หานเฟิงรู้มาจากครูฝึกหลิน
ก่อนที่ปลาัจะถึงวัยเจริญพันธุ์ ผู้าุโของปลาั อย่างเช่นพ่อแม่ จะไม่อยู่ห่างจากปลาั
ปลาัที่หานเฟิงกินปรากฏตัวเพียงลำพังในลำธารแห่งนี้ มีเพียงเหตุผลเดียว นั่นก็คือพ่อแม่ของปลาัตัวนี้ตายไปนานแล้ว
นี่จึงเป็เหตุผลว่าเหตุใดหานเฟิงกล้ากินปลาัโดยไม่กังวลว่าจะถูกล้างแค้น
บนเขายอดหยกมีสัตว์อสูรที่อยู่เป็กลุ่มก้อนมากมาย ปีศาจต้นไม้ั์ก่อนหน้าก็เป็หนึ่งในนั้น
หากไม่ใช่เพราะพวกครูฝึกหลินทั้งสี่ตามมา หานเฟิงย่อมไม่กล้าท้าทายปีศาจต้นไม้ั์เพียงลำพัง
เมื่อร่างกายของหานเฟิงกลับสู่สภาพสมบูรณ์ดังเดิม เขาก็ลุกขึ้นอีกครั้ง ค่อย ๆ ออกล่าสัตว์อสูรระดับสองพลางสำรวจบริเวณรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ระหว่างทางหานเฟิงยังบรรจงทำสลักสัญลักษณ์เอาไว้เพื่อไม่ให้ตนต้องหลงทาง
จนกระทั่งยามบ่ายล่วงเข้าสู่ยามเย็นแล้ว หานเฟิงถึงได้กลับไปที่นั่น
ตกกลางคืน ทั่วทั้งเขายอดหยกกลายเป็โลกของเหล่าสัตว์อสูร
ในเวลากลางคืน สัตว์อสูรสามารถแยกแยะสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้เกือบทั้งหมดเพราะความสามารถที่เป็เอกลักษณ์ของมัน แต่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ ก่อนที่พวกเขาจะฝึกฝนถึงระดับสูง กลางคืนมีผลกระทบตุ่์อย่างมาก
แม้กระทั่งหานเฟิงก็ไม่กล้าจุดไฟ ไฟอาจใช้ได้ผลกับสัตว์ป่าทั่วไป แต่สำหรับสัตว์อสูรโดยเฉพาะตัวที่มีระดับสูง ๆ แล้ว มันไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง มิหนำซ้ำยังจะดึงดูดสัตว์อสูรให้เข้ามาหามากขึ้นเท่านั้น
หานเฟิงรู้ดี พลังของตนในตอนนี้จัดการได้เพียงสัตว์อสูรระดับสองขั้นสูงเท่านั้น สัตว์อสูรระดับสามต้องใช้ไฟสามัญโจมตี
อย่างไรก็ตามไฟสามัญสิ้นเปลืองพลังมหาศาล เพียงแค่ขว้างลูกไฟลูกที่สามสี่ห้าออกไปก็คงถึงขีดจำกัดของเขา
หากไฟดึงดูดสัตว์อสูรระดับสามหรือแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นมามากกว่าเดิม เช่นนั้นก็จบสิ้นแล้ว
ในที่สุดคืนที่หนึ่งก็ผ่านไปอย่างเงียบสงบ
บ่ายวันถัดมา หานเฟิงจับสัตว์อสูรหน้าตาเหมือนหมูได้ตัวหนึ่ง ขณะที่เขาเตรียมก่อไฟจะย่างมันนั้น จู่ ๆ สีหน้าของเขาพลันเคร่งเครียดขึ้นมา เขามองไปยังทิศทางหนึ่งด้วยสายตาหวาดระแวง
เสียงวิ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
"เป็ผู้ใด?เป็ตระกูลหานข้า หรือว่าเป็ตระกูลฉาง!" หานเฟิงพึมพำอยู่ในใจ
ขณะที่ระยะใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หานเฟิงก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ เสียงฝีเท้านั้นวุ่นวายอลหม่าน ราวกับว่ากำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง
หานเฟิงหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน กำลังภายในเขาพวยพุ่งขึ้นมา เตรียมพร้อมที่จะะเิออกทุกขณะ
"หานหรง!"
"หานเฟิง!"
เมื่อคนผู้นี้วิ่งออกมา หานเฟิงก็ะโขึ้น คนผู้นี้ก็คือหานหรง หนึ่งในสิบอันดับแรกของตระกูลหาน
เมื่อหานหรงเห็นหานเฟิง เขาก็ประหลาดใจเช่นกัน แต่เมื่อหันไปเห็นหมูย่างข้าง ๆ หานเฟิง มุมปากของเขาก็กระตุกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ นับแต่เขาถูกพามาที่เขายอดหยก หานหรงก็เข้าใจว่าเขายอดหยกที่ไม่มีการปกป้องจากครูฝึกนั้นอันตรายเพียงใด
ั้แ่ขึ้นเขามา สีหน้าของหานหรงก็ตึงเครียดมาโดยตลอด ไม่ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย และตอนนี้เขากำลังถูกสัตว์อสูรไล่ล่า
ในตอนนี้เอง จู่ ๆ กลับพบว่าหานเฟิงที่เข้ามาด้วยกันกับเขา กำลังย่างหมูอย่างสบายใจ ทำให้หานหรงทั้งเศร้าใจและโมโหเป็ที่สุด
ความแตกต่างนี้ใหญ่โตเกินไปแล้ว
กลิ่นของหมูย่างพุ่งเข้ามาปะทะจมูกเขา หานหรงกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้
ทันใดนั้นเสียงแปลก ๆ ก็ดังมาจากด้านหลัง สีหน้าของหานหรงแปรเปลี่ยนโดยพลัน "หานเฟิง รีบวิ่งหนีเร็ว เป็ตัวต่อั์ที่ตามข้ามา"
"ตัวต่อั์!"
หานเฟิงมีสีหน้าตกตะลึง
ตัวต่อั์นี้หากเป็ตัวเดียวย่อมไม่น่ากลัว ตัวต่อั์วัยเด็กอยู่กึ่งกลางระหว่างสัตว์ป่ากับสัตว์อสูร ไม่ใช่แม้กระทั่งสัตว์อสูรระดับขั้นต้น
ตัวต่อั์ตัวเต็มวัยอยู่เพียงระดับหนึ่งขั้นต้นเท่านั้น น้อยนักที่จะอยู่ระดับหนึ่งขั้นกลางหรือขั้นสูง ยิ่งเป็ระดับหนึ่งขั้นสูงสุดยิ่งน้อยเข้าไปอีก
เพียงแต่ตัวต่อั์นั้นมันไม่ได้อยู่เพียงลำพัง มันเป็สัตว์อสูรที่อยู่กันเป็ฝูง ในแต่ละรังของตัวต่อั์จะมีตัวต่อั์หลายพันตัว
จำนวนนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่ง แม้กระทั่งสัตว์อสูรระดับสามก็ต้องหลบหนีเอาชีวิตรอด
หานเฟิงรีบบอกโดยเร็ว "รีบะโลงน้ำเร็วเข้า ตัวต่อั์ไม่ถูกกับน้ำ มันไม่กล้าลงไปในน้ำ"
สิ้นคำ หานเฟิงก็ะโลงน้ำทันที จากนั้นหานหรงจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนครูฝึกหลินดูเหมือนจะบอกไว้เช่นนี้ ดังนั้นจึงรีบะโลงลำธารตามหานเฟิงไปโดยเร็ว
ในยามนี้เอง ตัวต่อั์นับสิบก็บินมา ตัวต่อั์แต่ละตัวมีขนาดเท่ากำปั้นของเด็กหนุ่ม บางตัวยังมีขนาดเท่ากำปั้นของผู้ใหญ่
ร่างกายมันปกคลุมไปด้วยสีเหลืองม่วง เข็มพิษของมันวาววับ ตัวต่อั์หลายสิบตัวเรียงรายอยู่บนฟ้า ช่างดึงดูดสายตาคนยิ่งนัก
หานเฟิงและหานหรงผู้ที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำเห็นภาพนั้นบนท้องฟ้า ก็อดที่จะขนลุกขนพองไปทั้งตัวไม่ได้
หากตัวต่อั์ตามเขามาทัน เช่นนั้นก็ต้องถูกพวกมันรุมต่อย หากไม่ตายก็ต้องพิการ
ทั้งสองคนกลั้นลมหายใจแน่นสนิท ตัวต่อั์บินโฉบไปมาเหนือริมธารเป็เวลานาน ก่อนที่พวกมันจะทยอยจากไป ก่อนที่พวกมันจะจากไป พวกมันยังกินหมูที่หานเฟิงย่างอย่างยากเย็นจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงกระดูกหมูให้ดูต่างหน้าเท่านั้น
หานเฟิงเห็นเช่นนี้ก็ใจสลาย หมูย่างอันโอชะ ต้องยกให้ตัวต่อั์ไปเปล่า ๆ เช่นนี้แล้ว
ตัวต่อั์ในต่างโลกนี้ช่างไม่เรียบง่ายจริง ๆ ในชาติก่อนไม่เคยได้ยินว่าตัวต่อั์ยังกินเนื้อหมูด้วย
ทั้งสองคนตะเกียกตะกายขึ้นมาจากลำธาร แต่ละคนหน้าเขียวคล้ำจากการกลั้นหายใจ หานหรงมองหมูย่างที่เหลือเพียงกระดูกด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน หานเฟิงไม่ได้สนใจหานหรง สีหน้าของเขาย่ำแย่เป็อย่างยิ่ง
หานหรงรู้ว่าตนผิดจึงรีบเอ่ยขึ้นมา "ข้าจะไปล่าหมูมาสักตัวประเดี๋ยวนี้"
หานเฟิงเหลือบมองหานหรง ทันใดนั้นสายตาเขาก็ไปจับจ้องอยู่ที่หนึ่ง เข้ารีบเดินไปข้าง ๆ หานหรง แล้วฉีกแขนเสื้อหานหรงออก
"เ้าจะทำอันใด? "
หานหรงชะงัก ยกมือขึ้นบังหน้าอกตนด้วยท่าทีหวาดกลัว สายตามองหานเฟิงราวกับกำลังมองคนวิปริต
มุมปากหานเฟิงพลันกระตุก เขากล่าวด้วยน้ำเสียงรังเกียจ "ข้าพบว่าบนแขนเสื้อเ้ามีบางอย่างติดอยู่"
หานเฟิงหยิบผงเล็ก ๆ ติดขึ้นมา
"นี่คงเป็ผงอะไรบางอย่าง" หานเฟิงขมวดคิ้ว จากนั้นลองดมกลิ่นดู ทว่าเขาแค่เพียงได้กลิ่นแปลก ๆ เท่านั้น กลับไม่รู้ว่ามันคืออะไร
หานหรงถึงได้รู้ว่าตนเข้าใจหานเฟิงผิด สีหน้าจึงอิหลักอิเหลื่อขึ้นมา
หานเฟิงหน้าตราเคร่งเครียดขึ้น "ก่อนหน้านี้เ้าได้สู้กับผู้ใดหรือไม่?ข้าคิดว่าผงเล็ก ๆ นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวต่อั์ที่ไล่ตามเ้ามา ตามความเข้าใจข้าที่มีต่อเ้า เ้าคงไม่บุ่มบ่ามไปโจมตีตัวต่อั์นั่น"
หานหรงได้ยินดังนี้ หน้าก็เดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีดขึ้นมา "เ้าคนสมควรตาย เป็พวกชั่วช้าตระกูลฉางนั่น!"
"ตระกูลฉาง?เป็ดังคาด!" สีหน้าของหานเฟิงราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง
หานหรงไม่รอให้หานเฟิงถาม ค่อย ๆ เปิดปากเล่าที่มาที่ไปออกมาตามตรง
"เมื่อหลายชั่วโมงก่อน ข้าพบกับคนที่ชื่อว่าฉางเทียนอีผู้หนึ่ง ฉางเทียนอีก็เป็หัวกะทิอันดับต้น ๆ ของตระกูลฉางที่อายุต่ำกว่าสิบห้าเช่นกัน ถึงแม้เขาจะไม่เก่งเท่าหานหลิน เขาก็ยังเก่งกว่าข้า"
"พวกเราสองคนสู้กันอยู่พักหนึ่ง ฉางเทียนอีก็เป็ฝ่ายผละจากไปก่อน"
"ก่อนหน้านี้ข้ายังนึกสงสัย ด้วยพละกำลังของฉางเทียนอี บวกกับความแค้นระหว่างตระกูลฉางและตระกูลหานสองตระกูล เหตุใดเขาจึงล่าถอยไปง่ายดายเพียงนั้น?ที่แท้เป็อย่างนี้นี่เอง"