ในขณะที่พวกเรากำลังจะออกจากห้องประชุมเฟสก็ได้พูดออกมาดึงดูดความสนใจของพวกเราทุกคนเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนทุกคน! เกือบลืมบอกเื่สำคัญไปเลย....”
เฟยได้ก้มตัวลงไปที่ใต้โต๊ะ
“ฉันมีของบางอย่างจะมอบให้กับพวกนายทุกคนด้วยล่ะ”
เฟยได้หยิบกล่องขนาดใหญ่ขึ้นมาวางเอาไว้บนโต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่กลางห้อง วีวแลนที่เห็นแบบนั้นจึงได้ถามเฟยไปด้วยความสงสัย
“มันคืออะไรงั้นเหรอครับ….?”
“เดี๋ยวเห็นแล้วก็จะรู้เองนั่นแหละ...”
เฟยได้ใช้มือทั้งสองข้างเปิดกล่องใบนั้นออกมาแล้วหยิบของที่อยู่ข้างในขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น มันก็คือชุดคลุมยาวสีขาวที่ห่อเอาไว้ในถุงพลาสติกนั่นเอง
“นี่คือชุดเครื่องแบบใหม่ของพวกนายทุกคนยังไงล่ะ”
เฟสที่พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เริงร่าพร้อมทั้งยื่นชุดนั้นโชว์ให้ทุกคนได้เห็น แต่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นกลับมองกลับมาด้วยแววตาที่ผิดหวัง
“มีแค่นี้ใช้มั้ยครับ...”
“ใช้แล้วล่ะ”
“งั้นเหรอครับ”
ทาโน่ได้เดินเข้ามาหยิบเครื่องแบบนั่นไปสองชุดของตนเองกับของรองหัวหน้าก่อนที่จะเดินจากไป
“ดะ...เดี๋ยวก่อนสิ จะไม่ฟังสรรพคุณของมันก่อนเหรอ”
“เฮ้อ~เสียเวลาครับ ผมอยากจะไปเตรียมตัวสำหรับภารกิจมากกว่าที่จะมามัวแต่ฟังคุณพูดเื่บ้าๆแบบนี้น่ะ”
ทาโน่ได้เดินออกไปจากห้องประชุมแล้วขึ้นลิฟท์หนึ่งในสองตัวที่มีอยู่แล้วออกไปจากที่นี่ในทันทีโดยไม่คิดที่จะหันหลังกลับมามองแม้แต่น้อย
“เฮ้อ~ไม่อยากที่จะยอมรับเลย แต่ในครั้งนี้ดันคิดเหมือนกับมันซะได้นะ...”
บีสก็ได้เดินเข้ามาหยิบเอาชุดไปสองชุดด้วยเช่นกัน แล้วเข้าก็ได้โยนชุดหนึ่งในนั้นให้กับรองหัวหน้าของตนก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินออกไปขึ้นลิฟท์ที่เหลืออยู่ไปจากที่นี่ด้วยเช่นกัน
พวกเราที่เห็นแบบนั้นก็คิดที่จะทำเช่นนั้น แต่เฟยนั้นได้เข้ามาหยุดพวกเราเอาไว้
“ในฐานะที่เป็ศิษย์รวมอาจารย์เดียวกัน ช่วยอยู่ฟังฉันบรรยายสรรพคุณของชุดพวกนี้หน่อยเถอะนะ”
“ให้ตายสิตาลุง...รู้ตัวมั้ยว่ากำลังทำตัวไม่สมกับเป็ผู้บัญชาการอยู่น่ะ...”
“เห็นด้วยเลยล่ะยูโตะ….”
“เื่ชุดนั้นจะเป็ยังไงก็ชังมันเถอะครับ ในตอนนี้พวกเราอยากที่จะให้ความสำคัญกับเื่ของการเตรียมตัวสำหรับภารกิจมากกว่า”
“ฉันก็เข้าใจเื่นั้นดีอยู่หรอก แต่ว่าแค่นิดเดี่ยวเองไม่นานหรอกนะ ช่วยอยู่ฟังก่อนเถอะนะ ขอร้องล่ะ!”
เฟยได้พยายามตื๊อจนถึงที่สุด จนในที่สุดวีวแลนก็ต้องยอมให้ในพยายามนั้นที่สุด
“เฮ้อ~เข้าใจแล้วครับ แต่ขอแบบเร็วๆด้วยล่ะ”
“อื่อ! แน่นอนอยู่แล้ว จะไม่ทำให้เสียเวลาเลยล่ะ”
เฟยได้หายใจเข้าไปลึกๆหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะเริ่มเล่าสรรพคุณของชุดใหม่นั้นออกมา
“ชุดพวกนี้คือชุดต้นแบบที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับให้หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยใส่โดยเฉพาะ มันมีทั้งความยืดหยุนและความทนทานในระดับสูงในแบบที่ว่าสามารถป้องกันะุปืนพลังงานได้อย่างสบายๆแถมยังสามารถทนทานสภาพอากาศได้ทุกรูปแบบอีกด้วย ไม่ใช้แค่นั้นที่ตรงกลางหลังยังมีตราสัญญารักรูปดาวตกสามดวงของกองทัพอาร์คที่บงบอกถึงความกล้า,ความหวังและความยุติธรรมติดเอาไว้อีกด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ...ชุดพวกนี้นั้นฉันเป็คนออกแบบเองแหละ!”
เฟยได้พูดออกมาอย่างภาคภูมิใจ
(ให้ตายสิ แบบนี้เองสินะ สาเหตุที่ไม่ว่ายังไงก็อยากที่จะให้พวกเราฟังเื่สรรพคุณของชุดให้ได้น่ะ...แค่อยากที่จะบอกว่าตนเองนั้นออกแบบเองสินะ...)
“เป็ไงล่ะสุดยอดเลยใช้มั้ยล่ะ ชุดพวกนี้น่ะ”
“เฮ้อ~เสร็จแล้วสินะ...”
ยูโตะได้ยื่นมือเข้าไปจะหยิบชุดในกล่องนั่นออกมา แต่เฟยนั้นก็เข้ามาหยุดเอาไว้ก่อนที่มือนั้นจะไปถึงกล่องที่อยู่ตรงหน้า
“เดี๋ยวก่อน...”
“อะไรอีกล่ะ จบแล้วไม่ใช้เหรอ...”
“ไม่รู้สึกใตกตะลึงกับคุณสมบัติและดีไซน์ของมันหน่อยเหรอ”
“ไม่เลย...”
“ไม่เลยงั้นเหรอ...”
“ก็พวกเราแต่ล่ะคนก็สามารถปัดะุพลังนั่นได้อยู่แล้ว แถมคุณสมบัติอื่นๆมันก็ธรรมดาจะให้ใอะไรกันล่ะ ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว...”
“ไม่ๆมันยังมีข้อดีอยู่อีกนะ....ไม่เชื่อก็ลองถามพวกลาโน่ที่ได้ไปใส่ก่อนแล้วดูสิ”
เฟยที่ไม่รู้จะตอบอะไรจึงได้ชี้ไปยังลาโน่กับเซกล่าที่กำลังจะขึ้นลิฟท์ที่พึ่งมาถึงเพื่อลงไปที่ชั้นล่าง แต่เฟยที่เห็นแบบนั้นก็ไม่ยอมให้พวกเขาไปกันง่ายๆ จึงได้รีบวิ้งไปหาทั้งสองคนด้วยความเร็วแล้วดึงตัวของลาโน่เอาไว้ไม่ให้ขึ้นลิฟท์ไป
“อะ...อะไรกันครับ จู่ๆก็...”
“ฉันอยากจะให้เ้ามาช่วยบอกให้เ้าพวกเขานั้นได้รู้ว่าชุดนี้นั้นมันดีแค่ไหนกันน่ะ!”
เฟยได้ลากตัวเขากลับมายังห้องประชุมในทันที
“แต่ข้านั้นไม่ถนัดเื่แบบนี้...”
ลาโน่ที่ยังพูดได้ไม่ทันขาดคำก็ได้ถูกลากเข้ามายืนอยู่ต่อหน้าพวกยูโตะจนได้
“เอาล่ะ!หัวหน้าลาโน่เอ๊ย จงบรรยายข้อดีที่เหลืออยู่[ที่คิดออก]ของชุดที่พวกเธอใส่อยู่ออกมาเลย!”
“เอ่อ..คือมันก็...ใส่สบายดีแต่ก็ไม่คอยต่างจากเดิม...อ่อ! แต่ว่ามันก็เพิ่มการไหลเวียนของมานาได้ดีอยู่นะครับ….”
ลาโน่ได้พยายามคิดข้อดีให้กับชุดนั้นแล้ว แต่พวกยูโตะที่ฟังอยู่ก็ยังไม่มีใครสนใจอยู่ดีนั่นแหละ
(นายทำได้ดีแล้วล่ะนะ สำหรับคนที่โดนบังคับมาพูดแบบนี้น่ะ...)
“....”
“ไม่ใช้แค่นั้นหรอกนะ!...”
ในขณะที่ลาโน่กำลังจนมุมเซกล่าที่ได้เดินเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้อีกครั้งนั้น ก็ได้พูดขึ้นมาดึงดูดความสนใจของทุกคนเอาไว้
“ชุดพวกนี้ที่พวกเรากำลังใส่อยู่ในตอนนี้น่ะ มันไม่ได้มีดีแค่นั้นหรอกนะ ทั้งนุ่มราวกับขนสัตว์ที่อบอุ่น,ทั้งเบาบางไม่นักจนเกินไปทำให้ขยับตัวได้ง่ายขึ้นแถมยังแข็งแกร่งและทนทานไม่ขาดเอาง่ายๆ ไม่ใช้แค่นั้นหรอกนะในตอนใช้เวทย์มันยังเป็ตัวช่วยในการเป็สือกลางช่วยส่งมานาได้ดีจนการบริหารมานานั้นราวกับว่าเป็เื่ง่ายๆเลยล่ะ ถึงมันจะมีดีไซน์ที่แปลกๆไปบางก็จริง...แต่โดยรวมแล้วมันก็ยังคงเป็ชุดที่มีดีกว่าที่เห็นเอามากๆเลยล่ะ”
เซกล่าที่ได้บรรยายคุณสมบัติของชุดออกมาราวกับว่าเป็นักขายเสื้อมืออาชีพนั้นทำให้วีวแลนกับลาน่าที่อยู่ตรงนั้นถึงกับเริ่มสนใจในตัวของชุดใหม่นี้ขึ้นมามากกว่าเดิม พวกเขาที่พอได้ฟังแบบนั้นจึงได้รีบเข้าไปหยิบเอาชุดเ่าั้ออกมาดูอย่างสนใจในทันที
“พอได้ฟังแบบนั้น ก็เริ่มรู้สึกว่าชุดนี้นั้นดูดีขึ้นมาซะแล้วสิ”
“ก็ไม่อยากที่จะยอมรับหรอกนะ แต่พอลองมาจับดูแล้วมันก็ดูนุ่มเหมือนดังขนสัตว์จริงๆซะด้วยสิ”
พวกเขาได้ชื่นชมชุดเ่าั้ราวกับว่ากำลังโดนคำของเซกล่านั้นร้อรวงไปไม่มีผิด
(มันดูดีถึงขนาดนั้นเลยหรอ?...)
ยูโตะได้มองดูชุดใหม่ในมือ แต่ตัวเขาก็ไม่คิดว่ามันมีดีเหมือนกับที่เซกล่าได้กว่าวเอาไว้เลยแม้แต่นิดเดียว
(ให้ตายสิ แค่พูดเพียงไม่กี่คำก็สามารถดึงเอาสองคนนั้นให้สนใจกับของแบบนี้ได้ถึงขนาดนี้เชียว...ช่างเป็คำพูดที่สุดๆไปเลย….สีมือใช้ได้เลยใยผู้หญิงคนนี้น่ะ...)
ยูโตะที่คิดได้แบบนั้นจึงได้มองไปยังเซกล่าที่กำลังมองมาทางตัวเขาอยู่ด้วยความแปลกใจที่เห็นว่ายูโตะนั้นไม่ได้หลงไปกับคำพูดของเธอเลย
(น่าแปลกจัง....ทำไมดูเหมือนกับว่าใช้กับเขาไม่ได้ผลเลยนะ...)
เซกล่าที่คิดเช่นนั้นได้เดินเข้ามาหายูโตะแล้วกระซิบลงที่ข้างๆหูของเขาเบาๆว่า…
“น่าแปลกจังนะ ที่ไม่หลงไปกับคำพูดของฉันน่ะ...”
“เฮ้อ~ดูยังไงมันก็แค่ชุดธรรมดาชัดๆ ถึงเธอจะพูดให้มันดูดีแค่ไหนความรู้สึกของฉันที่มีต่อมันก็ไม่เปลี่ยนไปหรอกนะ...”
ยูโตะได้ตอบกลับไปด้วยคำพูดที่แสนจะธรรมดา แต่พอเซกล่าได้ฟังแบบนั้นแล้วเธอถึงกับอึ้งไปกับคำพูดนั้นคู่นึ่ง
(ใช้ไม่ได้ผลจริงๆด้วย...คำพูดของฉันใช้กับตัวเขาไม่ได้ผล....คนแบบนี้นอกจากลาโน่กับพวกคนในเผ่าพันธุ์เดี่ยวกันแล้วพึ่งจะเคยพบเจอเลยล่ะ...)
เซกล่าได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะเข้ามาใกล้ๆกับยูโตะในแบบที่ว่าแนบชิดถึงตัวกันเลย เธอนั้นได้กระซิบเข้าไปที่ข้างๆหูของตัวเขาอีกครั้งแบบเบาๆเช่นเดิมว่า…..
“นายเนี่ยน่าสนใจดีนะ ฉันน่ะเริ่มสนใจในตัวนายมากขึ้นกว่าเดิมซะแล้วสิ...”
“.....”
ยูโตะที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับพูดไม่ออกแถมยังหน้าแดงออกมาเล็กน้อยอีกต่างหาก
“...ให้ตายสิ...อะไรของเธอล่ะนั่น...”
“อิอิป่าวนิ...ดูเหมือนว่าที่นายหน้าแดงนี่คงจะไม่ใช้เพราะคำพูดของตัวฉันสินะ...”
หลังจากที่เธอพูดจบก็ได้เอาตัวที่แนบชิดอยู่กับยูโตะออกแล้วเดินออกมาไปยืนอยู่ข้างๆกับลาโน่ที่ไม่ได้รู้อะไรเลยในทันที โดยที่ปล่อยให้ยูโตะที่ยืนตัวเกร็งเอาไว้แบบนั้น
(เฮ้อ~~เกือบไปแล้วสิ...ใยนั่นดันเอาตัวเข้ามาใกล้ๆแบบนั้นจนหน้าอกเล็กๆนั่นเข้ามาชนเข้ากับแขนของตัวข้าเลย...แต่ััแบบนั้นโนบรางั้นเหรอ…อยากจะจับ....ไม่ๆ...ไม่ได้! ตั้งสติเอาไว้ก่อนสิตัวข้า!…สติ...สติ...)
ยูโตะได้สะบัดหัวไปมาพยายามเรียกสติของตนเองให้กลับมาอีกครั้ง
ส่วนที่อีกด้านหนึ่งของห้องนั้น
“ชักอยากจะลองใส่มันขึ้นมาซะแล้วสิ”
“ถ้างั้นไม่ลองใส่ดูล่ะที่นี่เลย”
เฟยที่เห็นลาน่าพูดออกมาแบบนั้น จึงได้กดปุ่มที่โต๊ะกลมใหญ่ที่กลางห้อง ครืน~~~หน้าจอขนาดใหญ้ที่ด้านหลังโต๊ะนั้นได้เลื่อนขึ้นไปที่้าเผยให้เห็นประตูที่ถูกซ่อนอยู่ออกมา
“มีห้องแบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย...”
ลาน่าได้เปิดประตูห้องนั้นออกมาเผยให้เห็นว่าที่ด้านในนั้นเป็ห้องขนาดเล็กที่แทบจะไม่มีของอะไรอยู่เลย แถมยังมืดอีกต่างหากมีเพียงแค่หลอดไฟเล็กๆที่ติดอยู่ที่้าเท่านั้นที่จะสามารถให้แสงสว่างเล็กน้อยขึ้นมาได้
“ที่นี่คือห้องเก็บของที่ไม่คอยมีใครรู้ว่ามีมันอยู่จึงไม่คอยได้ถูกใช้งานสักเท่าไหร เธอใช้มันเป็ที่เปลี่ยนชุดได้นะ”
“ไม่เอาด้วยหรอก เดี๋ยวฉันไปเปลี่ยนที่ห้องเปลี่ยนชุด...”
“ไม่เอาน่าอย่าพูดแบบนั้นเลย”
เซกล่าได้เข้ามากอดลาน่าเอาไว้
“ทำอะไรของเธอเนี่ย”
“ไหนๆแล้วก็เปลี่ยนที่นี่แหละ เดี๋ยวฉันจะช่วยเปลี่ยนเองนะ”
“ไม่เอาหรอกฉันทำคนเดียว...”
“อย่าพูดแบบนั้นเลยน่า”
เซกล่าที่ไม่สนใจที่จะฟังคำตอบของลาน่าได้ลากตัวเธอเข้าไปที่ด้านในแล้วปิดประตูล็อกในทันที
“ถ้างั้นพวกผู้ชายก็เปลี่ยนชุดกันที่ด้านนอกก็ได้นะ”
เฟยที่พูดออกมาได้โยนลูกกุญแจมาให้กับยูโตะ
“ถ้าเสร็จแล้วก็ช่วยปิดห้องให้ด้วยล่ะ”
“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนสิ ตาลุง!”
“ฉันน่ะมีงานที่จะต้องทำอีกมากมายของตัวไปก่อนนะ แล้วก็ถ้าเสร็จแล้วอย่าลืมเอากุญแจไปคืนให้ด้วยล่ะ”
เฟยที่พูดออกมาอย่างสบายใจได้ขึ้นลิฟท์แล้วไปจากที่นี่ในทันที
“นี่เขาคิดว่าพวกเรานั้นว่างมากรึไงเนี่ย...”
“ถึงนายจะสงสัยไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอก มารีบๆเปลี่ยนชุดกันก่อนเถอะ”
“เฮ้อ~นั่นสินะ...”
ทั้งสองคนได้เริ่มเปลี่ยนเป็ชุดใหม่ที่แทบจะดูไม่ต่างไปจากเดิมในทันที
หลังจากนั้นเวลาก็ได้ผ่านไปเกือบ1ชั่วโมง
ยูโตะกับวีวแลนที่ได้เปลี่ยนเป็ชุดใหม่เสร็จไปตั้งนานแล้วได้นั่งรอลาน่าที่แต่งตัวยังไม่เสร็จอยู่ที่โต๊ะกลมที่กลางห้อง โดยที่มีลาโน่ที่กำลังนั่งรอเซกล่าอยู่ที่ข้างๆกับพวกเขาด้วยเช่นกัน
“เฮ้อ~ให้ตายสิ ทำไมครั้งนี้มันถึงได้นานถึงขนาดนี้เนี่ย...”
“จะไปรู้หรอ! ปกติก็ไม่เห็นจะนานถึงขนาดนี้เลยไม่ใช้เหรอ...”
“ต้องขอโทษด้วยครับ สาเหตุน่าจะเป็เพราะเซกล่าเข้าไปด้วยนั่นแหละครับ...”
ในระหว่างที่พวกเขาทั้งสามคนกำลังบ่นไปมาอยู่นั้น ประตูของห้องเก็บของเล็กๆนั่นก็ได้ถูกเปิดออกมา
“ขอโทษที่ให้รอนะ!”
“ดะ...เดี๋ยวสิ ไม่ต้องดันก็ได้นะ...”
ทั้งสามคนที่ได้ยินเสียงของเซกล่านั้นก็ได้หันไปมองที่ประตูที่ด้านหลังและสิ่งที่พวกเขาทั้งสามนั้นได้เห็นนั่นก็คือลาน่าในชุดใหม่ที่กำลังถูกเซกล่าดันออกมาจากห้องแห่งนั้น วีวแลนกับทาโน่ที่เห็นเธอในชุดใหม่นั้นถึงกับตกตะลึงในความงดงามของเธอจนพูดอะไรไม่ออกเลย มีเพียงแค่ยูโตะเท่านั้นที่ไม่ได้รู้สึกอะไรต่างไปจากเดิมเลย
“เสร็จแล้วสินะ ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ...”
ยูโตะที่พูดขึ้นมาได้เดินไปยังประตูทางออกของห้องประชุมแห่งนี้
“ดะ...เดี๋ยวก่อนสิ!...”
ลาน่าที่เห็นแบบนั้นจึงได้ะโห้ามตัวเขาเอาไว้ ยูโตะที่ได้ยินแบบนั้นจึงได้หยุดเดินแล้วหันหลังกลับไป
“มีอะไรอีกล่ะ เสร็จแล้วไม่ใช้เหรอ”
“ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอ”
“พูด? อะไรล่ะ”
“ก็...เกี่ยวกับชุดนี่ไงล่ะ...”
ลาน่าได้หมุนตัวไปรอบๆเพื่อโชว์ชุดใหม่ที่ใส่อยู่ให้กับยูโตะและทุกคนได้เห็น
“ก็ดูเหมือนเดิ...”
ก่อนที่ยูโตะจะได้พูดออกมาเซกล่าที่เห็นว่าท่าไม่ดีแล้วก็ได้เข้ามาปิดปากตัวเขาเอาไว้ก่อนที่จะได้พูดออกมาพร้อมกับได้กระซิบเข้าที่ข้างหูของตัวเขาเบาๆเป็ครั้งที่สามว่า….
“ไม่ได้นะ ในตอนนี้น่ะ จะต้องพูดว่ามันดูเหมาะกับเธอเอามากๆเลยล่ะนะสิ”
“ทำมั้ยล่ะ?...”
“เอาเถอะน่า! พูดไปเถอะ...”
“เฮ้อ~ให้ตายสิ...”
เซกล่าได้ปล่อยมือที่ปิดปากยูโตะอยู่ออก
“มันดูเหมาะกับเธอเอามากๆเลยล่ะ...นะ...”
“งั้นเหรอ ขอบคุณนะ”
ลาน่าที่ดูดีใจขึ้นมานั้นได้เดินออกไปจากห้องนี้อย่างร่าเริง
“ถ้างั้นพวกเราไปกันเถอะนะ”
“อื่อ!นั่นสินะ พวกเราก็เสียเวลาไปเยอะแล้วด้วยสิ”
“ข้านั้นก็ว่าแบบนั้นแหละครับ”
วีวแลนกับลาโน่ได้เดินตามลาน่าไป
“เป็ไรล่ะ ไปได้สวยแบบที่ฉันนั้นพูดเอาไว้เลยใช้มั้ยล่ะ”
“ให้ตายสิ ยุ่งยากซะจริงๆเลยนะ...”
ยูโตะได้กดปิดห้องเก็บของนั่นก่อนที่จะเดินออกมาจากห้องพร้อมกับเซกล่าแล้วใช้กุญแจที่ได้รับมาปิดล็อกห้องประชุมนั้นก่อนที่จะเดินไปยังลิฟท์ที่จอดรออยู่ ทุกคนได้ขึ้นลิฟท์ตัวนั้นลงไปที่ชั้นล่างก่อนที่จะเริ่มแยกยายกันไปเตรียมตัวในแบบของตนเอง
“ถ้างั้นพวกข้านั้นจะไปทางห้องเก็บสมุนไพรก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวพวกเราจะผ่านทางห้องรักษาความปลอดภัยเพราะงั้นเดี๋ยวจะเอากุญแจไปคืนให้เองครับ”
“อื่อ!ช่วยได้มากเลยล่ะ”
ยูโตะได้ยื่นกุญแจให้กับลาโน่
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อน แล้วเจอกันใหม่นะครับ”
“แล้วเจอกันนะ~~~”
“อื่อ!แล้วเจอกัน”
ลาโน่กับเซกล่าที่ได้พูดกล่าวลาออกมาได้เดินไปยังห้องเก็บสมุนไพรในทันที
“แล้วพวกเราจะเอายังไงต่อล่ะวีวแลน”
“ไม่รู้สิ...ไปซ่อมแซมอุปกรณ์อาวุธต่างๆก่อนดีมั้ย...”
“งั้นก็แปลว่าจะไปที่โรงเก็บรักษาก่อนสินะ”
“อื่อ...ก็คงจะต้องเป็แบบนั้นแหละ”
“ก็ดีเหมือนกัน ตัวข้าก็อยากที่จะให้ช่วยดูดาบให้หน่อยอยู่เหมือนกันแฮะ”
“ถ้างั้นพวกเราก็ตัดสินใจได้แล้วสินะ ไปที่โรงเก็บรักษากันเลยเถอะ!”
ทั้งสามคนที่ตกลงกันได้แล้วก็ได้เริ่มเดินไปยังโรงเก็บรักษาในทันที
“เฮ้อ~~ในที่สุดก็มาถึงสักที อยู่ไกลชะมัดเลยนะที่นี่น่ะ”
“เห็นด้วยเลย ให้ตายสิ เมื่อไหรรถด่วนความเร็วสูงที่ใช้ในการเดินทางระหว่างสถานทีจะสร้างเสร็จสักทีล่ะเนี่ย”
“ช่วยไม่ได้หรอก ก็ที่นี่มันพึ่งจะสร้างเสร็จให้พอใช้งานได้เท่านั้นเอง ไม่แปลกใจหรอกที่สิ่งต่างๆยังสร้างไม่เสร็จน่ะ”
“เอาเถอะ ไม่ว่ายังไงพวกเราก็มาถึงกันแล้วล่ะ”
วีวแลนที่กล่าวออกมาพร้อมกับอาการเหนื่อยที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ทั้งสามได้มองไปยังตึกที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับในมือของพวกเขาที่ได้ถืออาวุธของตนเองที่ได้ไปเอามาในระหว่างทางก่อนที่จะมายังที่แห่งนี้
มันเป็ตึกที่ถูกเรียกว่า โรงเก็บรักษา ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เอาไว้ใช้เก็บของก็ตาม มันเป็ตึกสีขาวขนาดใหญ่ที่มีสองชั้น ซึ่งที่ชั้นสองนั้นมีหน้าต่างกระจกสีฟ้าติดอยู่มากมายรอมรอบๆตึกแห่งนี้เอาไว้และที่้าดาดฟ้าของตึกยังมีปล่องไฟขนาดใหญ่สีขาวที่กลายเป็สีดำไปแล้วครึ่งหนึ่งเพราะควันเสียต่างๆจำนวนมากที่ออกมาจากภายในที่ซึ่งเกิดมาจากการผลิดอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆมากมายที่ถูกสร้างอยู่ภายในนั้นตลอดเวลา
วีวแลนได้เปิดประตูของโรงเก็บรักษาแห่งนี้ออกไป แลัวทั้งสามคนก็ได้เดินเข้าไปที่ด้านในนั้น ที่ด้านในนั้นเป็ห้องสีขาวที่สะอาดและมีอาวุธต่างๆมากมายหลากหลายชนิดแขวนติดเอาไว้บนกำแพง ที่ตรงกลางของห้องนั้นได้มีโต๊ะเคาน์เตอร์ที่ทำมาจากโลหะสีดำสนิทตั้งอยู่ที่ตรงนั้น แถมที่ด้านหลังของเคาน์เตอร์นั้นยังมีบันไดวนที่เชื่อมต่อไปยังชั้นสองของตึกอยู่อีกด้วย
วีวแลนได้เดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์ตรงหน้าแล้วใช้มือของตนกดเข้าไปที่กระกริ่งที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
“เฮ้! ลุงแซมอยู่รึป่าวครับ”
“เอ่อๆ อยู่ๆ รอเดี๋ยวก่อนนะ กำลังจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
เสียงของผู้ชายไว้กลางคนที่ฟังดูทุ้มใหญ่ได้ดังลงมาจากชั้นสองของตึก พร้อมกับใครบางคนที่กำลังเดินลงมาจากบันไดวนนั่น
ผู้ชายคนนั้นคือแซม โอลราเนล นอร์ธทรู ผู้ชายที่ถูกเรียกว่าช่างกลไกลในตำนานแต่ทุกคนที่รู้จักกับตัวเขานั้นมักจะเรียกตัวเขาว่าลุงแซกเท่านั้น
เขาเป็ชายไว้กลางคนที่มีอายุประมาณ50-60ปี ร่างกายกำยำดูแข็งแรง แต่แขนขวาของเขานั้นเป็แขนเทียมจักรกลที่สร้างมาจากโลหะสีแดงที่แทบจะไม่มีความเงางามเลยสักนิด เขานั้นใส่เสื้อกล้ามสีขาวกางเกงขายาวสีนํ้าตาลและมีเข็มขัดสีนํ้าตาลสองเส้นรัดเอาไว้ที่เอวพร้อมกับกระเป่าขนาดกลางสีเขียวหนึ่งอันที่มีอุปกรณ์ต่างๆมากมายใส่เอาไว้ เขายังใส่รองเท้าบูทยาวสีดำที่ดูหนาและใหญ่อีกด้วย ส่วนที่ใบหน้าของเขานั้นมีลอยแผลเป็จำนวนมากที่เกิดขึ้นมาจากการที่เขาเคยไปทำภารกิจมากมายในครั้งอดีตอันยาวนาน เขานั้นไว้ผมยาวสีเทาที่มัดหางม้าเอาไว้ที่ด้านหลังของศีรษะและที่บนหน้าผากของเขานั้นยังคาดแว่นครอบตานิรภัยสีเงินที่มีเลนส์สีดำเอาไว้อีกด้วย
“ไงลุงแซม!ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
“อ่า~ไอ้หนูนี้เอง ครั้งนี้มีธุระอะไรงั้นเหรอ?”
“จะอะไรล่ะลุงแซม ก็มาให้ลุงช่วยดูอาการของอาวุธให้ยังไงล่ะครับ”
วีวแลนได้ยื่นสนับมือของตนเองให้กลับลุงแซมดู ลุงแซมได้รับเอาสนับมือนั้นมาแล้วส่องดูมันเพียงแค่แป๊บเดี่ยวก็สามารถรู้อาการของมันแล้ว
“อื่อ...ดูจากอาการแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกนะ แค่เอาไปเพิ่มความคงทนหน่อยก็พอแล้วล่ะ”
“งั้นเหรอ ลุงเนี่ยมีสายตาที่สุดยอดเลยนะ”
ลุงแซมได้วางสนับมือนั้นลงแล้วหันไปทางลาน่ากับยูโตะที่ยืนอยู่ข้างหลังของวีวแลนก่อนที่จะถามออกมาด้วยนํ้าเสียงเป็กันเองว่า...
“เอาล่ะ ทีนี้ก็ถึงตาของพวกเธอแล้วนะ”
“ค่ะ!”
ลาน่าได้ยื่นปืนของเธอให้กับลุงแซมดู ลุงแซมได้รับมาแล้วส่องดูมันเพียงแค่แป๊บเดี่ยวก็สามารถรู้อาการของมันแล้วเช่นเดิม
“อื่อ...ของแม้หนูน้อยก็ยังดูดีอยู่ ปรับแต่งเพียงแค่นิดเดียวก็น่าจะไม่เป็ไรแล้วล่ะ”
“งั้นเหรอคะ ถ้างั้นคงต้องพากให้ลุงจัดการด้วยนะ”
“แน่นอนได้อยู่แล้ว เอาล่ะ! ทีนี้ก็เหลือเพียงแค่ของเ้าแล้วสินะ”
ลุงแซมได้ยื่นมือมาทางยูโตะที่ดูท่าทางไม่ค่อยอยากจะส่งให้สักเท่าไหร
“เป็อะไรไป? เอาดาบของเ้ามาสิ”
“อ...อื่อ...”
ยูโตะได้ยื่นดาบของตนไปให้ลุงแซมดู ลุงแซมรับมันมาแล้วส่องดูไปมาสักพักก่อนที่จะวางมันลงบนโต๊ะแล้วะโออกมาใส่ยูโตะที่เตรียมตัวเตรียมใจรอรับอยู่นานแล้วด้วยความโกรธ
“นี่แก! คิดว่าดาบเล่มนี้เป็อะไรกันฮะ! ทำมั้ยมันถึงมีสภาพที่ทรุดโทรมแบบนี้กันไม่รู้จัดดูแลมันซะบางล่ะฮะ!”
“...กะ...ก็ไม่ใช้ว่าจะไม่ดูแลหรอก...แต่ว่าครั้งนี้มัน….เกิดเื่ขึ้นเยอะก็เลย...ลืมไปน่ะ…”
“อะไรนะ!ลืมไปงั้นเหรอ นี่แกจะบอกกับข้าว่าแกลืมดูแลคู่หูที่ต่อสู้ข้างกายแกเสมอมาอย่างดาบเล่มนี้ไปอย่างงั้นเหรอฮะ!”
(....ให้ตายสิ...ไม่มีข้อแกตัวเลยจริงๆ...แบบนี้คงจะต้องโดนบ่นใส่อีกนานแน่เลยสินะ..)
“ไม่เอาน่าลุง งานยุ่งๆแบบนี้ยังจะมีเวลามาเหวี่ยงใส่คนอื่นเขาอีกเหรอ”
ลุงแซมที่โกรธจัดจนแทบที่จะคุมตัวเองเอาไว้ไม่อยู่นั้นได้สงบลงเพราะคำพูดของใครบางคนที่กำลังเดินลงมาจากชั้นสอง เขาคนนั้นคือบีสที่ได้เดินลงมาจากชั้นสองแล้วได้มายืนอยู่ที่ข้างๆกับลุงแซมที่ดูจะใจเย็นลงแล้ว
“เฮ้อ~ก็อย่างที่แกว่ามา ข้าไม่ว่างพอที่จะมาบ่นใส่มันแล้วจริงๆนั่นเหละ”
“ใช้มั้ยล่ะ”
“นี่หัวหน้าบีสก็มาที่นี่เพื่อให้ลุงแซมซ่อมแซมอาวุธให้เหมือนกันงั้นเหรอครับ”
“อ่า! แน่นอนอยู่แล้วเ้าหนู ในตอนนี้ก็เกลือบเสร็จพอดีเเล้วกลังจะกลับน่ะ”
“อ่องั้นเหรอครับ….แล้วทำมั้ยลุงเเซมถึงได้ไม่ว่างงั้นเหรอ”
วีวแลนที่คุยกับบีสอยู่ได้หันไปถามลุงแซมที่ยืนอยู่ข้างๆ
(วีวแลนไม่ต้องไปถามลุงแกก็ได้นะ!....)
“ก็ข้ามีงานที่จะต้องสร้างอาวุธกับอุปกรณ์สำหรับภารกิจที่กำลังจะมาถึงยังไงล่ะ”
“ภารกิจ? งั้นลุงแซมเองก็จะไปกับพวกเราด้วยงั้นเหรอ”
“มันแน่นอนอยู่แล้ว ภารกิจใหญ่ขนาดนี้ข้าก็ต้องเข้ารวมด้วยอยู่แล้วสิ”
ลุงแซมได้หยิบเอาอาวุธของทั้งสามคนไปแล้วกำลังจะเดินขึ้นไปที่้า
“อาวุธพวกนี้พรุ่งนี้ก็เสร็จแล้ว ไว้มาเอาตอนเที่ยงๆก็แล้วกันนะ”
“ครับ! ฝากด้วยล่ะลุงแซมเอาแบบให้มันสุดๆไปเลยนะ”
“ฮึ!มันแน่นอนอยู่แล้วสิ”
ลุงแซมได้เดินขึ้นบันไดไปในที่สุด
“ถ้างั้นพวกเราไป...”
“เฮ้ย!เ้าหนูหลังจากนี้พวกเราไปดื่มกันมั้ยล่ะ”
บีสได้เข้ามากอดคอวีวแลนเอาไว้แล้วกำลังจะช่วนเขาไปดื่มด้วยต่อจากนี้
“ไม่ไปหรอกครับ ฉันยังมีงานที่จะต้องไปทำต่ออีก...”
“ไม่เอาน่า เื่แบบนั้นปล่อยให้พวกรองหัวหน้าทำไปก็ได้ส่วนพวกเราไปคุยกันต่อในแบบของหัวหน้ากันเถอะ”
บีสได้พยายามพูดโน้มน้าววีวแลนจนตัวเขานั้นแทบจะปฏิเสธไม่ได้
“เออ...คะ...คือ...”
“ไม่ได้! วีวแลนยังต้องอยู่ทำงานกับพวกเราต่อนะ”
ในก่อนที่วีวแลนจะค่อยตามไปลาน่าก็ได้เข้ามารั้งตัวเขาเอาไว้
“ไม่เอาน่าใยหนูน้อย ปลอยให้พวกผู้ชายเขาได้ไปพูดคุยกันในแบบของลูกผู้ชายเถอะน่า”
“ไม่มีทางหรอกย่ะ ใครจะปลอยให้วีวแลนไปกับคนอย่างนายกัน!”
“ทำมั้ยล่ะ คนแบบฉันมันทำมั้ยงั้นเหรอ”
“ก็น่าสงสัยจนอาจจะทำให้วีวแลนนั้นเสียคนก็ได้ยังไงล่ะ”
“ว่าไงนะ!ใยหนูน้อย”
“ก็ว่าแบบนั้นแหละ!”
ทั้งสองคนได้ยืนประจันหน้ากันแล้วส่งสายตาของตนเชือดเฉือนอีกฝ่ายโดยไรซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
(เฮ้อ~ให้ตายสิ ถ้าเป็แบบนี้คงอีกนานเลยสินะ...)
“รุ่นพี่คะ~~~!”
เสียงที่คุ้นเคยได้ดังขึ้นมาจากทางประตูทางเข้าโรงเก็บรักษาแห่งนี้
“เสียงนี่มัน...อ่า!...”
ยูโตะที่ได้หันไปมองได้ถูกหญิงสาวตัวเล็กที่วิ้งเข้ามาด้วยความเร็วชนเข้าไปจังๆเป็ครั้งที่สองของวันนี้ ยูโตะได้กระเด็นลงไปกองอยู่ตรงหน้าของบีสกับลาน่าพร้อมกับหญิงสาวคนนั้นที่กอดตัวเขาเอาไว้แน่น
“ไงคะรุ่นพี่~~พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ”
“ให้ตายสิ! เมื่อไหรเธอจะเลิกพุ่งเข้ามาแบบนี้สักที่เนี่ย อลิชา...”
ยูโตะได้มองไปยังอลิชาที่กอดตัวเขาเอาไว้แน่นโดยที่ไม่วี่แววว่าจะปล่อยตัวเขาไปเลยแม้แต่น้อย
“เดี๋ยวก่อนสิ เธอนั้นทำงานอยู่ที่โรงเก็บยานไม่ใช้เหรอทำมั้ยถึงมาอยู่ที่นี่ได้กันล่ะ”
ลาน่าที่เลิกสนใจบีสแล้วหันไปถามหาความจากอลิชาแทน
“ที่แรกหนูก็ได้รับคำสั่งให้มาเอาอุปกรณ์สำหรับภารกิจค่ะ แต่พอเห็นรุ่นพี่แล้วก็เลยเปลี่ยนเป่าหมายมาเป็การมารับพลังงานจากตัวรุ่นพี่แทนแล้วค่ะ!”
อลิชาได้ตอบกลับมาอย่างร่าเริงพร้อมกับได้กอดตัวของยูโตะแรงขึ้นมากกว่าเดิม
“เฮ้อ~เธอเนี่ยนะ...เดี๋ยวก่อนสิ เมื่อกี่เธอบอกว่าอุปกรณ์สำหรับภารกิจงั้นเหรอ”
ลาน่าได้ถามออกไปในทันทีเมื่อคิดได้แบบนั้น
“ใช้ค่ะ ภารกิจครั้งใหญ่ที่จะเริ่มขึ้นในเร็วๆนี้ หน่วยของฉันก็จะเข้ารวมในฐานะของช่างซ่อมบำรุงยานด้วยค่ะ”
“แล้วเธอก็จะไปด้วยงั้นเหรอ”
“ใช้แล้วค่ะ ฉันก็จะไปด้วยค่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนน่ะ”
“งั้นเหรอ...เดี๋ยวนะเธอไม่รู้งั้นเหรอว่าจุดหมายต้องไปที่ไหนน่ะ”
“ใช้ค่ะ พวกเขาไม่ได้บอกที่หมายมา บอกเพียงแค่ว่าเป็ภารกิจครั้งใหญ่เท่านั้นเองค่ะ”
“งั้นเหรอไม่ยอมบอกสินะ”
“มันก็แน่อยู่แล้วล่ะ ขนาดลุงแซมที่ข้าถามมาก่อนหน้านี้ตัวเขายังไม่รู้ถึงจุดหมายของภารกิจในครั้งนี้เลย ทหารทั่วๆไปจะไม่รู้รายละเอียดมันก็ไม่ใช้เื่แปลกหรอก”
บีสได้พูดออกมาก่อนที่จะเดินไปยังประตูทางออก
“ถ้างั้นข้าขอตัวไปก่อนนะ แล้วเ้ากันพวกเ้าหนูใยหนูทั้งหลาย”
บีสที่พูดออกมาได้เดินออกประตูไปพร้อมกับสายตาของทุกๆคนที่มองไปทางตัวเขาที่เดินจากไป
“ไปซะแล้วสิ”
“ลุกไปได้แล้วน่า!”
ยูโตะได้ยกตัวของอลิชาที่กอดตัวเขาอยู่ออก ก่อนที่จะลุกขึ้นมาแล้ววางตัวเธอลงไปบนโต๊ะเคาน์เตอร์ที่อยู่ตรงนั้น
“โธ่!รุ่นพี่ หนูยังรับพลังไม่พอเลยนะ”
อลิชาที่นั่งอยู่บนเคาน์เตอร์ได้มองมาทางยูโตะด้วยสายตาที่ดูงอนๆ
“เฮ้อ~ให้ตายสิ แค่นี้ก็น่าจะมากเกินพอแล้วไม่ใช้หรอ”
ยูโตะได้เดินไปทางประตูในทันที
(เฮ้อ~ให้ตายสิ...ถ้าฝืนยังอยู่ต่อไปล่ะก็มีหวังคงได้ห้ามใจต่อไปไม่ไหวแน่เลย...)
“ไปกันเถอะ พวกเรายังมีอะไรที่จะต้องทำอยู่อีกหลายอย่างเลยนะ...”
ยูโตะที่ลุกลีลุกลนได้เดินออกประตูไป
“โธ่~~รุ่นพี่ล่ะก็...”
“เอาน่าสิ่งที่เขาพูดมันก็ถูกล่ะนะ”
วีวแลนได้เดินตามยูโตะไป
“ถ้างั้นไปก่อนนะอลิชา แล้วเจอกัน”
“ค่า~~~แล้วเจอกัน...”
ลาน่าได้เดินตามวีวแลนไปโดยมีอลิชาที่นั่งอยู่บนเคาน์เตอร์นั้นมองส่งพวกเขาด้วยใบหน้าที่กำลังงอนแก้มป่องอยู่
หลังจากที่ทั้งสามคนออกมาจากโรงเก็บรักษาแล้วพวกเขาก็ได้มาพูดคุยกันว่าต่อจากนี้จะเอายังไงต่อดี
หลังจากที่ทั้งสามคนเสร็จธุระที่โรงเก็บรักษาแห่งนี้แล้ว พวกเขาที่เสียเวลาไปมากแล้วจึงได้ตัดสินใจที่จะแยกยายกันไปทำงานในส่วนต่างๆที่เหลืออยู่
วีวแลนได้ไปที่ท่าจอดยานเพื่อตรวจสอบดูการซ่อมบํารุงของยานที่จะใช้ในการออกเดินทาง ส่วนลาน่านั้นได้รับหน้าที่ให้ไปที่ห้องฝายจัดเตรียมเพื่อเดินเื่เอกสารมากมายในการเบิกอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็ในการเดินทางและสุดท้ายยูโตะนั้นได้รับหน้าที่ให้ไปยังโรงเพาะปลูกเพื่อที่จะไปหาวัตถุดิบที่จะใช้ในการทำอาหารในระหว่างการเดินทางนั่นเอง
ยูโตะที่เดินผ่านเส้นทางที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จของเอริกาแห่งนี้ไปจนถึงตึกขนาดใหญ่ที่มีความสูงประมาณสามชั้น ที่รอบๆของตึกแห่งนั้นไม่มีหน้าต่างอยู่เลยแม้แต่บานเดียว ตึกทั้งหลังนั้นมีสีเทาอมนํ้าตาลหลังคาทำมาจากโลหะสีดำที่มีความหนาและแข็งแรงมากกว่าปกติ ตึกแห่งนี้นั้นมีชื่อเรียกว่าโรงเพาะปลูกที่ๆใช้สำหรับสร้างวัตถุดิบต่างๆที่จะใช้ในการทำอาหารเพื่อเลี้ยงดูปากท้องของทุกคนในเอริกาแห่งนี้
“เฮ้อ~ในที่สุดก็มาถึงสักที...ให้ตายสิ ถ้าไม่แยกกันทำงานล่ะก็มีหวังวันนี้ทั้งวันก็คงจะไม่เสร็จหรอกนะ...”
ยูโตะได้ผักประตูของโรงเพาะปลูกแห่งนี้เข้าไป ที่ด้านในนั้นเป็ห้องขนาดใหญ่ที่แทบจะไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจากอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องที่มีความสูงพอๆกับตึกแห่งนี้ มันเป็สิ่งที่เรียกว่าเครื่องจัดเตรียม เมื่อใครก็ตามกรอกข้อมูลสิ่งที่้าลงไป มันจะทำการจัดเตรียมของเ่าั้ขึ้นมาจากห้องเก็บของขนาดใหญ่ที่ชั้นใต้ดินของเอริการแห่งนี้แล้วทำการจัดส่งของพวกนั้นไปยังสถานที่ที่คนๆนั้น้าได้ภายในเวลาไม่นาน
ยูโตะที่กำลังเดินเข้าไปยังเครื่องจัดเตรียมนั้นพร้อมกับกำลังคิดไปด้วยว่ามีสิ่งใดที่ตัวเขานั้น้าบ้าง…
“อื้อ...แป้งสาลี...เครื่องเทศ...ไข่กับชีสและก็พวกเนื้อสัตว์ก็ขาดอยู่สินะ...”
“คุณเองก็มาจัดหาวัตถุดิบด้วยสินะครับ”
“หือ?...”
ยุโตะที่ถูกถามจึงได้หันไปมองและสิ่งที่ตัวเขาเห็นอยู่นั้นก็คือทาโน่กับลาร่าที่กำลังเดินออกมาจากทางด้านหลังเครื่องจัดเตรียมที่ตั้งอยู่กลางห้อง
(เฮ้อ~ให้ตายสิ...ดันมาเจอเข้ากับคนที่ไม่อยากที่จะเจอมากที่สุดซะได้...ไม่ยุ่งด้วยน่าจะดีที่สุดนะ...)
ยูโตะที่คิดได้เช่นนั้นจึงได้เดินผ่านพวกเขาไปแบบไม่สนใจ ตรงเข้าไปยังที่หน้าจอของเครื่องจักเตรียมนั่นในทันที ยูโตะที่ไปถึงได้กรอกข้อมูลของสิ่งต่างๆที่ตัวเขานั้น้าลงไปอย่างรวดเร็วจนเกือบที่จะเสร็จอยู่แล้ว แต่ทาโน่ที่อยู่ตรงหน้าจอข้างๆนั้นก็ได้พูดขึ้นมาดึงดูความสนใจของตัวเขาเอาไว้
“แล้วหัวหน้าของคุณล่ะ งานที่สำคัญแบบนี้ไม่มาทำด้วยตนเองงั้นเหรอครับ กับใช้ให้ลูกน้องอย่างตัวคุณให้มาทำแทนแบบนี้น่ะ”
“หึ!เขาเรียกว่าใช้คนให้เหมาะสมกับงานต่างหากล่ะ เพราะว่าตัวข้านั้นทําอาหารเก่งที่สุดในหมู่ของพวกเรายังไงล่ะ”
ยูโตะที่ได้กรอกข้อมูลสิ่งต่างๆเสร็จจนหมดแล้ว ได้เดินออกมาจากหน้าจอแล้วกำลังจะเข้าไปหาทาโน่ที่อยู่ใกล้ๆที่ยังคงกรอกข้อมูลไม่เสร็จ แต่ลาร่าที่เห็นแบบนั้นกลับเข้ามาขว่างทางของตัวเขาเอาไว้ก่อน
“ไม่เป็ไรหรอกครับ เขานั้นไม่ทำอะไรตัวผมหรอกครับ จริงมั้ยล่ะครับ”
“เอ่อใช้ ตัวข้านั้นไม่ทำอะไรแกหรอก แค่อยากจะบอกเื่ที่แกเข้าใจผิดไปเื่หนึ่งก็เท่านั้นน่ะ”
“เื่ที่เข้าใจผิดไปงั้นหรอครับ? เื่อะไรงั้นเหรอครับ”
“เื่ที่ตัวข้านั้นไม่ใช้ลูกน้องของวีวแลนและตัวเขานั้นก็ไม่ใช้หัวหน้าของตัวข้าด้วยเช่นกันยังไงล่ะ”
“หือ~แล้วพวกคุณเป็อะไรกันงั้นเหรอครับ”
“เขานั้นเป็เพื่อนและครอบครัวของตัวข้าต่างหากล่ะ รวมถึงลาน่าด้วยล่ะนะ”
ยูโตะที่ได้ตอบกลับไปด้วยนํ้าเสียงที่จริงจังและซีเรียสพร้อมกับจ้องมองไปด้วยแววตาที่ไม่เป็มิตร ทาโน่นั้นไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมาเลย ในทางกลับกันลาร่าที่อยู่ตรงนั้นกับสัมพัสได้ถึงจิตมุ่งร้ายที่ยูโตะนั้นปล่อยออกมา เธอจึงได้ชักมีดคมสีเขียวที่เก็บอยู่ที่ด้านหลังออกมาเตรียมพร้อมที่จะเข้าต่อสู้กับยูโตะในทันที
“หยุดก่อนลาร่า! เขาน่ะไม่ทำอะไรผมหรอกเพราะฉะนั้นใจก่อนนะ…”
“.....” [.....]
ลาร่าที่ได้รับคำสั่งแบบนั้น เธอจึงใจเย็นลงพร้อมกับเก็บมีดที่ถืออยู่ในมือทันที
“หึ!ชังเป็หญิงสาวที่หัวร้อนง่ายจริงเลยนะ เธอน่ะ...”
“.....” [.....]
ลาร่าที่ได้ยินแบบนั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลย เธอเพียงแค่ยกมือขึ้นมาปิดหูของเธอเอาไว้เท่านั้น
“ไม่ตอบกลับมาแต่ใช้มือปิดหูแทนงั้นเหรอ เธอเนี่ยเป็คนที่แปลกดีนะ น่าสนใจมากกว่าหัวหน้าของเธอเป็ไหนๆเลยล่ะนะ”
ยูโตะที่หมดธุระกับที่นี่แล้วได้เดินไปที่ประตู แต่ก่อนที่ตัวเขาจะออกไปก็ได้กล่าวคำอำลาออกมา
“ตัวข้าหมดธุระกับที่นี่แล้ว แล้วเจอกันใหม่ในภารกิจนะ”
“ฮึ!...แต่ผมน่ะ ไม่ค่อยอยากที่จะเจอกับตัวคุณสักเท่าไหรหรอกนะครับ…”
“หึ!จริงๆแล้วก็พูดไปงั้นแหละ ตัวข้านั้นก็ไม่อยากที่จะเจอกับแกหรอกนะ”
ยูโตะที่พูดออกมาเช่นนั้นได้เดินออกไปจากโรงเพาะปลูกแห่งนี้
หลังจากวันอันแสนวุ่นวายได้จบลง ยูโตะที่เหนื่อยจัดจากการเตรียมพร้อมนั้นได้กลับมาถึงยังห้องพักของตนเอง ตัวเขาที่เดินเข้ามาได้มุ่งตรงไปที่เตียงเล็กๆที่ตั้งอยู่ที่ตรงมุ่งห้อง ยูโตะที่ไปถึงได้โน้มตัวลงไปนอนบนนั้นในทันทีโดยที่ไม่คิดที่จะล่างหน้าแปรงฟันก่อนเลย
“อ่า~เหนื่อยชะมัดเลยนะ...วันนี้น่ะ….”
ตัวเขาที่ได้บ่นออกมาเล็กน้อยด้วยนํ้าเสียงที่แ่เบานั้นได้หลับตาลงก่อนที่จะผลอยหลับไปในที่สุด
หลังจากนั้นวันเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงวันที่ภารกิจนั้นได้เริ่มต้นขึ้น
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ปี A.G.17
ณ ดาวเคราะห์เทียมเอริกา กองยานแห่งอาร์คทั้งหมด100ลำพร้อมกับลูกเรือทั้งหมด500,000นายได้ออกเดินทางเพื่อไปปฏิบัติภารกิจอันยิงใหญ่ครั้งสําคัญที่จะถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของจักรวาลแห่งนี้ไปตลอดการ…