ยามลมสารทฤดูโชยพัด คลื่นลมชายแดนพลันปะทุขึ้นอีกครา ชนเผ่าเป่ยหรงระดมพลครั้งใหญ่หมายรุกล้ำเขตแดนต้าเหยียน ราชสำนักจึงมีบัญชาแต่งตั้ง ‘เป้ยจิ้งหาน’ เป็นขุนพลพิทักษ์แดนเหนือ นำทัพหลวงไปกำราบศัตรู
ก่อนยาตราทัพ เป้ยจิ้งหานเดินทางมาอำลาที่จวนสกุลซ่ง เหยาเหยาก้าวออกมารับหน้าจวนด้วยดวงตาไหวระริก ในอุ้งมือเล็กกำถุงหอมปักลวดลายประณีตไว้แน่น
"พี่หาน ข้าทำถุงหอมนี้ให้ท่าน พกติดตัวไว้เสมอนะเจ้าคะ" นางยื่นของขวัญชิ้นน้อยให้ ใบหน้านวลซับสีระเรื่ออย่างเคอะเขิน "ข้างในมียา... ยาดีที่อาจช่วยท่านได้ยามวิกฤต"
แท้จริงแล้ว ในถุงหอมใบจ้อยนั้น นางได้แอบใส่ ‘ยาสมานแผลวิเศษ’ และ ‘ยันต์เตือนภัย’ ที่แลกมาจากระบบร้านค้าบุญกุศล — สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยปกป้องชีวิตของเป้ยจิ้งหานในสมรภูมิอันโหดร้าย
เป้ยจิ้งหานรับถุงหอมมาไว้ในมือ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและห่วงใยที่แฝงอยู่ นัยน์ตาสีเข้มที่เคยเย็นชาพลันอ่อนแสงลงอย่างลึกซึ้ง "ขอบใจเจ้ามาก เหยาเหยา ข้าจะพกติดตัวไว้ไม่ห่างกาย"
สายตาเหยาเหยาที่มองเขาเปี่ยมด้วยความกังวลระคนห่วงใย ตามต้นฉบับเดิม ในศึกครั้งนี้เป้ยจิ้งหานเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะถูกคนใกล้ชิดลอบกัดระหว่างรบ เด็กหญิงจึงสบโอกาสเตือนเขาทันที
"พี่หาน" นางเอ่ยเสียงจริงจัง แววตาเด็ดเดี่ยวขึ้น "ยามอยู่กลางศึก ขอให้ท่านระวังคนใกล้ตัวให้มาก โดยเฉพาะทหารที่เพิ่งโอนย้ายเข้ามาใหม่... และอย่าได้ไว้ใจข่าวกรองที่ดูราบรื่นจนเกินไป บางที ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดอาจมิได้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่กลับซ่อนตัวอยู่ข้างกายท่าน"
เป้ยจิ้งหานสบตานาง พลางสลักทุกถ้อยคำเตือนนั้นไว้ในส่วนลึก เพราะคำเตือนของเหยาเหยา ไม่เคยผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว
——————
ณ สมรภูมิแดนเหนืออันหนาวเหน็บ การสู้รบระหว่างกองทัพต้าเหยียนและชนเผ่าเป่ยหรงดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
เป้ยจิ้งหานบัญชาการรบอย่างชาญฉลาด เพลงดาบและกลศึกของเขาเหนือชั้นกว่าศัตรูหลายขุม สามารถตีโต้ทัพเป่ยหรงจนแตกพ่ายไประลอกแล้วระลอกเล่า ทว่าท่ามกลางสนามรบ เขายังคงระแวดระวังภัยรอบข้างตามคำเตือนของเหยาเหยาอยู่เสมอ
และแล้ว สิ่งที่เหยาเหยาเตือนไว้ก็ปรากฏเค้าลาง — นายทหารผู้หนึ่งที่เพิ่งย้ายเข้ามาประจำการในกองทัพ แท้จริงแล้วคือสายลับของกลุ่มขุนนางเก่าผู้ภักดีต่ออดีตราชวงศ์เฉิง
ในคืนเดือนมืด นายทหารผู้นั้นลอบเข้ามาพบเป้ยจิ้งหานในกระโจมบัญชาการ เขาคุกเข่าลงกับพื้นพลางเอ่ยเรียกด้วยสรรพนามอันสูงส่งสำหรับเชื้อพระวงศ์ "ฝ่าบาท..."
"พวกกระหม่อมเฝ้ารอการกลับมาของพระองค์มานานถึงสามสิบปี บัดนี้ทรงมีกองทัพเกรียงไกรอยู่ในพระหัตถ์แล้ว ขอเพียงพระองค์ทรงประกาศราชโองการ พวกกระหม่อมก็พร้อมจะระดมพลหนุนช่วยพระองค์กอบกู้ราชวงศ์เฉิง ทวงคืนราชบัลลังก์ที่ควรเป็นของพระองค์กลับคืนมา!"
เป้ยจิ้งหานฟังแล้วใบหน้าพลันเย็นชาลง "เจ้าต้องการให้ข้าใช้กำลังทหารที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมอบหมายให้มาปราบศัตรู ไปก่อกบฏหันคมดาบเข้าใส่แผ่นดินกลางศึกอย่างนั้นหรือ?"
"นี่คือโอกาสทองพ่ะย่ะค่ะ! กองทัพใหญ่อยู่ในกำมือ ชายแดนห่างไกลจากสายพระเนตร หากพระองค์ทรงชูธงปฏิวัติในยามนี้..."
เป้ยจิ้งหานนิ่งงันไปชั่วครู่ ภาพใบหน้าจิ้มลิ้มและเสียงใสๆ ของเหยาเหยาพลันผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง — ‘พี่หานสามารถสร้างคุณงามความดีจนราชสำนักยอมรับ โดยไม่ต้องก่อสงคราม’
เขาเงยหน้าขึ้น แววตาทอประกายเด็ดเดี่ยวไร้ความลังเล "ข้าขอปฏิเสธ"
นายทหารผู้นั้นเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง "ฝ่าบาท! เหตุใด..."
"เพราะข้าไม่ต้องการนั่งบนบัลลังก์ที่แปดเปื้อนโลหิตของทหารกล้าและราษฎรผู้บริสุทธิ์" น้ำเสียงของเป้ยจิ้งหานทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง "การก่อกบฏกลางศึกคือการทรยศต่อพี่น้องทหารที่ร่วมเป็นร่วมตายเพื่อปกป้องบ้านเมือง ทั้งยังเป็นการชักศึกเข้าบ้าน นำพาไฟสงครามกลางเมืองมาแผดเผาแผ่นดินให้ราษฎรต้องทุกข์ยากเข็ญใจ ข้า... เป้ยจิ้งหาน จะไม่มีวันทำเช่นนั้นเด็ดขาด!"
"หากราชวงศ์เฉิงต้องล่มสลายเพราะทรราชไร้ความสามารถ การจะกอบกู้มันกลับคืนมาด้วยการเหยียบย่ำประชาชน ก็หาได้มีความต่างกันไม่" เขาเอ่ยคำสัตย์ "ข้าจะปกป้องแผ่นดินนี้ในฐานะขุนพลคนหนึ่ง สร้างเกียรติยศและคุณงามความดีด้วยความสามารถของข้าเอง มิใช่ด้วยสายเลือดกษัตริย์ที่ไหลเวียนอยู่ในกาย"
นายทหารผู้นั้นมองขุนพลหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความผิดหวัง ก่อนจะค่อยๆ ถอยร่นจากไป ทว่าในใจกลับก่อเกิดความคิดชั่วร้าย หากเป้ยจิ้งหานไม่ยอมเป็นหมากร่วมมือ เช่นนั้นเขาก็อาจกลายเป็นเสี้ยนหนามชิ้นโตที่ต้องกำจัดทิ้งเสีย!
——————
ค่ำคืนต่อมา... มือสังหารชุดดำลอบเร้นกายเข้ามาในกระโจมพักของเป้ยจิ้งหานยามดึกสงัด
ทว่าเป้ยจิ้งหานผู้ระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา หาได้หลับสนิทดังที่พวกมันคาดคิด ยิ่งไปกว่านั้น ยันต์เตือนภัยในถุงหอมที่เหยาเหยาให้มาพลันแผ่ไอความร้อนวาบขึ้นมาปะทะอก
ฉับพลันที่คมดาบของมือสังหารวาดลงมา
เป้ยจิ้งหานเบี่ยงกายหลบได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะตวัดกระบี่คู่กายสวนกลับอย่างรวดเร็วและเฉียบคม เขาสยบมือสังหารลงได้อย่างง่ายดายและจับกุมตัวไว้สอบสวน
จนได้ความว่า พวกมันคือคนของกลุ่มผู้ภักดีต่อราชวงศ์เฉิงที่ต้องการปลิดชีพเขาเพื่อปิดปาก หลังตระหนักว่าเขาไม่มีวันยอมร่วมมือก่อกบฏ
‘โชคดีเหลือเกินที่ได้ยันต์เตือนภัยของเหยาเหยาช่วยชีวิตไว้ได้ทันเวลา’ เป้ยจิ้งหานคิดพลางกุมถุงหอมในมือแน่น ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้าสู่หัวใจ ‘เด็กน้อยคนดี... แม้ตัวเจ้าจะอยู่ห่างไกลถึงเมืองหลวง แต่กลับปกป้องชีวิตข้าไว้ได้ถึงเพียงนี้’
——————
หลังจากนั้น เป้ยจิ้งหานก็เก็บรวบรวมหลักฐานและคำสารภาพของมือสังหารไว้ เพราะสิ่งนี้จะเป็นโล่กำบังชั้นดีในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนในอนาคต เพื่อยืนยันว่าตนมิได้สมคบคิดกับกบฏราชวงศ์เก่า ทว่ากลับเป็นเป้าหมายหลักที่พวกมันต้องการกำจัดทิ้งเสียเอง
ศึกชายแดนเหนือปิดฉากลงด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่และเกริกเกียรติของเป้ยจิ้งหาน กองทัพเป่ยหรงถูกตีแตกพ่ายยับเยินจนต้องล่าถอยกลับไป วีรกรรมอันห้าวหาญในครั้งนี้ส่งผลให้ชื่อเสียงของขุนพลหนุ่มเลื่องลือระบือไกลไปทั่วหล้า เหล่าทหารกล้าใต้บังคับบัญชาต่างเลื่อมใสศรัทธา ราษฎรแถบชายแดนแซ่ซ้องสรรเสริญ ขณะที่ในราชสำนัก ชื่อของ ‘ขุนพลพิทักษ์แดนเหนือ’ กลายเป็นที่ยอมรับและเกรงขามของบรรดาขุนนางน้อยใหญ่
ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าทรงยินดียิ่ง ถึงกับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ ทองคำ และเครื่องบรรณาการล้ำค่าให้อย่างสมเกียรติ ส่งผลให้ฐานอำนาจของเป้ยจิ้งหานในราชสำนักมั่นคงดุจขุนเขา ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนการอันชาญฉลาดที่เหยาเหยาเคยวางหมากไว้ทุกประการ
ตลอดระยะเวลาที่ประจำการอยู่ชายแดน เป้ยจิ้งหานหมั่นเขียนจดหมายส่งกลับมาหาเหยาเหยาอยู่เสมอ เนื้อความบอกเล่าถึงเรื่องราวในสมรภูมิ และไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณสำหรับคำเตือนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ส่วนเหยาเหยาก็ตอบจดหมายกลับไปอย่างสม่ำเสมอ คอยส่งกำลังใจและคำแนะนำดีๆ ให้เขาไม่ขาดสาย
อักษรทุกตัวที่โบยบินข้ามผ่านระยะทางอันห่างไกล ระหว่างเมืองหลวงอันรุ่งเรืองและชายแดนอันหนาวเหน็บ ค่อยๆ ถักทอสายใยความผูกพันของคนทั้งสองให้ลึกซึ้งและแนบแน่นขึ้นทีละน้อย
"พี่หานส่งจดหมายมาอีกแล้ว..." เหยาเหยาพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าจิ้มลิ้มประดับด้วยรอยยิ้มหวานละมุนโดยไม่รู้ตัว ยามที่คลี่กระดาษจดหมายออกอ่าน ‘ทุกครั้งที่เห็นลายมือของพี่หาน หัวใจของข้ามันพองโตจนแทบระเบิด... เฮ้อ นี่ข้าเป็นอะไรไปกันแน่นะ’
‘ยอมรับเถอะเหยาเหยา...’ นางคิดพลางยกมือกุมแก้มที่ร้อนผ่าวจนแดงระเรื่อเป็นลูกตำลึงสุก ‘เจ้าชอบพี่หานเข้าแล้วจริงๆ... ชอบแบบที่มิใช่พี่ชายหรือสหายทั่วไป’
‘แต่ตอนนี้ข้าเพิ่งจะอายุสิบสองเองนะ ส่วนพี่หานก็ยี่สิบสี่เข้าไปแล้ว... ห่างกันตั้งรอบหนึ่งแหนะ’ นางถอนหายใจยาวเบาๆ ‘เอาเถอะ รีบๆ โตดีกว่า เรื่องความรู้สึกนี้... ไว้รอให้ข้าโตกว่านี้ค่อยว่ากัน ตอนนี้ขอเพียงได้อยู่เคียงข้าง ได้คอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้พี่หานแบบนี้ก็มีความสุขที่สุดแล้ว’
เสิ่นว่านอวี๋ผู้เป็นมารดา ซึ่งได้ยินเสียงความคิดในใจของบุตรสาวที่ยอมรับความรู้สึกของตนเองในที่สุด อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มด้วยความเอ็นดูระคนลึกซึ้ง นางจึงนำเรื่องนี้ไปหารือกับซ่งจงอี้ผู้เป็นสามี
"ท่านพี่ ดูเหมือนว่าเหยาเหยาของพวกเรากับจิ้งหาน จะเริ่มมีใจปฏิพัทธ์ต่อกันเสียแล้วนะเจ้าคะ" นางเอ่ยเย้า
ซ่งจงอี้ลูบเคราพลางครุ่นคิด สายตาเปี่ยมด้วยความสุขุม "จิ้งหานเป็นเด็กดี มีความสามารถ ทั้งยังมีคุณธรรมสูงส่ง ที่สำคัญเขายังคอยปกป้องดูแลเหยาเหยาอย่างสุดกำลังมาโดยตลอด... หากเขาสามารถสร้างรากฐานที่มั่นคงในราชสำนักได้ และเมื่อเหยาเหยาเติบโตพ้นวัยปักปิ่น การที่ทั้งสองจะครองคู่กันย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง"
"ทว่าปมเรื่องชาติกำเนิดของจิ้งหานยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้" ซ่งจิ้งอันเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พวกเราต้องช่วยเขาสร้างรากฐานที่ปลอดภัยและมั่นคงในราชสำนักเสียก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยพิจารณาในภายหลัง"
ทุกคนในครอบครัวต่างพยักหน้าเห็นพ้อง — พวกเขาพร้อมจะร่วมมือกันช่วยให้เป้ยจิ้งหานก้าวข้ามอุปสรรคเรื่องชาติกำเนิดอันแสนอันตราย ขณะเดียวกันก็คอยเฝ้ามองความรักอันบริสุทธิ์ของเด็กทั้งสองที่กำลังค่อยๆ ผลิบานอย่างทะนุถนอม