ห้องลับใต้ดินของที่ว่าการเมืองโยวโจวยามนี้เปิดต้อนรับผู้ที่มีอาการติดฝิ่น จะเรียกว่าห้องคุมขังก็มิผิด
ฉีอ๋องยืนเอามือไขว้หลังมองการสูบฝิ่นของคนพวกนี้ วิธีการรักษาของนางคือลดจำนวนการสูบฝิ่นวันละนิด มิใช่ให้หยุดในครั้งเดียวมิเช่นนั้นผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง
“ท่านเห็นหรือยังว่ามันเป็นยาเสพติด”
คนพวกนี้ท่าทางเหมือนง่วงนอน บางคนเพ้อฝันอันใดก็มิทราบจึงนั่งยิ้มสลับกับหัวเราะ ดวงตาหยาดเยิ้ม
“นำไปสอบสวน” ฉีอ๋องสั่งทันทีเมื่อคนพวกนี้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ร้องทุรนทุรายเหมือนก่อนหน้า
“พวกท่านจะทำอะไรพวกเรา” น้ำเสียงเนิบ ๆ เอ่ยถามเจ้าหน้าที่
“มิต้องกลัวไป พวกเราเพียงอยากสอบถามบางอย่างกับพวกเจ้า”
“ข้ามิได้ตั้งใจไปอาละวาดนะขอรับ ข้าเพียงขาดสติไปชั่วขณะ” บุรุษผู้หนึ่งรีบขอร้อง เขาไม่ได้ตั้งใจก่อเรื่องวุ่นวายแต่ตอนนั้นควบคุมสติมิได้
“ขาดสติไปชั่วขณะ?”
“ใช่ขอรับ ข้าขาดสติไปชั่วขณะ” หลบสายตาคมดุที่จ้องมอง ร่างกายสั่นกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ พวกตนถูกจับมาอยู่ในห้องทึบถ้าไม่ตอบความจริงเกรงว่าจะไม่ได้ก้าวออกจากที่นี่ไปตลอดชีวิต
“เจ้าบอกมาว่าไปเอาฝิ่นมาจากที่ใด”
“ฝิ่น?” สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยว่าอะไรคือฝิ่น
“สิ่งที่เจ้ากำลังสูบอยู่นี่ไงเรียกว่าฝิ่น”
“นี่คือยาวิเศษขอรับ เป็นยาแก้ปวดที่ข้าได้รับจากหมอเทวดา”
“หมอเทวดา?”
“ใช่ขอรับ แต่ก่อนข้ามีอาการปวดขารักษาอย่างไรก็ไม่หาย จนพบกับท่านหมอเทวดาที่ช่วยรักษาอาการของข้าด้วยยาวิเศษ จากนั้นท่านหมอก็ให้ข้าสูบยาวิเศษเพราะว่ามันช่วยลดอาการเจ็บปวดได้”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหมอเทวดาเป็นผู้ใด”
“มิสามารถทราบได้ขอรับ หมอเทวดาผู้นี้ลึกลับเป็นอย่างมาก ตอนที่มารักษาข้ามีหมวกปิดบังใบหน้า หลังจากนั้นข้าก็ไม่เคยเจอนางอีกเลย เมื่อถึงกำหนดมีเพียงยาวิเศษถูกนำมาวางเอาไว้หน้าประตูบ้าน”
“หมอเทวดาเป็นสตรี?”
“ขอรับ ข้าฟังจากน้ำเสียงและรูปร่าง นางเป็นสตรี” หลบสายตาท่านอ๋องที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นเทพแห่งสงคราม กลิ่นอายสังหารไร้ความปราณีฉายชัดออกมาทางแววตา
“เจ้าปวดขาเกิดจากอะไร”
“ข้าเป็นผู้ใช้แรงงานแบกหามแถวตลาดขอรับ เมื่อสองเดือนที่แล้วมิรู้ว่าเพราะเหตุใดขณะที่กำลังแบกตะกร้าผัก
ขาก็รู้สึกเจ็บและอ่อนยวบล้มลง ส่งผลให้ข้าเจ็บขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนไม่สามารถไปทำงานได้ ข้าไม่มีเงินมากพอที่จะไปหาหมอจึงยอมทนเจ็บปวดอยู่ทุกวัน
แต่แล้วเหมือนสวรรค์เมตตาให้มีหมอเทวดาเดินทางมาโปรดคนยากไร้ ท่านหมอช่วยรักษาจนข้าอาการดีขึ้น ความเจ็บปวดที่เคยมีหายไป….”
“ประมาณสามชั่วยามความเจ็บปวดก็กลับมาอีก เจ้าจึงต้องใช้ยาที่นางให้ ต่อมานางก็แนะนำให้เจ้าสูบยาวิเศษเพื่อลดอาการเจ็บปวด”
จ้าวลู่ชิงกล่าวสิ่งที่นางคาดเดาออกมาซึ่งมันตรงกับความเป็นจริง ชายผู้นี้รีบพยักหน้าบอกว่าสิ่งที่นางกล่าวมานั้นถูกต้อง
“เหตุใดเจ้าต้องออกมาอาละวาดหน้าหอสุรา”
“ยาวิเศษที่เคยมาวางให้ที่หน้าประตูมันไม่มีอีกแล้ว ข้ารู้สึกเจ็บปวดทรมานจึงควบคุมสติไม่ได้ พยายามออกตามหาท่านหมอเทวดา ข้าผิดไปแล้วหวังว่าท่านอ๋องจะให้อภัย”
โขกศีรษะกับพื้นด้วยความหวาดกลัว กฎของเมืองโยวโจวค่อนข้างเข้มงวดกว่าที่อีก ที่เมืองแห่งนี้บางครั้งโอรสสวรรค์ก็ยื่นมือเข้ามาไม่ถึง คนตรงหน้าของตนคือผู้กำหนดบทลงโทษ
เสียงขอร้องอ้อนวอนให้ไว้ชีวิตดังขึ้นพร้อมเพรียง สอบถามอยู่หลายชั่วยามจึงได้ความว่าคนพวกนี้มีอาการบาดเจ็บลักษณะเช่นเดียวกัน
อุบัติเหตุช่างเกิดขึ้นพร้อมกันหลายคนเสียจริง เรื่องนี้มันไม่ปกติเสียแล้ว
“ท่านอ๋องขอรับ มีคนอาละวาดและตายอีกแล้วขอรับ”
ห่าวหรานเข้ามารายงานหลังจากออกตรวจตราเมืองอย่างเข้มงวด พบว่ามีคนอาการคลุ้มคลั่งอีกหลายราย
“มากเท่าไหร่”
“คนตายสามศพ ส่วนคนคลุ้มคลั่งสามสิบกว่าคนขอรับ”
จ้าวลู่ชิงอาสาไปรักษาคนพวกนั้น ให้เขาจัดการเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ที่นี่ให้แล้วเสร็จ
“หลิงหย่ง เจ้าไปรักษาความปลอดภัยให้กับนาง”
“รับคำสั่ง” หลิงหย่งรับคำสั่งก็รีบเดินตามว่าที่หวังเฟยไปยังคุกที่อยู่อีกฝั่ง
ครั้งนี้จ้าวลู่ชิงเลือกที่จะใช้วิธีให้พวกเขาสงบลง นางจะไม่ยอมเสียฝิ่นรักษาพวกเขาอีกต่อไป นางจะใช้วิธีอื่นในการรักษา ฝิ่นที่นางนำมาในครั้งนี้เพื่อมอบให้กับแพทย์ทหารที่จะติดตามกองทัพออกไปทำศึกกับศัตรู
อาการทุรนทุรายของคนพวกนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน คนพวกนั้นต้องวางแผนร้ายบ่อนทำลายต้าถังด้วยฝิ่น น้อยคนที่จะรู้จักฝิ่น ขนาดอาจารย์ของนางที่เป็นถึงอดีตหมอหลวงยังไม่รู้จักฝิ่น
ดอกไม้สีสวยที่ชาวจงหยวนไม่รู้จักสรรพคุณจนมันหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ชั่วระยะเวลาหนึ่งกลับมามีบทบาทอีกครั้งในช่วงนี้ หากไม่รีบทำลายเกรงว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา
จวนเจ้าเมืองยามนี้กำลังเคร่งเครียด บุตรชายคนที่สามของจวนถูกผู้เป็นบิดาตบหน้าจนเกิดเสียงดังสนั่น
จิ่นฮูหยินร้องห้ามเสียงดัง นางยอมรับว่าตกใจที่สามีตบบุตรชาย “ท่านทำอันใดของท่าน!” ตวาดใส่สามีก่อนจะพุ่งเข้าไปหาบุตรชายที่โดนตบจนหน้าคว่ำ
“ตบเรียกสติเจ้าลูกสารเลวอย่างไรล่ะ” คนเป็นบิดาปวดใจที่เห็นบุตรชายมีอาการเลื่อนลอยคล้ายพวกจิตวิญญาณไม่อยู่กับร่าง ขนาดถูกเขาตบยังลุกขึ้นมานั่งนิ่งก่อนจะยิ้ม
“ท่านมิคิดว่าตนเองทำรุนแรงหน่อยหรือ” ปกป้องบุตรชายสุดชีวิต จิ่นฮูหยินรักและเอ็นดูบุตรชายคนเล็กมากที่สุดในบรรดาบุตรชายสามคน นางจึงทนเห็นสามีทำร้ายร่างกายบุตรชายมิได้
“เจ้าพาแม่เจ้ากลับเรือนเดี๋ยวนี้” จิ่นเชาสั่งบุตรชายคนโต
“ข้าไม่กลับ” ไม่ยอมปล่อยมือจากบุตรชายคนเล็ก ยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่มีรอยฝ่ามือ
“เจ้าอย่าให้ข้าหมดความอดทน” เขาควรเข้มงวดกับการตามใจบุตรของนางเสียแล้ว
จิ่นฮูหยินเห็นสามีขบฟันแน่น สายตาเต็มไปด้วยโทสะของเขาทำให้นางสั่นสะท้าน ตั้งแต่แต่งงานอยู่กินกันมาเขาไม่เคยทำสายตาเช่นนี้ใส่นางเลยสักครั้ง
“เชิญท่านแม่กลับเรือนขอรับ” จิ่นปู้อี้กล่าวกับมารดา
“ต้าหลาง” จิ่นฮูหยินต้องการให้บุตรชายคนโตช่วยเหลือแต่พอเห็นใบหน้าเย็นชาก็พูดไม่ออก บุตรชายคนโตของนางถอดแบบจากบิดามาเต็ม ๆ
“ท่านแม่ทำตามที่ท่านพ่อบอกเถิด” ส่งสายตาบังคับให้บ่าวรับใช้ข้างกายประคองให้มารดาลุกขึ้น
“ฮูหยินกลับเรือนก่อนนะเจ้าคะ” บ่าวรับใช้ประคองผู้เป็นนายแม้จะมีแรงขัดขืนแต่พวกนางก็ไม่ย่อท้อเมื่อเห็นสายตาของนายท่านกับคุณชายใหญ่
“ซานหลางของแม่ ท่านพี่ต้องใช้เหตุผลคุยกับลูกนะเจ้าคะ” หันไปกำชับสามี พอเห็นเขาพยักหน้ารับปากก็เบาใจยอมเดินออกจากห้องตามแรงประคองของบ่าวรับใช้
“ท่านหมอว่าอย่างไรบ้าง”
“ท่านหมอมิทราบสาเหตุขอรับ เขาบอกว่าน้องสามน่าจะสติฟั่นเฟือน” จิ่นปู้อี้รายงานบิดาตามที่หมอบอก “ท่านพ่อมิต้องกังวล ข้ากำชับท่านหมอแล้วว่าห้ามพูดเรื่องนี้ออกไปโดยเด็ดขาด”
“เจ้าทำดีแล้ว” เอ่ยชมบุตรชายคนโตที่รู้ความอยู่เสมอ “พ่อจะให้เจ้าไปเชิญกูเหนียงผู้หนึ่งมารักษาอาการของน้องชายเจ้า”
“ผู้ใดขอรับ”
จิ่นเชาบอกรายละเอียดของสตรีที่สามารถช่วยเหลือบุตรชายได้ หลังจากได้ฟังบิดาบอกจิ่นปู้อี้ก็รีบไปเชิญสตรีนางนี้มา
แต่กว่าจะเชิญมาได้จิ่นปู้อี้ต้องดักรออยู่หน้าศาลาว่าการเป็นชั่วยาม เพราะบิดามีคำสั่งว่าต้องรอให้นางเสร็จธุระก่อนจึงจะเข้าไปรบกวนได้
“จ้าวกูเหนียง” เห็นสตรีลักษณะตามที่บิดาบอกจิ่นปู้อี้ก็รีบเข้าไปทัก
โม่เอินรีบบดบังมิให้บุรุษผู้นี้เข้าใกล้จ้าวลู่ชิง
“ข้าเพียงต้องการขอความช่วยเหลือ มิได้คิดร้ายกับกูเหนียง” จิ่นปู้อี้รีบบอกถึงจุดประสงค์ที่ตนเข้าหาอย่างเสียมารยาท
“ท่านเป็นบุตรชายของใต้เท้าจิ่น” จ้าวลู่ชิงจำได้ว่าเขาเป็นผู้มานำตัวคุณชายสามสกุลจิ่นกลับไป แล้วกล่าวขอโทษทุกคนที่อยู่หน้าภัตตาคาร
“กูเหนียงเข้าใจถูกต้องแล้ว”
“ท่านมีอันใดกับข้า”
“ท่านพ่อให้ข้ามาเชิญกูเหนียงไปช่วยรักษาคน”
“รักษาน้องชายของท่าน?”
จิ่นปู้อี้แลซ้ายแลขวาก่อนจะพยักหน้า
“เชิญคุณชายนำทางเถิด”
จ้าวลู่ชิงก้าวขึ้นรถม้าอย่างสง่า โม่เอินบังคับรถม้าตามรถม้าคันคันเก่า ๆ มิได้บ่งบอกว่าเป็นรถม้าของจวนเจ้าเมือง
หลิงหย่งควบม้าติดตามไปรักษาความปลอดภัยให้กับจ้าวลู่ชิงตามคำสั่ง