เสียงะุพลังงานยังดังก้องแม้พวกเขาวิ่งห่างจากสถานีรถไฟมาไกลแล้ว ควันจาง ๆ และเสียงหวีดร้องของผู้คนยังลอยล่องไปทั่วบริเวณนั้น กลิ่นกำมะถันปะปนกับกลิ่นเหงื่อ ผสมกับฝุ่นละอองที่ยังคลุ้งอยู่ในตรอก
ชายแปลกหน้าในเสื้อคลุมหนังนำทางอย่างเร่งรีบ ไม่พูดสักคำ จันทร์หอมจับมือลูกชายแน่น ขณะธีร์วิ่งตามอย่างเงียบเชียบ ดวงตาของเขากวาดมองทุกจุดอย่างรวดเร็ว
‘ฝั่งซ้ายไม่มีทางออก ฝั่งขวาแคบเกินกว่าจะหักหลบ… ถ้ามีคนซุ่มอยู่ปลายตรอก เราต้องขึ้นให้สูงกว่านี้’
“ขึ้นไปที่นั่น” ธีร์เอ่ยเบา ๆ พลางพยักพเยิดไปยังคานเหล็กผุที่ยื่นออกจากผนังกำแพงตึก
ชายแปลกหน้าหยุดชั่วครู่ ก่อนจะคว้าขอบคานแล้วปีนขึ้นไป จันทร์หอมตามทันที ธีร์ปีนต่อเป็คนสุดท้าย ระหว่างปีน เขาใช้ส้นเท้าถีบกล่องไม้ใบหนึ่งตกลงไปพอดี
เสียงกล่องกระแทกพื้นดังลั่น จากนั้นไม่กี่วินาทีต่อมา กลุ่มคนในชุดดำก็โผล่มาที่ปลายตรอก
“พวกมันหนีขึ้นไปแล้ว!” หนึ่งในนั้นะโ
แต่สิ่งที่พวกมันไม่รู้… คือกล่องไม้ใบนั้นไปขวางเส้นลวดที่เชื่อมกับโครงไม้บนดาดฟ้า เมื่อโดนกระแทก แผ่นไม้ผุขนาดใหญ่บนหลังคาก็หล่นลงมาทับปากตรอกอย่างจัง
ฝุ่นไม้ตลบ บดบังทัศนวิสัยชั่วขณะ
ชายแปลกหน้าเหลือบตามองธีร์ แต่เด็กชายไม่พูดอะไร
‘แค่ถ่วงเวลาได้สามสิบวินาทีก็พอ… เราจะได้มีระยะห่างเกินระยะยิง’
พวกเขาข้ามจากตึกหนึ่งไปอีกตึก ะโผ่านทางแคบที่มีระเบียงไม้พัง ๆ ระหว่างทาง ธีร์ชำเลืองเห็นสายโลหะที่พาดอยู่ใกล้กำแพง
เขาคว้ามีดสั้นจากถุงของแม่แล้วตัดสายลวดเส้นหนึ่งเบา ๆ
ไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อพวกที่ไล่ล่ามาถึงจุดนั้น ระเบียงไม้ที่เชื่อมตึกก็ถล่มลงพร้อมเสียงโครม
เสียงกรีดร้องดังขึ้นเื้ั
พวกเขามาถึงประตูบานเหล็กที่เปิดสู่ตรอกด้านล่าง ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ตะวันใกล้ลับฟ้า เสียงเรือไอน้ำหอบไออยู่ไม่ไกล
จันทร์หอมหยุดหอบหายใจ มองหน้าลูกชาย
ธีร์ไม่พูดอะไร เขาหยิบลูกโลหะกลวงเล็ก ๆ ที่เขาเก็บไว้ั้แ่ต้น ตอนะโจากรถไฟ จากนั้นก็หย่อนลงท่อระบายน้ำด้านข้าง
“เสียงจะสะท้อนกลับไปยังสถานีต้นทาง พวกมันจะคิดว่าเรากลับไปทางเดิม”
ชายแปลกหน้าเปิดฝาเหล็กที่ซ่อนไว้ข้างกำแพง พวกเขาลงบันไดสู่ทางเดินใต้ดิน
“เ้ากำลังคิดอะไรอยู่…” ชายแปลกหน้าพึมพำ แต่ไม่มีใครตอบ
ธีร์เดินอยู่ข้างหลังสุด แสงสลัวของโคมไฟใต้ดินสะท้อนแววตาเขาเพียงวูบเดียว ก่อนทุกอย่างจะจมหายไปในความมืด