บทที่ 37 ดูสิว่าแม่จะไม่ตีลูกตาย!
ทันทีที่เห็นจิ่นเฉิงขับรถกลับมา เธอยังคิดอยู่เลยว่ารถมาจากไหน!
คาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะเป็นเด็กสองคนนี้ที่ซื้อมาให้
ฟ่านจื้อซิงและเฉินเยว่อิงยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปดูรถบรรทุก
“รถคันนี้ราคาไม่ใช่ถูก ๆ เลยใช่ไหม?” ฟ่านจื้อซิงกลืนน้ำลายลงคอ
เขารู้ว่าลูกสาวมีเงิน แต่จู่ ๆ ก็ซื้อทั้งภูเขา ซื้อทั้งรถ ใช้เงินมากขนาดนี้เลยเหรอ!
ฟ่านซีซีกลัวว่าคนในครอบครัวจะเสียดายเงิน จึงรีบตรงเข้าไปอวดฟ่านจิ่นเฉิงทันที
“พ่อคะ รถคันนี้พี่จิ่นเฉิงกับเพื่อนทำงานได้เงินมาซื้อให้พ่อต่างหาก เขาบอกว่าเอาไว้ใช้ขนของเข้าร้าน แล้วก็ขนส่งต้นไม้ดอกไม้ที่พื้นที่เพาะปลูกได้ด้วย เดี๋ยวพ่อไปสอบใบขับขี่ ต่อไปจะได้ไปไหนมาไหนสะดวก”
ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง ฟ่านจิ่นเฉิงก็หันไปพูดกับแม่ของเขาว่า “ซีซีบอกว่าผมซื้อรถแล้ว เธอไม่มีส่วนร่วมเลย เลยทำหน้าบึ้งตึงตลอดทาง แล้วบังคับให้ผมซื้อมอเตอร์ไซค์ผู้หญิงให้แม่คันหนึ่ง บางทีคุณป้ากับซีซีก็ต้องออกไปข้างนอก เลยซื้อมาทีเดียวสองคัน แม่ครับ เดี๋ยวลองขี่ดูนะ ต่อไปจะได้ออกไปข้างนอกสะดวกหน่อย”
หลิ่วซิ่งฟางหัวเราะออกมาทันที เด็กคนนี้นี่ดีจริง ๆ ทั้งแสนรู้ ทั้งนึกถึงเธอด้วย
รถมอเตอร์ไซค์คันนี้เบากว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป แถมยังเป็นแบบสกู๊ตเตอร์อีก เธอมองปราดเดียวก็ชอบเลย
ในเมื่อซื้อมาแล้ว ฟ่านจื้อซิงและเฉินเยว่อิงก็ย่อมดีใจเป็นธรรมดา ทั้งสามคนยืนล้อมดูรถบรรทุกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ช่วยกันยกมอเตอร์ไซค์สองคันลงมา แล้วลองขี่ดู
ฟ่านจิ่นซินที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ทุกครั้งที่ฟ่านซีซีซื้อของมาให้แม่ของเธอ ไม่เคยคิดถึงเธอเลยสักครั้ง
เวลานี้เธอเองก็ลืมไปเสียสนิท เสื้อโค้ทขนแกะและเสื้อไหมพรมขนแกะก่อนหน้านี้ เธอก็ได้ไปไม่น้อยเลย
พอเห็นแม่ของตัวเองกับแม่ของซีซีลองขี่รถอย่างสบายใจ ฟ่านจิ่นเฉิงก็จูงมือฟ่านซีซีอย่างเป็นธรรมชาติ
“ซีซี กลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
“อืม ฉันหิวแล้ว!”
“อยากกินอะไร เดี๋ยวฉันทำให้กิน”
“ฉันอยากกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน”
ฟ่านจิ่นซินได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “เย็นนี้พวกเรากินบะหมี่กัน ในหม้อยังมีเหลืออยู่”
ฟ่านซีซีเบะปาก “ฉันอยากกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน”
“ได้ งั้นทำซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน” ฟ่านจิ่นเฉิงไม่รังเกียจที่จะทำให้ เขายินดีเอาใจเธอและเอาใจกระเพาะของเธอ
ฟ่านจิ่นซินโมโหจนแทบคลั่ง ฟ่านซีซีพูดอะไรพี่ชายของเธอก็เห็นด้วยไปหมด ไม่มีการขัดใจ ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองเลย
เธอก็อยากกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน อยากกินเนื้อเหมือนกัน แต่ดูจากนิสัยของพี่ชายเธอแล้ว เขาคงทำแค่สองที่ แบ่งกันกินกับฟ่านซีซีแค่นั้น
เธอมองดูทั้งสองคนจูงมือกันจากไป ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับตัวเอง
ไม่เห็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต แค่ซื้อมอเตอร์ไซค์เอง ซ่างตงให้เงินเธอมา เธอยังไม่ได้ใช้เลย วันนั้นเธอถ่ายรูปให้เขาไปตั้งร้อยกว่ารูป นั่นหมายความว่า เงินก้อนนั้น เธอไม่ต้องใช้คืนแล้ว
ของที่ฟ่านซีซีอยากได้ พี่ชายก็ซื้อให้ ของที่เธออยากได้ อย่างมากก็แค่ซื้อเอง
ด้วยความรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจ วันต่อมาเธอจึงโดดเรียน
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฟ่านจิ่นซินตื่นเช้าทุกวัน ไปโรงเรียนเป็นคนแรกทุกวัน และกลับห้องนอนเร็วที่สุดทุกคืน
จู่ ๆ เธอก็ทำเหมือนทุกคนเป็นอากาศธาตุ ทำตัวลึกลับน่าสงสัย
แต่ฟ่านซีซีกลับรู้สึกว่าสายตาที่ฟ่านจิ่นซินมองตนเองนั้นมีความภาคภูมิใจอยู่เล็กน้อย แม้เธอจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายภูมิใจเรื่องอะไรก็ตาม
คืนวันศุกร์ ฟ่านซีซีปิดไฟเข้านอนไปแล้ว แต่จู่ ๆ ก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงร้องไห้จากห้องตรงข้าม
ตามมาด้วยเสียงของตกพื้น และเสียงร้องไห้ของฟ่านจิ่นซิน
“หนูไม่ได้ขโมยเงิน พวกคุณใส่ร้ายหนูไม่ได้...”
เฉินเยว่อิงที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จได้ยินเสียงอึกทึกจึงรีบวิ่งออกไป
“ซิ่งฟาง มีอะไรก็พูดกับลูกดี ๆ สิ จิ่นซินก็เป็นเด็กที่น่ารักนะ”
หลิ่วซิ่งฟางโกรธจนตัวสั่น ชี้ไปที่ฟ่านจิ่นซินแล้วพูดว่า “รู้ไหมว่าเธอทำอะไร? เธอแอบไปซื้อโทรศัพท์มือถือ ทั้งค่าเครื่องและค่าเปิดเบอร์รวมกันเป็นเงินกว่าหมื่นหยวน เธอเอาเงินมาจากไหน?”
เธอพูดพลางจ้องลูกสาวตาเขม็ง “ฟ่านจิ่นซิน วันนี้ลูกต้องสารภาพมาให้หมด ไม่งั้นแม่จะหักขาลูก”
ฟ่านจิ่นซินทั้งตกใจทั้งกลัว แต่เมื่อเห็นฟ่านเจวียนเจวียนและฟ่านมี่มี่ใส่รองเท้าแตะวิ่งออกมาดู เธอก็รู้สึกอับอาย จึงตะโกนออกมาทั้งน้ำตาว่า “พี่ชายมีเงินซื้อรถ แม่ก็ไม่เห็นจะถามว่าเขาเอาเงินมาจากไหน ฟ่านซีซีซื้อรถซื้อที่ดิน ทุกคนก็ไม่เคยว่าอะไรสักคำ ทำไมพอหนูซื้อของแค่ชิ้นเดียว แม่ถึงต้องถามนั่นถามนี่ หนูไม่มีสิทธิ์มีความลับบ้างเลยหรือไง?”
หลิ่วซิ่งฟางเห็นเธอเถียงกลับ ก็โกรธจนถอดรองเท้าแตะข้างหนึ่งฟาดก้นเธอ
“เป็นเรื่องปกติที่ซีซีจะมีเงิน เธอมีเงินทุนการศึกษาตั้งสองแสนหยวน ลูกเทียบกับเธอได้เหรอ? ส่วนพี่ชายของลูกมีเงินอยู่บ้าง เป็นเงินที่แม่ให้เขา เขาจะเอาเงินไปซื้อรถแล้วมันผิดตรงไหน? ลูกมีความสามารถอะไรบ้าง? ลูกเอาเงินหมื่นกว่าหยวนมาจากไหนถึงซื้อโทรศัพท์ได้”
“แม่ลำเอียง!” ฟ่านจิ่นซินโต้แย้งทั้งน้ำตา
เธอแค่ซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว มันผิดตรงไหน เธอไม่ได้ใช้เงินของพวกเขาสักหน่อย
ปกติฟ่านจิ่นเฉิงเป็นคนใจเย็นกับครอบครัว แต่ตอนนี้เขากลับทำสีหน้าเย็นชา “ฟ่านจิ่นซิน เธอจะมีความลับก็ได้ แต่เรื่องที่มาของเงินเธอก็ต้องอธิบายให้ชัดเจนนะ ตอนนี้มีผู้หญิงบางคนไม่เอาไหน อยากจะหาเสี่ยเลี้ยง คบกับผู้ชายที่อายุมากกว่าตัวเองหลายสิบปี เธออย่าทำแบบนั้นนะ ไอ้เด็กหนุ่มที่อยู่ในเขตหมี่ตงนั่นตระหนี่จะตาย คงไม่ให้เงินเธอซื้อโทรศัพท์มือถือเป็นหมื่นหยวนหรอก อย่าให้ฉันต้องไปเผชิญหน้ากับเขานะ”
“พี่...พี่พูดแบบนี้ได้ยังไง... ฮึก...พี่ยังเป็นพี่ชายฉันอยู่หรือเปล่า?” ฟ่านจิ่นซินทั้งตกใจทั้งโกรธ จนสะอึกสะอื้นออกมา
“ถ้าที่มาของเงินไม่มีปัญหา แค่พูดอธิบายมันยากมากนักหรือไง?” ฟ่านจิ่นเฉิงถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อเห็นแววตาเย็นชาและผิดหวังของพี่ชาย ฟ่านจิ่นซินก็รู้สึกหงุดหงิดใจ เธอจึงกัดฟันพูดว่า “ฉันยืมเงินเขามา พอใจหรือยัง!”
“ยืมใครมา?” เห็นได้ชัดว่าหลิ่วซิ่งฟางยังไม่ค่อยเชื่อ
เด็กมัธยมปลายปี 2 แบบนี้ ไม่มีปัญญาใช้คืนหรอก ใครจะให้เธอยืมเงินตั้งมากมาย
ทันใดนั้น ฟ่านจิ่นซินก็คอตก ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“พูด!” สีหน้าของฟ่านจิ่นเฉิงเริ่มบ่งบอกถึงความโกรธ เขาสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาคิดไว้
ฟ่านจิ่นซินเองก็กลัวพี่ชายของเธออยู่ไม่น้อย พอเห็นสีหน้าเอาเรื่องแบบนั้น เธอก็ร้องไห้จ้าออกมาทันที
“ก็...ก็ซ่างตงให้ฉันยืม ฉันไปขอฟ่านซีซีตอนนั้นแล้วเธอไม่ให้ยืม ซ่างตงเลยให้ฉันยืมเอง ฉันก็เลยรับไว้”
ฟ่านซีซีที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลังถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าเรื่องราวจะมาเกี่ยวกับตัวเองด้วย
ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร หลิ่วซิ่งฟางก็ใช้ส้นรองเท้าฟาดไปที่ฟ่านจิ่นซินอีกครั้ง
“ทำไมเขาต้องให้ลูกยืมเงินด้วย ลูกก็ไม่ได้อดอยากขัดสนอะไร ยืมเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ...ทีอย่างนี้ทำเป็นเก่ง ดูสิว่าแม่จะไม่ตีลูกตาย”
ตอนนี้แววตาของฟ่านจิ่นเฉิงเต็มไปด้วยความเย็นชา น้องสาวคนนี้นี่มันโง่จริง ๆ ชาติที่แล้วก็โดนคนอื่นหลอกใช้ คอยสร้างเรื่องวุ่นวายให้ซีซีไม่หยุด ทำให้ซีซีต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อย ตอนนี้ยังกล้ามาขอยืมเงินจากซ่างตงอีก ท้าทายขีดจำกัดความอดทนของเขาจริง ๆ
เขาคว้าตัวฟ่านจิ่นซินที่กำลังโดนตีอยู่เข้ามาหา “เธอยอมตกลงอะไรกับเขาหรือเปล่า เขาถึงได้ใจดีให้เธอยืมเงินง่าย ๆ แบบนั้น”