“ใครว่าล่ะเรามีเื่ต้องคุยกันยาวเลยต่างหาก”คณินตอบแล้วหันไปทางคนส่งของที่ยืนเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก จะกลับก็ไม่ได้ จะขนของไปส่งให้เสร็จก็ทำไม่ได้อีกเช่นกันได้แต่ยืนมองคนสองคนหยั่งเชิงกันไปมา คณินเลยแก้ปัญหาให้ก่อน
“กลับไปส่งของที่โรงแรมเดอะสกายผมจะให้คนของผมรอรับของที่นั่น บอกว่าของนายหัวคณิน”
“ได้ครับๆ”พนักงานส่งของรีบรับคำพร้อมผงกศีรษะเร็วๆ ที่แท้คนตรงหน้าคือนายหัวคณินผู้กว้างขวางนี่เอง เขาก็ว่าคุ้นๆ ชื่อ คุ้นๆ หน้า นายหัวคณินลูกชายสส.ชื่อดังประจำจังหวัดภูเก็ต เขาเคยทำงานที่ภูเก็ตมาก่อนจึงรู้จัก
เมื่อจัดการเื่ของเสร็จแล้วคณินก็หันมาจัดการแม่ของลูกต่อ“ของที่ผมสั่งมาให้น้ำใส วันนี้คุณยังไม่รับไม่เป็ไร แต่ต่อไปผมอยากให้คุณรับไว้ในฐานะที่ผมเป็พ่อของน้ำใส”
“แอ๊ะ”เสียงแม่หนูร้องมาคำหนึ่ง เรียกรอยยิ้มจากปากหยักให้คลี่ยิ้ม ขณะที่กัญญาภัคยังตีหน้านิ่งขัดกับในใจที่ร้อนรนกระวนกระวาย
“คุณมั่นใจได้ยังไงว่าน้ำใสคือลูกคุณไม่คิดว่าฉันจะเที่ยวนอนกับคนอื่นไปทั่วหรือคะ”
คณินส่ายหน้าถึงเขารู้จักเธอไม่นานแต่คิดว่ามองคนออก “ผมคิดว่าคุณไม่ใช่คนแบบนั้น คุณแค่เสียใจผิดหวังเลยมาระบายที่ผับ คุณบอกคุณเครียด ผมเลยเป็ที่ระบายความเครียดให้คุณ”
“คุณ”กัญญาภัคแหวใส่ด้วยความอาย จนทำให้แม่หนูเบิกตาน้อยๆ
“นี่คุณอย่าเสียงดังสิลูกใหมด”
“อย่ามายุ่งกับลูกฉัน”
“ลูกผมด้วย”
“ไม่ใช่”
“ใช่”
“ฉันบอกว่าไม่ใช่ไง”
“ผมว่าเราเข้าไปคุยกันในบ้านดีกว่าไหมผมสงสารน้ำใส แกจะร้อน เหงื่อออกมากไม่ดี ผื่นจะขึ้น ผมเป็คนแพ้เหงื่อด้วยขี้ร้อนอีกด้วย ลูกคงจะเหมือนผม”
กัญญาภัคตกตะลึงไปทันทีที่ฟังเขาพร่ำเพ้อจบเขาพูดมาเหมือนเห็น เพราะน้ำใสมีผดผื่นขึ้นง่ายและไม่ชอบอากาศร้อนอีกด้วยถ้าร้อนมากก็จะร้องไห้งอแง เอะอะโวยวายเสียงดังทีเดียว ถึงเขาจะพูดถูกแต่เธอก็จะไม่บอกให้เขารู้มันคงเป็เื่บังเอิญมากกว่า
“น้ำใสไม่ได้มีอาการอะไรแบบนั้นคุณคงเข้าใจผิด”
“แอ๊ะ แอ้”
เสียงแม่หนูเริ่มออกอาการขัดใจเบะปากเมื่อรู้สึกว่าร้อนอบอ้าว ในที่สุดน้ำใสก็ร้องไห้ออกมา “โอ๋ๆแม่พาเข้าบ้านนะคะ น้ำใสไม่ร้องนะ โอ๋ๆ”
“นี่คุณกั้งคุณเลี้ยงลูกยังไง” เขาเดินมาถึงตัวลูกและหญิงสาว เห็นผื่นแดงๆขึ้นที่ซอกคอกับข้อพับแขนของลูกน้อย เขามองหน้าคนเป็แม่ทันที“คุณไม่ติดแอร์ให้ลูกหรือ”
“ติดค่ะ”
“หรือว่าไม่มีเงินจ่ายค่าไฟ”
“นี่คุณอย่ามาดูถูกกันนะ”
“ดูถูกก็ดีกว่าดูผิด”
แง้ เสียงแม่หนูร้องไห้ออกมาเมื่อไม่สบอารมณ์แล้วเช่นกัน เสียงแม่หวึ่งๆ อยู่ข้างหูอีกทั้งไม่สบายตัวอยากเปลี่ยนเพิร์สด้วย ทำให้ต้องปล่อยโฮออกมาเป็การบอกแม่
“แง้ๆ”เสียงแม่หนูร้องดังมากขึ้นจนคนเป็แม่รีบปลอบ
“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะแม่พาเข้าบ้านนะ” หญิงสาวปลอบประโลมแล้วรีบเดินเข้าบ้าน ไม่ทันสนใจว่ามีใครอีกคนเดินตามเข้ามาอย่างถือวิสาสะ
“คุณกั้งน้องน้ำใสเป็อะไรคะ” แพรวถาม
“สงสัยจะร้อนค่ะได้เวลาเปลี่ยนเพิร์สด้วย”
“แต่ว่าคุณกั้งมีแขกมาด้วยให้พี่ดูน้องน้ำใสเองนะคะ คุณกั้งจะได้ดูแลแขก” แพรวเดินมาจะขออุ้มน้ำใสไปดูแลแทนขณะที่กัญญาภัคหันไปมองคนที่เดินตามมาด้วยสีหน้าเป็ห่วง
“ผมขออยู่ดูลูกด้วยได้ไหม”
“คุณทำให้ฉันอึดอัดลำบากใจนะคะ”
“แต่สิ่งที่คุณทำตอนนี้คือกำลังกีดกันไม่ให้พ่อลูกเจอกันนะ”
กัญญาภัคเม้มปากแน่นขณะที่แพรวและแม่บ้านที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นต่างใอุทานออกมาพร้อมกันเมื่อฟังที่คณินพูดจบ
“พ่อน้องน้ำใส”
เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่งเพราะไม่มีใครรู้มาก่อนว่าใครคือพ่อของน้ำใส กัญญาภัคไม่เคยปริปากบอกกับใครเื่นี้เป็ปริศนาให้ทุกคนสงสัย ไม่ว่าจะคนในครอบครัวหรือนอกครอบครัวต่างไม่มีใครรู้
แม้จะมีเสียงนินทามาเข้าหูอย่างไรกัญญาภัคก็ไม่เคยปริปากบอกใครกระทั่งวันนี้ที่มีผู้ชายหล่อเหลา หน้าตาดีนิสัยรวยมาประกาศกร้าวว่าคือพ่อของน้องน้ำใสจึงสร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้กับคนในบ้าน
กัญญาภัคโกรธจนกำมือแน่นคณินกล้าดีอย่างไรประกาศออกมาแบบนี้
“พี่แพรวคะ พาน้ำใสไปดูแลทีค่ะป้าพิณมีอะไรก็ไปทำเถอะค่ะ”
ทั้งสองคนรีบแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองแม่หนูหยุดร้องแล้วเมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำอีกทั้งพี่แพรวก็อุ้มไปเปลี่ยนแพมเพิร์สให้ใหม่เลยหยุดงอแง
กัญญาภัคเห็นว่าไม่มีใครแล้วจึงเอ่ยขึ้น“ฉันไม่้าให้คุณไปเที่ยวบอกใครแบบนี้อีก ฉันไม่พอใจ ฉันไม่อยากให้คุณมายุ่งเกี่ยวกับฉันกับลูกฉันเลี้ยงลูกคนเดียวได้ คุณลืมพวกเราไปได้เลยค่ะ”
“ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าน้ำใสเป็ลูกผม”
“ไม่ใช่ค่ะ”
“ทำไมดื้อแบบนี้ถ้าไม่ใช่ผม แล้วใครเป็พ่อน้ำใส คุณทำแบบนี้ไม่คิดว่ามันไม่แฟร์กับน้ำใสเหรอไม่ยอมบอกทุกคนว่าผมเป็พ่อปล่อยให้คนเอาไปพูดผิดๆคุณมีอะไรไม่สบายใจก็พูดออกมาเถอะ ผมอยากรู้ ผมสงสารลูก”
“ฉันไม่อยากให้คุณมายุ่งกับลูก”กัญญาภัคยืนยันคำเดิม “ฉันเลี้ยงลูกคนเดียวได้ นานไปคนก็ไม่สนใจแล้ว”
“แต่ผมรู้ว่าผมมีลูกจะให้ผมทำเป็ลืมๆ ไม่สนใจได้เหรอ หมายังรักลูกของมันแล้วนี่ผมเป็คนคุณจะให้ผมเลวกว่าหมาอีกเหรอ”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ”
“แล้วยังไงล่ะผมมีอะไรไม่ดีถึงเป็พ่อน้ำใสไม่ได้”