อ๊าคคคคค !!
กรี๊ดดดดด !!
ตูมมมมม !!
ท่ามกลางความวุ่นวายเสียงกรีดร้องทั้งชายและหญิงดังระงมไปทั่วดินแดน บรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่ควรสดใสเขียวชอุ่มกลับเเทนที่ด้วยโลหิตสีแดงฉานอาบไปทั่วพื้นดิน กองูเาขนาดย่อม ๆ เกิดขึ้นมากมายแต่หากมองดูดี ๆ จะเห็นว่าเป็โครงกระดูกสีขาวโพลนนับไม่ถ้วนสุมรวมกันจนเป็ูเามากมายกระจายไปสุดสายตา ท้องฟ้ายามค่ำคืนถูกแทนที่ด้วยสิ่งมีชีวิตคล้ายควันสีแดงลอยไปมานับไม่ถ้วน ทุกที่ที่ควันลอยผ่านจะปรากฏเสียงกรีดร้องบาดลึกด้วยความทรมานเมื่อร่างกายโดนสูบโลหิตพลังงานทุกหยาดหยด เพียงไม่นานราศีแห่งชีวิตก็ได้มลายหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงร่างโครงกระดูกไร้ิญญา…
นอกจากกลุ่มควันสีแดงแล้วยังมีแสงหลากสีจากเหล่าจอมยุทธ์นับล้านที่โจมตีใส่กลุ่มควันสีแดง เเสงสีที่สาดยิงออกไปมากมายยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า แต่แสงเ่าั้ไม่สามารถทำอันตรายกลุ่มควันสีแดงได้มากอย่างที่้าราวกับเป็มดใต้ฝ่าเท้ารอเวลาโดนบดขยี้เท่านั้น เสียงร้องโหยหวนของจอมยุทธ์หลายล้านคนดังระงมไปทั่วแผ่นดิน บั่นทอนขวัญกำลังใจของคนที่ยังรอดชีวิตให้ตกต่ำลง
การต่อสู้ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ดำเนินต่อไปยาวนานร่วมเดือน ฝ่ายที่ได้เปรียบปรากฎออกมาชัดเจนคือเหล่าควันสีแดง เพราะตอนนี้จอมยุทธ์ในแผ่นดินที่เคยมีราวดอกเห็นในฤดูฝนหลงเหลือผู้รอดชีวิตเพียงเสี้ยวเดียว แม้ในใจจะรับรู้ว่าไม่อาจชนะในานี้ได้ แต่ภายในดวงตาของทุกคนกลับเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้และความเกลียดชัง ระยะเวลาดำเนินต่อมาอีกเดือนกว่าสุดท้ายผู้ชนะตัวจริงจึงปรากฎ
เมื่อพิภพทั้งใบไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต พลังงานทุกหยาดหยดถูกดูดซับด้วยกลุ่มควันสีแดง จากดินแดนที่เคยสวยงามกลายเป็ทะเลกองกระดูกสุดสายตา…
....พิภพแห่งนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว….
ฉับ !!
เสียงขวานจามลงบนท่อนไม้ดังต่อเนื่องเป็ระยะ ร่างสูงยืดตัวขึ้นปาดเหงื่อที่ไหล่อาบใบหน้าพร้อมมองกองฟืนขนาดูเาลูกเล็ก ๆ แล้วยิ้มด้วยความพอใจ
“น่าจะพอแล้วนะ”
“เฉินฟง !”
เสียงหวานดังมาแต่ไกลเรียกสายตาของชายหนุ่มที่กำลังถือขวานให้หันไปมองร่างบางในชุดสีฟ้าอ่อนสดใส ผมยาวสวยถูกมัดหางม้าไว้ด้านหลัง
“พี่อิงอิง ท่านมาเอาฟืนหรอข้าตัดเสร็จพอดีเลย” ใบหน้าอ่อนเยาว์แต่คงความหล่อเหลาที่มักประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนของเฉินฟงเอ่ยกับหญิงสาวตรงหน้าเรียกรอยแดงจาง ๆ บนแก้มนวลน่ารัก
“ไม่ใช่หรอก ข้ามีข่าวมาบอกเ้า ตอนนี้นอกเมืองมีสัตว์อสูรแดนดินระดับ 2 ออกอาละวาดที่ชายป่า พวกล่าของป่าหลายคนก็โดนเ้าพวกนี้จัดการเอาเกือบตายไปเป็สิบคนแล้ว” ซูอิงอิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ คิ้วหนาของเฉินฟงเลิกขึ้น สัตว์อสูรแดนดินระดับ 2 ถือว่าเป็ระดับที่น่าหวาดกลัวอยู่สำหรับเมืองชายแดนที่เหล่าจอมยุทธ์มีเพียงหยิบมือเช่นนี้ แต่ใช่ว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วซูอิงอิงดูตื่นเต้นด้วยเื่อะไร
“เ้าอย่าเพิ่งทำหน้าแบบนั้นสิ ทางการส่งทหารระดับลี่จิงขั้น 3 ไปจัดการสัตว์อสูรพวกนั้นแล้ว แต่ทหารของทางการก็าเ็ปางตายกลับมา เห็นว่าความจริงมีสัตว์อสูรแดนดินระดับ 3 ปะปนอยู่ในป่าด้วย เหมือนจะเป็วานรขนทองระดับ 3 นะ !! ”
เมื่อได้ยินชื่อวานรขนทองระดับ 3 คิ้วของเฉินฟงก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน สัตว์อสูรแดนดินระดับ 3 ไม่ใช่จะหากันได้ง่าย ๆ ในพื้นที่แถบนี้ แม้พวกมันจะเป็ระดับที่ไม่สูงนัก แต่สำหรับเมืองเล็ก ๆ ติดชายแดนที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้ใช้พลังยุทธ์แต่เป็เพียงชาวบ้านธรรมดาไม่ต้องพูดถึงระดับ 3 เลย ความจริงแค่เพียงระดับ 2 ก็สามารถคร่าชีวิตคนธรรมดาได้สบาย ๆ แล้ว ต้องเข้าใจความแตกต่างทางพละกำลังของสัตว์ธรรมดาและสัตว์อสูร แม้จะเป็แดนดินระดับ 1 ก็แตกต่างกับสัตว์ธรรมดามากมายนัก
“ถ้าจะจัดการสัตว์อสูรระดับนี้อย่างน้อยก็ต้องใช้จอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 4 ขึ้นไป ในเมืองหนานตูไม่ได้ขาดแคลนจอมยุทธ์ระดับนี้นี่หน่า” แม้ระดับจะค่อนข้างสูงแต่ก็ไม่น่าเกินกำลังในการจัดการไม่ใช่หรือ
“เื่นั้นข้ารู้อยู่แล้ว แต่ที่รีบมาตามเ้าเพราะว่าทหารจะลดการป้องกันในทุ่งฤดูใบไม้ผลิเพื่อไปจัดการเ้าตัวปัญหาพวกนั้น ทีนี้ข้าก็แอบเข้าไปขโมย เอ้ย ! ค้นหาหญ้าครามสีรุ้งได้ง่ายขึ้น !”
เมื่อพูดถึงหญ้าครามสีรุ้งใบหน้าของซูอิงอิงก็เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
“คืนนี้ข้าจะแอบเข้าไปในทุ่งฤดูใบไม้ผลิหากโชคดีได้หญ้าครามสีรุ้งกลับออกมาซักต้นข้าจะให้เ้าได้ใช้เปิดเส้นิชี่ ไม่แน่เ้าอาจมีโอกาสได้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ก็ได้นะ”
เฉินฟงนิ่งคิด หญ้าครามสีรุ้งเป็พืชที่มีราคาค่อนข้างแพงและจำเป็สำหรับการบ่มเพาะในระยะแรกเริ่ม เนื่องจากในพิภพต้าหลูเทียนเเห่งนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเป็จอมยุทธ์ได้ มีคนธรรมดามากมายที่ไม่สามารถเปิดเส้นิชี่รับพลังิชี่ในธรรมชาติมาบ่มเพาะ
และหนึ่งในคนธรรมดาเ่าั้ก็คือเขา...
คนบางคนฝึกฝนอย่างไรก็ไม่สามารถเปิดเส้นิชี่ในร่างกายได้ แต่เมื่อใช้หญ้าครามสีรุ้งช่วยในการฝึกฝนคนเ่าั้เกินกว่าครึ่งสามารถเปิดเส้นิชี่ก้าวเข้าสู่หนทางการเป็จอมยุทธ์แม้สุดท้ายจะมีทางตันของการบ่มเพาะั้แ่ระดับพื้นฐานอยู่ก็ตาม ในพิภพต้าหลูเทียนแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่และมีเกียรติได้มากเท่ากับการเป็จอมยุทธ์ระดับสูงผู้พลังะเืฟ้าดินอีกแล้ว แต่หากก้าวไปไม่ถึงระดับนั้น เพียงได้ชื่อว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ก็ได้รับเกียรติกว่าคนธรรมดามากมายนัก ว่ากันว่าแม้แต้ฮ่องเต้ผู้ครองแคว้นยังต้องไว้หน้าหรือถึงขั้นก้มหัวให้จอมยุทธ์ระดับสูงของพิภพด้วยซ้ำ เส้นทางการเป็จอมยุทธ์จึงเป็เส้นทางที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง แต่คนกว่าครึ่งก็ต้องผิดหวังเนื่องจากพวกเขาไม่อาจเปิดเส้นิชี่ได้
“พี่อิงอิง คืนนี้ท่านให้ข้าไปด้วยเถอะนะ”
“ไม่ได้ ! ถึงอย่างไรตอนนี้เ้าก็ยังไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ ภายในทุ่งฤดูใบไม้ผลิอาจมีอันตรายซ่อนอยู่” ซูอิงอิงรีบเอ่ยปฏิเสธไม่ได้อยากจี้ใจดำเฉินฟงเื่ที่เขายังเป็เพียงคนธรรมดา แต่การนำชายหนุ่มตรงหน้าไปเสี่ยงอันตรายเป็สิ่งที่นางไม่้าให้เกิดขึ้น
“แต่หากข้าอยู่เฉย ๆ แล้วได้ของมีค่าเช่นนั้นจากท่านข้าเองก็ไม่สบายใจ และคงไม่สามารถรับไว้ได้ พี่อิงอิง อย่างน้อยท่านให้ข้าได้มีส่วนร่วมในการเดินทางครั้งนี้เถอะนะ หรือท่านเองก็มองว่าข้าเป็ตัวไร้ประโยชน์” ท้ายเสียงเฉินฟงทำเสียงเศร้าเล็กน้อย และนั้นยิ่งทำให้ซูอิงอิงหน้าเสีย นางไม่ได้้าทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเช่นนั้น
“ที่นั้นอันตรายพี่สาวคนนี้ไม่้าให้เ้าไปเสี่ยง”
“ด้วยความสามารถของท่านข้ามั่นใจว่าท่านต้องปกป้องข้าได้แน่ และข้าจะไม่ทำตัวเป็ตัวถ่วงท่านแน่นอน ให้ข้าไปเถอะนะพี่อิงอิง” ซูอิงอิงถอนหายใจ เมื่อเจอการร้องขอของเฉินฟงไม่มีซักครั้งที่นางจะใจเเข็งกับชายหนุ่มตรงหน้าที่นางเอ็นดูประหนึ่งน้องชายร่วมสายเืคนนี้ได้ ใบหน้าน่ารักพยักหน้าน้อย ๆ อย่างจำใจ เรียกร้อยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเฉินฟงทันที
“ขอบคุณพี่อิงอิง !!”
“อย่างนั้นคืนนี้เ้าเตรียมตัวให้พร้อมข้าจะไปรอเ้าที่ลานต่อสู้ พี่สาวคนนี้จะดูแลเ้าเอง” เฉินฟงยิ้มให้กับใบหน้าซุกซนของซูอิงอิง นางโบกมือให้เฉินฟงก่อนที่จะเดินจากไปแต่ก่อนไปร่างเล็กก็หันกลับมาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“อ๋อ เื่นี้เ้าต้องไม่ให้ท่านพ่อกับท่านแม่รู้นะ ไม่อย่างนั้นนอกจากไม่สามารถออกไปได้ข้าคงต้องนั่งคัดตำรากฏของตระกูลจนมือชาแน่”
“หึหึ ข้ารู้แล้วพี่อิงอิง จะระวังไม่ให้ท่านลุงกับท่านป้าจับได้แน่” ซูอิงอิงยกนิ้วโป้งกลับมาให้เฉิงฟงก่อนที่ร่างบางจะวิ่งจากไปด้วยความว่องไว
เมื่อไร้เงาร่างของซูอิงอิงใบหน้าที่มีความอ่อนโยนอยู่เป็นิจก็ครุ่นคิดทันที หญ้าครามสีรุ้งอย่างนั้นหรือ หากเขาได้มันมามันจะทำให้เขาสามารถเปิดเส้นิชี่ได้เร็วขึ้นหรือไม่นะ
ท้องฟ้ายามราตรีเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว หลังจากรับประทานอาหารเย็นพร้อมกับท่านลุงและท่านป้าซูแล้ว เฉินฟงก็รีบขอตัวไปนอนทันที เมื่อจันทร์กระจ่างใกล้เวลาที่นัดกับซูอิงอิงไว้ร่างสูงสมส่วนก็รีบเปลี่ยนชุดเป็สีดำ พร้อมกับเคลื่อนตัวออกจากบ้านอย่างเงียบเชียบ
ในที่สุดเขาก็มาถึงลานต่อสู้ ในทุกเขตหรือทุกเเคว้นจะต้องมีลานต่อสู้หลักสำหรับการประลองฝีมืออยู่อย่างน้อยหนึ่งลานประลองไม่เว้นแม้แต่เมืองชายแดนเล็ก ๆ แสนห่างไกลอย่างเมืองหนานตูที่เขาอยู่ เฉิงฟงกวาดสายตาสีดำมองไปรอบบริเวณก็ยังไม่พบซูอิงอิง ผมสีเงินปลิวไปกับสายลมยามราตรีขับใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนให้น่ามองมากยิ่งขึ้น ในความเป็จริงหากชายหนุ่มสามารถเปิดเส้นิชี่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์ได้ เขาคงเป็อีกคนหนึ่งในเมืองที่ได้รับความนิยมจากสาว ๆ มากมายเป็แน่ แต่น่าเสียดายในพิภพแห่งนี้ ไม่ว่าจะมีใบหน้าหล่อเหลาเพียงใดแต่หากไร้ซึ่งพลังในการฝึกยุทธ์แล้วคนคนนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับคนพิการ เป็ดั่งมดปลวกในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วหล้า
“เฮ้ เฉิงฟงขอโทษทีที่มาสาย” เสียงหวานของซูอิงอิงดังออกมาพร้อมหญิงสาวใบหน้าน่ารักในชุดสีดำ แต่นางไม่ได้มาเพียงคนเดียว ข้าง ๆ นางยังมีชายหนุ่มหนึ่งคนและหญิงสาวอีกหนึ่งคนสวมใสชุดสีดำตามมาด้วยใบหน้าของทั้งสองคนมีความคล้ายคลึงกันถึง 9 ใน 10 ส่วน แต่ละคนกระจายกลิ่นอายแห่งพลังิชี่ออกมา
“ท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้สงสัยใช่ไหมที่ข้าไม่กลับไปกินข้าวที่บ้าน” ร่างบางรีบขยับเข้ามากระซิบถามเฉินฟงทันที เรียกรอยยิ้มบางจากใบหน้าหล่อเหลาได้ เฉินฟงส่ายหัวเบา ๆ เป็การตอบคำถามซูอิงอิง หญิงสาวจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ
“ค่อยยังชั่ว อ่อ ข้าจะเเนะนำให้เ้ารู้จัก นี่คือหวังหลิงและนี่หวังฮวาเอ๋อ ทั้งสองคนเป็เพื่อนที่สำนักศึกษาเทียนเป่าของข้า ข้าชวนพวกเขามาด้วยพวกเราจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ง่ายมากขึ้น”เฉินฟงพยักหน้ายิ้มให้ทั้งสองคนพร้อมประสานมือขึ้นมาเป็การทักทาย แต่หวังหลิงกลับส่งสายตาไม่เป็มิตรมาให้เขา ส่วนหวังฮวาเอ๋อเหมือนนางจะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
ความจริงนี่ไม่ใช่เื่แปลกเพราะทั้งสองคนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ การเข้าสำนักศึกษาเทียนเป่าซึ่งเป็สำนักศึกษาอันดับสามในเขตหรั่นวุ่ยได้ อย่างน้อยก็ต้องมีพลังระดับลี่จิงขั้น 3 ขึ้นไป เหมือนอย่างซูอิงอิงความจริงนางและเขาอายุเท่ากัน แต่เพราะเขาไม่อาจเปิดเส้นิชี่ได้ เมื่อ 9 เดือนก่อนซูอิงอิงที่บรรลุระดับลี่จิงขั้น 3 จึงได้เข้าศึกษาในสำนักศึกษาเทียนเป่า ตอนนี้นางก็ใกล้ที่จะบรรลุระดับลี่จิงขั้น 4 แล้ว เมื่อหวังหลิงและหวังฮวาเอ๋อเป็เพื่อนนางจึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะไม่ให้ความสนใจกับพวกไร้ประโยชน์เช่นเฉินฟง
“พวกเ้าสองคนหยุดทำสีหน้าแบบนี้เลยเฉินฟงเป็น้องชายข้านะ ถ้าพวกเ้าจะตามมายังไงก็ต้องมีเขาไปด้วย” ซูอิงอิงหน้ามุ้ยทันทีเมื่อรับรู้ได้ถึงกระเเสความไม่เป็มิตรที่หวังหลิงและหวังฮวาเอ๋อแสดงออกมา นางไม่ชอบเวลามีคนมองเฉินฟงด้วยสายตาเช่นนี้ แม้เฉินฟงยังไม่สามารถเปิดเส้นิชี่ได้แต่นางมั่นใจว่าเมื่อไหร่ที่นางได้หญ้าครามสีรุ้งมามันจะต้องช่วยให้เฉินฟงเปิดเส้นิชี่ได้อย่างแน่นอน
“พี่อิงอิงอย่าอารมณ์เสียเลย ข้าว่าพวกเราไปกันดีกว่าไม่อย่างนั้นกลับออกมาช้าท่านลุงกับท่านป้าจะสงสัยเอาได้” ซูอิงอิงแม้จะยังไม่ค่อยพอใจแต่นางก็พยักหน้ารับ ไม่นานร่างทั้งสี่ก็ทะยานไปข้างหน้าและหายไปในความมืด
“ข้าไปสืบดูแล้ว แถวนี้กำลังทหารป้องกันน้อยกว่าบริเวณอื่นค่อนข้างมาก แต่เราคงต้องเดินทางไกลหน่อยกว่าจะถึงจุดที่มีหญ้าครามสีรุ้งเพราะบริเวณนี้ไม่ค่อยมีสมุนไพรหายากเท่าไหร่นัก” เป็เสียงของหวังฮวาเอ๋อเอ่ยขึ้น ทั้งสี่คนมองไปยังป่าเบื้องหน้า เมื่อหาจังหวะได้แล้วก็แทรกตัวทะยานไปด้านในทันทีโดยที่ซูอิงอิงช่วยเฉินฟงในการทะยานออกไป เพราะถึงอย่างไรเฉินฟงก็เป็เพียงคนธรรมดาจะเดินทางได้รวดเร็วหรือมีพละกำลังมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 1 ยังยาก ไม่ต้องพูดถึงพวกนางที่อยู่ในขั้น 3 ่ปลาย
“เราเดินทางมาไกลแล้วนะอิงอิง เ้าแน่ใจหรือว่าทางนี้” เมื่อเดินทางได้ราวครึ่งชั่วยามเสียงของหวังหลินก็ดังขึ้นเป็คำถาม เเม้ว่าเส้นทางที่เลือกมาจะปลอดกำลังทหารจนเหมือนเดินเล่นที่สวนหลังบ้าน แต่พวกเขาก็ยังไม่เจอของที่้าอย่าว่าแต่หญ้าครามสีรุ้งเลยแม้แต่สมุนไพรซักต้นยังไม่มีให้เก็บเกี่ยวด้วยซ้ำ
“หวังหลิน เ้าอย่าบ่นเป็คนแก่ได้หรือไม่ผู้หญิงอย่างพวกข้ายังไม่บ่นเลย เส้นทางนี้ต้องเดินอีกราว 2 เค่อ จึงจะถึงเขตที่เริ่มมีสมุนไพรอยู่ หรือว่าเ้าเหนื่อยแล้วเฉินฟงกับฮวาเอ๋อยังไม่บ่นซักคำ”ประโยคหลังซูอิงอิงพูดด้วยเสียงเบาลงแต่ทั้งหมดก็ยังได้ยินอยู่ดีทำให้หวังหลินยิ่งมีสีหน้ามืดคล้ำมากขึ้นเมื่อซูอิงอิงเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนไร้ประโยชน์เช่นนั้น เขาเป็คนใจร้อน ไม่แปลกที่จะพูดเื่นี้ออกมาด้วยอารมณ์นางก็รู้แต่ยังคงพูดกระทบเขาได้ เฉินฟงเพียงยิ้มกับท่าทางของหวังหลินเท่านั้น
เมื่อเดินวกวนผ่านไปอีกราว 2 เค่อ ตามทางเริ่มมีพืชที่ใช้ในการรักษาระดับธรรมดาให้เห็นบ้างแล้ว และเมื่อเดินลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีสมุนไพรบางชนิดขึ้นตามทางทั้งสี่คนเก็บเกี่ยวสมุนไพรระหว่างทางได้หลายชนิด พวกเขามาครั้งนี้แม้จะมีเป้าหมายที่หญ้าครามสีรุ้งแต่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ระหว่างทางก็เป็สิ่งที่พวกเขาไม่อาจปฎิเสธได้
“นั้นต้นตะวันดับใช่หรือไม่ เ้าต้นนี้แม้จะมีระดับต่ำแต่ก็ถือเป็สมุนไพรเสริมพลังที่มีราคาแพงพอสมควรสำหรับผู้ฝึกฝนระดับลี่จิงขั้น 1 หรือ 2 นำไปขายได้หลายเหรียญทองอยู่นะ” เสียงของซูอิงอิงดังขึ้นพร้อมกับมือบางที่เอื้อมไปเด็ดต้นตะวันดับเข้ามาใส่ถุง
“อิงอิง เ้าเลิกตื่นเต้นกับสมุนไพรธรรมดาพวกนี้ได้ไหม หากเราชักช้าและไม่สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าครามสีรุ้งขึ้นมาจะทำยังไง” เสียงของหวังหลิงดังขึ้นทำให้เขาได้สายตาค้อนดุของซูอิงอิงตวัดไปเเทนจนเ้าตัวต้องเงียบปากเก็บคำพูดที่คิดจะพูดต่อกลืนลงคอไป หวังฮวาเอ๋อและเฉินฟงเห็นเช่นนั้นก็ลอบยิ้มขบขันกับท่าทางนี้ การเดินทางในครั้งนี้ทำให้เฉินฟงรู้ว่าแม้หวังหลินใจร้อนโผงผางแต่อีกฝ่ายจะยอมซูอิงอิงเสมอ
“บ้านข้าไม่ได้รวยเหมือนตระกูลหวังของพวกเ้านะที่จะมีกินมีใช้สบายมือ หากนำของพวกนี้ไปขายได้เหรียญทองเหลือมาข้าจะนำไปซื้อสมุนไพรเสริมพลังที่เหมาะสมกับตัวเอง”
ตระกูลซูแม้เป็ตระกูลใหญ่แต่ที่อาศัยในเมืองหนานตูเป็เพียงตระกูลสาขาย่อยห่างไกลเท่านั้น แถมตระกูลซูสาขาหนานตูก็ไม่ได้มีผู้ฝึกยุทธ์ที่มากด้วยพร์เหมือนสาขาเมืองอื่นทำให้ทรัพยากรที่ส่งมอบมายังพวกเขาไม่ได้มากมาย อันที่จริงตระกูลซูสาขาหนานตูแทบจะเป็สาขาย่อยที่ถูกตระกูลสายหลักลืมเลือนด้วยซ้ำ ไม่แปลกที่จอมยุทธ์รุ่นเยาว์อย่างซูอิงอิงจะค่อนข้างขาดแคลนทรัพยากรในการบ่มเพาะ
เมื่อทั้งสี่คนเดินทางมาถึงบึงขนาดใหญ่สายตาทั้งสี่ก็สบเข้ากับแสงสีรุ้งที่กระจายแสงสว่างในความมืด พวกมันคือหญ้าครามสีรุ้ง ! หญ้าชนิดนี้มักขึ้นริมน้ำ ตัวหญ้าเป็สีเขียวอ่อนกำจายรัศมีเเผ่ออกมาท่ามกลางความมืด และพวกมันมีมากกว่าสามสิบต้น !!
“นั้นต้นหญ้าครามสีรุ้ง !!”
หวังฮวาเอ๋อพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ หญ้าชนิดนี้นอกจากจะช่วยเสริมการเปิดเส้นิชี่สำหรับคนธรรมดา ยังสามารถช่วยเพิ่มพลังในการฝึกฝนของจอมยุทธ์ระดับลี่จิงั้แ่ขั้นที่ 1 จนถึงขั้นที่ 6 ด้วย ความจริงด้วยฐานะตระกูลหวังการมีหญ้าครามสีรุ้งให้รุ่นเยาว์เช่นหวังฮวาเอ๋อกับหวังหลินไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไร แต่สำหรับซูอิงอิงที่ไม่ได้ร่ำรวยการเสียเหรียญทองแพงระยับเพื่อซื้อหญ้าครามสีรุ้งถือเป็เื่สิ้นเปลืองที่ยากจะตัดใจซื้อนัก นางและหวังหลินจึงตัดสินใจมาช่วยซูอิงอิงเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ แต่ใครจะคิดว่าระหว่างทางกลับไม่พบเจออันตรายอะไรทั้งสิ้นทุกอย่างราบรื่นจนน่าแปลกใจ
คงมีเพียงเฉินฟงคนเดียวที่ไม่ได้ดีใจไปกับหญ้าครามสีรุ้งเบื้องหน้าขนาดนั้น วันนี้ทุกอย่างช่างง่ายดาย จะบอกว่าเป็เพราะกำลังทหารในการเฝ้าลดน้อยลงก็อาจจะส่วนหนึ่ง แต่อันตรายในป่าเองกลับไม่มีเลย ยิ่งพวกเขาเข้ามาในบริเวณที่หญ้าครามสีรุ้งถือกำเนิดก็พบว่าสัตว์ในพื้นที่ที่ควรจะมีบ้างอย่างนกหรือแมลงกลางคืนกลับไม่มีแม้แต่ตัวเดียว