คุณทนายขา ช่วยด้วยหนูถูกฟ้อง

    หมายเรียก!?



            ‘หมายเรียกผู้ต้องหา ครั้งที่ ๑ คดีระหว่าง พ.ต.ต. ภีมพัฒน์ จรัญศิริ ผู้กล่าวหา กับ นางสาวนันท์นพิน เศรษฐกุล ผู้ต้องหา ด้วยเหตุที่ท่านต้องหาว่า “คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”


            ฉะนั้นให้นางสาวนันท์นพิน เศรษฐกุล ผู้ต้องหา ไป ณ ที่ห้องพนักงานสอบสวน พบ พ.ต.ต.ทศพล ทรัพย์เจริญ พนักงานสอบสวนเ๽้าของคดี ในวันที่ ๓๐ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา’


            “นี่มันอะไรกัน...”


            หนูนาพึมพำอย่างงุนงง เมื่อได้รับซองเอกสารจากไปรษณีย์ เปิดออกดูแล้วดวงตากลมโตพลันเบิกกว้าง เมื่อพบว่าเป็๲หมายเรียกข้อหาคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด


            ว่ายังนะคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมาย? เธออ่านซ้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเธอนั้นอ่านผิดหรือไม่ นี่มันเ๱ื่๵๹บ้าอะไรกัน! ใครกันที่ไปแจ้งความเธอ? ไม่แน่จริงสินะ ถึงได้เล่นลอบกัดกันแบบนี้ หญิงสาวกำซองเอกสารในมือแน่น กวาดสายตาหาชื่อคนแจ้งความ แต่กลับเจอเพียงชื่อของพนักงานสอบสวนเท่านั้น


            เชื่อเขาเลย! หญิงสาวได้เพียงแต่สบถอยู่ในใจ หมดกันอนาคตที่จะสอบอัยการ นี่สินะคนเราไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา


            "แล้วนี่มันอะไรอีกล่ะ?" หญิงสาวหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน แล้วต้องขมวดคิ้วมุ่น


            “หมายเรียกผู้ต้องหา…อีกใบ?”


            นี่มันเ๱ื่๵๹อะไรกัน ทำไมเธอถึงโดนหมายเรียกสองใบ! ทั้งที่สิ่งที่เธอทำผิดกฎหมายมีแค่คิดดอกเบี้ยพอหอมปากหอมคอเท่านั้นเอง แล้วข้อหาอะไรที่มันจะหนักหนาขนาดต้องมีหมายเรียกถึงสองใบกัน!




            ‘หมายเรียกผู้ต้องหา ครั้งที่ ๑ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา พุทธศักราช ๒๔๗๗ มาตรา ๕๒ หมายมายัง นางสาวนันท์นพิน เศรษฐกุล


            ด้วยพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สิน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ๑ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินฯ


            จึงขอออกหมายเรียกผู้ต้องหาไปยัง นางสาวนันท์นพิน เศรษฐกุล ผู้ต้องหา เพื่อแจ้งข้อหาประกอบสำนวนการสอบสวน


            ฉะนั้น ให้ท่านไป ณ ที่กลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สิน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ๑ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา’


            "นี่มันเ๱ื่๵๹บ้าอะไรกัน... ข้อหาฟอกเงินนี่นะ!?"


            หนูนาถึงกับยืนตะลึงอยู่หน้าบ้าน ดวงตาไล่อ่านตัวหนังสือในเอกสารอีกครั้งราวกับหวังว่าตัวอักษรเ๮๣่า๲ั้๲จะเปลี่ยนไป แต่มันก็ยังคงเป็๲คำเดิม "ข้อหาฟอกเงินฟอกเงิน"


            เธอไม่ได้ทำธุรกิจเงามืดอะไรเลยนะ ทำไมมันถึงเป็๲แบบนี้ได้กัน หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าข้อหาคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายแค่เล็กน้อยก็แย่แล้ว แต่นี่กลับกลายเป็๲ว่าถูกโยงไปถึงคดีฟอกเงิน แบบนี้มันไม่ใช่เ๱ื่๵๹เล่น ๆ อีกต่อไปแล้ว


            แบบนี้เห็นทีเธอจะอยู่บ้านไม่ได้แล้ว ถ้าพ่อแม่เธอรู้เข้า เธอคงไม่แค่ถูกดุด่าแน่ แต่พวกท่านอาจถึงขั้นตัดออกจากกองมรดก หรือเลวร้ายกว่านั้นคือเนรเทศเธอออกจากบ้าน!


            ไม่รีรอให้ถูกด่า หนูนาก็คว้ากุญแจรถก่อนจะรีบเดินตรงไปยังรถของตัวเอง แต่ถึงจะรีบแค่ไหน เธอก็ยังไม่ลืมหน้าที่ลูกที่ดี เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ทิ้งข้อความบอกพ่อแม่ไว้ว่าขอกลับคอนโดแล้ว ด้วยข้ออ้างที่ว่าเธอต้องไปรีบปั่นวิจัยจนจบ


            จากนั้นก็กดส่งทันทีโดยไม่รอให้พวกท่านตอบกลับ ก่อนจะเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็ว ต้องรีบหนีไปตั้งหลักก่อนที่พายุจะโหมกระหน่ำเข้ามาเต็มแรง!




            ใช้เวลาไม่นาน หนูนาก็ขับรถมาถึงคอนโด ก่อนจะเปิดประตูห้องสีขาวอย่างรวดเร็ว มือเรียวล้วงควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าแบรนด์เนมอย่างร้อนรน แล้วรีบกดต่อสายหาเพื่อนรักทั้งสองทันที


            เพียงไม่นาน หน้าจอโทรศัพท์ก็ปรากฏสายเรียกเข้าจากวิดีโอคอล หนูนากดรับก่อนจะพบกับใบหน้าของรินทร์ที่ฉายรอยยิ้มเ๽้าเล่ห์


            “ว่าไงจ๊ะสาววว จะชวนไปดริ๊งหรือว่าไงจ๊ะ ทางนี้พร้อมเสมอ!”


            “นอกจากผับกับเหล้า แกมีอะไรอยู่ในหัวบ้าง ห้ะ ยัยรินทร์” หนูนาได้ยินเช่นนั้นถึงกับขมวดคิ้วก่อนจะเบ้ปากใส่หน้าจอ


            “คนเรามันต้องผ่อนคลายกันบ้างสิ ทำงานมาเหนื่อย ๆ ก็ต้องไปดริ๊งนี่แหละ” รินทร์ว่าพลางหัวเราะคิกคัก ดวงตาเป็๲ประกายราวกับพร้อมออกไปปาร์ตี้ได้ทุกเมื่อ


            “ระวังตับแกไว้ให้ดีเถอะ” หนูนาถอดถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่ว่าจะมรสุมที่ก่อตัวขึ้นหรือจะเป็๲เพื่อนรักที่ไม่จับสังเกตอะไรเธอเลยสนใจแต่เพียงเหล้าเท่านั้น สงสัยต้องเลิกคบมันแล้วให้ไปคบกับเหล้าของโปรดมันแทน


            “แล้วโทรมานี่มีธุระอะไรจ๊ะ ถ้าไม่ใช่เ๱ื่๵๹เที่ยว”


            “สำคัญมากสิ หมายเรียกมาที่บ้านฉันเนี่ย” หนูนาเอ่ยเสียงเครียด ขณะที่มือกอบกุมกระดาษสีขาวแน่นจนมือขาวซีดจากแรงบีบนั้น


            “แกก็แค่ไปสิ ศาลแค่เรียกตัวไปเป็๲พยานทำอย่างกับมีเ๱ื่๵๹อะไรใหญ่โต”


            “ตลกแล้วยัยรินทร์ ฉันถูกหมายเรียกผู้ต้องหาต่างหาก!”


            หนูนาตอบกลับด้วยน้ำเสียงขึงขัง ความกังวลฉายชัดผ่านดวงตา ในจังหวะเดียวกันนั้น ลัลน์ก็กดเข้าร่วมสายวิดีโอคอลพอดี และเพิ่งได้ยินคำสุดท้ายของบทสนทนา


            “อะไรนะหนูนา ลัลน์ได้ยินผิดไปใช่ไหม” เสียงของลัลน์สั่นเครือ ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง หัวใจเต้นแรงด้วยความไม่คาดคิดกับสิ่งที่เธอพึ่งจะได้ยิน


            “ฮือออ ลัลน์จ๋าฉันโดนข้อหาเรียกดอกเบี้ยเกินกฎหมาย”


            “หือ แล้วเป็๲ยังไงบ้าง คุณลุงศิริชัยกับคุณป้าญาวิณีย์รู้หรือยัง”


            “จะให้รู้ได้ยังไงล่ะ ฉันก็โดนแพ่นกระบาลพอดีน่ะสิ” หนูนาเอ่ยเสียงสั่นเครือผสมความขุ่นเคือง แม้จะกังวล แต่ยังอดบ่นไม่ได้


            “สมน้ำหน้า เตือนแล้วไม่ฟัง” รินทร์ยังคงพูดแทนใจดำด้วยน้ำเสียงกวนตามนิสัย แม้สถานการณ์จะเคร่งเครียด


            “รินทร์พูดจาให้มันดี”


            เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของคิณณ์ดังขึ้น ขัดจังหวะบทสนทนาโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้ปลายสายทั้งสองชะงัก รินทร์ที่เคยพูดจายียวนกลับเงียบสนิท สีหน้าซีดเผือดราวกับเพิ่งตระหนักว่าเธออาจจะล้อเล่นผิดจังหวะเข้าให้แล้ว


            “แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะ? เ๱ื่๵๹ใหญ่แล้วสิ เราควรมอบตัวไหม เอ๊ะหรือว่าสารภาพดี แต่ฉันไม่อยากติดคุกนี่!” หนูนาเริ่มเสียสติ เสียงของเธอสั่นพร่า พูดจาตะกุกตะกัก และเหมือนจินตนาการไปไกลเกินกว่าความเป็๲จริงจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว


            “หนูนาใจเย็นก่อนนะ ลองคุยกับพี่คิณณ์ก่อน”


            “นั่นสิพี่ฉันอยู่ด้วยขนาดนี้ ถ้าไม่มีทางออกค่อยโวยวายทีหลังก็ได้” รินทร์ที่เมื่อครู่ยังเงียบสนิท พยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์ด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจของหนูนา


            “อืม ไหนเล่าให้สิ” เสียงของคิณณ์ยังคงราบเรียบและทรงอำนาจดังเดิม เขาเป็๲คนที่ไม่พูดมาก ยกเว้นแต่กับเมียรักที่ดูเหมือนจะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น ก็แน่นอนอยู่แล้วเขาเทิดทูนเมียยิ่งกว่าอะไร


            “คือหนูให้คนอื่นกู้เงินหลายราย แต่ให้กู้เฉพาะคนรู้จักเท่านั้น ทีนี้หนูก็เลยให้กู้ไปเป็๲ล้านอยู่ หนูเลยขอคิดดอกร้อยละสี่สิบ พวกนั้นก็โอเคกับดอกที่หนูคิดนะ ไม่เห็นจะทักท้วงอะไรเลย พอไม่มีเงินคืนกลายเป็๲ว่ามาแจ้งความจับหนูเฉย”


            เสียงของหนูนาสั่นเครือไปตามคำบอกเล่า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและวิตกกังวล เธอรู้ดีว่าเธอทำสิ่งที่ผิด แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าความผิดพลาดเล็กน้อยจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่โตเช่นนี้


            “แกเล่าให้ครบด้วยสิว่าร้อยละสี่สิบน่ะไม่ใช่ต่อปี แต่เป็๲ต่อเดือนต่างหาก” รินทร์พูดขึ้นอย่างขัดจังหวะ ขณะที่หนูนากำลังเล่าเ๱ื่๵๹ไปแบบไร้สติ รินทร์จับได้ว่ามีจุดบกพร่องที่สำคัญในคำพูดตกหล่นไป


            “อืม ใช่เล่นนะ” คิณณ์ถึงกลับคิ้วกระตุก พลางค่อนขอดในใจว่าเป็๲นักกฎหมายประสาอะไรถึงพลาดท่าให้กับหลักกฎหมายทั่วไปเช่นนี้


            “พอมีทางไหมคะพี่คิณณ์”


            หนูนาเสียงค่อย ลมหายใจที่สั่นสะท้านบ่งบอกถึงความกลัวที่เธอไม่สามารถปกปิดได้ คิณณ์ที่เป็๲อดีตผู้พิพากษายังทำหน้าตึงเครียดเช่นนี้ เธอเริ่มรู้สึกว่าอาจจะไม่มีทางออกจริง ๆ


            คิณณ์เงียบไปครู่หนึ่ง มองหนูนาที่ทำหน้าหมองหม่นราวกับหลงทางในความมืด สายตาของเขาจับจ้องไปที่เพื่อนเมีย ก่อนที่ลัลน์จะเป็๲คนแรกที่เปิดปากถามขึ้น


            “ว่าไงคะ พอจะช่วยไม่ให้หนูนาไม่ต้องโทษไหมคะ” คำถามของลัลน์เบา ๆ แต่มันชัดเจนและเต็มไปด้วยความหวัง ซึ่งตรงข้ามกับความหม่นหมองที่สาดส่องจากดวงตาของหนูนาที่ไม่อาจหาทางออกได้


            “ถ้าข้อเท็จจริงมีแค่นี้จริงๆ วันนัดก็ไปสารภาพซะแล้วก็ไปคุยกับลูกหนี้ ถึงแม้จะไม่ช่วยอะไรก็เถอะ แต่ศาลจะได้รอลงอาญาไม่ต้องไปนอนในคุก”


            “คงมีแต่ทางนี้สินะคะ” หนูนาบ่นพึมพำเสียงเบา ความรู้สึกผิดของเธอแผ่ขยายไปทั่วร่างกาย เสียงของเธอแ๶่๥เบาเหมือนหลุดออกมาจากความรู้สึกอับจนไม่มีทางออก


            “เ๱ื่๵๹นี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก แกวางใจได้ หายสติเตลิดได้แล้ว”


            รินทร์กล่าวปลอบประโลมเพื่อนให้หนูนาคลายความวิตกกังวลไปบ้าง เธอก็ทำงานได้หลายปีแล้วพอมีประสบการณ์บ้างซึ่งแตกต่างจากเพื่อนทั้งสองที่คนหนึ่งเป็๲อาจารย์สอนกฎหมายในครั้งคราว กับอีกคนหนึ่งนั้นเรียนต่อปริญญาโท เธอจึงรู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้สามารถจัดการได้ ถ้าคิดอย่างมีเหตุผล


            “มันไม่ใช่แค่นั้นนี่สิ” เสียงของหนูนาสั่นเครือเล็กน้อย น้ำเสียงแสดงถึงความวิตกกังวลอย่างสุดขีด หยาดน้ำตาใสเริ่มคลออยู่ที่ขอบตา ความรู้สึกสับสนและกลัวเข้าครอบงำ


            “มีอะไรงั้นเหรอหนูนา” ลัลน์ได้ยินเพื่อนพูดดังนั้นเริ่มใจไม่ดีเป็๲คำรบที่สอง


            “ก็ฉันถูกตั้งข้อหาฟอกเงินด้วยน่ะสิ”


            “ห่ะ!!!”