บทที่ 28 ขนมหวานร้านลับของโม่เป่ย
หลี่ซิงเหอพูดออกมาอย่างจนปัญญา "ฉันแค่ไม่เคยกินกุ้งตัวใหญ่! ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้จักนะ!?"
เมื่อเปิดกล่องที่สอง เห็นมันเทศสีเหลืองทองมันวาว "นี่มันเทศใช่ไหม?" เธอถามเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจ
"ครับ มันเทศเคลือบน้ำตาล แต่ซื้อมานานแล้ว ไม่รู้ว่าจะยังหวานอยู่ไหม" โม่เป่ยเพิ่งสั่งเลขาอู๋ให้ซื้อขนมหวานที่ผู้หญิงชอบกินมาให้ แต่อาหารจานนี้คงไม่เหมาะกับการซื้อกลับมากินที่บ้านสินะ
เป็มันเทศจริง ๆ ด้วย คนในเมืองช่างทำอะไรให้มันยุ่งยาก ทำมันเทศรสชาติดี ๆ ให้เป็อาหารแบบนี้ทำไมกัน? "มันเทศยังทำได้ขนาดนี้ เหมือนหมูป่ากินรำละเอียด*[1] จริง ๆ " พูดจบหลี่ซิงเหอก็รู้ตัวขึ้นว่าพูดไม่ค่อยเหมาะ "เอ่อ… ฉันไม่ได้หมายความว่าพวกเราเป็หมูนะ ฉันหมายถึง วิธีทำแบบนี้คือรำละเอียด ส่วนหมูป่าคือมันเทศ!"
โม่เป่ยหัวเราะออกเสียงเป็ครั้งแรก เห็นได้ชัดว่าเธออยากกินกุ้งตัวใหญ่ เขาจึงยื่นมือไปช่วยแกะ "ผมแกะให้เอง คุณกินอย่างอื่นก่อนเถอะ"
หลี่ซิงเหอรอแทบไม่ไหวอยู่แล้ว เธอแกะตะเกียบ คีบกุ้งใหญ่ตัวหนึ่งวางบนข้าวตรงหน้า แล้วเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย
"คุณลองกินมันเทศเคลือบน้ำตาลก่อน ดูซิว่ายังหวานไหม"
เธอลอกเปลือกกุ้งออกทั้งตัวแล้วยัดเข้าปากทันที ในปากยังเคี้ยวไม่หยุดแต่ก็พยายามคีบมันเทศเคลือบน้ำตาล ไม่ต้องพูดถึงเื่หวานไม่หวานเลย ตอนนี้แค่จะคีบยังคีบไม่ขึ้น มันแข็งติดกันไปหมด
โม่เป่ยมองดูอยู่ ดูเหมือนอาหารจานนี้ไม่เหมาะกับการซื้อกลับบ้านจริง ๆ คราวหน้าพาเธอไปกินที่ร้านตอนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ดีกว่า
ไม่นานนัก อาหารทั้งหมดก็ถูกเปิดออก มีกันสองคนแต่สั่งมาหกอย่าง นอกจากมันเทศเคลือบน้ำตาลและกุ้งต้ม ยังมีหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน มะเขือม่วงราดซอส และผัดผักกวางตุ้ง
"นี่คือโลกของคนรวยเหรอ? พวกคุณคนรวยกินข้าวกลางวันแบบนี้กันจริง ๆ เหรอ? กินเหมือนฉลองปีใหม่ทุกวันเลยนะเนี่ย!" หลี่ซิงเหอไม่สนใจจะคุยเื่ยอดขาย เพราะหมูตุ๋นที่นุ่ม ๆ หอม ๆ ชิ้นใหญ่น่ากินกำลังรอให้เธอลิ้มลอง
โม่เป่ยที่เพิ่งถูกเรียกว่า 'พวกคุณคนรวย' ตอบอย่างจริงจัง "ก็ไม่ได้กินแบบนี้ทุกวันหรอก"
โม่เป่ยเป็คนที่กินอาหารน้อยมาก แต่การมองเธอกิน กลับทำให้เขารู้สึกเจริญอาหารเป็พิเศษ เธอกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย เหมือนกำลังกินกับเพื่อนสนิท ไม่มีการเสแสร้งแม้แต่น้อย
วันนี้โม่เป่ยกินข้าวไปครึ่งกล่อง ถือว่าเยอะกว่าปกติ กินเสร็จก็วางตะเกียบลง "คุณอิ่มแล้วเหรอ?" หลี่ซิงเหอถามทั้งที่ปากกำลังเคี้ยวหมูตุ๋นนุ่ม ๆ
"อืม ไม่ต้องรีบหรอก ค่อย ๆ กินก็ได้" นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาทานข้าวด้วยกัน โม่เป่ยไม่รู้ว่าเธอจะกินได้มากแค่ไหน ดังนั้นพอเขาเริ่มอิ่มแล้ว จึงวางตะเกียบก่อน ปล่อยให้อาหารที่เหลือเป็ของเธอ
เมื่อเห็นว่าเขาอิ่มแล้ว เธอก็สบายใจ เริ่มเร่งความเร็วในการกิน อาหารทั้งหกอย่างถูกกินจนหมดเกลี้ยง หลังจากกวาดข้าวคลุกน้ำซุปหมูตุ๋นซีอิ๊วคำสุดท้ายและดื่มชาจนหมด เธอจึงวางตะเกียบลง
"มันเทศเคลือบน้ำตาลเหลืออีกไม่กี่ชิ้น ฉันกินไม่ไหวแล้วจริง ๆ รู้สึกผิดจัง"
"คุณเอามันเทศนี่กลับไปได้นะ ถ้าหิวตอนบ่ายค่อยเอาออกมากิน แบบนี้ก็จะไม่รู้สึกผิดแล้ว"
"งั้นฉันก็จะเอากลับไปนะคะ" พูดจบเธอก็ไม่เกรงใจ ปิดฝากล่องมันเทศเคลือบน้ำตาลที่เหลือครึ่งกล่องแล้ววางไว้ตรงหน้า เตรียมจะเอากลับไป
"ตามสบายครับ ผมได้ถามคนแผนกธุรกิจแล้ว ร้านของคุณมีลูกค้าประจำพอสมควรแล้ว แต่ไม่ทราบเื่ต้นทุนการเพาะปลูกอะไรพวกนี้ เดือนหน้าเริ่มจ่ายค่าเช่า คุณจะมีปัญหาไหม?"
"ไม่มีปัญหาค่ะ เดือนหน้าฉันสามารถจ่ายค่าเช่าตามสัญญาได้ตามปกติ"
"ถ้ายอดขายและเงินทุนไม่มีปัญหา ผมคิดว่าร้านคุณยังมีปัญหาอื่นอีก คุณควรจะจ้างพนักงานสักคนนะ คุณคิดว่ายังไง?"
"ใช่ค่ะ บางครั้งก็ยุ่งนิดหน่อย แต่เื่นี้ไว้ค่อยคุยกันทีหลังดีกว่า" เธอก้มหน้าลง พลางใช้นิ้วมือเล็ก ๆ เล่นกับหูถ้วยเซรามิก
โม่เป่ยไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายการบริหารร้านของเธอ การที่เธอจะจัดการร้านอย่างไรก็เป็เื่ของเธอ แต่การที่ต้องมาเห็นเธอทำงานหนักทุกวันแบบนี้ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ่อย ๆ อย่างไม่ที่มาที่ไป…
เขามองมือของเธอที่กำลังจับถ้วยเซรามิก แสงแดดยามเที่ยงส่องกระทบพอดี ทำให้เห็นรอยแผลและรอยแตกที่มือของเธอได้ชัดเจน ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าฝ่ามือคู่นี้ต้องมีหนังด้านไม่ต่ำกว่าหนึ่งแห่งเป็แน่
มือของเธอเป็มือของคนที่ทำงานเกษตรมาเป็เวลานาน ไม่เหมือนมือของสาวน้อยที่สดใสวัยเยาว์เลย "มีคนช่วยคุณที่แปลงปลูกผักบ้างไหม?"
"มีค่ะ" เธอไม่ได้โกหก ความจริงแล้วก็มีคนช่วยเธอ แต่ว่า... มันไม่ใช่คนน่ะซี่!
"ถ้าก่อนที่จะจ้างพนักงานร้าน ถ้ามี่ไหนที่ทำไม่ไหว บอกผมได้นะ ผมจะจัดพนักงานไปช่วยดูแลสักพัก"
เธอไม่ได้ปฏิเสธทันที "ค่ะ แต่ถ้าเป็แบบนั้น ของที่ขายได้ฉันก็ต้องให้ค่าตอบแทนพวกเขาบ้าง ถึงยังไงพวกเขาก็รับเงินเดือนจากคุณอยู่แล้ว ฉันไม่อยากให้พวกเขาช่วยเปล่า ๆ โดยไม่ได้อะไร"
โม่เป่ยพยักหน้ารับ "เื่นั้นแล้วแต่คุณ แต่ถึงไม่ให้เงิน พวกเขาก็คงไม่ว่าอะไรหรอก ผมให้พวกเขามาลองขายของที่ชั้นหนึ่ง พวกเขายังดีใจเลย"
หลี่ซิงเหอชายตามองเขา "นี่สินะหน้าตาของนายทุน?"
"ขอบคุณนะ แค่ครึ่งชั่วโมงผมก็มีฉายาถึงสองชื่อแล้ว ตอนกินข้าวได้เป็คนรวย ตอนนี้กลายเป็นายทุนไปแล้ว ผมแค่สร้างงานให้ทุกคน พาทุกคนร่วมกันสร้างความมั่งคั่ง"
"นั่นแหละ! คนรวยที่เป็นายทุนด้วย งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอลงไปที่ร้านก่อนนะ?"
"คุณมีโทรศัพท์มือถือไหม?" โม่เป่ยรีบถามขึ้นมาทันทีก่อนที่เธอจะออกไป
"ไม่มีค่ะ"
เธอมองไปที่โทรศัพท์มือถือสีดำแบบฝาพับยี่ห้อโมโตโรล่าที่วางอยู่บนโต๊ะกาแฟ เธอเคยเห็นครั้งแรกที่โฆษณาตรงป้ายรถเมล์ เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอยังต้องตั้งแผงขายของที่ตลาดกลางคืนอยู่เลย เขาคิดว่าเธอจะมีโทรศัพท์แบบนั้นได้ยังไง?!
"งั้นผมของเบอร์เพจเจอร์หน่อย"
"เพจเจอร์ฉันก็ไม่มี"
"ทำไมไม่ซื้อสักอันล่ะ? เพจเจอร์ไม่แพงนะ สำหรับคุณน่ะ"
‘ฉันจะซื้อหรือไม่ซื้อมันก็เื่ของฉัน อีกอย่างก็ไม่มีใครจะติดต่อฉันสักหน่อย’ หลังจากบ่นในใจแล้วเธอก็ตอบเบา ๆ ว่า "คุณโม่เป่ย ถึงจะมีเพจเจอร์ แต่ถ้าฉันมีธุระกับคุณ เราก็ไม่จำเป็ต้องโทรหากันอยู่ดี"
อืม ที่เธอพูดมาก็มีเหตุผล
หลี่ซิงเหอถือกล่องมันเทศเคลือบน้ำตาลที่เหลือครึ่งกล่อง ขอบคุณเขาอีกครั้งที่ให้เธอกินข้าวด้วย แล้วเดินลงบันไดกลับไปที่ร้านของตัวเอง
ใน่บ่ายวันนั้น โทรศัพท์สำนักงานจากเคาน์เตอร์บริการของซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นหนึ่งถูกย้ายมาที่ร้านของหลี่ซิงเหอ มีหมายเลขภายในติดอยู่ข้างเครื่องโทรศัพท์ ห่างจากหลี่ซิงเหอเพียงไม่กี่ก้าว
แน่นอนว่าหลี่ซิงเหอไม่เคยใช้โทรศัพท์เครื่องนั้นเลย เพราะในวันต่อ ๆ มาเธอนำอาหารกลางวันที่แม่ทำด้วยความตั้งใจมากินด้วยทุกวัน ่นี้แม่ของเธอหลงใหลรายการโทรทัศน์ที่มีชื่อว่า 'มาทำอาหารกับฉันสิ' และยังชอบไปซื้อวัตถุดิบสดใหม่จากตลาดกลางคืนเฟิงเล่อ ทำให้ที่บ้านมีเมนูอาหารใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย
หลี่ซิงเหอเห็นแบบนั้นก็ดีใจที่ได้เห็นแม่ของเธอมีความสุข กับการจับจ่ายซื้อเนื้อและซื้อผัก เธอเริ่มใช้พื้นที่มิติของเธอให้เกิดประโยชน์สูงสุดผลิตสินค้าที่สามารถทำกำไรได้
ความกังวลเพียงอย่างเดียวใน่นี้ก็คือพื้นที่มิติสุดที่รักของเธอ
เธอรอคอยให้พื้นที่ขยายใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะได้ขยายขนาดและเลี้ยงสัตว์หรือปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ด้วย แต่ยิ่งเธอใจร้อนมากเท่าไหร่ก็ไร้ประโยชน์ พื้นที่มิติยังคงอยู่ในสภาพเดิม
บางทีอาจเป็เพราะยิ่งไปข้างหน้า การขยายพื้นที่ก็ยิ่งยากขึ้น
นอกจากนี้เธอไม่ได้นั่งรอความตายเฉย ๆ แต่เริ่มทำการทดลองที่ระเบียง โดยจับไก่สองตัวออกมาจากพื้นที่มิติ เลี้ยงแบบอิสระบนระเบียง เพื่อดูว่าไก่ที่ฟักและเติบโตในพื้นที่มิติ เมื่อมาอาศัยอยู่ในโลกภายนอกและออกไข่ คุณภาพของไข่จะยังคงมาตรฐานเดิมหรือไม่?
ผักป่าก็เช่นกัน ผักป่าที่เติบโตแต่ในพื้นที่มิติมีรสชาติเป็เอกลักษณ์อยู่แล้ว หลังจากเพาะต้นกล้าในพื้นที่มิติเสร็จ เธอจึงย้ายมันมาปลูกในถาดเล็ก ๆ แถวหนึ่งบนระเบียง
ถ้าการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ และสิ่งที่เพาะพันธุ์ในพื้นที่มิติสามารถรักษาคุณภาพและรสชาติได้จริง ในอนาคตก็จะสามารถใช้พื้นที่มิติในการขยายพันธุ์และเพาะต้นกล้า พอทำเสร็จก็นำมาผลิตในปริมาณมากนอกพื้นที่มิติได้
ถ้าเป็เช่นนั้น เธอก็จะสามารถทุ่มเทให้กับธุรกิจได้อย่างเต็มที่!
ลืมตาตื่นอีกทีก็เป็เวลาเช้าแล้ว เธอยืดเส้นยืดสายไปมา ไม่ทันได้เปลี่ยนชุดนอนก็รีบวิ่งไปที่ระเบียง เก็บไข่ไก่สดใหม่ได้สี่ฟอง ซึ่งดีมาก! ผลผลิตเหมือนเดิมแต่ไม่ได้ลดลงเลย มองดูผักป่าที่ปลูกไว้ก็พบว่าเติบโตอย่างงอกงามไม่มีปัญหาอะไร เธอจึงวางใจและลุกไปล้างหน้าแปรงฟันอย่างร่าเริง
[1] หมูป่ากินรำละเอียด หมายถึง คนที่ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งดี ๆ ที่ได้รับ เหมือนเอารำข้าวละเอียดไปในหมูกิน