ชั่วพริบตานั้นเหอจิ่วเหนียงก็คิดบางอย่างได้ จึงรีบสืบเท้าตามขบวนรถม้าพร้อมกับะโเรียก
“โปรดช้าก่อน!”
รถม้าหยุดขบวนตามคำขอ
นางซุนที่มองอยู่ไม่ไกลกล่าวขึ้นด้วยความกังวล “นี่สะใภ้สามคิดจะทำอะไร คนเ่าั้ดูก็รู้ว่าไม่อาจล่วงเกินได้ นางนี่ช่างก่อเื่จริง ๆ!”
“ท่านแม่ใจเย็น ๆ ก่อนเ้าค่ะ น้องสะใภ้สามทำเช่นนี้ แสดงว่านางต้องมีเหตุผลของนางเป็แน่”
นางฉินช่วยปลอบแม่สามี สายตาจับจ้องไปที่เหอจิ่วเหนียง ด้วยกลัวว่าจะเกิดเื่ขึ้นกับนาง
สาวใช้ใบหน้างามเดินมาถาม “มีอะไร?”
เหอจิ่วเหนียงโค้งคำนับอย่างสุภาพ “ขอบใจแม่นางมากที่ช่วยชีวิต ครอบครัวของข้าน้อยเป็ชาวนากันหมด ไม่มีสิ่งของใดจะตอบแทน นี่เป็ยาลูกกลอนที่ข้าน้อยได้มาโดยบังเอิญ ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น แม่นางโปรดรับไว้”
สาวใช้หันกลับไปมองรถม้าครู่หนึ่ง ั์ตาเผยความประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็มีสีหน้าแววตาเ็าดังเดิม นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง “ข้าไม่ได้จะช่วยพวกเ้าเสียหน่อย”
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม “ไม่ว่าอย่างไรแม่นางก็คือคนที่ช่วยชีวิตครอบครัวข้า หวังว่าแม่นางจะไม่รังเกียจ”
ขณะที่กล่าวก็ยื่นขวดยาในมือให้อีกฝ่าย
นี่คือตำรับยาจูซาอันเสินหวาน[1] นางนำมาจากห้วงมิติโดยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็ขวดลายครามขนาดเล็กที่นิยมใช้กันในยุคสมัยนี้ เรียกได้ว่ามองไม่เห็นพิรุธ
[1] จูซาอันเสินหวาน (朱砂安神丸) เป็ตำรับยาจีนที่ถูกจัดอยู่ในประเภทของตำรับยาสงบจิตใจ มีฤทธิ์ระงับประสาท บรรเทาอาการใกลัวและกระวนกระวาย อีกทั้งยังมีสรรพคุณแก้ลมชัก
ทันทีที่สาวใช้เห็นขวดยาก็เกิดความคิดขึ้นในหัว ขวดลายครามเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวชาวนาจะมีกำลังซื้อได้
หรือว่าจะบังเอิญได้มาจริง ๆ…
“หลิงเยว่ รับไว้เถอะ”
เสียงของสตรีในรถม้าคันหรูดังขึ้นทันใด สาวใช้ไม่กล้าขัดคำผู้เป็นายจึงรับไว้แต่โดยดี
…
หลังจากเดินทางไปได้สักพัก สาวใช้นามว่าหลิงเยว่ก็ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วว่ายาขวดนี้ไม่มีปัญหา จึงส่งขวดลายครามให้กับผู้เป็นาย
ฮูหยินผู้นี้นามว่า ‘เจียงรั่วหย่า’ เครื่องหน้างดงามหมดจด ทุกการเคลื่อนไหวของนางดุจดั่งเทพยดา ใบหน้าไร้การแต่งเติมเครื่องประทินโฉม และซีดเผือดราวกับเจ็บป่วย
เจียงรั่วหย่ารับขวดลายครามมาดู เป็ขวดลายครามขาวที่ประณีตมากทีเดียว ทั้งยังไม่มีตำหนิแม้แต่น้อย ในเมืองหลวงขวดเช่นนี้ขายกันในราคาสูงลิ่ว
เสียงของหลิงเยว่ดังมาจากด้านนอก “ฮูหยินเ้าคะ สาวชาวนาคนนั้นรู้ได้อย่างไรกันเ้าคะว่าฮูหยินนอนหลับไม่สนิท หรือว่านาง…”
“พอได้แล้ว อายุแค่นี้อย่าคิดเล็กคิดน้อยเหมือนคนแก่สิ หากเ้าคิดว่านางแปลก ๆ แล้วเหตุใดเมื่อครู่ถึงช่วยนางล่ะ?”
ถูกจี้จุดเช่นนี้สาวใช้วัยสะพรั่งก็รู้สึกกระดากกระเดื่องเล็กน้อย “บ่าวแค่ไม่อยากให้คนพวกนั้นรบกวนความสงบของฮูหยินต่างหากล่ะเ้าคะ”
เจียงรั่วหย่าหัวเราะเบา ๆ เด็กน้อยที่นางเลี้ยงมาเองกับมือ นางจะไม่รู้นิสัยใจคอได้อย่างไร
มือขาวผ่องยื่นขวดลายครามให้กับสาวใช้อีกคนพลางกล่าว “เ้ากลับไปจิงโจวแล้วไปหาท่านหมอ เอายาขวดนี้ให้ท่านหมอตรวจดู”
“เ้าค่ะ”
“ฮูหยิน เราจะกลับจิงโจวกันเลยหรือไม่เ้าคะ ออกมาเดือนกว่าแล้ว นายท่านต้องเป็ห่วงฮูหยินมากเป็แน่เ้าค่ะ”
หลังจากที่ออกมาจากจิงโจวก็พบเจอผู้ลี้ภัยที่อพยพไปทางเหนือเป็จำนวนมาก หากไม่ใช่เพราะพวกเขานำกำลังคนมามากพออีกทั้งยังเก่งวรยุทธ์ ครั้นเผชิญหน้ากับผู้ลี้ภัยใจกล้าเ่าั้คงยากจะรอดมาได้
“ไปดูที่เมืองเฉียนโจวก่อน ได้ยินมาว่าคนส่วนใหญ่ที่หนีออกจากม่าวโจวจะต้องผ่านเฉียนโจวเพื่อไปอันโจว…ไม่แน่ จิ่วเอ๋อร์ของข้าอาจอยู่ที่เฉียนโจวก็ได้”
เจียงรั่วหย่าทอดถอนใจเล็กน้อย ครั้งนี้นางได้เบาะแสมาว่าบุตรสาวของนางน่าจะอยู่ที่ม่าวโจว สามีนางบอกเอาไว้ว่าหลังจากเสร็จงานจะออกตามหาบุตรสาวด้วยกัน
บัดนี้ม่าวโจวเกิดภัยแล้งหนัก อาณาประชาราษฎร์เดือดร้อนกันถ้วนทั่ว นางเป็ห่วงความปลอดภัยของบุตรสาวจึงไม่อาจรอผู้เป็สามีได้อีกต่อไป นำกำลังคนออกตามหาแก้วตาดวงใจด้วยตัวเอง
แรกเริ่มคิดว่าตนเองจะโชคดีได้เจอบุตรสาว แต่หลังจากที่ยิ่งเดินทางก็ยิ่งเห็นภาพพวกผู้ลี้ภัยใช้ลูกหลานที่เป็สตรีแลกกับอาหารเช่นนั้นแล้วคนเป็แม่คนก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ ทุกครั้งที่หลับตาก็จะเห็นแต่ภาพบุตรสาวกำลังตกทุกข์ได้ยาก ด้วยเหตุนี้นางจึงนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว
“ฮูหยินอย่าได้ร้อนใจเลยเ้าค่ะ คุณหนูเป็คนดี์ย่อมคุ้มครอง นางจะต้องปลอดภัยแน่นอนเ้าค่ะ”
หลิงเสวี่ยสาวใช้อีกคนเอ่ยปลอบใจ อันที่จริงทุกคนล้วนตระหนักว่าสถานการณ์ของคุณหนูจิ่วเอ๋อร์เลวร้ายเกินกว่าจะมีหวัง แต่เพื่อรักษาความรู้สึกของฮูหยิน จึงทำได้เพียงเชื่อว่าคุณหนูยังมีชีวิตอยู่
“พวกเ้าไม่ต้องปลอบใจข้าหรอก กว่าสิบปีแล้ว อันที่จริงข้าก็เตรียมใจเอาไว้บ้างแล้วละ แต่ไหน ๆ ก็ได้ออกมา กว่าข้าจะมีโอกาสได้ออกมาสักครั้งก็ยากนัก ข้าจึงยังอยากไปดู เผื่อจะสบายใจขึ้นมาบ้าง”
เจียงรั่วหย่ายิ้มหลอกทุกคน…รวมถึงหลอกตัวเอง เส้นผมตรงหน้าผากปรกลงมายิ่งขับให้สีหน้าดูซีดเซียว
หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยตอบรับคำและถอยออกไป จากนั้นขบวนรถม้าก็มุ่งหน้าไปยังเมืองเฉียนโจว
…
หลังจากขบวนรถม้าจากไป ครอบครัวตระกูลลู่ก็จับตัวโจรเร่ร่อนที่เหลือทันที ดาบยาวต้องแสงเย็นวาบจ่อไว้ที่คอตัวประกัน
ผู้เฒ่าลู่กล่าวถามด้วยน้ำเสียงขาดห้วง “กะ กลุ่มคนที่ถูกฆ่าตายอยู่นอกเมืองหลิวเจีย เป็ฝีมือของพวกเ้าใช่หรือไม่?”
เหล่าโจรเร่ร่อนรู้ดีว่าตนเองไร้หนทางตอบโต้แล้ว แต่เพื่อรักษาชีวิตจึงส่ายหน้าด้วยความตื่นตระหนก “ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกข้าเลย พวกข้าแค่ปล้นเท่านั้น ไม่ถึงขั้นเอาชีวิตใคร!”
เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะเ็า “เฮอะ! พูดออกมาได้ พวกเ้าไม่กระดากปากหรืออย่างไร?”
เมื่อครู่พูดจาไม่เข้าหูนิดหน่อยก็ชักมีดจะฆ่าฟันกันแล้ว คนแซ่ลู่ก็ได้รับาเ็ หากไม่มีอาวุธอยู่ในมือไม่รู้ว่าจะเกิดอันตรายร้ายแรงถึงขั้นไหน
ชายชราลู่ไม่พูดพร่ำรำพัน ปลายดาบแหลมคมเฉือนคอผู้ร้ายจนรอยเืสีแดงสดปรากฏขึ้น “จะสารภาพหรือไม่!?”
ในตอนแรกที่เจอครอบครัวนี้โจรเร่ร่อนคิดว่าเหยื่อเป็เพียงแค่ชาวนายากจนไม่กล้าสู้คน น่าจะจัดการได้ไม่ยาก
นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะกล้าแกร่งถึงเพียงนี้!
“ใช่ ๆ ๆ…พี่ใหญ่และพวกของเขาเป็คนฆ่า พวกข้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลยนะ! โปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถอะ ได้โปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วย!”
โจรจนตรอกคุกเข่าโขกศีรษะร้องขอชีวิต ท่าทางหวาดกลัวเป็อย่างยิ่ง แต่เหอจิ่วเหนียงกลับจับได้ว่าเขาแอบส่งสายตาเป็นัยกับพวกอีกสองคน เห็นชัดว่ากำลังคิดแผนการบางอย่าง
สตรีมีไหวพริบทำทีเดินเอ้อระเหยไปด้านหลังของโจรผู้นั้น… และใช้มีดกรีดหลังเขาไปหนึ่งที!
*ฉึก!*
“อ๊ากกกกกก!!!”
คนโดนเชือดเ็ปแทบคลั่งจนสีหน้าซีดเผือด เหอจิ่วเหนียงตัดบทด้วยเสียงดังกว่า “หากเ้ายังไม่พูดความจริง ข้าจะกรีดหลังเ้าอยู่แบบนี้แหละ! จนกว่าเืของเ้าจะไหลออกมาหมดตัว!”
ทันทีที่ได้ฟังวาจาบ้าบิ่น ไม่เพียงโจรเท่านั้นที่หวาดกลัว แม้แต่คนสกุลลู่เองก็ใมากเช่นกัน แต่เมื่อเรียกสติกลับมาได้ ชายชราก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาชื่นชม …เ้าสามเป็คนใจกล้าเืร้อนมาั้แ่เด็ก จึงออกไปเป็หน่วยรบแนวหน้า ตอนนี้ยังได้สะใภ้ที่นิสัยคล้ายกันอีก
พี่ชายคนโตและคนรองรู้สึกว่า น้องสะใภ้สามกล้าหาญมากถึงเพียงนี้ พวกเขาเองก็ควรทำให้ได้อย่างนาง พลันนั้นจึงง้างมือขึ้น หมายฟันอาวุธมีคมลงบนแผ่นหลังโจรเร่ร่อนอีกสองคนที่เหลือ
โจรโฉดชั่วที่ถูกฟันหลังด้วยฝีมือของเหอจิ่วเหนียงเ็ปอย่างแสนสาหัสจนหมดสติไปแล้ว อีกสองคนที่เหลือเห็นดังนั้นจึงหวาดกลัวจนปัสสาวะราดกางเกง พวกเขาสารภาพออกมาจนหมดเปลือกท่ามกลางความเหม็นและน่าสะอิดสะเอียน
พวกเขาเองก็เป็ผู้ลี้ภัยเช่นกัน ไร้หนทางแล้วจริง ๆ จึงจำต้องเป็โจรพเนจร อาศัยการปล้นเพื่อความอยู่รอด
โศกนาฏกรรมนอกเมืองหลิวเจียเป็ฝีมือของพวกเขาจริง ปล้นสิ่งของทุกอย่างมา และลงมือฆ่าคนไปส่วนหนึ่ง ทว่าคนส่วนมากก็หนีไปได้ ส่วนสตรีและเด็กที่หนีไม่พ้นจะถูกพวกเขาจับตัวกลับไปยังกองโจร สตรีสามารถเป็เครื่องมือผ่อนคลายอารมณ์ได้ ส่วนเด็ก ๆ ก็เลี้ยงดูเอาไว้ก่อน รอเมื่อถึงวันที่ขาดแคลนอาหารจริง ๆ ค่อยนำมาเป็วัตถุดิบบรรเทาความหิว
ตอนนี้ในรังโจรพวกเขามีพรรคพวกเฝ้าอยู่ประมาณห้าหกคน คนเ่าั้คือคนที่ปล้นสำเร็จในครั้งก่อน ดังนั้นวันนี้จึงได้พักผ่อนอยู่ในแหล่งกบดานซึ่งเป็หมู่บ้านบนหุบเขา ที่นั่นยังมีเด็กและสตรีหลายสิบชีวิตถูกขังไว้
เมื่อเห็นว่าคนชั่วสารภาพจนหมดเปลือกแล้วผู้เฒ่าลู่ก็ง้างมือฟันดาบทันที หลังจากนั้นกลับกลายเป็ว่าตัวเขาเองที่แขนขาอ่อนแรง ร่างกายสั่นเทิ้มแทบยืนไม่ไหว
“ท่านพ่อ พวกมันเป็คนเลว นี่เป็สิ่งที่พวกมันสมควรได้รับแล้วเ้าค่ะ”
นางหยูคลายความกังวลให้พ่อสามี จากนั้นให้เหลยจื่อบุตรชายคนโตพาโยวยาโถว—บุตรสาวคนโตของน้องรองไปตามรถม้ากลับมา
ชายชรานิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ ออกมา “พวกเราต้องไปที่รังโจรนั่น!”
.
.
.