ปีสุดท้ายของมัธยมปลายเริ่มต้นขึ้นพร้อมความหวังที่พีทไม่ได้รู้สึกมานานเขาได้ข่าวว่าพี่กิตติสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ และย้ายไปที่นั่นราวกับลมที่พัดพาความกังวลออกไปจากใจเขา
เช้าวันนั้นเมื่อพีทเจออันนา ทั้งสองไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มเ้าเล่ห์ได้ “เธอได้ยินข่าวเื่เขาไหม?”พีทถาม ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นที่ปิดบังแค่ไหนก็ปิดไม่มิด
อันนายิ้มตอบราวกับว่าเราเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องพูดอะไร ปีนี้อาจแตกต่างจากเดิมในทางที่ดี
และสำหรับ่เวลาหนึ่งมันก็ดูเหมือนว่าจะเป็เช่นนั้น
เมื่อไม่มีพี่กิตติอยู่มีนากลับมาใช้เวลากับพวกเขามากขึ้น ทั้งสามคนกลับมานั่งด้วยกันในมื้อกลางวันหัวเราะกับมุกตลกเก่า ๆ และพูดคุยกันเหมือนเมื่อก่อนทุกอย่างดูเหมือนจะกลับมาเป็ปกติ แม้ว่าเธอยังหายไปบ้างเมื่อมีสายจากพี่กิตติแต่มันเกิดขึ้นน้อยลงและไม่รบกวนมากเหมือนแต่ก่อนทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น เกือบจะเหมือนเดิม
แต่บางอย่างยังคงไม่เหมือนเดิมเท่าที่คาดไว้
ทั้งพีทและอันนาต่างก็สังเกตเห็นมันั้แ่แรกแต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง มีนายังคงยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นดูเหมือนฝืนเสียงหัวเราะของเธอที่เคยสดใสกลับขาดความเป็ธรรมชาติ เธออยู่ตรงนั้นกับพวกเขาแต่เหมือนกับว่าส่วนหนึ่งของเธออยู่ที่อื่น ที่ที่ทั้งสองไม่อาจเข้าถึงได้
เมื่อภาคเรียนแรกจบลง่เวลาสั้น ๆ ของการพักผ่อนก็มาถึงแต่มันไม่ใช่เพียงแค่วันหยุด—มันยังเป็วันเกิดของอันนาอีกด้วย ทุกปี ทั้งสามจะฉลองกันแค่พวกเขาสามคนมันเป็ประเพณีที่เรียบง่าย แต่มีความหมายกับอันนาอย่างมาก แม้แต่ปีที่แล้วตอนที่มีนาพาพี่กิตติมาด้วย เธอก็ยังทำให้มันผ่านไปได้ด้วยดี
พีทจำได้ว่าแม่ของอันนาเคยเล่าให้ฟังถึงความสนิทสนมระหว่างอันนากับมีนา“ทุกวันเกิด ทุก่เวลาสำคัญ พวกเขาอยู่ด้วยกันเสมอ” เธอพูดด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความรัก
แต่ปีนี้ประเพณีนั้นพังทลายลงด้วยประโยคเดียว
“อันนาฉันคิดว่าฉันคงไปวันเกิดเธอปีนี้ไม่ได้” มีนาพูดขึ้นลอย ๆ ในบ่ายวันหนึ่ง “พี่กิตติชวนฉันไปกรุงเทพฯอาทิตย์นั้นพอดี”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมาความเงียบปกคลุมรอบโต๊ะ และพีทรู้สึกถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากอันนาก่อนที่เธอจะพูดอะไรออกมา
“ก็ไปสนุกเถอะ!” อันนาพูดมันออกมาน้ำเสียงเธอสั่นด้วยความโกรธและเ็ปที่อัดอั้นเอาไว้ “พวกเราไม่ได้สำคัญอะไรกับเธออยู่แล้วนี่ใช่มั้ย? เราไม่สำคัญอะไรเลย”
มีนาอึ้งไปแต่ดูเหมือนอันนาจะยังไม่จบ คำพูดที่เธอเก็บไว้ในใจมานานทะลักออกมาเหมือนน้ำที่พังออกจากเขื่อน
“เธอเห็นพวกเราแค่ตอนที่เขาไม่อยู่!แค่สายเดียวจากเขา เธอก็หายไปแล้ว และเวลาที่เธออยู่ตรงนี้ เธอก็พูดถึงแต่เขาเธอไม่เคยถามเลยว่าพวกเราสบายดีไหม ไม่เคยเลยสักครั้ง!ฉันแค่อยากใช้เวลากับเพื่อนสนิทของฉัน และพูดคุยเหมือนเมื่อก่อน สิ่งที่ฉันขอมันมากเกินไปเหรอ?”เสียงของอันนาสั่นไหว ขณะที่เธอระบายความรู้สึกออกมาอย่างหมดเปลือก
มีนาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่มีคำพูดใดออกมา เธอรู้ดีเหมือนกับพีทและอันนาว่าไม่มีอะไรที่เธอจะพูดเพื่อทำให้เื่นี้ดีขึ้นได้
อันนาลุกขึ้นและเดินออกจากโรงอาหารไปโดยไม่รอคำตอบใดๆ
พีทเดินตามอันนาอย่างเงียบๆ ให้เธอมีพื้นที่ แต่ไม่อยากทิ้งเธอไว้ลำพัง เธอหายเข้าไปในห้องน้ำหญิงปิดประตูเสียงดัง เขาจึงยืนพิงที่กำแพงด้านนอก
“เธอร้องไห้ได้นะ” พีทพูดเบา ๆ “ไม่มีใครได้ยินเธอหรอก”
ความเงียบในห้องน้ำหายไปเสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นดังขึ้น และกลายเป็การร้องไห้ที่เต็มไปด้วยความเ็ปมันสะท้อนก้องอยู่ในห้องน้ำ รุนแรงและไหลมาเหมือนหัวใจที่แตกสลาย
พีทได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้นรอให้เธอระบายทุกอย่างออกมา
ในที่สุดเสียงสะอื้นก็เริ่มเบาลง และขณะที่พีทกำลังจะพูดอะไรออกไป ประตูห้องน้ำก็เปิดออก
“เธอ! มาทำอะไรในห้องน้ำหญิง!”
เสียงของอาจารย์ฝ่ายปกครองตัดผ่านความสงบพีทชะงัก ความตื่นตระหนกท่วมท้นเมื่อเขาคิดขึ้นได้ว่าตัวเขาอยู่ที่ไหน
“เดี๋ยวครับ ผมอธิบายได้” เขาพยายามอธิบายแต่อาจารย์ก็ไม่รับฟัง
ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อได้อาจารย์ก็หยิกหูและลากเขาออกไป
พีทใช้เวลาอยู่ในห้องปกครองอยู่เป็ชั่วโมงเสียงดุของอาจารย์ดูเหมือนไม่มีวันที่จะสิ้นสุด และพีทเองก็ไม่ได้พยายามแก้ตัวอะไรจะให้พูดอะไรได้ล่ะ? ว่าตัวเขาอยู่ที่นั่นเพราะเพื่อนสนิทของเขากำลังร้องไห้อยู่งั้นเหรอ?
เมื่อเหล่าอาจารย์ปล่อยเขาออกมาในที่สุดพีทเดินออกมาพร้อมกับหูที่ชา และพบว่าอันนากำลังรออยู่ ดวงตาของเธอยังบวมจากการร้องไห้แต่มีรอยยิ้มเล็ก ๆ แบบหยอกล้ออยู่บนใบหน้า
“เป็ไงบ้างล่ะ ไอ้ลามก” เธอพูดน้ำเสียงเบาแต่ยังแฝงด้วยความเศร้า
พีทมอ่อนเกินกว่าจะพูดโต้ตอบอะไรกลับ“ขอโทษที่ทำให้เธอลำบาก”
เธอหัวเราะเบาๆ และใน่เวลาสั้น ๆ ทุกอย่างเหมือนกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง
แต่ขณะที่เราเดินออกจากโรงเรียนพีทไม่สามารถสลัดความหนักอึ้งของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ รอยร้าวในมิตรภาพของพวกเขา ที่ต่างคนต่างพยายามมองข้ามมาตลอดมันลึกขึ้นเรื่อย ๆ และเป็ครั้งแรก ที่ตัวเขาไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขมันได้หรือไม่