด็กสาวฟูฟ่องไม่เป็นทรงเล็กน้อยแต่ถึงกระนั้นก็รู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นที่ส่องประกายอยู่ในแววตาคู่นั้น
นัยน์ตาสีมรกตใสของเด็กสาวทั้งคู่สบตากันคนหนึ่งส่อแววอาฆาตแค้นชิงชัง อีกคนเบิกโพลงกว้างอย่างพรั่นพรึง
“ถ้าจะแก้แค้นก็มาลงที่ฉันสิ!”
นานาโกะตะโกนลั่นถลาเข้าไปประคองร่างของโทวะเอาไว้
พิงค์มองดูเธอด้วยแววตาเกลียดชัง
“ถ้าอยากให้ทำอย่างนั้นก็อย่าปล่อยให้เขามาคนเดียวสิเพราะไม่ว่าจะเป็นเธอหรือโทรว่า ฉันก็ไม่มีวันยกโทษให้ทั้งนั้น!”
เด็กสาวบอกเสียงเข้มแต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่สนใจนานาโกะก้มหน้าลงต่ำแทบจะประทับแผ่นอกของโทวะ เธอพึมพำอะไรบางอย่างก่อนจะปิดเปลือกตาลง
“อยู่ในสภาพแบบนั้นยังคิดจะฝืนใช้เวทมนตร์อีกนะ!”
พิงค์เอ่ยเสียงรอดไรฟันก่อนจะตวัดมือไปด้านข้างสาหร่ายสีน้ำตาลเส้นใหญ่ผุดออกมาจากฝ่ามือตรงเข้ามัดลำคอของเด็กสาวนานาโกะถูกกระชากขึ้นมาจากร่างของโทวะ เธอพยายามแค้นแรงที่เหลือจัดการกับสาหร่ายแต่พิงค์ไม่เปิดโอกาสให้ทำแบบนั้นฝ่ามือของนักรบอเวจีสาวยกขึ้นสูงก่อนจะดึงร่างของนานาโกะให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วปล่อยลงมากระแทกพื้นอย่างรวดเร็ว
“จะฆ่าฉันก็ไว้ทำทีหลัง ได้โปรดเถอะ... ให้ฉันได้รักษาเขาก่อนขืนปล่อยไว้แบบนี้โทวะได้ตายแน่ๆ”
“ไม่ดีรึไง? พอฉันจัดการเธอได้เขาคงตายไปพร้อมกับเธอพอดีพวกเธอสองคนจะได้ไปอยู่ด้วยกันในนรกยังไงล่ะ!”
พิงค์กระตุกรอยยิ้มยกมือสองข้างขึ้นมาประสานกันก่อนที่เข็มพิษนับพันๆเล่มจะผุดขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่าพุ่งตรงเข้าใส่นานาโกะอย่างรวดเร็ว
ฟุบ!ฟุบ! ฟุบ!
เข็มพิษของพิงค์หมดพิษสงเมื่อทั้งหมดถูกดูดเข้าไปอยู่ในตาข่ายสีน้ำตาลแก่ที่ถักขึ้นมาจากเถาวัลย์เส้นหนาของใครบางคนที่เข้ามาขวาง
“ฉันไม่ปล่อยให้เธอทำร้ายลูกสาวฉันหรอก!”
น้ำเสียงห้วนจากร่างของผู้มาใหม่ร้องดังขัดจังหวะเด็กสาวนานาโกะเงยหน้าขึ้นมอง น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย
“คุณแม่!”
ทาคามาจิมิซากิยืนอยู่ตรงหน้า ขวางกั้นระหว่างพิงค์และนานาโกะเอาไว้ตาข่ายดักฝันอันใหญ่อยู่ในมือของหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นแม่บุญธรรมของนานาโกะและอาจารย์ประจำชั้นของโทวะ
พิงค์หรี่ตามองตาข่ายดักฝันนั้นอย่างหวาดระแวง
“มันไม่ใช่ธุระอะไรของเธอ ทาคามาจิ มิซากิ!”
นักรบอเวจีสาวเอ่ยเสียงเย็น
“มันเป็นหน้าที่ในฐานะผู้เฝ้ามองอย่างพวกฉันต่างหากล่ะ!” มิซากิเอ่ย
นัยน์ตาสีมรกตของพิงค์ลุกวาว
“อย่าเข้ามาขวางนะ!”
เด็กสาวกรีดเสียงก่อนจะร่ายเวทชุดใหญ่ร่างบางของพิงค์ไหวสะท้าน แรงอัดจากอิทธิพลของพลังที่เธอใช้กำลังทำร้ายร่างกายเธอเองเลือดสีข้นไหลซึมออกมาตรงมุมปากแต่เด็กสาวไม่สนใจ
ขอแค่กำจัดสองคนนั้นได้ถึงตายก็ยอม!
“นานะ รักษาโทวะก่อน ตรงนี้แม่จะต้านไว้ให้”
ทั้งที่บอกไว้อย่างนั้นแต่เจ้าตัวกลับไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดมิซากิรู้ดีว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ผู้เฝ้ามองการต่อสู้ครั้งนี้เท่านั้นไม่มีสิทธิ์ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออะไรได้แต่ถ้าเธอไม่ทำอย่างนั้นมีหวังสองคนนี้ได้ตายก่อนจะถึงศึกตัดสินแน่ เธอจะไม่มีวันปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นอย่างเด็ดขาดถึงจะไร้ซึ่งพลังในโลกนี้แต่เธอก็ยังมีความหวัง... หวังว่าตาข่ายดักฝันลงเวทของ‘ใครบางคน’ คนนั้นจะช่วยปกป้องพวกเด็กๆได้
ช่วยคุ้มครองพวกเขาที...
“พอได้แล้วพิงค์”
เสียงของความช่วยเหลือที่ไม่ได้ร้องขอดังขึ้นมาก่อนที่ร่างเล็กของเด็กหนุ่มผู้มาขัดขวางการร่ายเวทจะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอมือใหญ่คว้าข้อมือของเด็กสาวเอาไว้ก่อนที่ร่างของพิงค์จะล้มลงไปอยู่ในอ้อมแขนของใครอีกคนที่โผล่ขึ้นมาทางด้านหลัง
“ทันพอดีสินะ”
เรดเอ่ยเสียงเรียบรวบตัวพิงค์ไว้ไม่ให้ล้มได้ทันเด็กสาวในอ้อมแขนเขาแทบจะไม่เหลือแรงให้ยืนแต่ก็ยังฝืนที่จะใช้พลังเพื่อแก้แค้นถ้าเขามาช้าไปกว่านี้ ไม่สิ! ถ้าแบล็คไม่เข้ามาขวาง พิงค์คงร่ายเวทเสร็จทันและในวันนี้คงมีคนได้จากโลกนี้ไปถึงสี่คนแน่นอนว่ารวมถึงคนที่ชอบฝืนทำอะไรไม่ดูสังขารตัวเองอย่างยัยนี่เองด้วย
“มิยาซาวะ เอเรียล?”
เสียงพึมพำดังมาจากปากของนานาโกะที่เพิ่งจะช่วยโทวะเสร็จเด็กสาวเบิกตากว้างขณะที่มองดูร่างของคนที่เข้ามาหยุดการต่อสู้เอาไว้
“อย่า..” พิงค์ขยับริมฝีปากเอ่ย “อย่ามา.. ขวา..ง ทางฉัน.. นะ”
หยาดน้ำตาไหลอาบใบหน้าของเด็กสาวชะเลือดที่ติดอยู่ริมฝีปากของเธอออกไปด้วย แบล็คไม่ได้หันมามองที่เธอเลยนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นจับจ้องอยู่แต่ร่างของนานาโกะ ความโกรธแค้นชิงชังฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น
“ฉันยังไม่อยากให้เธอตาย”
เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยหวังว่าเด็กสาวจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด แต่พิงค์สลบไปแล้ว เรดเลยอาศัยจังหวะนั้นจัดการปล่อยกลีบดอกไอริสที่ได้จากเวทมนตร์ของไวโอเอลตเข้าไปในตัวเธอร่างของพิงค์ลอยสูงขึ้นจากฝ่ามือเขา ทั้งร่างเปล่งแสงสีม่วงอ่อนสว่างไสว ใบหน้าที่เคยขาวซีดของพิงค์ดูมีสีเลือดขึ้นอีกครั้งก่อนที่ร่างนั่นจะตกลงสู่อ้อมแขนเขาดังเดิม
“ฉันจะพายัยนี่กลับอิตาลี”แบล็คบอกกับเรดก่อนจะเดินไปช้อนร่างของพิงค์เข้ามาอุ้มไว้เองอย่างหวงแหน
“ให้เกรย์พากลับไปก็ได้นี่” เรดแย้ง “ทางนี้เองก็มีงานที่เราต้องจัดการต่อ”
“เกรย์รับมือกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์ไม่ไหวหรอกสุดท้ายแล้วฉันก็ต้องมานั่งดูแลสองคนนี้อยู่ดี”
คนถูกถามไพล่หนีไปคนละเรื่องเรดไม่ถามต่อแม้จะอยากรู้ว่าทำไมคนตรงหน้าเขานี่ถึงได้มั่นใจในฝีมือของศัตรูนักอีกอย่าง... เรื่องระหว่างแบล็คกับพิงค์ มัน...
“ไม่มีอะไร” แบล็คบอกเหมือนจะอ่านใจเขาได้“ทั้งเกรย์แล้วก็ยัยนี่อยู่ในสังกัดฉัน พวกเรามีกันแค่สามคนเท่านั้น”
เขาหันไปมองที่นานาโกะ“แล้วก็ไม่คิดจะรับใครเข้ามาเพิ่มอีกแล้วด้วย”
ร่างของทั้งคู่หายวับไปทันทีที่เด็กหนุ่มพูดจบเรดถอนหายใจก่อนจะหันไปดูสภาพอันน่าอดสูของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์ที่นอนสลบเหมือดเพราะขาดอากาศหายใจในน้ำน่าขำ... พิงค์รู้ดีกระทั่งจุดอ่อนของผู้พิทักษ์แห่งน้ำถึงได้สรรสร้างพลังที่จะมาใช้จัดการศัตรูของตัวเองได้สมแล้วที่ฝ่ากรีนขึ้นไปถึงขั้นเป็นรองหัวหน้านักรบอเวจี น่าเสียดายที่ดันอายุสั้น
“งั้นฉันก็ไม่มีธุระกับทางนี้แล้วสิ”
เรดเอ่ยเหมือนจะพึมพำกับตัวเองเสียมากกว่า วงแหวนเวทสีม่วงเข้มที่แบล็คร่ายทิ้งไว้ให้ปรากฏขึ้นมาใต้ฝ่าเท้าก่อนที่จะสูบเอาร่างของเขาให้หายวับไป
มิซากิหันไปมองนานาโกะกับโทวะอย่างโล่งใจ
“ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม?”
เธอถามเด็กสาวพยักหน้าให้แม้ใบหน้าจะไร้สีเลือด
“ไม่เป็นไร นานะ... ไม่เป็นไร” คนเป็นแม่พยายามปลอบแต่ดูเหมือนจะไร้ผล
“โทวะเกลียดฝน” นานาโกะสะอึกสะอื้น “เขาแพ้อากาศชื้น เขาตากฝนไม่ได้ทั้งๆที่รู้ว่าร่างกายของเขาไม่แข็งแรงพอแต่หนูกลับช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยพี่มาซารุบอกว่าที่โทวะปลดผนึกได้ช้าเป็นเพราะว่าเขาฝืนใช้พลังมากไปตอนสงครามวันสิ้นโลกมันเลยส่งผลกระทบมาถึงร่างกายของเขาในตอนนี้ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้นแต่หนูกลับทำอะไรไม่ได้เลย”
น้ำตาของเด็กสาวไหลอาบใบหน้าก่อนจะหยดกระทบร่างของเด็กหนุ่มที่นอนอยู่แนบตักหยาดน้ำตานั่นส่องประกายเหลือบมุขล้อแสงตะวันก่อนจะซึมหายเข้าไปในผิวซีดเผือดของโทวะ
“ลูกทำดีที่สุดแล้ว นานะ” มิซากิบอกเสียงเครียด“ลูกเองก็อย่าฝืนในเมื่อตัวลูกเองไม่สามารถใช้พลังได้น้ำตานางเงือกของลูกแค่สองหยดก็มีพลังในการรักษามหาศาลเพราะฉะนั้นอย่าเสี่ยงใช้มาก มันจะเป็นภาระกับตัวลูกเอง”
“ถ้าหนูยอมเป็นนักรบอเวจีซะ!ถ้าหนูไม่หลงไปกับความหวังของท่านราชินีล่ะก็...”
“ลูกก็คงต้องฆ่าโทวะด้วยมือของลูกเอง” คนเป็นแม่ขัดขึ้น“มาซารุกำลังไปช่วยมินาโยะ ทุกคนกำลังจะทำให้เรื่องนี้จบลงลูกไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะคนที่ต้องตัดสินใจต่อจากนี้ไปไม่ใช่เรา แต่เป็นพวกเขาเหล่านี้”
มิซากิลูบหัวนานาโกะก่อนจะเอื้อมมือไปแตะร่างของโทวะถ้าเป็นไปได้เธอก็อยากจะให้เรื่องนี้จบลงโดยที่ไม่มีใครสูญเสียแต่มันคงจะเป็นไปได้ยากความคิดของคนสองคนที่สวนทางกันนำมาซึ่งความพินาศอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้คนที่หวังจะเป็นที่พึ่งได้ก็กลับจากโลกนี้ไปโดยไม่ทันได้เห็นแม้กระทั่งหน้าของลูกสาวตัวเอง
มือใหญ่ของหญิงสาวเอื้อมมือไปแตะตาข่ายดักฝันเครื่องรางและของดูต่างหน้าเพียงชิ้นเดียวที่ยังหลงเหลือทิ้งไว้ให้
ทาเคมูระมาโคโตะ
หวังว่าตาข่ายดักฝันของคุณจะช่วยดักฝันร้ายของเด็กคนนั้นได้ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ลูกสาวของคุณนั้นยิ้มได้แม้จะแค่ในฝันก็ยังดี
ในโลกที่โหดร้ายนี้หวังเพียงแค่ให้ความฝันของเธอนั้นคงอยู่ตลอดไป...
ความฝัน...ที่ไม่มีวันเป็นจริง
“เธอโดนคนที่รักหักหลังเอาเสียแล้วล่ะ”
ไวโอเลตเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งขณะที่คนที่เพิ่งได้รับรู้ความจริงไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะประคองร่างของตัวเองไหวร่างบางทรุดลงกับพื้น ใบหน้าของเด็กสาวขาวซีดนัยน์ตาสีฟ้าใสเบิกโพลงกว้างเมื่อได้รับรู้ความจริงว่าเด็กสาวที่เธอฝันเห็นตลอดมานั้นไม่ใช่ตัวเธอเลย
“เธอไม่ได้สำคัญสำหรับคนพวกนั้นเลย เจ้าหญิง พวกนั้นใช้เธอเป็นเหยื่อล่อเพื่อปกป้องเด็กผู้หญิงอีกคนไว้”
ไวโอเลตเอ่ยต่อไปไม่สนใจร่างที่สั่นสะท้านและแสนจะเปราะบางนั้น
“แต่ว่าอิสรภาพนี่เป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอเขาพาเธอออกมาจากยอดหอคอย เพื่อให้เธอได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในขณะที่พี่สาวเธอถูกคุมขังเอาไว้ เธอควรจะดีใจนะที่ได้รับการปลดปล่อยนี้เจ้าหญิงหลังหอคอย”
ภาพในความทรงจำผุดขึ้นมาอีกครั้ง
ภาพของเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้หลังหอคอยที่ตั้งตระหง่านเด็กสาวในความทรงจำที่ทำให้มินาโยะสับสนว่าเธอคนนั้นคือใครกันแน่ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิดความทรงจำแรกเกี่ยวกับเธอคนนั้นที่มินาโยะจำได้คือ ‘เขา’ ที่มาปรากฏตัวตรงหน้าเธอและบอกว่าตัวเขาเองเป็นคู่หมั้นก่อนที่ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่คนของเธอนั่นเป็นครั้งแรกที่มินาโยะสัมผัสได้ถึงความเกลียดชังและความอ้างว้างของเด็กสาวที่อยู่ในความทรงจำ
และเด็กคนนั้นคืออดีตของเธอเอง!?
มินาโยะรู้สึกกลัวตัวเองขึ้นมากลัวว่าความรู้สึกนั้นจะกลับมาเล่นงานเธออีกครั้ง
“พวกนั้นไม่เคยบอกเธอใช่ไหมล่ะ?ไม่ยอมให้เธอจำได้ด้วยสินะว่าเมื่อก่อนตัวเธอน่ะเคยเป็นใครนั่นเป็นเรื่องที่อธิบายยากสำหรับพวกนั้นมันคงจะดีกว่าถ้าหากเธอเป็นใครสักคนที่ไม่ได้ถูกขังอยู่บนหอคอยและได้ใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อมแบบนั้นแล้วคงจะทำให้เธอมีความสุขมากกว่าที่จะรู้ว่าตัวเองเคยถูกขังเอาไว้บนยอดหอคอยนั่นโดยคนพวกนั้นใช่ไหมล่ะ?”
มินาโยะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนตรงหน้าถึงได้รู้อดีตของเธอดีทั้งที่แม้แต่ตัวเธอเองยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แววตาของเด็กหนุ่มที่จ้องมองมาที่เธอทั้งห่วงหาและอาทรแม้นัยน์ตาสีม่วงใสคู่นั้นจะว่างเปล่าและไม่มีความรู้สึกใดสะท้อนออกมาจากแก้วตาสีซีดจางของเขาก็ตาม
“ความใจดีของแอลทำร้ายเธอเข้าแล้วสินะ”ไวโอเลตกล่าว“เมื่อตอนที่เธอลองมองย้อนกลับไปแล้วพบว่าในช่วงเวลาหนึ่งเขาเคยอยู่เคียงข้างเธอ...ใช่ไหมล่ะ? ทำไมกันนะ? เพราะเขารู้สึกผิดน่ะสิ ถึงขนาดที่ต้องทิ้งเธอไว้กับผู้พิทักษ์ไม่ได้เรื่องพวกนั้นเพราะเขาไม่กล้าบอกกับเธอว่าเพราะตัวเขาเองนั่นล่ะที่ทำให้พ่อของเธอตาย”
“ตาย...อย่างนั้นเหรอคะ?”
มินาโยะตามเรื่องราวไม่ทันแล้ว
“ตาย...ใช่แล้ว” ไวโอเลตกล่าวอย่างสงบ “ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุแต่พ่อของเธอตายเพื่อปลดผนึกคิวาตะ มาซารุให้กลายเป็นผู้พิทักษ์คนแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้เพื่อเริ่มสงครามครั้งใหม่นี้อีกครั้งยังไงล่ะ”
ไม่เข้าใจ...
เรื่องราวทั้งหมดที่ไวโอเลตพูดมามินาโยะไม่สามารถทำความเข้าใจกับมันได้เลย
พ่อของเธอทาเคมูระ มาโคโตะ ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ? แต่เป็นเพราะการปลดผนึกผู้พิทักษ์
“ยังไงสงครามในคราวนี้ก็ต้องมีผู้เสียสละหมอนั่นคิดว่าตัวเองจะสามารถแบกรับเรื่องแบบนั้นไว้เพียงลำพังได้ถึงได้ยอมที่จะสละชีวิตตัวเองเพื่อให้สงครามนั้นดำเนินต่อไปพ่อของเธอกลายเป็นผู้ให้กำเนิดสงครามไปแล้วการเสียสละของเขานำพาเอาพลังที่แปลกประหลาดจากโลกก่อนมาใช้ที่โลกนี้เขากลายเป็นคนที่ ‘เชื่อมต่อ’ ประตูนั่นเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดใหม่อีกครั้ง และทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงถึงกันผ่านทางตัวของเธอทาเคมูระ มินาโยะ”
“นายได้ประโยชน์อะไรจากการเล่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองไวโอเลต?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังเป็นเสียงที่ทำให้ร่างที่สั่นสะท้านหยุดชะงัก ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งเธอจำเสียงนั้นได้ เสียงของเขาที่ดังแว่วเสมอในความทรงจำทว่าความจริงที่ปรากฏชัดอยู่ในตอนนี้มีแต่จะยิ่งทำให้ความคิดคำนึงหานั้นอัดแน่นไปด้วยความทรมาน
“ก็ได้เห็นหน้านายตอนที่กำลังสำนึกผิดและเสียใจอย่างสุดซึ้งนี่ยังไงล่ะ”
ไวโอเลตตอบกลับด้วยรอยยิ้มกว้าง
เสียงลงฝีเท้าดังสะท้อนไปทั่วท้องถนนที่ว่างเปล่าแล้วปลายเท้าคู่หนึ่งก็เดินผ่านหน้าเธอไปชายเสื้อคลุมของเจ้าของร่างพลิ้วไหวไปด้านหลัง ร่างสูงของคนที่เธอเฝ้าคำนึงหามาตลอดนั้นยืนอยู่ตรงหน้าเธอแต่มินาโยะไม่เหลือเรี่ยวแรงพอที่จะเงยหน้าขึ้นมอง เธอไม่กล้าสู้หน้าเขาไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว
“ฉันคิดว่าเรา-- ฉันกับเธอคนนั้น—คงอยากได้คำอธิบายว่าทำไมนายถึงไม่ยอมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟังแถมยังลบความทรงจำของเธอออกไปแล้วใส่ความทรงจำของผู้หญิงคนอื่นให้เธอแทน”
ไวโอเลตพูด“ทำแบบนั้นมันจะทำให้เธอสับสนนะ แอล...”
คนถูกถามทำสีหน้าเรียบนิ่ง
“นั่นไม่ใช่เรื่องของนาย”
ฝ่ามือข้างหนึ่งสะบัดออกไปข้างลำตัวดาบเล่มใหญ่สีเงินยวงโผล่วาบขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่าก่อนที่เด็กหนุ่มจะคว้าไว้นัยน์ตาสีเทาเข้มของเขาวาวโรจน์
ไวโอเลตมองดูเขาอย่างประหลาดใจ
“ไม่ต้องแปลงร่างเป็นผู้พิทักษ์ก็ใช้เวทได้...ต้องสูญเสียอะไรไปถึงได้ความสามารถนั่นมาล่ะ มาซารุ?”
นัยน์ตาสีม่วงอ่อนเรืองแสงวาบขึ้นขานรับ
“ความรู้สึกทั้งหมดของนาย หรือความรู้สึกของเธอที่มีต่อนายกันล่ะ--”
นักรบอเวจีหนุ่มพูดได้แค่นั้นปลายดาบของมาซารุก็พุ่งเข้าใส่เขา แต่ไวโอเลตแค่เบี่ยงตัวหลบนัยน์ตาสีม่วงอ่อนตวัดไปข้างตัวพร้อมๆกับฝ่ามือเล็กที่พุ่งลงใส่ร่างของคนที่เข้ามาใกล้มาซารุหายวับไปอีกครั้งก่อนที่จะปรากฏตัวขึ้นตรงหลังของเด็กหนุ่มตวัดดาบเข้าใส่คนที่ยืนหันหลังให้เขา
ไวโอเลตพลิกตัวถีบ
ร่างของมาซารุลอยหวือไปไกล
“พี่มาซารุ!”
มินาโยะตะโกนร้องหาเขาเสียงแหบแห้งแต่คนที่เธอเรียกนั้นกลับใส่ใจแต่คนตรงหน้าใบหน้าของมาซารุเคร่งเครียดพอๆกับใบหน้าของไวโอเลตที่ตอนนี้ไร้รอยยิ้มแล้ว
เด็กสาวรู้แล้วว่าทำไมคนตรงหน้าเธอนี้ถึงได้ถูกเรียกว่าหัวหน้าของเหล่านักรบอเวจี
โดยที่ไม่ได้ขยับตัวออกจากที่ไปไหนไวโอเลตสามารถหลบการโจมตีทั้งหมดของมาซารุได้โดยที่ตัวเขาเองไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยตรงข้าม... มาซารุดูจะอาการแย่กว่ามากใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาเต็มใบหน้านัยน์ตาสีเทาเริ่มอ่อนแสงลงพอๆกับที่การเคลื่อนที่ของเขาที่เริ่มช้าลงเรื่อยๆ
“ไม่ไหวแล้วเหรอ?” ไวโอเลตเอ่ยถามดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มเองก็พอจะมองอาการผิดปกตินี่ออกเช่นกัน“ฝืนสู้ทั้งๆที่ไม่แปลงร่าง ฉันควรจะนับถือว่านาย ‘กล้า’ หรือ ‘บ้า’ ดีล่ะ?”
“เงียบเถอะ” มาซารุบอกเสียงเรียบ ยังไม่ทันจะได้เงื้อมดาบเข้าใส่คนตรงหน้าแขนขวาของเขาก็กระตุกสั่นก่อนที่ดาบเล่มใหญ่จะหล่นกระทบลงพื้นเสียงดังเคร้ง
“น่าสมเพชชะมัด” ไวโอเลตบอกเสียงเย็น มองดูเขาด้วยนัยน์ตาสีม่วงอ่อนที่อ่านความรู้สึกไม่ออก
“ทำได้แค่นี้เองเหรอ? ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์”
นักรบอเวจีหนุ่มว่า“ไร้ค่าสิ้นดี!”
สิ้นคำพูดวงแหวนเวทสีม่วงเข้มก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของนักรบอเวจีหนุ่มนัยน์ตาสีม่วงอ่อนของไวโอเลตวาวโรจน์เรือนผมสีเงินสะบัดไปด้านหลังเมื่อปะทะเข้ากับแรงอัดอันมหาศาลของพลังที่พวยพุ่งออกมาจากวงแหวนเวท
มินาโยะวิ่งเข้าไปหามาซารุแต่เด็กหนุ่มผลักร่างของเธอให้ออกห่าง
“ออกไปซะ!”น้ำเสียงเข้มเอ่ยขึ้นโดยที่เขาไม่ยอมหันมามองเธอเลยสักครั้ง
นัยน์ตาของไวโอเลตเรืองแสงจ้า
“กลัวอะไรอยู่หรือไง?”
ฝ่ามือของไวโอเลตพุ่งตรงออกไปข้างหน้าเส้นสายพลังสีม่วงเข้มพุ่งออกจากฝ่ามือของเด็กหนุ่มตรงเข้าใส่ร่างของมาซารุที่นั่งอยู่กับพื้น
แล้วนัยน์ตาสีม่วงสวยคู่นั้นก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อมีอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากท่อนแขนของมาซารุตรงเข้าปะทะกับพลังของเขา
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังสนั่น ฝุ่นควันจากพื้นถนนที่ถูกแรงปะทะลอยฟุ้งไปในอากาศมินาโยะสำลักควันจนตาพร่า เหนือร่างของเธอ มาซารุกำลังยืนอยู่ตรงหน้าชายเสื้อคลุมสีดำสนิทโบกสะบัด แขนข้างหนึ่งของเด็กหนุ่มยกสูงขึ้นเหนือหัวตอนนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นรอยสักสีดำสนิทบนท่อนแขนของเขา
“พี่มาซารุ!”
มินาโยะตะโกนลั่นเมื่อรอยสักเปล่งแสงสีฟ้าสดใสมีอะไรบางอย่างพุ่งออกจากแขนของมาซารุตรงเข้าใส่ร่างของไวโอเลตที่ยืนอยู่ใจกลางวงแหวนเวทเป็นครั้งแรกที่ไวโอเลตขยับตัวออกจากที่นัยน์ตาสีม่วงคู่นั้นจ้องมองสัญลักษณ์ที่ส่องแสงจ้าอยู่ตรงหน้าอกของมาซารุอย่างไม่วางตา
“ทำอะไรน่ะ!?” ไวโอเลตถามเสียงเข้ม “นายทำอะไรลงไป!”
“ไวโอเลต ระวัง!”
เสียงของกรีนดังขึ้นมาจากอีกฟากหนึ่งของถนนก่อนที่เถาวัลย์เส้นใหญ่จะผุดขึ้นมาจากพื้นกระชากตัวของไวโอเลตให้พ้นจากการโจมตีของมาซารุกรีนถลาเข้ามารับร่างของไวโอเลตเอาไว้
มินาโยะลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสีฟ้าใสเบิกกว้าง
“พี่... มาซารุ”
น้ำเสียงนั้นแทบกลืนหายลงไปในลำคอเมื่อสบกับนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเด็กหนุ่มมันไม่ใช่สีเทาเหมือนเคย เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขากันแน่!?
มาซารุไม่ตอบคำถามเธอเหมือนเขาจะไม่ได้ยินเสียงของใครอีกแล้วในวินาทีนี้ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเด็กหนุ่มเรืองแสงขานรับกับรอยสักที่ลุกลามไปทั่วท่อนแขนเขาพวกมันเปลี่ยนสีจากสีฟ้าสดใสกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มขณะที่เลื้อยพันไปทั่วข้อมือของเด็กหนุ่มราวกับเถาวัลย์
กรีนมองดูมาซารุอย่างตะลึงงัน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นไวโอเลต?”
ดูเหมือนว่าไวโอเลตเองก็ไม่สามารถหาคำอธิบายอะไรได้นัยน์ตาสีม่วงของเด็กหนุ่มจับจ้องอยู่เพียงนัยน์ตาและสัญลักษณ์ที่ส่องแสงสว่างจ้าของคนตรงหน้า
“ตกใจหรือไง?”
มาซารุถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ไวโอเลตผละออกมาจากกรีน
“นายยอมลบความทรงจำของยัยเด็กนี่เพียงเพราะเรื่องแค่นี้อย่างนั้นเหรอ... มาซารุ?”
“ไม่ใช่เรื่องแค่นี้หรอกไวโอเลต” มาซารุเอ่ย “คนทรยศอย่างนาย ไม่มีวันเข้าใจหรอก”
“ถอยก่อนเถอะ ไวโอเลตภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว” กรีนกระซิบบอกเมื่อเห็นท่าทีเอาจริงของอีกฝ่าย ไวโอเลตมองดูมาซารุอย่างประเมินท่าทีก่อนจะยอมร่ายเวทพาตัวเขาและกรีนออกไปจากที่นี่
สภาพรอบข้างกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งเมื่อไวโอเลตและกรีนจากไป
ร่างของมาซารุทรุดฮวบลงกับพื้นทันทีเด็กหนุ่มกลับมาอยู่ในชุดไปรเวทอีกครั้งเมื่อลำแสงสีน้ำเงินเข้มเลือนหายไปจากร่างกายของเขา
มินาโยะมองดูร่างที่สั่นสะท้านเพราะความเจ็บปวดนั้นด้วยแววตาเจ็บช้ำขณะที่เด็กหนุ่มประคองร่างของตัวเองให้ลุกขึ้นจากพื้นไม่ทันสังเกตเลยว่าเธออยู่ข้างหลังเขานี่เอง
“ลบ... ไปแล้ว....เหรอคะ..?”
เสียงใสที่เอ่ยถามตะกุกตะกักเรียกนัยน์ตาสีเทาเข้มของเด็กหนุ่มให้หันกลับมามอง
“พี่... มาซารุ...ลบความทรงจำของฉัน... ออกไปเหรอคะ?”
นัยน์ตาสีเทาสวยคู่นั้นสะท้อนเงาของความรู้สึกอะไรบางอย่างออกมาเป็นความรู้สึกที่เธอไม่อาจอธิบายหรือทำความเข้าใจกับมันได้ในตอนนี้ ความรักความเศร้า ความโหยหาหรือเป็นเพียงความรู้สึกผิดต่อบาปกันแน่ที่อัดแน่นอยู่ภายในตัวของเขา
เด็กหนุ่มหันหลังกลับไม่ยอมแม้แต่จะสบตาหรือตอบคำถามของเธอ
เด็กสาวกรีดเสียงร้องตะโกนดังลั่นเธอนึกถึงนานาโกะ นึกถึงเพลงที่เด็กสาวร้องเอาไว้ในวันงานประเพณีเสียงที่ราวกับจะสวดอ้อนวอนขอให้ใครสักคนหันมามองตัวเธอที่ยืนอยู่ตรงนี้ตอนนี้เธอเข้าใจความรู้สึกนั้นของนานาโกะแล้ว
“ทั้งความรู้สึกและความทรงจำของฉันพี่ก็ลบมันออกไปด้วยเหรอคะ พี่มาซารุ!”
ร่างของเด็กหนุ่มหายไปแล้วพร้อมๆกับร่างบางที่ทรุดฮวบลงกับพื้นน้ำตาไหลอาบใบหน้าเป็นสายขณะที่เด็กสาวปล่อยให้ตัวเองร้องไห้จนตัวโยนฝ่ามือข้างหนึ่งเกาะราวรั้วบ้านแน่นก่อนที่เธอจะปล่อยทิ้งลงข้างตัวเงยหน้าร้องตะโกนลั่นท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างเงียบงัน
ห่างออกไปไม่ไกล ร่างของมาโมรุกระตุกใบหน้าของเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า น้ำตาไหลออกมาโดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว