เล่มที่ 1 บทที่ 14 ยังไม่หนำใจ
เจียงอวิ๋นมองดูตงฟางโป๋ที่จากไปอย่างรีบร้อนบนใบหน้าเขาเผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมารางๆ
แม้เขาแทบไม่ค่อยได้ข้องเกี่ยวกับผู้คนทั้งยังไม่รู้อันใดเกี่ยวกับการบำเพ็ญเลยแม้แต่น้อย หากนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็คนโง่งมกลับกัน เขาเป็ผู้ที่มีความคิดละเอียดรอบคอบ ประสาทััเฉียบแหลม
ในระหว่างที่เดินขึ้นเขามานั้นเขาสังเกตเห็นสิ่งของจิปาถะต่างๆนานาที่วางกองอยู่ในกระท่อมไม้เ่าั้ั้แ่แรกแล้ว พอจะคาดเดาได้รางๆ ว่ายอดเขาแสวงมรรคที่หกที่ว่านี้เกรงว่าคงเป็เพียงยอดเขาที่ใช้เก็บสิ่งของจิปาถะต่างๆ เท่านั้น
ยิ่งรวมกับสีหน้าแปลกประหลาดของเซียวอี้ซูและคนอื่นๆที่เผยออกมาตอนที่มองทางตงฟางโป๋ กับเื่ที่หากไม่รวมตัวเขาเองแล้วยอดเขาทั้งลูกนี้มีคนอยู่อีกเพียงแค่สี่คนเท่านั้น เจียงอวิ๋นจึงบังอาจคาดเดาว่าทั้งสี่คนนั้นคงเป็เพียงยามรักษาการณ์ที่มีหน้าที่เฝ้าดูแลสิ่งของจิปาถะเหล่านี้เท่านั้น
ส่วนเขาที่เป็ศิษย์จิปาถะนั้นก็ย่อมต้องเป็เพียงยามรักษาการณ์ที่เพิ่มขึ้นมาอีกคนของยอดเขาซ่อนแห่งนี้
แต่เขาก็มิได้ถือสาเื่เหล่านี้แต่อย่างใด เขารู้เพียงว่าในยามที่เขาหมดหวังไร้หนทาง เป็ตงฟางโป๋ที่ปรากฏตัวออกมาช่วยฉุดดึงเขาเอาไว้มอบความหวังให้กับเขา!
เหมือนดังสมัยที่เขายังแบเบาะและถูกทอดทิ้ง เป็ปู่ที่ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยให้เขายังมีชีวิตอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ได้
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
เขาเอ่ยคำเรียกที่แปลกหูทว่าชวนให้รู้สึกอบอุ่นใจออกมาอีกครั้งจากนั้นเขาถึงได้หันหลัง ก้าวเดินขึ้นสู่ยอดูเาต่อไป
เจียงอวิ๋นมิได้เดินเล่นเตร็ดเตร่บนูเาตามอำเภอใจจริงๆอย่างไรเสียเขาก็ยังเป็คนนอก ดังนั้นเขาจึงมุ่งตรงไปยังเรือนเล็กๆที่อยู่ใกล้กับจุดสูงสุดของยอดเขา
เขาเข้าไปนั้งบนเก้าอี้ศิลาในสวนของเรือนกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วถอนหายใจลากยาวออกมา
บัดนี้เขาได้อยู่ในนิกายแสวงมรรคแล้ว แม้จะเป็เพียงศิษย์จิปาถะคนหนึ่งเท่านั้นแต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มก้าวแรกบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคแล้ว
หลังจากดึงสายตากลับมาเจียงอวิ๋นก็นึกย้อนไปถึงสิ่งที่ตงฟางโป๋เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ไปพลางรอคอยการปรากฏตัวของตงฟางโป๋อย่างใจเย็นไปพลาง
หลังจากผ่านไปราวๆ หนึ่งเค่อจง ตงฟางโป๋ก็เดินทางกลับมาถึงยื่นชุดสีเทาหนึ่งชุด ขวดหยกหนึ่งขวด และหนังสือหนาๆหนึ่งเล่มให้เจียงอวิ๋นด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า “นี่เป็ชุดที่นิกายแจกจ่ายให้ในขวดมีโอสถดึงปราณสามเม็ดกับโอสถเสบียงกรังสามเม็ด และวิชาบำเพ็ญพื้นฐานหนึ่งชุด 《เคล็ดเบิกปราณ》”
เจียงอวิ๋นยื่นมือออกไปรับสิ่งของทั้งสามอย่างนี้ไว้จากนั้นวางทั้งเสื้อผ้าและขวดหยกไว้ข้างๆใช้สองมือยกหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอย่างสั่นเครือ
สิบหกปีแล้ว เพราะเื่คุณสมบัติร่างกายทำให้เขาไม่อาจบำเพ็ญวิชาของหมู่บ้านเจียงได้ หากเป็ไปตามที่ปู่กล่าวไว้ละก็ 《เคล็ดเบิกปราณ》 เล่มนี้ก็คงจะเป็วิชาที่สามารถทำให้เขาบำเพ็ญได้แล้ว!
เมื่อเห็นท่าทางของเจียงอวิ๋นตงฟางโป๋ก็เผยสีหน้าฉงนงุนงงออกมา
แม้วิชานี้จะเป็วิชาที่นิกายแจกจ่ายทว่าความจริงแล้ววิชาบำเพ็ญพื้นฐานเช่นนี้เป็สิ่งที่หาได้ทั่วไปแม้แต่ที่นอกนิกายไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรเลยดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจียงอวิ๋นจึงตื่นเต้นเพียงนี้
หลังจากตื่นเต้นอยู่ครู่หนึ่ง เจียงอวิ๋นถึงค่อยๆวางหนังสือลงด้านข้างอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ยืนขึ้นค้อมตัวลงสุดให้ตงฟางโป๋อีกครั้งก่อนจะกล่าวว่า“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าอยากถามว่า เหตุใดท่านถึงยอมรับข้าเป็ศิษย์จิปาถะ?”
นี่คือสิ่งที่เจียงอวิ๋นสงสัยมาโดยตลอด
เขารู้ตัวดีว่าเขาไม่สามารถผ่านการทดสอบได้แม้แต่ด่านเดียวเดิมทีแล้วไม่มีสิทธิ์จะเข้าร่วมด้วยซ้ำ ทว่าตงฟางโป๋กลับพาเขาเข้าร่วมยอดเขาซ่อนถึงแม้จะเป็เพียงศิษย์จิปาถะ แต่อย่างน้อยก็ได้เข้าร่วมนิกายแสวงมรรคแล้ว
หากว่าเป็เพราะตงฟางโป๋ใจดีมีเมตตาละก็เช่นนั้นก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ไม่ผ่านสักด่านเหมือนกับเขาแล้วไฉนจึงจงใจเลือกมาที่เขา
ตงฟางโป๋แย้มยิ้มเล็กน้อย “เพราะว่า เ้าแปลกมากพอ!”
เจียงอวิ๋นชะงักไปทันที “แปลก?”
คำตอบนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขามากจริงๆและยิ่งทำให้เขางุนงงมากกว่าเดิม
“ไม่ผิดผู้ที่อยู่บนยอดเขาซ่อนเราทั้งหมดล้วนเป็คนแปลก ซึ่งเ้าก็แปลกมากพอกันดังนั้นข้าจึงรับเ้าเป็ศิษย์จิปาถะ”
หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่งเจียงอวิ๋นจึงได้เอ่ยถามว่า “ความแปลกของข้าคือเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในการทดสอบสองด่านแรกของข้าใช่ไหม?”
ตงฟางโป๋พยักหน้ารับ “จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้!”
แม้เจียงอวิ๋นจะยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนักแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
ไม่ว่าอย่างไร ตงฟางโป๋ก็มอบโอกาสให้แก่เขาแล้วเขาเพียงต้องคว้าไว้เท่านั้น เอาไว้วันหน้าค่อยตอบแทนก็พอดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนเื่สนทนา “ศิษย์พี่ใหญ่ข้าไม่รู้เื่อันใดเกี่ยวกับการบำเพ็ญเลย เกรงว่าหลังจากนี้คงต้องรบกวนศิษย์พี่ใหญ่ไม่น้อยแล้ว!”
“ไม่รู้อะไรเลย? เช่นนี้ก็ยอดเยี่ยม!” เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงอวิ๋น ตงฟางโป๋ก็ตาเป็ประกายทันทีบนใบหน้ามีสีหน้าตื่นเต้นยินดีเผยออกมารางๆ ถูมือสองข้างอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
ท่าทีของตงฟางโป๋ทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกหนาววูบขึ้นในใจอย่างบอกไม่ถูกอยู่ๆก็นึกถึงสัตว์ร้ายที่มองเห็นอาหารหลังจากหิวโหยมาแสนนานสมัยอยู่ในูเาไพศาลอย่างน่าประหลาด
“ตอนนี้ข้าเองก็กำลังว่างอยู่พอดีส่วนเ้าก็เพิ่งเข้าร่วมนิกายหมาดๆ เช่นนั้นข้าจะอธิบายให้เ้าฟังเองว่าอันใดคือการบำเพ็ญมรรค! มามามา น้องเจียงเ้านั่งลงก่อน ค่อยๆ ฟังข้ากล่าวนะ!”
“เส้นทางบำเพ็ญมรรค หากจะกล่าวกันจริงๆก็คงต้องเล่ากันยาว ในเมื่อน้องเจียงเ้าไม่รู้เื่ใดๆ เลยอย่างสิ้นเชิงเช่นนั้นพวกเราก็เริ่มกล่าวจากพลังปราณอันเป็สิ่งพื้นฐานสุดก่อนแล้วกัน...”
เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วในที่สุดเจียงอวิ๋นก็เข้าใจว่าเหตุใดตงฟางโป๋ก่อนหน้านี้จึงตาเป็ประกายเช่นนั้น
เพราะตงฟางโป๋เป็พวกช่างพูด!
ตลอดเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน ตงฟางโป๋เป็ฝ่ายพูดแทบทั้งหมดซึ่งจนบัดนี้ เขาก็ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อยยังคงพ่นคำพูดออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
แม้เจียงอวิ๋นจะกระหายต่อการบำเพ็ญเช่นกันทว่าเมื่อต้องฟังเื่ราวมากมายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก เขาก็้าเวลาในการย่อยข้อมูลสักหน่อยดังนั้นเขาจึงจำใจต้องขัดจังหวะตงฟางโป๋ “ศิษย์พี่ใหญ่ ส่วนที่เหลือพวกเราเก็บไว้ว่ากันต่อพรุ่งนี้ดีไหม? ข้ารู้สึกเหนื่อยแล้วอยากพักผ่อนสักหน่อย!”
“เหนื่อยแล้ว?” ตงฟางโป๋ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเหมือนยังไม่หนำใจ“ก็ได้ เช่นนั้นเ้าพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าค่อยมาหาเ้า! หากนอนไม่หลับละก็ ข้าอาศัยอยู่บนยอดเขา เ้าสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่ออย่าเกรงใจข้าอย่างเด็ดขาดเลยนะ!”
“ได้!”
“จริงสิ ยังมีอีกเื่หนึ่ง แม้เ้าจะถูกข้าแหกกฎพาเข้ามาแต่เ้าก็ไม่จำเป็ต้องทำงานจิปาถะอะไรนั่นจริงๆ หรอกแต่การทดสอบซ้ำในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ เ้าจำเป็ต้องผ่านให้ได้เท่านั้นมิฉะนั้นเ้าจะยังคงถูกขับไล่ออกไปอยู่ดี ซึ่งเงื่อนไขในการผ่านการทดสอบซ้ำก็คือการยกระดับขึ้นหนึ่งระดับ”
“ข้ารู้แล้ว!”
ในที่สุดหลังจากส่งตงฟางโป๋ออกไปแล้วเจียงอวิ๋นก็นอนลงบนพื้นทันที ยิ้มเจื่อนพร้อมกล่าวว่า“หรือว่าอีกสามคนที่เหลือล้วนกลัวฝีปากของศิษย์พี่ใหญ่เลยพากันหนีไปหรือไม่ก็หลบซ่อนกันหมดแล้ว?”
บนยอดเขาซ่อนนอกจากเจียงอวิ๋นแล้วยังมีอีกทั้งหมดสี่คน เป็ประมุขยอดเขาหนึ่งคนกับลูกศิษย์สามคนและก็มิได้มีการแบ่งสายนอกสายในอะไรทว่าจนบัดนี้แล้วเจียงอวิ๋นกลับพบเจอตงฟางโป๋เพียงคนเดียว
จากที่ตงฟางโป๋กล่าวมาประมุขยอดเขากับศิษย์พี่สามต่างกำลังออกเดินทางส่วนศิษย์พี่สองนั้นกำลังเก็บตัวบำเพ็ญ เดิมทีเจียงอวิ๋นยังคิดว่าเป็เื่จริงทว่าตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าพวกเขาเ่าั้อาจจะกำลังซ่อนตัวจากพวกช่างพูดอย่างตงฟางโป๋...
หลังจากนอนหลับตาบนพื้นได้ครู่หนึ่งเจียงอวิ๋นพลันดีดตัวขึ้นมา แววตาสดใสไร้ความอ่อนเพลียอย่างสิ้นเชิง
สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในส่วนลึกของูเามาแรมปีอย่างเขาแล้วการไม่หลับไม่นอนไม่กี่วันนั้นเป็เื่ที่ทำเป็ประจำเหมือนการทานอาหารยิ่งกว่านั้น ตอนนี้เขายังตื่นเต้นอย่างมากด้วย มีหรือจะหลับลง
เจียงอวิ๋นนำ 《เคล็ดเบิกปราณ》 เล่มนั้นขึ้นมาถืออีกครั้ง สูดหายใจลึกเข้าไป ทำจิตใจให้สงบ ก่อนจะเริ่มเปิดอ่านอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าตงฟางโป๋จะพูดเก่งเกินไปสักหน่อยแต่ก็ต้องยอมรับว่า ความรู้ในด้านการบำเพ็ญของเขานั้นสูงสุดขีด โดยเฉพาะ 《เคล็ดเบิกปราณ》 เล่มนี้ เขาได้อธิบายให้เจียงอวิ๋นฟังอย่างละเอียดแทบทุกคำทำให้เจียงอวิ๋นที่กำลังเปิดอ่านเนื้อหาในหนังสืออยู่ไม่รู้สึกงุนงงเลยแม้แต่น้อย
“ก้าวแรกของการบำเพ็ญก็คือการััรับรู้ถึงพลังปราณฟ้าดินและดึงพลังปราณเข้าสู่ร่างกายเพื่อมาเปิดเส้นลมปราณทั่วทั้งร่าง ด้วยเหตุนี้เองระดับแรกของการบำเพ็ญจึงถูกเรียกขานว่าระดับเบิกปราณ”
“แม้ว่าหลังจากขึ้นสู่ระดับเบิกปราณขั้นเก้าได้จะสามารถเปิดธรณีมงคลขึ้นภายในร่างกายได้แล้วทว่าแท้จริงแล้วภายในร่างกายจะมีเส้นลมปราณอยู่ทั้งหมดสิบสองเส้นดังนั้นจุดสูงสุดของระดับเบิกปราณจึงเป็ขั้นที่สิบสอง”
“ทว่า หลังจากเบิกเส้นลมปราณเก้าเส้นแล้วการจะเปิดอีกเส้นนั้นเป็เื่ที่ยากเย็นดุจขึ้น์ นอกจากความแข็งแกร่งแล้วยังต้องมีดวงและโอกาสอย่างใหญ่หลวงด้วย”
“และด้วยเหตุนี้เอง ระดับเบิกปราณจึงสามารถแบ่งออกเป็หนึ่ง่ในทุกสามขั้นได้เช่นกัน โดยแบ่งเป็่ต้น ่สูง่สมบูรณ์ ส่วนขั้นสิบสองก็คือ่สมบูรณ์สูงสุด โดยขั้นหกถือเป็เส้นแบ่งเขตขอเพียงก้าวข้ามขั้นที่หก บำเพ็ญถึงขั้นที่เจ็ดได้ จะถือว่าเป็การพัฒนาครั้งใหญ่สามารถเลื่อนตำแหน่งเป็ศิษย์สายนอก”
“หัวใจมรรค ิญญามรรค กายามรรคสามสมบัติแห่งมรรคเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็มาตรฐานที่ใช้ในการตัดสินคนคนหนึ่งว่าสามารถบำเพ็ญมรรคได้หรือไม่แต่ก็มิใช่มาตรฐานเพียงหนึ่งเดียวอีกทั้งการทดสอบสามด่านนั้นยังเป็เพียงการทดสอบคร่าวๆจะใช้ตัดสินโดยรวมทั้งหมดไม่ได้ อย่างไรเสียโลกหล้ากว้างใหญ่ไร้สิ้นสุดเต็มไปด้วยสิ่งที่ผิดแผกแตกต่างมากมายเกินจินตนาการ!”
“อย่าเพิ่งคิดมากไปดีกว่า สำหรับข้าตอนนี้แล้วสามารถบำเพ็ญได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าข้าสามารถดึงพลังปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายได้หรือไม่!”
เมื่อตระหนักได้ดังนั้น เจียงอวิ๋นจึงปิดหนังสือลงนั่งขัดสมาธิให้เรียบร้อย จากนั้นก็นำโอสถดึงปราณหนึ่งเม็ดออกมาจากในขวดหยกหลังจากลองดมครู่หนึ่งแล้ว ก็นำเข้าปากไปโดยพลัน