ที่ตลาดหน้าราม ผมทักแพรวไปเหมือนกับพวกเราสนิทกันมานาน
“ค่ะ… สวัสดีค่ะ…” แพรวตอบกลับตามมารยาทด้วยสีหน้างงๆ (คงคิดว่า คุณเป็ใคร… ประมาณนั้น)
“เราแทน…ไง ที่เคยเจอกันที่ ม.ขอนแก่น ่ตุลาฯ ปีที่แล้ว ตอนติวสอบเอนไง…” ผมพยายามพูดให้เธอนึกได้
“อ้อๆ เค้าจำได้แล้ว…” เธอตอบกลับมา แต่หน้าตายังคงดูเหมือนจะสงสัยอยู่
“เรายังเคยโทรหาแพรวเลย ่แข่งกีฬาโซนฯ แต่แพรวไม่ได้อยู่ที่ชัยภูมิ มากรุงเทพไง…” ผมก็ยังคงพยายามต่อไป
“อือๆ เค้าจำได้ๆ แล้วแทนมาทำอะไรแถวนี้เหรอ…” เธอหายทำหน้าสงสัยแล้วเริ่มยิงคำถามกลับมา
“เรามาเดินเล่น ดูอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วแพรวหล่ะ มาทำอะไร พักอยู่แถวนี้เหรอ…” ผมตอบกลับและถามต่อ
“เค้าพักอยู่แถวนี้กับญาติ เลยออกมาเดินเล่นแล้วก็หาอะไรกินด้วย” เธอตอบข้อซักถามของผม
“แพรวจะเรียนต่อที่นี่เหรอ…” ผมถามโพล่งไปด้วยความสงสัย
“เปล่าๆ ไม่ใช่ เค้าก็ยังไม่ได้ที่เรียนเลย พรุ่งนี้ก็กะว่าจะลองไปขอใบสมัครภาคพิเศษที่ ม.เกษตรฯ ดูอยู่…” เธอตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่ดูกังวล
“อ้าวเหรอ เราก็จะเรียนต่อที่ ม.เกษตร นะ ดีจัง แล้วจะไปยังไงเหรอ ให้เราพาไปไหม…” ผมดีใจจนลืมตัว เลยเผลอเสนอตัวออกไป (ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สนิทอะไรกันขนาดนั้น เค้าคงจะกล้าไปด้วยหรอก)
“จริงเหรอ ดีใจจัง เค้ากำลังกังวลอยู่พอดี งั้นพรุ่งนี้เค้าไปถึงแล้วจะโทรหานะ…” อ่าวเฮ้ย เธอดันตกลงให้ผมนำทางเฉยเลย
หลังจากนั้นพวกเราก็นัดแนะเวลาและสถานที่คร่าวๆ ที่จะเจอกันพรุ่งนี้เสร็จ ก็แยกย้ายกันไป ผมไปป้ายรถเมล์รอ ปอพ. 4 เพื่อกลับบ้านญาติที่ตลิ่งชัน หลังจากขึ้นรถแล้ว ระหว่างนั่งอยู่บนรถก็ยังนึกประหลาดใจและแอบดีใจไม่หาย ‘มหานครแห่งนี้ออกจะใหญ่โตขนาดนี้ พวกเรามาเจอกันได้ยังไง คงเป็บุพเพสันนิวาสสินะ…’ (เริ่มคิดเลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว)
ตอนเสนอตัวไปก็ดันลืมนึกถึงฟางและมิ้นไปเลย แค่สองคนยังจะสับรางไม่ทันอยู่แล้ว ยังคิดจะหาเหาใส่หัวอีก ยุ่งเหยิงไปหมด (หลังขึ้นรถก็ทยอยโทรหาฟางและมิ้นไปตามระเบียบ) กลับถึงบ้านก็เกือบสี่ทุ่ม เป็การเดินทางที่ยาวนานมาก (โชคดีที่ได้นั่งมาตลอดทาง)
วันรุ่งขึ้นผมก็เดินทางไป ม.เกษตร ตามที่ได้สัญญากับแพรวไว้ เธอมาถึงหลังผมไม่นาน พอถึงแล้วก็โทรหาผมเพื่อแจ้งสถานที่ที่เธออยู่ จากนั้นผมก็เดินไปหา เมื่อไปถึงพบว่าวันนี้เธอแต่งชุดนักเรียน (น่ารักชะมัดเลย) ผมก็กล่าวสวัสดีเธอไป เธอก็ทักทายกลับ พร้อมแนะนำพ่อแม่เธอให้ผมรู้จัก ผมก็แอบใและรีบแสดงความเคารพไป (ไม่คิดมาก่อนว่าพ่อแม่จะมาด้วย) หลังจากนั้นผมก็ได้นำทางเธอไปยังคณะที่เธอ้าสมัคร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เธอจอดรถไว้เท่าไหร่นัก
ระหว่างที่เธอกำลังวิ่งวุ่นอยู่กับเอกสารการสมัครเรียนอยู่นั้น พ่อแม่เธอก็สอบปากคำผมเป็การใหญ่เลย ผมเป็ใคร มาจากไหน รู้จักแพรวได้ยังไง ‘เอิ่มม น่ากลัวจังแฮะ...’ ผมก็ค่อยๆ ตอบไปทีละข้อ… ถามไปถามมา จนสุดท้ายพวกท่านกลับชมผมเฉยเลย ที่ผมสามารถเข้าเรียนที่นี้ได้ (ผมถึงกับโล่ง… นึกว่าจะซวยซะแล้ว)
หลังจากแพรวจัดการเื่การสมัครเสร็จก็เกือบเที่ยง พ่อแม่แพรวเลยชวนผมให้ไปกินข้าวด้วย เพื่ิอเป็การขอบคุณที่ผมเป็ธุระนำทางให้ ผมก็ไม่ปฏิเสธจึงตอบตกลงไปด้วย และได้นำทางไปยังร้านอาหารที่อยู่ภายในมหาลัย (ดีที่ผมเดินศึกษาสถานที่ต่างๆ ไปจนทั่วแล้ว ได้ใช้ความรู้นี้เร็วดีแท้) ระหว่างที่กำลังกินข้าวอยู่นั้นพวกเราก็คุยกันเรื่อยเปื่อยไป พวกท่านดูจะเอ็นดูผมพอสมควร แพรวก็ดูเป็กันเองกับผมมาก ผมชอบบรรยากาศแบบนี้จัง ไม่ค่อยเหมือนคนเพิ่งรู้จักกันและได้เจอกันเป็ครั้งแรกๆ เลย
จากนั้นผมก็เดินไปส่งแพรวและครอบครัวที่รถ ก่อนที่รถจะขับออกไป พ่อแพรวเปิดกระจกลงแล้วถามผมว่าอยู่ที่ไหน จะให้ไปส่งรึเปล่า ผมก็รีบบอกปัดไปว่า
“ไม่เป็ไรครับ ผมยังมีธุระที่มหาลัยอีกนิดหน่อย…”
ท่านจึงปล่อยผมแล้วขับรถออกไป (เกือบแล้ว…) ผมก็ได้แต่โบกมือบ๊ายบายแพรวที่อยู่ในรถ เธอก็ยิ้มแล้วโบกมือกลับมา…
หลังรถค่อยๆ เคลื่อนออกไป ผมก็เผลอยิ้มตามหลังรถไปอย่างมีความสุข… แต่… ‘เดี๋ยวนะ อย่าเพิ่งเคลิ้มขนาดนั้น เราไม่ควรจะมายิ้มดีอกดีใจแบบนี้ กลับบ้านไปยังต้องมีเื่ปวดหัวอีกเยอะ ทั้งฟาง ทั้งน้องมิ้น ก็แทบแย่อยู่แล้ว ยังไม่เข็ดอีก เกิดมีแพรวมาอีก จะยุ่งเหยิงไปกันใหญ่ขนาดไหน…’ ได้แต่คิดหาเหตุผลให้ตัวเองเลิกคิดจะหาเหาใส่หัวเพิ่ม
จากเหตุการณ์นี้ผมเริ่มคิดพิจารณาตัวเองแล้วว่าทำไมผมถึงเป็คนแบบนี้ เหมือนพอเหตุการณ์ต่างๆ พาไป ผมกลับปล่อยเลยตามเลย ไม่ฝืน ไม่ต้าน ไม่ปฏิเสธ จนหลายครั้งแล้วที่ทำให้เื่มันปานปลายไปกันใหญ่ ผมคงต้องปรับตัวได้แล้ว แต่…ผมควรจะทำยังไงดีหล่ะ เหมือนมันจะเป็กมลสันดานของผมไปแล้ว…
ผมก็เดินเล่นอยู่ใน ม.เกษตร ซักพัก เดินคิด เดินดูอะไรเรื่อยเปื่อยไป จนเวลาเกือบเย็น ผมถึงออกประตูงามวงศ์วานไปนั่งรถเมล์เพื่อกลับบ้าน นั่งคิดในใจอยู่บนรถว่าสรุปแล้ววันนี้ผมมาทำอะไร เพื่อวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ บ้านก็ไม่ได้อยู่ใกล้ เดินทางมาตั้งหลายชั่วโมง ผมพยายามห้ามใจไม่ให้ตัวเองคิดเป็อื่นไปกับแพรว เพราะถ้ายังเป็เพื่อนกันก็น่าจะได้อยู่ แต่ถ้ามากกว่านั้นจะลำบากแล้วนะ ผมต้องหักห้ามใจ…
จนผมกลับมาถึงบ้านญาติที่ตลิ่งชัน ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงเดินไปบอกญาติว่าพรุ่งนี้จะขอกลับชัยภูมิแล้ว ธุระทางนี้เสร็จหมดแล้ว ญาติก็แปลกใจพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรมากมาย ผมก็กลับเข้าห้องไปเก็บของเอาเฉพาะที่จำเป็กลับไป บางส่วนก็ทิ้งไว้ที่นี่ จากนั้นก็อาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน ก่อนเข้านอนก็ต้องโทรหาฟางและมิ้นเหมือนที่เคยปฏิบัติมา ขณะผมหยิบมือถือกำลังจะกดโทรออกหาน้องมิ้น กลับมีสายเรียกเข้าจากแพรวเด้งขึ้นมา ผมก็นึกประหลาดใจปนดีใจหน่อยๆ ที่เธอโทรมา แล้วรับสาย
“ฮัลโล แทน หวัดดี นอนรึยัง...” แพรวกล่าวทักทาย
“ยังๆ แพรวมีอะไรรึเปล่า โทรมาดึกเลย...” ผมถามกลับด้วยความสงสัย
“เปล่าๆ เค้าไม่มีอะไร แค่อยากจะโทรมาขอบคุณสำหรับเื่วันนี้ ที่แทนอุตส่าห์ช่วยเค้าที่ ม.เกษตร เฉยๆ ขอบคุณนะ..” เธอตอบให้ผมหายข้องใจ
“ไม่เป็ไรเลยแพรว ช่วยๆ กัน เราต้องไปทำธุระที่มออยู่แล้วด้วย...” ได้แต่โกหกไปเพราะไม่อยากให้เธอคิดว่าผมตั้งใจจะไปช่วยเธอโดยเฉพาะ
“อือๆ ยังไงก็ขอบคุณมากๆ นะ แล้วนี่แทนจะกลับชัยภูมิเมื่อไหร่...” เธอยังยืนยันที่จะขอบคุณแล้วเปลี่ยนเื่
“เราคิดว่าจะกลับพรุ่งนี้ เพิ่งเก็บของเสร็จพอดี...” ผมตอบ
“พรุ่งนี้เค้าก็จะกลับ แทนกลับพร้อมกับเค้าไหม แล้วค่อยไปต่อรถที่ตัวเมืองชัยภูมิเข้าบ้านแทนอีกที...” เธอเสนอความคิด
“จริงไหมนี่ เราไปด้วยได้เหรอ พ่อแม่จะไม่ว่าเหรอ...” ผมถามกลับไปด้วยความตื่นเต้น
“งั้นกลับด้วยกันนะ พ่อแม่เค้าชอบแทนจะตาย” เธอตอบมาด้วยเสียงเหมือนจะดีใจ
“ตกลง งั้นพรุ่งนี้เราขอกลับชัยภูมิพร้อมกับแพรวนะ”
ผมตอบตกลงเรียบร้อย จากนั้นพวกเราก็ตกลงเื่เวลากับสถานที่ที่ผมจะไปรอขึ้นรถเพื่อกลับด้วย โดยผมลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้ผมคิดอะไรไว้ (ไม่ควรคิดเป็อื่นกับแพรว) แต่พอสถานการณ์พาไป ผมไม่เคยหยุดตัวเองได้ซักที (ยิ่งไปใกล้ชิดแบบนั้นยิ่งจะห้ามใจยากขึ้นไปอีก)
เช้าวันถัดมา ผมก็ได้ลาญาติๆ และแบกกระเป๋าออกไปขึ้นรถเมล์เพื่อไปยังจุดนัดพบที่ได้คุยกับแพรวไว้เมื่อคืน พอผมไปถึงได้ไม่นาน รถแพรวก็ขับมาถึง แพรวเปิดประตูหลังด้านซ้าย แล้วกวักมือให้ผมรีบขึ้นรถเร็วๆ (ตรงนั้นจอดได้ไม่นาน) ผมก็รีบขึ้นรถพร้อมกับยกมือไหว้พ่อกับแม่ของแพรวไป หลังจากนั้นก็ค่อยหันมากล่าวทักทายแพรว (ผมกับแพรวนั้งเบาะหลัง พ่อเป็คนขับ แม่นั่งข้างๆ)
“สวัสดีแพรว ไง...” ผมทักทายอะไรไปก็ไม่รู้
“อืออ สวัสดี...” เธอทักกลับแบบงงๆ
แล้วพวกเราก็นั่งเงียบกันไปเลย ไม่รู้จะพูดอะไรกันดี เพราะพ่อแม่อยู่ด้วย เลยทำตัวลำบากๆ หน่อย ผมก็ไม่ค่อยจะกล้าพูดอะไร เกร็งไปหมด ผมและแพรวนั่งเงียบกันไปหลายนาที จนแม่ของแพรวได้ถามผมถึงเื่การวางแผนเตรียมตัวไปเรียน วางแผนไว้ยังไง จะไปพักที่ไหน ถึงเริ่มมีประเด็นพูดคุยในรถขึ้น
ในรถวันนี้ตลอด 5 ชั่วโมง แม่ของแพรวจะเป็คนเปิดประเด็นในเื่ต่างๆ พ่อก็คอยเสริม ส่วนผมกับแพรววันนี้พวกเราค่อยข้างจะเงียบกัน ‘เกิดอะไรขึ้นกับตัวเรากันนะ ทำไมมันมีอาการแปลกๆ แบบนี้ แล้วแพรวก็เป็อะไรไปด้วย ไม่เข้าใจเลย…’ ผมก็คิดแปลกใจตัวเองพอสมควรว่าพวกเราเป็อะไร มันไมรู้สึกเกร็งๆ แปลกๆ
……….>> สับราง…