“องค์หญิงเพคะ องค์หญิงเพคะ” หลีเหยาเรียกหาองค์หญิงของตนอยู่ทั่วตำหนักอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับเลยสักนิดจนตัวนางเองเกรงว่าองค์หญิงนั้นจะหายตัวไปที่อื่น
“หลีเหยาตามหาองค์หญิงหกหรือ” นางกำนัลคนหนึ่งที่เดินผ่านมาเห็นท่าทางร้อนใจเช่นนั้นเข้าจึงได้เอ่ยถามนาง
“ใช่เ้าเห็นองค์หญิงหกบ้างรึเปล่า”
“เป็บ่าวยังไงนายตัวไปไหนถึงได้ไม่รู้”
หลีเหยาได้แต่ทนฟังคำเสียดสีจากนางด้วยความเป็ห่วงองค์หญิงมากกว่าทั้งนิสัยนางนั้นไม่ชอบสร้างศัตรูจึงได้ไม่ใส่ใจนัก
“ตกลงเ้าเห็นองค์หญิงหรือเปล่า”
“เห็น” นางกำนัลตอบอย่างยียวนก่อนกล่าวต่อทั้งปรายตามองว่าครั้งนี้หลีเหยาคงไม่พ้นโดนทำโทษอีกครั้ง
“ฮองเฮาทรงเรียกพบเห็นองค์หญิงร้องไห้ยกใหญ่ เ้าเองก็ระวังตัวไว้เถอะ”
หลีเหยาเมื่อได้ฟังว่าฮองเฮานั้นเรียกตัวองค์หญิงหกพบก็เกรงว่าองค์หญิงนั้นจะถูกทำโทษจึงได้รีบวิ่งออกไปยังตำหนักฮองเฮาอย่างร้อนใจ
“อะไรของเ้าขอบคุณสักคำก็ไม่มี” นางกำนัลกล่าวขึ้นอย่างหัวเสียก่อนกลับไปทำงานของตน
หลีเหยาที่วิ่งไปอย่างรีบร้อนก็เห็นว่าองค์หญิงหกนั้นกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นทางเดินก็รีบเข้าไปคิดช่วยพยุงองค์หญิงขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะคิดว่าตัวเองเป็ใคร”
“แม่นมชุน” หลีเหยารีบหันตามเสียงไปอย่างใ
“เ้าหายไปไหนมา”
“ข้า…”
“เ้าแอบออกนอกวังมาใช่มั้ย”
หลีเหยารีบคุกเข่าลงอย่างกลัวความผิด
“แม่นมชุนโปรดลงโทษ”
“ลงโทษเ้าเหรอ เ้าอยากโดนลงโทษเพียงนั้นเชียวหรือ” เสียงของฮองเฮาดังมาจากไม่ไกล
“หม่อมชั้นทำผิดสมควรโดนลงโทษเพคะ” หลีเหยายังคงก้มหน้าก้มตาเอ่ยตอบต่อฮองเฮาอย่างไม่หวั่นเกรง
“หลีเหยาเ้าบอกข้าสิว่าแอบออกนอกวังครั้งนี้ความคิดเ้าหรือองค์หญิงหก”
หลีเหยาเมื่อได้ยินฮองเฮากล่าวถามเช่นนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าฮองเฮา้าให้นางกล่าวโทษต่อองค์หญิงเพื่อจะได้ลงโทษนางอย่างหนัก
ฮองเฮาและองค์หญิงหกนั้นเป็เหมือนไม้เบื่อไม้เมาต่อกันมาตลอด ต่อหน้าฮองเต้ไม่ว่าฮองเฮาจะกล่าวอะไรองค์หญิงหกก็มักจะกล่าวแย้งออกมาอย่างไม่ไว้หน้านาง ฮองเฮาเองก็มักจะหาโอกาสทำโทษองค์หญิงหกอยู่เสมอ การที่ทั้งสองเป็เช่นนี้ก็เพราะองค์หญิงหกนั้นเกิดจากพระสนมที่เป็ที่โปรดปรานที่สุดของฮ่องเต้ แต่บางทีก็อาจเพราะพระสนมทันทีที่ให้กำเนิดองค์หญิงก็จากไปจึงทำให้ฮ่องเต้นั้นรักและเอ็นดูองค์หญิงหกมากที่สุดในบรรดาองค์ชายและองค์หญิง ส่วนองค์หญิงเองที่ไม่ชอบฮองเฮาก็เพราะข่าวลือที่ว่าฮองเฮานั้นคือสาเหตุของการจากไปของมารดาทั้งยังชอบวางตนเป็มารดานาง
“เปล่าเพคะ เป็หม่อมชั้นเองที่ร้องขอให้องค์หญิงพาออกไปเที่ยวนอกวังเพคะ”
“เ้าแน่ใจหรือ รู้ใช่มั้ยว่าโทษของนางกำนัลที่แอบออกนอกวังคืออะไรมิหนำซ้ำยังพาองค์หญิงหกผู้เป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้ออกไปด้วย หากองค์หญิงหกเกิดอันตรายศีรษะเ้าก็คงไม่พอ” ฮองเฮากล่าวพลางใช้มือเสยคางของหลีเหยาขึ้นทั้งจ้องมองอย่างอำมหิต
หลีเหยาเนื้อตัวสั่นเทาแต่เมื่อหันไปมององค์หญิงหกที่ร้องไห้ไม่ยอมหยุดใจก็เวทนานาง หลีเหยาแม้จะกลัวแต่ยังต้องปกป้องผู้เป็นายให้ได้อย่างดีที่สุด
“เพคะเป็หม่อมชั้นเอง”
“ดีในเมื่อเ้าไม่กลัวตายยินดีรับโทษแทนผู้เป็นายเช่นนั้นก็ดี”
ฮองเฮาหันมององค์หญิงหกที่กลัวการถูกลงโทษจนตัวสั่นเทากัดริมฝีปากแน่นไม่เอ่ยคำใดๆ จึงได้เผยยิ้มเยือกเย็นแก่แม่นมชุนก่อนเดินจากไป
แม่นมชุนและพรรคพวกพากันลากตัวของหลีเหยาเข้าไปในห้องหนึ่งในตำหนักฮองเฮา หลีเหยามองผู้เป็นายที่ยังคงก้มหน้าก้มตาไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองนาง
นางถูกผลักตัวเข้าไปในห้องมืดที่เต็มไปด้วยกลิ่นสาบมีเพียงช่องลมเล็กที่พอจะมีแสงเล็ดลอดเข้ามาบ้าง นางกำนัลสองคนเดินมาจับตัวนางรั้งไว้แน่นแม่นมชุนสองมือดึงเข็มออกมาค่อยๆ แทงลงบนตัวนางตามจุดทรมานต่างๆ เสียงกรีดร้องของหลีเหยาดังไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่มีใครทำอะไรองค์หญิงหกเองเพียงใช้สองมือปิดหูของตนไว้แน่นสองตาแดงก่ำต่อให้สงสารหลีเหยามากเพียงใดแต่นางก็กลัวฮองเฮายิ่งกว่า
หลังจากการทรมานหลายชั่วยามคนของแม่นมชุนก็นำตัวของหลีเหยาไปทิ้งไว้ยังหน้าตำหนักอย่างไม่ไยดี เนื้อตัวนางเต็มไปด้วยคราบเืแดงผมเผ้ายุ่งเหยิงคล้ายถูกดึงทึ้งผิวกายทั้งใบหน้ามีแต่รอยเขียวช้ำนางกำนัลที่ผ่านไปมาล้วนไม่กล้ายื่นมือช่วยเหลือ
นับว่าโชคของหลีเหยานั้นยังมีที่เซียวอวิ๋นนั้นตรวจยามผ่านมาพอดีจึงรีบโอบอุ้มตัวนางขึ้นเพื่อกลับไปรักษา องค์หญิงหกที่เปลี่ยนชุดออกมาเห็นเข้าพอดีก็รีบวิ่งตามไปอย่างห่วงใย
“พวกเ้ารีบไปตามหมอนางกำนัลมาเร็ว” เซียวอวิ๋นเอ่ยสั่งลูกน้องของตนสองมือพลางค่อยๆ วางนางลงบนเตียงสายตาที่เขามองนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยทั้งยังเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ไม่แม้จะสังเกตเห็นองค์หญิงที่วิ่งตามเขามา
“ที่แท้เ้าก็ชอบหลีเหยาเช่นนั้นสิ” องค์หญิงหกที่กำลังใจสลายอีกครั้งเมื่อเห็นสายตาที่ห่วงใยของเขา สายตาเช่นนั้นที่เขาไม่เคยมีต่อนางเลย
“กระหม่อมเพียงเวทนาต่อนาง”
“เวทนาหรือต่อให้ข้าโง่แค่ไหน แต่ข้าก็ดูออกว่าสายตาเ้าตอนนี้ไม่ต่างจากพี่รองที่มองนางสักนิด” องค์หญิงหกกล่าวออกมาอย่างเสียงดังน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
เซียวอวิ๋นได้แต่หันหน้ามององค์หญิงอย่างไม่พอใจกับท่าทางเช่นนั้นของนาง ทั้งที่ตอนนี้นางควรเป็ห่วงหลีเหยาที่ต้องรับโทษแทนนางครั้งแล้วครั้งเล่าแต่นางก็ยังห่วงเพียงเื่ของตนเท่านั้น ตัวเขาเองอยากต่อว่าและตำหนิองค์หญิงแต่ก็ทำไม่ได้จึงเพียงหันกลับไปด้วยใบหน้าเรียบเฉยของเขาคล้ายทุกครั้ง
องค์หญิงที่เห็นท่าทางตำหนิของเขาก็ยิ่งไม่พอใจรีบเดินเข้าไปคว้าแขนของเขาไว้แน่น
“เ้ามองข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”
“องค์หญิงปล่อยกระหม่อมเถอะ”
“ข้าถามเ้าก็ตอบสิไม่อยากมองหน้าข้าเพียงนั้นเลยหรือ”
เซียวอวิ๋นที่ทนต่อไปอีกไม่ไหวเพียงหลับตาลงอย่างเหนื่อยใจก่อนหันมากล่าวต่อองค์หญิงอย่างตรงไปตรงมา
“องค์หญิงข้าว่าตอนนี้ท่านควรเป็ห่างอาเหยามากกว่าจะมาสนใจเื่ไร้สาระเช่นนี้”
“เ้าว่าข้าไร้สาระหรือ เ้าคิดว่าข้าไม่ห่วงนางหรือข้ากับนางเติบโตมาด้วยกันข้าต้องเป็ห่วงนางแน่”
“เป็ห่วงหรือเช่นนั้นทำไมท่านถึงให้นางรับโทษแทนท่านอยู่เรื่อย ไม่ว่าอะไรก็ให้นางรับแทนทั้งที่นางเป็เพียงนางกำนัลองค์หญิงหากท่านเป็ห่วงนางจริงๆ ท่านคงไม่มีวันก่อเื่มากมายเช่นนี้แน่” เซียวอวิ๋นกล่าวเสร็จก็สะบัดมือของเขาที่องค์หญิงหกจับอยู่อย่างแรงจนตัวนางนั้นกระเด็นไป
ด้วยแรงของบุรุษองค์หญิงหกล้มลงปากค้างตาตะลึงที่เขาเอ่ยเช่นนั้นกับนาง ทั้งที่นางเป็ถึงองค์หญิงเขากล้าผลักจนนางล้มลงก็ยังไม่แม้แต่จะเหลียวแลกลับหันกลับไปมองหลีเหยาที่นอนไม่ได้สติอยู่เช่นนั้น สองตาของนางเปื้อนไปด้วยน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างอัดอั้นใจก่อนเอ่ยถามเขาอีกครั้ง
“เ้าไม่ชอบข้าสักนิดเลยหรือ ข้าไม่ดีเพียงนั้นเลยหรือ”
เซียวอวิ๋นสายตาจับจ้องรอยแผลบนตัวของหลีเหยาราวกับว่าองค์หญิงนั้นไร้ตัวตนก่อนเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉย
“ใช่”
คำสั้นๆ เพียงคำเดียวของเขากลับสร้างแผลลึกลงกลางใจขององค์หญิงหก นางนั้นได้แต่ร้องไห้ออกมาเสียงดังหวังว่าเขานั้นจะสนใจแม้แต่นางกำนัลที่ผ่านไปมายังได้ยินแต่เซียวอวิ๋นยังคงเมินเฉย
นางค่อยๆ พยุงร่างกายของตนขึ้นก้าวเท้าเข้าใกล้ตัวเขา
“เพียงเ้าตอบข้ามาคำเดียวว่าเ้าชอบนางหรือไม่ แล้วข้าจะไม่วุ่นวายกับเ้าอีก”
“ข้าชอบนาง ข้าชอบหลีเหยาชอบมาตลอดั้แ่ครั้งแรกที่พบนางก็ชอบนางแล้ว”
เขาหันมามององค์หญิงหกอย่างเรียบเฉยทั้งไร้อารมณ์ราวกับว่ามีเพียงสายตาเช่นนี้ที่นางคู่ควรได้รับจากเขาก่อนกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ข้าไม่ชอบท่าน ไม่ชอบเลยสักนิดั้แ่แรกเห็นก็ไม่ชอบ องค์หญิงเช่นนี้พอใจท่านหรือยัง”
องค์หญิงที่อดทนฟังน้ำเสียงที่เยือกเย็นของเขาต่อไปไม่ได้อีกจึงรีบวิ่งออกไปให้ไกลจากเขาและความอับอายนี้
หลังจากองค์หญิงออกไปได้ไม่นานหมอนางกำนัลก็มาถึงนางแทบไม่ใส่ใจทั้งตรวจไปอย่างลวกๆ แผลไม่รักษายาไม่แจกใบกำกับ เซียวอวิ๋นไม่อยากเอ่ยให้มากความจึงเพียงให้หมอนางกำนัลผู้นี้กลับไปส่วนตัวเขาเองนั้นก็รีบออกนอกวังเพื่อไปยังสำนักหมอเล่าถึงอาการของหลีเหยาและซื้อยากลับมา
ณ ตำหนักองค์ชายรอง
“องค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ นางกำนัลหลีถูกลงโทษอีกแล้วท่านจะเสด็จไปดูนางมั้ยพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองวางตำราลงก่อนนึกถึงตอนที่เขาเอ่ยเรียกแล้วนางไม่หันกลับไปก็รู้สึกโกรธอีกครั้งกลับท่าทางเช่นนั้น
“อวดเก่งดีนักช่างนางสิ” เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันกลับไปอ่านตำราในมือต่อ
“แต่กระหม่อมได้ยินว่าองครักษ์เซียวอยู่กับนางนะพ่ะย่ะค่ะ”
“เซียวอวิ๋นไปทำอะไรที่นั่น”
“เห็นว่าเป็เขาที่อุ้มตัวนางกำนัลหลีกลับห้องทั้งรีบร้อนสั่งให้คนตามหมอนางกำนัลให้วุ่น ตอนนี้เขาเองก็ออกนอกวังไปอย่างเร่งรีบไม่รู้ว่าไปไหนพ่ะย่ะค่ะ”
“เขาอุ้มนางกลับมาหรือ กล้ายุ่งกับคนของข้างั้นหรือเซียวอวิ๋นเสียแรงจริงๆ”
องค์ชายรองกล่าวเสร็จก็วางตำราลงบนโต๊ะอย่างแรงแล้วเดินไปยังที่พักนางกำนัลของหลีเหยาทันที
หลีเหยายังคงไม่ได้สติเนื้อตัวบอบช้ำรอยเข็มเล็กๆ จนเกือบมองไม่เห็น องค์ชายรองนั่งลงข้างๆ นางก่อนจะจับแขนของนางขึ้นดูอย่างพินิจตอนนั้นเองที่หลีเหยาได้สติรู้สึกตัวขึ้นมาพอดี
“องค์ชายรอง” เสียงอันแ่เบาไร้เรี่ยวแรงของนางเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเงาร่างตรงหน้าแม้ไม่ชัดเจน
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
หลีเหยานั้นพยายามเอ่ยตอบแต่เสียงนั้นช่างแ่เบานางพยายามกลืนน้ำลายอย่างลำบาก องค์ชายรองรีบเดินไปเทน้ำชาให้นางได้ดื่ม
“องค์ชายช่วยหม่อมชั้นไว้หรือเพคะ” หลีเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัยเพราะตอนที่นางนั้นถูกนำตัวกลับมายังคงมีสติหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยรู้สึกได้เพียงมีคนผู้หนึ่งอุ้มตัวนางทั้งเอ่ยคำกล่าวอย่างห่วงใย
องค์ชายรองเห็นว่านี่เป็โอกาสที่ดีสร้างความประทับใจต่อนางอีกครั้งเื่ที่บาดหมางจะได้หายไปสักทีจึงได้สวมรอยเป็เซียวอวิ๋นอย่างตั้งใจ
เขาเผยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนให้นางก่อนกล่าวออกอย่างห่วงใย
“ไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็ใครอาเหยาข้าห่วงเ้ามากรู้หรือไม่ ข้าให้คนตามหมอไปทั่วแต่หมอนางกำนัลนั้นช่างไร้ค่าจริงๆ”
หลีเหยาเห็นท่าทางไม่พอใจของเขาจึงได้พยายามยกมือขึ้นจับแขนเขาไว้
“ไม่เป็ไรเพคะองค์ชายหม่อมชั้นยังไหว”
องค์ชายรองยิ้มออกมาอย่างเ้าเล่ห์ก่อนหันกลับไปแสร้งสายตาห่วงใยอีกครั้ง
“เ้าไม่เป็ไรแน่ข้าให้เซียวอวิ๋นออกวังไปซื้อยามาให้เ้าแล้วอีกเดี๋ยวคงถึง”
สิ้นคำกล่าวขององค์ชายรองเซียวอวิ๋นก็วิ่งกลับเข้ามาอย่างเร่งรีบพร้อมห่อยาในมือโดยไม่รู้เลยว่าองค์ชายรองนั้นอยู่ในห้องนาง
หลีเหยาที่เห็นเช่นนั้นก็เชื่อไปจริงๆ ว่าเขานั้นเป็คำช่วยนางและสั่งให้เซียวอวิ๋นไปซื้อยาห่อนั้นมา
“ขอบคุณองครักษ์เซียว ขอบคุณเพคะองค์ชาย”
เซียวอวิ๋นเข้าใจสถานการณ์ได้ทันทีเพื่อไม่ให้นางต้องลำบากจึงได้แต่ตามน้ำไป
“องค์ชายยาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองลุกขึ้นเดินไปหาเขาอย่างเชื่องช้าเผยยิ้มอย่างเหยียดหยันมือขวาจับลงที่ไหล่ของเซียวอวิ๋นอย่างแรง
“ขอบใจเ้ามากทีนี้ก็หมดหน้าที่เ้าแล้วกลับไปทำงานเถอะ”
เซียวอวิ๋นมองหลีเหยาที่ยิ้มให้เขาอย่างขอบคุณก่อนจะเดินจากไปแต่โดยดี
องค์ชายเมื่อเห็นว่าเขาจากไปแล้วก็สั่งย้ายตัวหลีเหยาไปในตำหนักของตนเพื่อดูแลรักษาองค์หญิงหกที่ยังคงเสียใจกับเื่ระหว่างนางและเซียวอวิ๋นจึงไม่ได้ว่าอะไร
เวลาเดียวกันนั้นก็เป็่ที่เขตชายแดนต้าจิงและซ่งหยวนเกิดา แคว้นซ่งหยวนขึ้นชื่อว่าเป็นักรบป่าเถื่อนไม่กลัวตายทั้งไร้อารยะบุกตีเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนจนสุดท้ายต้าจิงก็แพ้แก่านี้อย่างราบคาบ เพื่อรักษาให้แคว้นต้าจิงยังคงอยู่ฮ่องเต้ฉินยื่นข้อเสนอเป็เมืองขึ้นใช้สมรสระหว่างแคว้นเชื่อมสัมพันธ์และในทุกปีจะถวายบรรณาการต่อแคว้นซ่งหยวนทุกปี
ณ ชายแดนต้าจิงซ่งหยวน
องค์ชายใหญ่เช่อตี๋อายุราวสี่สิบปีเศษผิวคล้ำแดงบนหน้ามีรอยแผลเป็ที่ตาขวาจึงต้องใส่หน้ากากครึ่งหน้าไว้เสมอร่างกายกำยำบึกบึนสูงใหญ่เป็พิเศษ เขานั่งหลังตรงอกเผยอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างามทั้งน่าเกรงขามในเวลาเดียวกันรับฟังสารข้อเสนอบรรณาการ ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวว่าอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์บนหน้าก็เผยรอยยิ้มประหลาดจนเหล่าทูตที่ยื่นอยู่ไม่รู้ว่านั้นหมายความว่าอะไรอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน
“อภิเษกหรือได้สิข้ามีผู้หนึ่งในใจพอดี” เสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นให้เหล่าทูตได้สบายใจ
“องค์ชายใหญ่หมายตาผู้ใดไว้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“องค์หญิงหกฉิน ชุนหลาน”
เหล่าทูตเจรจาได้ฟังก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยอย่างไรองค์หญิงหกนั้นปีนี้อายุเพียงสิบเจ็ดปีทั้งเป็ที่รักของฮ่องเต้ที่สุด จึงได้แต่ก้มหน้ารับคำกล่าวเพียงว่าจะนำสารนี้ไปส่งต่อแก่ฮองเต้ฉินได้รับฟังหลังจากนั้นสามวันจะให้คำตอบอีกครั้ง
องค์ชายเช่อตี๋เมื่อเห็นว่าเหล่าทูตนั้นยึกยักจึงได้ทอดสายตาไกลออกไปทั้งวาดดาบยาวในมือขึ้นชี้ไปทางเมืองหลวงของต้าจิงก่อนเอ่ยกล่าวอย่างเยือกเย็น
“หากไม่ใช่องค์หญิงหกก็บอกฮ่องเต้ฉินเตรียมตัวขุดสุสานได้เลย”
“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” เหล่าทูตเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียงทั้งขอตัวกลับไปเพื่อส่งสารอย่างเร่งด่วน
เหล่าทหารซ่งหยวนเห็นท่าทางกลัวตายเช่นนั้นต่างก็พากันหัวเราะเยาะเย้ยดังไปทั่วอาณาบริเวณ
ทันทีที่ฮ่องเต้ฉินได้ฟังก็ลมแทบจับจะให้ส่งองค์หญิงที่อายุเพียงสิบเจ็ดปีเช่นนั้นได้อย่างไร เดิมทีนั้นเขาคิดหานางสนมสักคนหรือไม่ก็คัดหญิงงามส่งไปแต่กลับคาดไม่ถึงว่าเช่อตี่นั้นจะเจาะจงปลงใจมาเช่นนี้
ฮ่องเต้นั้นคิดไม่ยินยอมทั้งจะขอเจรจาอีกครั้งแต่ก็ถูกเหล่าขุนนางกดดันทั้งคำขู่ขององค์ชายเช่อตี๋นั้นจึงไม่มีทางเลือกเรียกให้องค์หญิงหกเข้าพบเพื่อบอกนางถึงเื่การอภิเษกนี้
“ข้าไม่ไปเสด็จพ่อไม่รักลูกแล้วหรือเพคะถึงจะส่งลูกไปแดนเถื่อนเช่นนั้น สาวงามมากมายทำไมท่านไม่ส่งพวกนางไปทำไมต้องเป็ลูก ทำไมเพคะ ทำไม ทำไม” องค์หญิงหกเอะอะโวยวายร้องไห้ต่อว่าเหล่าขุนนางดังไปทั่วตำหนัก
“พ่อเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะเจาะจงเ้าเช่นนี้ ชุนเอ๋อเ้าเองเป็องค์หญิงก็คิดเสียว่าทำเพื่อประชาชนทำเพื่อแคว้นต้าจิงเช่นนี้ดีหรือไม่”
“ไม่...ทำไมข้าเป็องค์หญิงแล้วต้องทำเพื่อพวกเขา เสด็จพ่อก็ให้พวกขุนนางออกไปรบสิเพคะเหล่าแม่ทัพทหารเราก็มีมากมายทำไมลูกต้องไปลำบากเช่นนั้น ลูกไม่ไปเพคะ”
องค์หญิงหกที่ไม่รู้ถึงสถานการณ์บ้านเมืองไม่รู้เลยว่าตอนนี้ต้าจิงเกือบไร้ซึ่งบุรุษก็เพราะาแล้ว ผู้คนมากมายล้มตายเพียงนี้นางยังเห็นแก่ตัวอยู่ได้ฮ่องเต้ฉินที่เห็นว่าใช้ไม้อ่อนนางคงไม่รับฟังจึงได้ตัดใจใช้ไม้แข็งกับนาง
“ฉิน ชุนหลานนี่คือคำสั่งอีกสามวันเตรียมตัวอภิเษกไปซ่งหยวน” ฮ่องเต้กล่าวเสร็จก็เดินสะบัดเท้าก้าวออกไปอย่างเร็วเพราะไม่้าเห็นบุตรสาวร่ำไห้ ตัวเขาเองที่เป็ฮ่องเต้จะให้เห็นแก่ตัวคงทำไม่ได้เห็นบุตรสาวต้องลำบากก็ทำใจไม่ได้เช่นกัน
“เสด็จพ่อ ลูกไม่แต่งเพคะเสด็จพ่อ”