พีรพลถูกปลุกขึ้นจากความร้าวระบมที่แผ่นหลังใน่สายของวันต่อมา
แสงจากดวงตะวันที่สาดส่องลอดผนังผุพังเข้ามา สว่างจ้าเสียจนต้องหยีตาอยู่สักพักสมองที่เคยหนักอึ้งเริ่มปลอดโปร่งขึ้นมาเล็กน้อย จากการได้พักผ่อนยาวนานหลายชั่วโมง
ในระหว่างที่รอดวงตาปรับให้เข้ากับสภาพของแสงจากภายนอกพีรพลก็พยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อวานนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่แค่โดนปาลูกมะพร้าวใส่ แล้วทำไมเขาถึงได้ร้าวระบมและเต็มไปด้วยาแทั่วทั้งตัวขนาดนี้
แต่หลังจากที่พยายามคิดจนหัวแทบะเิ พีรพลก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลยสักอย่างนอกจากภาพจำสุดท้ายก่อนหัวทิ่มปักท้องร่อง…
พีรพลลองขยับตัวเบา ๆ เพราะกลัวว่าาแที่หลังจะปริแตกขึ้นมาอีกจากนั้นก็ค่อย ๆ ยันตัวเองขึ้นอย่างช้า ๆ พอลุกขึ้นนั่งได้ เขาก็เริ่มสำรวจรอบตัว
“เห้ย!...ที่ไหนวะเนี่ย?”
สถานที่ที่พีรพลอยู่ตอนนี้ สภาพของมันแย่ยิ่งกว่ากระท่อมท้ายสวนของตัวเองเสียอีกเพราะมันดูคล้ายเพิงพักริมทาง ที่รอบด้านถูกประกอบขึ้นมาจากก้านมะพร้าวแห้งดีหน่อยที่หลังคาทำจากใบสักขนาดใหญ่ ที่คาดคะเนด้วยสายตาแล้ว พอคุ้มแดดคุ้มฝนได้อยู่
ส่วนบริเวณที่พีรพลใช้นอน ก็เป็เพียงแคร่ไม้ไผ่ผุพังและหมอนที่ทำจากต้นมะพร้าวแห้ง ผ้าห่มก็เก่าคร่ำคร่า ส่งกลิ่นเหม็นสาบฉุนจมูก
“ผ้าขี้ริ้วชัด ๆ”
พีรพลใช้สองนิ้วคีบผ้าห่มผืนเก่าขึ้นมาอยู่ในระดับสายตาก่อนที่ร่างกายจะชะงักค้าง ปากห้อย สองตาเบิกโพลง
“อ๊ากกกกกกก”
เสียงกรีดร้องดังลั่นเพิงผุพังจนฝุ่นผงพากันฟุ้งกระจาย
จะไม่ให้ร้องได้ยังไง ก็ไอ้มือที่คีบผ้าห่มขึ้นมามันทั้งเล็กทั้งขาว แถมเรียวยาวคล้ายมือผู้หญิง และด้วยความใมือขาว ๆ ข้างนั้นก็รีบสลัดผ้าห่มทิ้งทันที
“โอ๊ยยยยย”
แต่ก็นั่นแหละ พอออกแรงเหวี่ยงผ้าห่มออกไปก็กลายเป็ตัวเองที่ต้องกรีดร้องขึ้นมาอีกคำรบ เพราะแรงเหวี่ยงมันส่งผลไปถึงรอยแผลที่บริเวณแผ่นหลัง
พีรพลอ้าปากโกยอากาศเข้าปอดเพื่อระงับความเ็ปในตอนนี้เขาตื่นเต็มตาแล้ว จะไม่ตื่นยังไงไหว เพราะอะไร ๆก็ดูผิดที่ผิดทางไปเสียหมด
ฟู่ววว
หลังจากที่นั่งนิ่งอยู่สักพักความเ็ปก็เหมือนจะทุเลาลงทันใดนั้นเองประตูผุพังก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงชรานางหนึ่งในมือมีห่อใบตองร้อยเป็พวงและกระบอกไม้ไผ่สามสี่อันห้อยก๊องแก๊งติดมาด้วย
“โอ้ว…คุณพระคุณเ้าคุ้มครองในที่สุดเอ็งก็รอดตายนะไอ้ปิ่น ข้านึกว่าจักต้องจุดไฟเผาเอ็งพร้อมกับกระท่อมนี้เสียแล้ว”เสียงแหบแห้งตามวัยเอ่ยพร้อมกับปรี่เข้ามานั่ง “เอ็งมิได้สติอยู่เกือบเดือนรู้หรือไม่หยูกยาข้าก็หามารักษาให้เอ็งได้ตามมีตามเกิดเท่านั้น แต่เอ็งมันคนดวงแข็ง ดีแล้วดีแล้ว ต่อไปก็อย่าไปยุ่งวุ่นวายกับนางพวกนั้นอีกเลยนะเอ็ง”
พีรพลนั่งหน้าเหวอ อ้าปากหวอเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่ยายแก่ข้างกายนี่พูดเลยสักคำเดียว เขาเนี่ยนะ ตัวเขาคนนี้เนี่ยนะที่นอนไม่ได้สติเป็เดือน ๆ คือกูแค่ตกท้องร่องตื้น ๆ เองมั้ย ...เอ๊ะ!หรือว่าหัวไปกระแทกกับตอไม้ใต้น้ำเข้าจริง ๆ
แต่คงไม่หรอกมั้ง คงไม่ดวงซวยขนาดนั้นหรอกน่า….
ว่าแต่...เอ๊ะ!
เหมือนยายแก่คนนี้จะเรียกเขาว่า ปิ่น ปิ่นอะไรสักอย่าง ปิ่น ไหนอีกวะเนี่ย
“อะ เอ่อ ยาย อุ้บส์!”
พีรพลหุบปากฉับแถมยกมือขึ้นมาปิดด้วยเมื่อได้ยินเสียงหวานแต่แหบแห้งที่เปล่งออกมาเมื่อกี้ตอนที่ใก็ไม่ทันได้สังเกตว่ามันไม่ใช่เสียงเดิมของตน
“เอ็งมีอันใด?”
ยายแก่ไม่ได้สนใจอาการแปลก ๆ ของพีรพลเลยสักนิดเพราะหลังจากที่ส่งกระบอกน้ำให้เขาแล้ว แกก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาบดบางอย่างในกะลามะพร้าวจนกลิ่นเขียวฉุนๆ ของมันลอยเอื่อยแข่งกับกลิ่นฝุ่นกลิ่นสาบในกระท่อมหลังนี้
พีรพลลดมือลงแล้วยกน้ำขึ้นจิบแก้กระหาย สายตาก็ล่อกแล่กไปมาเพื่อสำรวจรอบกายยายแก่คนนี้แต่งตัวแปลก ๆ เพราะนุ่งโจงสีตุ่น ๆ และคาดผ้าไว้ที่่อกกันอุจาดตาเพียงผืนเดียวเท่านั้นคำพูดคำจาก็โบร๊าณ โบราณ ข้า ข้า เอ็ง เอ็ง ที่บดยาก็เป็กะลามะพร้าว ใบตองกระบอกไม้ไผ่...
ใช่เลย!
“นางสิบสอง!”
“อันใดของเอ็งนางสิบสองอันใด?”
ยายแก่เงยหน้าตวัดสายตามองพีรพลอย่างปลง ๆ จากนั้นก็ส่ายหัวแล้วก้มไปบดของในกะลาต่อปากก็ขมุบขมิบอะไรสักอย่างฟังไม่เข้าใจเหมือนกันแต่ที่เข้าใจดีในตอนนี้เลยก็คือไม่ใช่นางสิบสองอย่างที่คิดได้ในตอนแรก งั้นก็...
“ขวานฟ้าหน้าดำ!”
คราวนี้ยายแก่หยุดมือแล้วหายใจทิ้งอย่างแรง จนพีรพลได้ยินชัดแจ๋วเต็มสองหู“ไข้คงกินสติเอ็งเข้าไปด้วย ถึงได้เพ้อออกมาเช่นนี้ เฮ้อ!...ข้าล่ะสงสารเอ็งยิ่งนักไอ้ปิ่นอุตส่าห์มีวาสนาได้เป็ถึงเมียบ่าวท่านเ้าคุณแท้ ๆ แต่เวรกรรมของเอ็งคงหนาเกินไป์จึงได้ลงโทษเอ็งเยี่ยงนี้ ทั้งที่เอ็งเพิ่งจักสุขสบายได้ไม่กี่เพลา”
‘อิหยังวะ’
นี่คือสิ่งที่พีรพลคิดได้หลังจากที่ยายแก่พูดจบคำใหม่ ๆ ที่เพิ่งถูกป้อนเข้ามาในหัวเริ่มวนเวียนหาทางไปต่อ
ไอ้ปิ่น?
เมียบ่าว?
ท่านเ้าคุณ?
ถึงกับยิ้มแห้งแล้งออกมาทันทีทันใดมันไม่ใช่เื่เล็ก ๆ แล้วนี่หว่า เพราะสิ่งที่ยายแก่พูดออกมาเหมือนจะเป็เื่จริง
จะไม่จริงได้ไง ขนาดเจ็บ ยังเจ็บจริงเลยเนี่ย!
แม่ง!...
สรุปคือกูตายแล้ว?
เอ๊ะ!หรือว่ายังไม่ตาย?
พีรพลถามตัวเองในใจหลายร้อยรอบว่า ถ้าเขาตายจริงก็ไม่น่าที่จะจำเื่ราวในชาติเก่าที่ถูกไอ้จ๋อเอาลูกมะพร้าวปาหัวได้หรอกมั้งและที่ประหลาดคือเขาก็ไม่รู้อะไรสักอย่างในชาตินี้ด้วย
โหววว ทะลุมิติ ว่าซั่น!...
เออ ทะลุมิติไม่ว่า ถือว่าแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
เพียงแต่ว่าอยากจะถามไถ่ดูสักคำ ว่าส่งกูมาอยู่ในร่างใครวะครับ…
แล้วเ้าของร่างนี่คือขิตไปแล้วใช่ไหม ไม่ใช่อยู่ๆ ไปแล้วกลับมาทวงร่างคืน กระผมไม่คืนนะบอกก่อน
ให้แล้วให้เลย อิ๊บ
“ถ้าเอ็งกลายเป็คนสติไม่ดีก็ลำบากหน่อยนะไอ้ปิ่น ข้าก็มิอาจมาหาเอ็งได้ทุกวัน เอ็งต้องอยู่คนเดียวให้ได้หนาถึงแม้ว่ากระท่อมนี้จักเล็กแคบไปบ้าง แต่มันก็ยังอยู่ในผืนดินของท่านเ้าคุณ แต่เอ็งมิต้องกังวลไปดอกเพราะคุณท่านมิเคยลงมาดูแถวนี้อย่างน้อยก็พอให้เอ็งได้ใช้ชีวิตบั้นปลาย ห่างไกลไม้หวายของท่าน”
ขณะที่พูดตัวของยายก็ขยับมานั่งที่ด้านหลังของพีรพลแล้วบรรจงควักของในกะลาป้ายลงมาบนรอยแผลต่าง ๆ อย่างแ่เบาพร้อมกับเป่าไปด้วยพอเห็นเขาสะดุ้งเฮือก ตัวสั่น ก็เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอารี
“ทนนิดนะเอ็ง เดี๋ยวก็หาย”
พีรพลกัดฟันแน่นเถียงยายในใจว่า ‘ก่อนจะหาย กูตายก่อนจ้า’ นี่ยายเอาอะไรมาป้ายหลังเขาวะเนี่ยแสบฉิบหาย แสบเหี้ย ๆ แสบขนาดนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีเชื้อโรคเลยแม่งตายห่าไปก่อนนานแล้ว
เออสรุปแล้วพีรพลทะลุมิติมาจริง ไม่ติงนัง มันยากที่จะทำใจให้ยอมรับแต่เขาก็ไม่มีทางอื่นให้คิดไปมากกว่านี้แล้วถึงมิติที่มาใหม่มันจะย้อนวัยไปสักหน่อยก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็ยังอยู่ในประเทศไทย และไม่ได้มีนายกชื่อ...
แต่ก็ไม่แน่อีกนั่นแหละเพราะไม่รู้แน่ชัดว่าย้อนมาอยู่ในยุคไหน ซึ่งถ้าอยากมีชีวิตรอดต่อไปก็ต้องทำเนียนให้เข้ากับคนที่นี่
คิดถึงตรงนี้พีรพลก็หน้าสลดเพราะคิดถึงบ้านคิดถึงเพื่อน คิดถึงครอบครัวที่จากมา ยกเว้นไอ้ลิงบ้าที่มันเป็คนส่งเขามาที่นี่ไว้ตัวหนึ่ง
“นี่ยาย ผมจำอะไรไม่ได้เลยยายเล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหม ว่าผมเป็ใคร”
เมื่อทำใจได้ประมาณหนึ่งพีรพลจึงเริ่มต้นค้นหาตัวตนของร่างที่เข้ามาอาศัยอยู่เมื่อรู้แล้วก็จะได้วางแผนว่าจะเอายังไงต่อไปโชคดีที่ความทรงจำของชาติเก่ายังอยู่ครบถ้วน เขาจึงคิดว่าจะเอามาปรับใช้กับที่นี่กับชีวิตใหม่นี้แหละ
“เอ็งจำสิ่งใดมิได้เลยรึ”
“ครับ...”
“เออ สงสัยเอ็งจักสติฟั่นเฟือนแน่แล้วคำพูดคำจาแปลกประหลาดนัก แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยก็ยังพอสนทนากันรู้เื่มิได้บ้าใบ้ไปเสียสิ้น”
ยายแก่ค่อย ๆ ขยับลงจากแคร่แล้วเดินไปหยิบห่อใบตองและกระบอกไม้ไผ่ส่วนที่เหลือมาส่งให้เขา จากนั้นก็เดินเลยไปแง้มฝาที่ทำเป็หน้าต่างอย่างลวกๆ เพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาด้านใน ซึ่งที่หลังบานหน้าต่างนั้น พีรพลมองเห็นแนวต้นมะพร้าวที่ปลูกเรียงรายไปจนสุดลูกหูลูกตา
“เอ็งก็ฝืนกินเสียหน่อยจักได้ช่วยให้มีกำลัง”
เมื่อเห็นว่าพีรพลนั่งนิ่ง ไม่ยอมแกะห่อใบตองเสียทียายแก่จึงเอ่ยกระตุ้นซึ่งเมื่อยายพูดขึ้นมากระเพาะน้อย ๆ ก็ร้องโครกครากขานรับทันที
พีรพลเริ่มต้นแกะเชือกกล้วยออกทีละเส้น แล้วคลี่แผ่นใบตองหนาออกกว้างเมื่อได้เห็นของด้านในเขาถึงกับน้ำตาซึม
“ข้าวเหนียวกับพวกปลาเค็ม เนื้อเค็มมันอยู่ได้นาน อย่างน้อยก็จนกว่าข้าจักออกมาหาเอ็งได้อีกครั้งนั่นแล”
“อือ...”
เสียงสะอื้นขานรับพร้อมกับหยิบข้าวเหนียวขึ้นมากินช้าๆ พีรพลไม่คิดว่าตนเองจะอ่อนไหว เพียงแค่เห็นข้าวเหนียวสีหม่นกับปลาเค็มแข็งแห้งไม่กี่ชิ้น
แต่มันก็เป็ไปแล้ว
ชาติก่อนพีรพลอยู่ดีกินดีกิจการสวนมะพร้าวทำเงินให้ปีละเกือบล้านบาท อยากกินอะไร อยากเที่ยวที่ไหนเพียงแค่ขับรถออกไปนอกบ้าน ก็ได้ทุกอย่างตามที่้าี้เีหน่อยก็สั่งออนไลน์แล้วรอรับของอยู่ที่บ้าน อีกทางก็คือสั่งพ่อกับแม่ซื้อกลับมาให้ตอนที่พวกเขาออกไปเก็บดอกเบี้ยเงินกู้
“ถ้าเอ็งอยากร้อง ก็ร้องออกมาเถิดหนาข้ารู้ว่าเอ็งนั้นเสียดายชีวิตเมียบ่าว
อันสุขสบายแต่เพลานี้มันมิได้เป็เช่นนั้นแล้ว”
“หะ!...” น้ำตาที่กำลังหยดแหมะไหลย้อนกลับไปทันทีที่ยายแก่นั้นพูดจบ
พีรพลอยากจะะโใส่ยายว่า ไอ้ที่ร้องเนี่ย คือกำลังคิดถึงบ้านคิดถึงร้านเหล้า คิดถึงเน็ตฟลิกคิดถึงโอนลี่แฟน และคิดถึงอาหารทะเลน้ำจิ้มแซบ ๆ อยู่จ้า
ส่วนไอ้ชีวิตเมียบ่าว ท่านเ้าคุณอะไรนั่นเขาไม่รู้จักมันโว๊ย!...
“ยายเล่าให้ผมฟังเถอะ ผมจะฟังไปกินไป”
เออ ตอนนี้อยากรู้จักละ ว่าไอ้ห่านั่นมันเป็ใครอย่างน้อยก็จะได้หาทางหนีทีไล่เวลาที่ได้เจอหน้ากันโดยบังเอิญ
ยายแก่เหลือบมองพีรพลแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่เสียงแหบแห้งจะเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบชวนให้อยากหลับไปอีกรอบ
“เอ็งน่ะ ชื่อปิ่นทอง เป็ทาสในเรือนเบี้ยของท่านเ้าคุณสิงห์นามเต็มของท่านคือเ้าพระยาราชสิงหกุญชรเมื่อปีกลายเอ็งมีวาสนาได้ร่วมเตียงกับท่าน...”
พรวด!...แค่ก แค่ก
“เอ็งเป็อันใด เหตุใดมิเคี้ยวกินให้มันดี ๆเล่า”
ยายแก่กระวีกระวาดมาลูบหลังเพื่อให้เขาหายสำลักฉิบหาย! จะขิตเพราะข้าวเหนียวติดคอไม่ได้นะ
แล้วก็นะยายไอ้ที่ได้ร่วมเตียงไรนั่นพีรพลไม่เรียกว่าวาสนาหรอกจ้ะ
พีรพลเรียกมันว่า ชะตา...ขาดจ้า
“ผะ ผมไม่เป็ไร ยะ ยายเล่าต่อเลย แค่ก!”
“เอ็งแน่ใจหนา”
“ครับ...”
“อืม..”
ยายแก่พยักหน้าแล้วเล่าเื่ต่อ มือก็ไม่หยุดลูบหลังบางครั้งก็เฉี่ยวไปโดนแผลให้พอสะดุ้ง “หลังจากได้ร่วมเตียง เอ็งก็เป็ที่โปรดปรานของท่านเ้าคุณจนท่านเปรยว่าจักให้เอ็งขึ้นไปอยู่เรือนใหญ่ มิต้องนอนรวมกับเมียบ่าวคนอื่นแล้ว”
“ไอ้ เอ่อ ท่านมีเมียกี่คนเหรอยาย”
“คุณท่านมีเมียรองสามคนเมียบ่าวอีกหลายสิบชีวิต”
พีรพลนึกในใจ ไอ้เ้าคุณไรนี่ก็บ้าเน้ดใช่ย่อยเมียเล็กเมียน้อยให้ยุบยับไปหมด ไม่แปลกที่จะมีการชิงดีชิงเด่นกันเกิดขึ้นภายในหมู่เมีย
ว่าแต่...เมื่อกี้ยายพูดว่าเมียรองกับเมียบ่าวหมายความว่าไงวะ ชักเริ่มงง
“แล้วเมียรองนี่คือยังไงเหรอครับยายเมียน้อยไรงี้เหรอ”
“เมียน้อยอันใดของเอ็ง พูดจามิรู้เื่”
“อ้าว! ก็ยายบอกว่าท่านเ้าคุณมีแค่เมียรองกับเมียบ่าวคือผมไม่เข้าใจ ทำไมมีแค่เมียรอง แล้วเมียเอกล่ะ เอ๊ะ!หรือว่าเมียหลวง” เอาวะไม่เอกก็หลวงนี่แหละ มันต้องถูกสักชื่อสิวะ
“ท่านเ้าคุณยังมิได้ตบแต่งเมียเอก เห็นว่ายังไม่มีผู้ใดที่เหมาะสมหรือไม่ท่านก็รอรับพระราชทานจากองค์เหนือหัวท่านทำให้ตอนนี้หน้าที่ครองเรือนแลปกครองคนในเรือนจึงเป็ของคุณทองเอก แต่ก็นะ คุณเธอก็มิได้มีเมตตากับบ่าวไพร่เท่าใดนักเรือนท่านเ้าคุณจึงร้อนเป็ไฟอยู่เนือง ๆ”
“หะ!...”
พีรพลอ้าปากหวอข้าวปลาไม่กงไม่กินมันแล้ว เท่าที่ฟังไอ้ท่านเ้าคุณขี้เน้ดก็มีกรรมเหมือนกันนี่หว่า มีอำนาจเสียเปล่าแต่ไม่มีปัญญาปกครองเรือนหลังของตัวเองสาธุ... ขอให้ไฟไหม้เรือนแม่ง...
สมน้ำหน้า สะใจโว๊ย!...
“เออยาย แล้วทำไมผมถึงเจ็บหนักได้ล่ะ”
นี่คือสิ่งที่พีรพลอยากรู้ที่สุดในตอนนี้ว่า เ้าของร่างไปทำอะไรเข้าถึงได้โดนตีจนแผลแตกเต็มหลังยายแก่จึงถอนหายใจอีกครั้งแล้วกล่าวต่อ
“พวกเมียบ่าวมันอิจฉาที่เอ็งจักได้ขึ้นไปอยู่บนเรือนใหญ่มันจึงรวมหัวกันสร้างเื่ไปฟ้องคุณทองเอก ว่าเอ็งลักขโมยสร้อยทองของคุณเธอเพื่อนำไปขายพอท่านเ้าคุณทราบเื่ ท่านจึงสั่งให้โบยเอ็งห้าสิบหวายแล้วขับออกจากเรือน”
“เอ๊า!แล้วทำไมไม่สืบความก่อนหละยาย เอะอะโบย เอะอะตี งี้ก็ได้เรอะ!”
“เอ็งก็อย่าได้เอ็ดไปนักท่านเ้าคุณเป็ใหญ่ในบ้าน ถ้าหากท่านมิเด็ดขาด แล้วจักปกครองคนหมู่มากได้เยี่ยงไร”
พีรพลค้านในใจทันทีว่าแบบนี้มันเรียกบ้าอำนาจแล้วจ้ะยาย มีอย่างที่ไหน ฟังแล้วตัดสินเลยนี่ถ้ามีใครมาใส่ความว่าท่านเ้าคุณไรนั่นขโมยของบ้างท่านจะทำยังไงกับตัวเอง ผูกเชือกโยงตัวเองกับขื่อแล้วสั่งให้บ่าวเฆี่ยนตีแบบนี้เลยป่าวล่ะ
บอกได้เลยว่าไม่ทำหรอก ถ้าบอกว่าโลกจะแตกยังเชื่อได้มากกว่าเลย
แล้วคุณทองเอกอะไรนั่น ฟังแล้วก็น่าจะร้ายไม่เบาไม่งั้นคงไม่หาทางกำจัดคนที่ผัวตัวเองกำลังหลงใหลไปให้พ้นทางหรอก
และที่สำคัญไอ้ท่านเ้าคุณอะไรนั่นก็เชื่อเข้าไปอีก!...โอย...หูเบาแท้น่าเอาต้นมะพร้าวร้อยโซ่แล้วถ่วงใบหูเผื่อจะฟังอะไรมั่ง
“เออ แล้วใครพาผมมาอยู่นี่อะครับยายเมื่อกี้ยายบอกว่า ที่ดินตรงนี้ก็เป็ของท่านเ้าคุณไม่ใช่เหรอแบบนี้ผมไม่ซวยอีกรอบหรือไง”
“มิเป็ไรดอกท่านเ้าคุณผืนดินเป็หมื่นไร่แล้วข้าก็พาเอ็งมาอยู่เสียไกลจากเรือนใหญ่ท่านมากโข ติดสินบนบ่าวที่ดูแลผืนดินแถบนี้ไว้อีกหลายอัฐกระท่อมหลังนี้ก็เป็มันที่สร้างให้เอ็งไว้พักรักษาตัว”
เดี๋ยวนะเมื่อกี้ยายแกบอกว่าท่านเ้าคุณคู่กรณีของเขามีที่ดินหมื่นไร่?
หมื่นไร่? อย่างนั้นเหรอ เอ...เหมือนจะเคยได้ยินผ่านหูตอนคุณนายแม่ดูละครบวกกับความรู้ที่กู้คืนมาจากหนังสือเรียนสมัยประถม
อะไรนาหมื่น นาหมื่นสักอย่าง
เชี่ยยยย
เ้าพระยานาหมื่น!!!
ป๊าดติโท๊ะ
หล่อเหลาหรือเปล่าไม่รู้ เพราะพีรพลไม่เคยเห็นหน้าแต่เื่รวยนี่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมกระโจ๊ยเลี่ยมทองอีกต่างหาก เออสมแล้วที่เมีย ๆ ทั้งหลายจ้องแต่จะฆ่ากันตายแบบนั้น
บรื๋อ...เพียงแค่คิดก็เสียวรอยแผลที่แผ่นหลังวาบๆ
ดังนั้นพีรพลจึงขอตั้งปฏิญาณเอาไว้ตรงนี้เลยว่า จะไม่ยอมให้ร่างของคนที่ตนเองเข้ามาอาศัยอยู่นี้ต้องเดือดร้อนอีกเป็ครั้งที่สองอย่างแน่นอน
ไหน ๆ ก็ได้หลุดพ้นออกมาแล้ว
งั้นก็ขอลาเลยแล้วกัน
บรัยยยยยส์
*****
#ไม่เป็แล้วเมียบ่าว