บทที่ 2
หาเงินใช้หนี้
ท่านพ่อผุดรอยยิ้มพรายบนใบหน้าพร้อมอ้าแขนต้อนรับร่างระหงของท่านแม่เข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้ง เหิงเยว่ยินดีกับมารดายิ่งนักที่สามารถลบล้างมลทินให้กับตัวเองและสามารถกลับมาครองรักกับสามีได้ดังปรารถนา...
เป็ฝันดีที่แสนจะมีความสุขของเหิงเยว่เมื่อคืนนี้
หากแต่ในความเป็จริงกลับพลิกผันเป็คนละเื่ พวกเขาทั้งสองได้กลับมาเคียงคู่กันก็จริง แต่ดันเป็ร่างไร้ิญญาที่นอนสงบนิ่งในโลงไม้หอมตั้งขนานกันเท่านั้น
เหิงเยว่เหม่อมองงานอวมงคลเบื้องหน้าด้วยแววตาเลื่อนลอย ใจหนึ่งก็ปรารถนาจะจบชีวิตตามพวกเขาไป อีกใจหนึ่งก็้าอยู่ล้างแค้นนางจิ้งจอกเ้าเล่ห์ลู่หลินให้ได้รับเคราะห์กรรมตามที่ได้ทำกับมารดาของตนไว้
“ท่านแม่... บัดนี้ท่านไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกแล้ว ท่านได้หลุดพ้นจากการกักขังและโบยบินสู่อิสระแล้ว ข้ามาส่งท่านเพียงเท่านี้ ท่านไม่ต้องห่วง... การตายของท่านจะไม่สูญเปล่า กรรมใดใครก่อกรรมนั้นย่อมคืนสนองคนชั่วผู้นั้น!” มือเรียวกำแน่นเพื่อกักเก็บความคับแค้นสุมไว้แน่นอก “ท่านพ่อ... ได้โปรดชดเชยความรักที่ท่านละเลยท่านแม่ของข้าและดูแลนางอย่างดีด้วยเถิดเ้าค่ะ...”
มีเสียงเอะอะโวยวายของกลุ่มอันธพาลอยู่หน้าจวนมาได้ระยะแล้ว ผู้าุโสูงสุดของตระกูลอย่างซูลู่หลินออกมารับหน้าเสื่อตามคำร้องเรียนของเด็กรับใช้อย่างยากลำบาก
“ท่านแม่นี่มันเื่อะไรกันเ้าคะ เหตุใดจึงดูน่ากลัวยิ่งนัก” เสียงสั่นเครือของ ‘หนิงฮวา’ ร้องอย่างตื่นตระหนกกับภาพชุลมุนเบื้องหน้า
ผู้เป็มารดาได้แต่ยกมือบางของบุตรสาวมากุมไว้แแ่เพื่อปกป้องความรู้สึกของนาง
“เพียงแค่สิ้นบุญไต้เท้าซูสกุลซูของเราก็ไร้วาสนาถึงเพียงนี้แล้วหรือ มีคนบุกมาข่มเหงรังแกถึงหน้าจวนสร้างความอัปยศไปทั่วทั้งเมือง เหตุใดจึงไม่ค่อยพูดค่อยจาให้รู้ความอย่างที่ปัญญาชนพึงกระทำ” ฮูหยินรองประกาศกร้าวต่อหน้ากลุ่มอันธพาลห้าคนพร้อมกับที่มีสายตาของชาวบ้านนับร้อยคู่ห้อมล้อม
“พวกข้าเป็ตัวแทนของสกุลหลูมาทวงเงินคืน!” หนึ่งในนั้นะโบอก
“ทวงเงินอะไร สกุลซูของเราไร้ศักดิ์ศรีถึงขั้นไปกู้ยืมเงินพวกเ้าั้แ่เมื่อใดกัน”
“ก็นี่ไงล่ะ” หนึ่งในนั้นกางกระดาษแผ่นใหญ่ขึ้นกลางวง “สัญญากู้ยืมเงินโดยคุณหนูใหญ่ซูเหิงเยว่”
“เหิงเยว่...” ลู่หลินพึมพำแล้วนึกหาวิธีเอาตัวรอดก่อนจะหันไปกระซิบบอกให้เสี่ยวไป๋นำตัวคุณหนูใหญ่ออกมา “หนี้สินของเหิงเยว่ก็คือเหิงเยว่ ฉะนั้นจึงไม่เกี่ยวข้องกับคนสกุลซู” นางร้องบอก
“ไม่เกี่ยวได้ยังไง นางก็คือคนในจวนของตระกูลซู!”
ไม่นานนักคนต้นเื่ก็ถูกลากตัวออกมาที่หน้าประตูจวน ลู่หลินกุมมือบางของลูกเลี้ยงไว้
“เวลานี้ตนเองยังคุ้มครองยาก ใครก่อกรรมอะไรไว้ก็ต้องรับกรรมนั้นด้วยตนเอง” ว่าแล้วก็ใช้แรงสะบัดให้ลูกเลี้ยงถลาลงบันไดไปจนล้มไปกองอยู่บนพื้นดินแทบบาทนักเลงทวงหนี้
เหิงเยว่ที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวรู้สึกสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็อย่างมาก
“นี่อย่างไรเล่าคุณหนูใหญ่ซูเหิงเยว่”
คนถูกเรียกเงยหน้าขึ้นมองคนกลุ่มนั้นก็จำบางคนได้ว่าเป็คนของสกุลหลูจึงเข้าใจได้ทันทีว่าตนถูกทวงหนี้เสียแล้ว
“เลยกำหนดชำระมาสองวันแล้ว นายของข้าเห็นว่าในจวนจัดงานศพจึงอะลุ่มอล่วยให้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้โปรดผ่อนผันให้ข้าอีกสักหน่อยเถิด”
“ไม่ได้หรอกแม่นาง”
“ตอนนี้ข้ายังหาได้ไม่ครบ ขอเวลาให้ข้าอีกสามวันเถอะนะเ้าคะ” เหิงเยว่ประนมมือร้องขอราวกับกำลังอ้อนวอนต่อพระโพธิสัตว์
“ก็ได้ๆหากสามวันนี้แม่นางเหิงเยว่ไม่สามารถหาเงินสิบตำลึงทองมาคืนข้าได้ข้าจะจับตัวท่านไปขัดดอกกับนายทุนใหญ่และจะไม่มีข้อแม้ใดๆ อีก”
“ขะ ขอบคุณเ้าค่ะ...”
เื่นั้นทำให้หญิงสาวเก็บมาเป็กังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ นางนั่งอยู่ที่ศาลาริมบ่อน้ำั้แ่เช้าจนตะวันบ่อยคล้อยแล้วก็ยังอยู่ตรงนั้น แม้เจียงเอ๋อร์จะเรียกร้องให้นายของตัวเองกลับเข้าเรือนนอนด้วยความเป็ห่วงอย่างไรก็ถูกปฏิเสธ
“อากาศเริ่มเย็นลงแล้วกลับเข้าข้างในเถิดเ้าค่ะคุณหนู”
“ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าจะนั่งอยู่ตรงนี้ ข้างในนั้นน่าอึดอัดข้าอดรนทดอุดอู้ไม่ได้หรอก”
“แล้วเหตุใดคุณหนูถึงได้ให้คนพวกนั้นมาทวงเงินเร็วนักล่ะเ้าคะ”
“ยิ่งปล่อยไว้นานดอกเบี้ยก็จะยิ่งเพิ่ม สกุลหลูปล่อยกู้ง่ายก็จริงแต่ดอกเบี้ยก็คิดเป็รายวัน ข้าเพียงแต่คิดว่าหากท่านพ่อกลับมาจากเมืองหลวงคงจะมีของมีค่ามาฝากมากมาย ครานั้นจึงค่อยรวบรวมนำไปขายแล้วใช้หนี้ก็คงไม่เดือดร้อนเยี่ยงนี้ แต่ใครจะไปคิดกันเล่าเจียงเอ๋อร์...”
“พอแล้วๆ เ้าค่ะ เจียงเอ๋อร์โง่เขลา บัดนี้เข้าใจคุณหนูทุกประโยคแล้ว อย่าได้พูดเื่ที่จะทำให้คุณหนูต้องเป็ทุกข์อีกเลยนะเ้าคะ” สาวรับใช้หน้าตาน่ารักกุมมือของนายเหนือหัวเอาไว้
“ข้าถึงได้ต้องใช้ความคิดหาทางออกให้มีเงินใช้หนี้ในสามวันอยู่นี่ยังไงเล่า”
“ใกล้ค่ำแล้วคุณหนูยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง บ่าวจะไปยกสำรับมาให้คราวนี้อย่าปฏิเสธเลยนะเ้าคะ คุณหนูจะได้มีเรี่ยวแรงคิดหาหนทาง”
เห็นว่าสาวรับใช้ยังไม่ลดละเหิงเยว่จึงพยักพเยิดหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้วปล่อยให้นางวิ่งแจ้นออกไปทำอย่างที่ตั้งใจ
“เหตุใดท่านแม่จึงไม่มาปรึกษาข้าก่อนเล่าเ้าคะ”
“สกุลซูของเราอยู่ในสมาคมเดียวกัน น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่ามาช้านานจะปฏิเสธคำเชิญให้เสียมารยาทจนผิดใจต่อกันได้อย่างไร”
เสียงสนทนาของสองแม่ลูกที่ดังไกลๆ มาจากในสวนทำให้เหิงเยว่หูผึ่ง
“อีกทั้งสกุลหวงเองก็ชอบพอคุณหนูรองของเรา...”
“อี๋!” หนิงฮวาร้องขยะแขยง “เ้าอ้วนสกุลหวงอย่างกับจูปาเจี้ย[1]นั่นใครจะอยากได้ไปเป็สามีกัน คราวก่อนที่ท่านพ่อจัดงานเลี้ยงในจวนเ้าบ้านั่นก็มาคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ข้า แค่เดินผ่านก็ตัวเหม็นจนจะอ้วก”
“ระวังปากหน่อยสิฮวาเอ๋อร์” ลู่หลินเอ็ดเบา ๆ “ถึงอย่างไรก็เป็ตระกูลใหญ่โตสืบทอดงานสำคัญกับราชสำนักมาช้านาน”
“ก็ข้าไม่ชอบ ไม่อยากไป ไม่อยากรู้จัก กลัวแต่ว่ายิ่งปรากฏตัวจะยิ่งทำให้เขาคิดว่าข้ามีใจเสน่หาตอบรับน่ะสิท่านแม่”
ได้ฟังความทุกข์ร้อนของบุตรสาวก็ยิ่งเข้าใจความรู้สึกนางเป็อย่างดี แต่จะทำอย่างไรได้เล่าที่จะไม่ให้ทั้งสองตระกูลเกิดความบาดหมาง แม้จะอยากให้ลูกสาวได้ลงเอยกับลูกชายของตระกูลใหญ่แต่หากทำให้นางต้องทุกข์ คนเป็แม่เองก็มิอาจทนเห็นน้ำตาของลูกสาวได้
ขณะนั้นเองลู่หลินก็หันไปสบตาเข้ากับใครบางคนซึ่งกำลังแอบฟังอยู่อย่างเปิดเผย
“เอ๊ะ นั่นเยว่เอ๋อร์รึ”
หนิงฮวาชะเง้อมองตามมารดา
“นั่นสิเ้าคะ มานั่งอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อไรกัน”
เหิงเยว่พอรู้ตัวว่าถูกจับได้ก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนี
“ข้าก็ไม่ได้อยากจะสนใจนักหรอก” นางพึมพำ
แต่ทว่าก็ถูกแม่เลี้ยงร้องเรียกทัดทานฝีเท้าไว้ก่อน
“ไหนๆ ก็ได้ยินแล้วไม่ใช่รึไง”
“อื้อ ข้าได้ยินแล้ว” เหิงเยว่หันกลับมาผงกหัวตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “แต่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าสักหน่อย”
เวลานั้นคนเ้าเล่ห์อย่างลู่หลินก็นึกแผนบางอย่างขึ้นมาได้ทันที
“ว่าก็ว่า... เ้า้าใช้เงินจำนวนมากไม่ใช่รึไง”
เหิงเยว่มองแม่เลี้ยงและลูกสาวอย่างไม่สู้จะไว้ใจนัก แต่ดันทักถูกจุดขึ้นมานี่สิ
“รู้อยู่แก่ใจแล้วใยต้องถาม”
“หากข้าเสนอเงินจำนวนสามตำลึงทองให้กับเ้า... เพื่อแลกกับการไปงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณชายใหญ่สกุลหวงแทนหนิงฮวา เ้าจะปฏิเสธรึไม่”
เงินจำนวนนั้นทำให้เหิงเยว่ชะงัก
“แค่ไปร่วมฉลองวันเกิดเท่านั้นน่ะรึ”
แม่เลี้ยงยิ้มกว้างพร้อมพยักหน้าแทนคำตอบ
เวลานี้เงินแต่ละเหวินใช่ว่าจะหากันง่ายๆ ถ้าปฏิเสธก็คงจะพลาดโอกาส...
เอาล่ะ ถึงสองแม่ลูกผูกจิตนี่จะดูเ้าเล่ห์จนไม่น่าไว้วางใจ แต่ก็คงไม่มีอะไรเหนือบ่ากว่าแรงที่เหิงเยว่จะจัดการไม่ได้
“ตกลง ข้าจะไป”
[1] จูปาเจี้ย หรือในชื่อ ‘ตือโป๊ยก่าย’ ในวรรณกรรมอันโด่งดังเื่ ‘ไซอิ๋ว’ ที่คนไทยคุ้นเคย