การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 เรื่องที่อี๋เหนียงไม่รู้มาก่อน

            ได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิงซือหลัวจึงพยักหน้ายิ้มแววตาอ่อนแสงลง “แบบนั้นก็ได้...”

            หันมองโอ้วเอ๋อร์ปราดหนึ่งเห็นนางมีสีหน้าลำบากใจต้วนชิงหมิงเข้าใจในทันที มุมปากของนางโค้งขึ้นน้อยๆ “ซือหลัว ถ้าช่วงนี้ไม่มีเวลาก็ไม่เป็นไรคราวหน้าพวกเราค่อยนัดกันก็ได้ไม่ใช่หรือ”

            คำพูดของต้วนชิงหมิงทำให้ซือหลัวยิ้มขึ้นมาได้ “ชิงหมิงพูดถูก คราวหน้าค่อยนัดกันใหม่!”

            ครั้นต้วนชิงหมิงอยากจะกล่าวต่อทว่าเหลือบไปเห็นชายชุดดำสองคนตรงหน้าประตูทำท่ามองซ้ายทีขวาทีด้วยสีหน้าเป็นกังวล คล้ายทำคนหายก็มิปานต้วนชิงหมิงที่ไม่สนใจในทีแรกแต่เมื่อเห็นโอ้วเอ๋อร์มีท่าทีพิลึกพิลั่นหันมองสองคนนั้นพลางหันไปหาซือหลัวพูดเสียงกระซิบเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน “คุณหนู... พวกนั้นตามมาแล้ว”

            ใครตามมา?

            ต้วนชิงหมิงมองชายหนุ่มชุดดำทั้งสองที่เหมือนอยากจะพุ่งตรงเข้ามาเพียงซือหลัวจ้องตาเขม็งทำให้สองคนนั้นไม่กล้าขยับคงไว้เพียงสายตานั้นที่จ้องมองมาที่ซือหลัวตลอดราวกับกลัวนางจะหนีไป

            ใบหน้าของซือหลัวเคร่งขรึมลงท่าทางโมโหคล้ายอยากจะอาละวาดเพียงแต่สะกดกลั้นไว้ส่วนสีหน้าของโอ้วเอ๋อร์กลับยิ่งลำบากใจขึ้นไปอีกอ้ำอึ้งคล้ายจะเอื้อนเอ่ยวาจาแต่ก็ไม่กล้า

            ไม่ยากเกินความคาดหมายซือหลัวคงไม่ยินดีปรีดาที่ได้เห็นชายชุดดำสองคนนี้เป็นแน่

            เพียงชั่วอึดใจต้วนชิงหมิงยกยิ้มขึ้นมาพลางเอ่ยอย่างเข้าใจสถานการณ์เบื้องหน้า “ซือหลัว ข้านึกขึ้นได้ว่ายังมีธุระต่อจึงต้องขอตัวก่อน เจ้าล่ะ...จะกลับตอนไหนหรือ?”

            ในใจซือหลัวรู้สึกยังไม่อยากจากทว่านางก็รีบพยักหน้า “ข้าก็มีธุระขึ้นมาพอดีเช่นนั้นพวกเราค่อยนัดกัน”

            พูดจบซือหลัวก็รีบพาโอ้วเอ๋อร์ออกไปอย่างรวดเร็ว

            ต้วนชิงหมิงมองตามหลังซือหลัวไปได้แต่ส่ายหัวยิ้มๆบางครั้งฐานะที่ได้มาก็เป็นการแบกรับความเหนื่อยอย่างหนึ่งที่คอยจำกัดอิสระและแย่งสิทธิ์ในการตัดสินใจของตนเองซือหลัวคงเป็นเช่นนั้น

            คล้ายสติกลับมาอีกครั้งนางต่อราคาเสื้อคลุมขนจิ้งจอกกับเจ้าของร้านเรียบร้อยเหลือเพียงจ่ายเงินระหว่างรอเจ้าของร้านจัดการเสื้อคลุม  พลันคิดได้ว่าหลิวยวนเอาของไปไว้ที่รถม้าตอนนี้คงกำลังกลับมาแล้ว

            เวลาผ่านไปต้วนชิงหมิงกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของหลิวยวนจับมือต้วนอวี้ขึ้นกำลังออกจากร้าน เห็นหลิวยวนยืนรออยู่ที่เดิมพลางกำลังชะเง้อมองหาละม้ายคนซื่อบื้อ

            ต้วนชิงหมิงกวาดสายตามองไปตามทางที่ซือหลัวเพิ่งเดินจากไปพลันสายตาสะดุดเห็นนางกำลังตวาดเสียงกร้าวไปที่ชายหนุ่มชุดดำทั้งสองและโอ้วเอ๋อร์ไม่หยุดด้วยความโกรธพวกนั้นได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียวเสียงต่อว่านั้นดังลั่นตลาดจนทำให้นางได้ยิน

            ทว่าเสียงดังเช่นนี้มีหรือที่หลิวยวนจะไม่ได้ยินเขาหันไปทางที่มาของเสียงชะงักค้างอยู่อย่างนั้นต้วนชิงหมิงทันเห็นสายตาของผู้อยู่ตรงหน้าที่ตื่นตระหนกแฝงไปด้วยอารมณ์ร้อนรนปรากฏออกมาจากดวงตาของเขานางนิ่งตรึกตรองชั่วครู่... หรือว่าหลิวยวนจะรู้จักซือหลัว?

            เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงเดินออกมาหลิวยวนจึงฝืนยิ้มออกมา “พวกเจ้าออกมาแล้วหรือ?”

            ต้วนชิงหมิงไม่เปล่งเสียงตอบทว่าต้วนอวี้กลับกระโดดไปข้างหน้าจับมือหลิวยวน “ พี่ชายกำลังมองอะไรอยู่? พี่สาวคนสวยคนนั้นใช่หรือไม่?”

            ต้วนอวี้ชี้นิ้วไปทางซือหลัวเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้

            หลิวยวนหยุดเว้นจังหวะยิ้มบางให้เด็กน้อยช่างสงสัยตรงหน้าลูบไปที่หัวของต้วนอวี้ “เจ้ารู้จักพี่สาวคนสวยคนนั้นด้วยหรือ?”

            เด็กน้อยแกล้งไอเสียงเบาออกมา “แน่นอนว่า... ไม่รู้จัก”

            หลิวยวนยังคงยิ้มน้อยๆดุจเก่า ต้วนอวี้เป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งจะไปรู้จักหญิงสาวคนนั้นได้อย่างไร?

            แต่สิ่งที่ต้วนอวี้กล่าวต่อจากนั้นทำให้หลิวยวนตกตะลึงพรึงเพริดไปหมดเด็กน้อยพูดอย่างเต็มปากเต็มคำ “แม้ข้าจะไม่รู้จักแต่พี่สาวรู้จัก... นางชื่อซือหลัว...”

            “ซือหลัว?”

            หลิวยวนฟังแล้วสายตาแน่นิ่งมองไปยังต้วนชิงหมิง

            ต้วนชิงหมิงแอบก่นด่าต้วนอวี้น้องชายตัวแสบในใจฐานะของซือหลัวยังไม่ชัดเจนหวังว่าหลิวยวนและซือหลัวจะไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง อย่างไรต่อกัน

            เขาใช้สายตาที่สงสัยมองมาเป็นเชิงถามต้วนชิงหมิงละล่ำละลักตอบเพียง “รู้จัก แต่ว่าไม่สนิทสนม...พวกเรารู้จักกันที่ติ้งกั๋วกง ข้ายังไม่รู้จักฐานะทางบ้านของนางแม้กระทั่งที่อยู่เพียงแต่ดูท่าทางแล้ว นางคงมีที่พักไม่ธรรมดาจึงไม่สะดวกเวลาไปไหนมาไหน”

            ต้วนชิงหมิงกำลังเตือนสติและย้ำให้หลิวยวนรู้ว่าซือหลัวกับนางนั้นแตกต่าง

            เพียงชั่วอึดใจหลิวยวนหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่ไหว “คุณหนูต้วนกำลังคิดอะไรอยู่หรือข้าคล้ายรู้สึกคุ้นเคยกับข้างหลังของนางเพียงเท่านั้นนางดูคล้ายกับเพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่ง” เขาหยุดเว้นจังหวะแล้วพูดต่อท้ายอีกคำ “จึงเผลอมองนานไปเสียหน่อย”

            ต้วนชิงหมิงโล่งใจที่ได้ฟังเช่นนั้นทว่านางรู้เขาพูดปดทั้งสีหน้าและแววตาของหลิวยวนยามเมื่อจ้องมองไปยังซือหลัวไม่เพียงรู้จักแต่ยังคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอีกต่างหาก ถึงถามไปก็คงหาได้คำตอบที่ต้องการไม่

            เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงไม่ถามต่อหลิวยวนได้แต่สบตานางอย่างขอบคุณพลางช่วยถือเสื้อคลุมเดินกลับไปที่รถม้า

            พริบตาเดียวก็ไม่เห็นซือหลัวแล้วทางที่นางหายไปยังคงมีทั้งคนและรถม้าผ่านไปมาอย่างพลุกพล่านท่ามกลางผู้คนมากมายจะมองเห็นเด็กสาวคนนั้นชัดเจนได้อย่างไร?

            ต้วนชิงหมิงมีรอยยิ้มบางเจืออยู่บนใบหน้าพลางก้มหน้าลงหลีกเลี่ยงไม่มองสบสายตาของหลิวยวนอย่างชาญฉลาดแต่ถึงอย่างนั้นต้วนอวี้คล้ายรู้สึกได้ว่าบรรยากาศแปลกไปได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าเจื้อยแจ้วดังตอนมา

            



            หลังจากส่งต้วนอวี้และหลิวยวนกลับเรือนไปพักผ่อน นางก็กลับมาที่เรือนของตนอย่างเงียบเชียบ

            ในเรือนเงียบสงบมีเพียงเสียงพระพายยามราตรีโชยพัดต้วนชิงหมิงย่างกายเข้าห้องแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้พะยูงตัวโปรดหลังจากดื่มชาครึ่งถ้วย นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่แม้จะขยับกาย

            ชิวฮวาบ่าวรับใช้ลำดับสองในเรือนต้วนชิงหมิงที่เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาเมื่อก่อนมีเพียงเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์คนเดียวที่เป็นบ่าวรับใช้หลักมีแม่นมหนิงเป็นแม่นมเพียงคนเดียว ไม่นานจากนั้นก็มีชิวฮวาเพิ่มขึ้นมาเดิมนางเป็นคนสะเพร่าแต่เมื่อผ่านเรื่องราวต่างๆ มาตอนนี้ต้วนชิงหมิงจึงเลื่อนขั้นให้เป็นบ่าวรับใช้ลำดับสองแล้ว

            เมื่อต้วนชิงหมิงนั่งไม่พูดไม่จาชิวฮวาก็ไม่กล้าเปล่งเสียงอะไรออกมาเช่นกัน

            จนกระทั่งม่านตรงประตูถูกเปิดออกจึงมีแสงค่อยๆสาดส่องเข้ามาไม่นานมีเงาคนเดินตรงรี่มายังนางแค่เพียงเสียงก้าวเดินก็รู้ได้ทันทีว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลับมาแล้ว

            สีหน้าเป็นกังวลปรากฏเด่นชัดอยู่บนใบหน้าของบ่าวรับใช้คนสนิทเมื่อเห็นต้วนชิงหมิงนางยอบกายทำความเคารพและก้มลงกระซิบพูดเสียงเบา “คุณหนู เรื่องที่ให้บ่าวไปสืบมานั้นบ่าวให้อาจารย์สืบได้ความชัดเจนแล้วเจ้าค่ะ”

            ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หันกลับมองประตูรอบๆ อีกครั้ง เมื่อเห็นไม่มีใครจึงรีบปิดลงทันที

            “สืบได้ความมาแล้วเจ้าค่ะ เมื่อก่อนนายท่านมีอี๋เหนียงสามคนคนแรกคือชิวอี๋เหนียงสิ้นใจขณะทำคลอด คนที่สองคือจางอี๋เหนียงถูกขังไว้จวนด้านหลังและไม่เคยได้ออกมาอีกเลยส่วนอี๋เหนียงอีกคนกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนเพราะแท้งลูกอยู่จวนด้านหลังและไม่ยอมพบใครอีกเลย!”

            ต้วนชิงหมิงได้ฟังที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดสายตานิ่งไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่จึงพยักหน้า

            “ข้ารู้แล้ว!” คนหนึ่งสติฟั่นเฟือน อีกคนแท้งลูกและอีกคนก็ตายขณะทำคลอด

            บางทีอาจมีเบื้องหลังซุกซ่อนอยู่นางยกยิ้มขึ้นมาอย่างเย็นชา

            หลิวหรงดูแลจวนต้วนมานานแล้วอยู่ในจวนกำเริบเสิบสานทำอะไรตามอำเภอใจเป็นเรื่องที่ทุกคนต่างรู้ อีกทั้งจุดจบของอี๋เหนียงทั้งสามเหอะ!คนหนึ่งเป็นบ้า อีกคนแท้งลูก อีกคนตายตอนทำคลอด...เรื่องราวเหล่านี้ฟังแล้วล้วนมีเลศนัย หากไตร่ตรองอย่างละเอียดเอาเรื่องราวเหล่านี้มาร้อยเรียงกันก็พอจะรู้ได้ว่าในนั้นหลิวหรงจะต้องทำอะไรบางอย่างเป็นแน่ !