“หัวหน้าคิม”
ชายชราหัวล้านเรียกชายวัยกลางคนที่สูงเกือบ 2 เมตร ชายคนนี้มีรูปร่างใหญ่เหมาะสมกับความสูงของเขาคิมแจโอ เขาวางขวานลงและหันกลับมามอง
“ครับ ท่าน”
“ดูเหมือนอุณหภูมิเตาเผาลดลง ก่อนเริ่มงานแกไปดูหน่อยสิ”
“ทราบแล้วครับ”
คิมแจโอแบกฟืนขึ้นหลังมุ่งหน้าไปทางเตาเผา ไม่ใช่เตาไฟฟ้าแบบสมัยใหม่ แต่เป็เตาเผาก่อฟืนเขาเคลียร์ถ่านในเตาเผา และเริ่มใส่ฟืนเข้าไป
-พรึ่บบบ
สะเก็ดไฟกระเด็นออกมาจนถึงปากทางใส่ฟืน พออุณหภูมิเตาเผาเพิ่มขึ้นอย่างคงที่แล้วเขาจึงเดินไปที่โกดัง
โกดังมีห้องอยู่หนึ่งห้องภายในห้องนั้นปูพื้นกระเบื้องเหมือนกับห้องน้ำ มีผู้ชายถูกอุดปากมัดมือมัดเท้าสภาพเหมือนตายแล้วนอนอยู่กลางห้อง
-กริ๊ก
ทันทีที่เสียงประตูเปิดดังขึ้น ผู้ชายคนนั้นเงยหน้าหันไปทางที่เกิดเสียงคิมแจโอมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อือออๆ”
ผู้ชายคนนั้นคลานถอยหลัง คิมแจโอก็ยังคงทำสีหน้าเช่นเดิม พร้อมกับวางกล่องน้ำแข็งลงที่พื้น
“อือออ ๆ”
แค่ฟังจากน้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็สามารถรู้ได้ว่าเขากำลังบอกว่า “ไว้ชีวิตผมเถอะได้โปรด” ชายคนนั้นพยายามดิ้นถอยกลับไป
-ตึก
เสียงฝีเท้าของคิมแจโอกระทบกระเบื้องส่งเสียงดังออกมา
“กึก”
คิมแจโอหักคอผู้ชายคนนั้นเหมือนหักคอไก่ตัวหนึ่ง เขาคลายปมที่มัดชายคนนั้นวางไว้กับพื้น
ผ้าสีเขียวถูกกางออก ในนั้นมีมีดผ่าตัดจนไปถึงอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ต่างๆ
คิมแจโอเริ่มเอาอวัยวะที่สามารถกลายเป็เงินจากร่างกายชายคนเมื่อครู่ออกมาด้วยฝีมือและความชำนาญที่สวนทางกับขนาดตัวของเขา
หลังจากที่ใส่จนเต็มกล่องน้ำแข็งแล้ว
ร่างที่ยังเหลืออยู่ถูกยัดใส่กระสอบ แบกขึ้นบ่าเืหยดซึมออกมาจากกระสอบใบนั้น
เขาเดินออกจากห้องอย่างใจเย็นและกดปุ่มที่แขวนอยู่บนผนัง
สปริงเกอร์ที่ติดอยู่บนเพดานเริ่มทำงานน้ำที่ผสมน้ำยาฟอกขาวล้างคราบเืออกไปจนหมด
พอล้างคราบเืเสร็จ คิมแจโอก็เดินไปที่เตาเผา
เขาใช้แรงอันมหาศาลในการโยนกระสอบเข้าไปในเตาเผา
กระสอบถูกปกคลุมไปด้วยเปลวไฟทันที
“ท่านครับ ผมกลับมาแล้วครับ”
คิมแจโอเดินเข้ามาใกล้ชายชราแล้วก้มหัวให้
ชายชรากำลังทำลายเครื่องปั้นดินเผาที่ไม่สมบูรณ์ เขาพูดตอบโดยที่ไม่ได้หันกลับไปมอง
“บอก ดร.นัม จองให้พอใจ จะมีของเข้ามาเยอะ เร็ว ๆ นี้”
“ได้ครับ”
คิมแจโอวางกล่องน้ำแข็งไว้หลังท้ายรถกระบะแล้วออกเดินทาง
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง
มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับเข้ามาจอดในลานกว้างของเครื่องปั้นมูซอง
“ที่นี่สินะ”
ผมถอดหมวกกันน็อกออกก่อนจะสวมหมวกแล้วมองไปรอบ ๆ
กลางหุบเขาที่ปลอดคน ตึกที่สร้างอยู่บนที่ดินรกร้างคือโรงปั้นเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้าน
ถึงจะเอาไว้เป็ฉากบังหน้าก็เถอะ
“หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปมากกว่า 5 กิโลเมตรถึงจะเสียงดังแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา”
ไม่มีใครรับรู้
ผมจะฆ่าทุกคนที่เห็น
และเก็บกวาดตามวิธีของพวกมัน
“มีใครอยู่ไหมครับ”
ผมเคาะประตูและส่งเสียงให้รู้ว่ามีคนมา
ไม่จำเป็ต้องลักลอบเข้าไป
“ใครครับ”
ชายชราใส่ชุดฮันบกสมัยใหม่เดินมาเปิดประตู
ดวงตาที่เฉียบคมดูเป็ช่างฝีมือที่แข็งกระด้างและยังมีสายตาที่น่าขนลุกอีกด้วย
ผมทักทายเขาด้วยรอยยิ้มตามมารยาทโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
“สวัสดีครับ ผมมาซื้อเครื่องปั้นดินเผาครับ”
เขามองผมหัวจรดเท้าแล้วถามว่า
“ใครแนะนำมารึ”
“ผมได้ยินมาว่าที่นี่มีโรงปั้นดินเผาแบบดั้งเดิมอยู่ครับ”
“ไปได้ยินมาจากไหนครับ”
“จากหมู่บ้านข้างล่างครับ”
สายตาของชายชราเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็หลบไปยืนอีกด้านหนึ่งของประตู
“เข้ามาเลย”
“งั้นขออนุญาตนะครับ”
ภายในโรงปั้นดินเผามีงานปั้นดินเผาทั้งอันที่เสร็จสมบูรณ์แล้วและอันที่ยังไม่ได้เข้าเตาเผาวางเรียงรายอยู่บนตู้โชว์
“เลือกเอาด้านนี้เลย”
“ว้าว สวยจังเลยครับ ทั้งหมดนี้คุณตาทำเองหมดเลยเหรอครับ”
“ก็ใช่”
ขณะที่ผมกำลังเดินเลือกเครื่องปั้นดินเผาอยู่ เขามองมาที่ผมแล้วถามว่า
“เดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวไม่ค่อยสนใจเครื่องปั้นดินเผาสักเท่าไหร่ แสดงว่าเธอเป็ช่างปั้นอยู่แล้วเหรอ”
“ไม่ครับ ผมชอบของโบราณเฉย ๆ กำลังสะสมของเก่าอยู่ครับ”
“อืม...”
เขาใช้สายตาแสนเยือกเย็นมองผม เห็นได้ชัดว่าเขาคอยระวังผมอยู่
เพื่อจะมาสืบว่าที่นี่มีพนักงานกี่คน ผมจึงแสดงบทบาทต่ออีกหน่อย
“ถ้าเป็วันหยุดผมจะมาเที่ยวต่างจังหวัดมองหาของเก่าแต่ก็ไม่มีอันที่ถูกใจเลยครับ แต่ไปได้ยินมาจากผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านที่แวะมาวันนี้เขาบอกว่ามีที่นี่อยู่ครับ”
“ผู้ใหญ่บ้านพูดไร้สาระอีกแล้ว”
“แหม ไร้สาระอะไรกันครับ เครื่องปั้นดินเผาพวกนี้ออกจะยอดเยี่ยมซะขนาดนี้”
“อะฮึ่ม ค่อย ๆ ดูไปนะ เดี๋ยวฉันไปเอาชามาให้”
ไปเตรียมชาเอง
แสดงว่าไม่มีคนดูแลหรอกหรือ
มองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีพนักงาน
ตอนมองจากตรงลานข้างหน้าก็เห็นว่ามีอาคารอยู่สองหลัง
หลังนี้เป็โรงปั้นดินเผา ส่วนอีกหลังดูเหมือนจะเป็โกดัง
ดูจากขนาดพื้นที่ ถึงจะเป็คนชราก็สามารถดูแลที่นี่คนเดียวได้
“เดี๋ยวนะ ลองคิดดูแล้ว ในข้อความมีการพูดถึงหัวหน้าคิม”
เป็คนที่ทำงานที่นี่ หรือเป็คนที่มาติดต่อธุรกิจ
คำว่าจองไว้แล้ว น่าจะต้องเป็อย่างใดอย่างหนึ่ง
ผมละความสนใจจากตู้โชว์และแอบมองไปรอบ ๆ
ผมกำลังพิจารณาดูร่องรอยของคนจากตรงแป้นหมุนเครื่องปั้นดินเผาและตรงที่เตรียมจะนำไปเคลือบ
“ไม่มีอันไหนถูกใจเลยหรือครับ”
หันกลับไปก็เจอกับชายชราถือถาดที่วางถ้วยชาไว้สองใบ
“ดูแล้วครับ กำลังตัดสินใจอยู่ อยากจะเดินดูรอบ ๆ ก่อนครับ”
“พ่อหนุ่มเลือกเครื่องปั้นดินเผาเป็นะเนี่ย ปกติใช้เวลานานแบบนี้แหละ”
“ถ้าถูกใจอันไหน ผมเป็พวกซื้อไม่สนราคาเลยครับ ฮ่า ๆๆ”
ชายชรายื่นถ้วยชามาให้ผมหนึ่งแก้ว
“ฮะ ๆ ดื่มชาก่อนสิ”
“ขอบคุณครับ”
ผมรับถ้วยชามา จะใส่อะไรหรือเปล่านะ
อยู่ดี ๆ ผมก็นึกถึงเื่ที่ต้องเผาทำลายศพได้ ปากของผมยังไม่ทันจะแตะถ้วยชาก็เอ่ยปากถามก่อน
“คุณตาครับ ผมขอดูเตาเผาที่ใช้เผาเครื่องปั้นหน่อยได้ไหมครับ”
“เตาเผา ทำไมหรือ...”
เห็นถึงท่าทางของเขาที่คอยระวังอยู่เสมอ ผมเกาศีรษะแล้วพูดว่า
“เอ่อ คือผมไม่เคยเห็นเตาเผาแบบดั้งเดิมมาก่อน เดี๋ยวนี้ใช้แต่เตาเผาไฟฟ้ากันหมดแล้วน่ะครับ”
ชายชราดื่มชาด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะเดินนำทางผมไป
“ตามมาสิ เดี๋ยวจะพาไปดู”
ผมถือถ้วยชาไว้ในมือแล้วเดินตามเขาไป ผมยังพิจารณาดูรอบ ๆ ต่อ เดินไปจนถึงเตาเผาที่ลานด้านหลังก็ไม่เห็นใครเลยโกดังข้าง ๆ เตาเผาเองก็ไม่มีคนอยู่ด้านใน ดูท่าชายชราจะดูแลที่นี่เองคนเดียว
“ว้าว นี่เตาเผาแบบดั้งเดิมเลยสินะครับ แต่ว่าไฟแรงแค่ด้านนู้นเหรอครับ”
ผมชี้ไปทางเตาเผาที่เปลวไฟยังร้อนอยู่
“ต้องปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นเป็ครั้งคราวเพื่อคงความร้อนไว้น่ะ”
“อย่างนั้นเองสินะครับ”
“ไม่ดื่มชาหน่อยหรือ เย็นแล้วจะเสียรสชาตินะ”
ชายชราพูดขึ้นพร้อมกับชี้มาที่ถ้วยชาในมือของผมราวกับอยากให้ดื่มมันเร็วๆ
“ที่นี่ร้อนมากเลย ผมยังไม่ค่อยอยากดื่มอะไรร้อน ๆ เท่าไหร่รอให้มันเย็นลงก่อนค่อยดื่มดีกว่าครับ”
“.....”
“เอ๊ะ? คุณตาครับ มีอะไรไหม้ ๆ อยู่ในเตาเผาด้วย มันคืออะไรเหรอครับ
“ไหม้งั้นรึ...”
“ดูเหมือนไม่ใช่ฟืน แล้วก็ไม่ใช่เครื่องปั้นเลยนะครับ”
ผมมองชายชราแล้วยิ้มออกมา
“ไม่จริงน่า มันดูเหมือนศพเลยนะครับ ใช่หรือเปล่านะ”
“....!”
“แหม ผมหยอกแรงไปเหรอครับ ขอโทษด้วยครับ ผมแค่พูดเล่นเอง”
“ฮะ ๆ ฉันคงแก่เกินจะมารับมุกของเด็กสมัยนี้แล้วสินะ”
ชายชราฟังคำพูดของผมแล้วยิ้มอย่างเยือกเย็น แต่ว่าสายตากลับแข็งกร้าวเผยให้เห็นความโเี้อยู่ในนั้น สายตาที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ถ้าผู้อำนวยการยังไม่ตายแก่ตัวไปคงมีสายตาเช่นนี้แน่
“เคยกินหมูสามชั้นย่างเตาเผามาก่อนไหมล่ะ”
“คืออะไรเหรอครับ”
“ถ้าเอาหมูสามชั้นวางบนพลั่วแล้วเอาเข้าไปย่างในเตาเผา ยิ่งกินกับโซจู[1]ยิ่งอร่อยสุดยอดไหน ๆ ก็อุตส่าห์ขึ้นมาถึงเขาลูกนี้ ถ้ามีเวลา กินก่อนค่อยไปสิใกล้จะถึงมื้อเที่ยงแล้วด้วย”
“ดีเลยครับ”
“ถ้าอย่างนั้นขอเวลาสักครู่นะ”
เพราะว่าผมไม่ยอมดื่มชา เลยชวนให้กินหมูสามชั้นอย่างนั้นเหรอ
ผมมองไปที่แผ่นหลังของชายชราแล้วยิ้มออกมา
“ไอ้แก่นั่น ไม่อ้อมค้อมเลยนะ”
มันคงน่าหงุดหงิดที่ต้องเสแสร้งทำเป็ใสซื่อซ่อนสีหน้าด้วยประสบการณ์อันโชกโชนและรอยเหี่ยวย่นของความแก่ชรา แต่สายตาที่มองมาดั่งกำลังเหยียบย่ำแมลงเขายังแสดงความมั่นใจว่าต่อให้ผมหนีไปก็สามารถตามไปฆ่าได้
“ว่าแต่ เมื่อกี้คือศพจริง ๆ เหรอ”
ผมใช้ประโยชน์จาก่ที่ชายชราไม่อยู่ฝ่าเข้าไปในเปลวไฟ เอาสิ่งที่เป็สีดำไหม้ออกมาไว้ที่ทางเข้าเตาเผา
ขี้เถ้าสีดำจับกันเป็ก้อน
เมื่อมองแวบแรกดูไม่เหมือนถ่านที่ทำจากฟืน
ผมแกะส่วนที่อ่อนที่สุดออกจึงเห็นกระดูกที่ถูกเผาไหม้ เห็นได้ชัดว่ารูปร่างโดยรวมเป็มนุษย์
“เฮ้อออ”
ได้เห็นกับตาตัวเองแค่นี้ก็พอแล้ว
ผมเอาศพยัดใส่เข้าไปในเตาเผาดังเดิม หันกลับไปเจอชายชรามือหนึ่งจูงหมาล่าเนื้อสองตัว อีกมือหนึ่งถือปืนยาว
“เหมือนจะออกไปล่าสัตว์ที่ไหนเลยนะครับ”
หมาล่าเนื้อจ้องมาทางผมแยกเขี้ยวขู่อย่างไม่เป็มิตร ถ้าผมหนีดูท่าจะปล่อยหมามาไล่ผมแน่
“เนื้อหมดน่ะ พ่อหนุ่มมาช่วยหน่อยได้ไหม”
เขาปล่อยปืนให้ชี้ลงด้านล่างแล้วถามผมอย่างสบาย ๆ
“ให้ผมช่วยยังไงดีครับ ผมไม่เคยล่าสัตว์มาก่อน”
“ไม่เป็ไร ยังไงเหยื่อก็คือแก”
“ผมได้ยินมาว่า บางทีเหยื่อก็กลายเป็ผู้ล่านะครับ”
ชายชราเบิกตากว้างเมื่อได้ฟังคำตอบ
“ใครส่งแกมา”
“ดูเหมือนอย่างนั้นเหรอครับ”
“ชื่ออะไร ดูจากบรรยากาศรอบตัว แกคงมีชื่อเสียงในวงการนี้สินะ”
ผมจ้องเขม็งไปที่เขาแล้วตอบว่า
“วงการ... ทำไมโลกนี้ถึงมีคนให้ฆ่าเยอะขนาดนี้เนี่ย”
“หือ ไม่ใช่คนในวงการ? เป็อดีตทหาร?”
ชายชราเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็ทหาร เขาละทิ้งความเยือกเย็น แล้วยกปืนขึ้นมาจ่อผม
“ชินกับการโดนปืนเล็งขนาดนี้ ฉันเดาถูกสินะ”
“...”
“ยังคงสงสัยอยู่ว่าใครส่งแกมา แต่คงคุยกันได้เท่านี้แหละฉันแก่เกินไปที่จะสู้กับทหาร ”
เขาพยายามปล่อยสายจูงหมา สายตาและปลายกระบอกปืนยังคงเล็งที่ผมไม่ได้ลดความระมัดระวังแต่อย่างใด
“ไหนบอกว่าแก่แล้วยังไงล่ะครับ ถือปืนยาวมือเดียวไหวแสดงว่ายังแข็งแรงอยู่นะครับเนี่ย”
“อะไร”
“คงใช้แรงทั้งหมดในการถือปืนแล้วสินะครับ ปลายประบอกปืนถึงดูไม่มีแรงเลย”
ผมใช้พลังจิตดันปลายกระบอกปืนเล็งไปทางหมาและเหนี่ยวไก
-ปัง!
-เอ๋ง ๆๆ!
และทำเหมือนกันกับอีกหนึ่งตัวที่เหลือ ระหว่างที่เขากำลังงุนงงจึงไม่ใช่เื่ยากที่จะขยับทิศทางปลายกระบอกปืน
-ปัง!
-เอ๋ง ๆๆ!
หลังจากนั้นผมก็ทำให้เขาเสียสมดุลล้มหน้าทิ่มพื้น
“นี่มันอะไร...”
ผมเปิดซองะุออกมาอย่างไม่แยแส
สองนัด
ปลอกะุที่ใช้ไปเมื่อครู่ดีดออกมา ผมมองไปรอบ ๆตัวชายชราและเห็นะุที่ตกลงมาบนพื้น
-วืบบบ
ปืนและลูกะุลอยเข้ามาอยู่ในมือผม ชายชราถึงกับถลึงตามอง
“ทำไม แปลกใจเหรอ”
“.....”
“ฉันแปลกใจกับพวกแกมากกว่าอีก”
ชายชรายิ้มน่ารังเกียจและพูดว่า
“หึ ๆ เป็ความสามารถที่ยอดเยี่ยมไปเลยถ้าฉันมีพลังแบบนั้นบ้างคงฆ่าคนเป็หมื่น ๆ โดยไม่มีใครรู้ได้แน่”
“บางทีฉันก็เป็แบบนั้นแหละมั้ง”
“อะไรนะ...”
“ฉันก็คิดว่าจะฆ่าให้ได้ประมาณนั้นเหมือนกันแต่ต่างกันตรงที่ฉันคงฆ่าแค่คนอย่างพวกแก”
“ฮ่า ๆๆ ดูข้ออ้างนั่นสิ แกเองก็เป็สัตว์ประหลาดเหมือนพวกฉันนี่แหละ”
ผมเทชาจากถ้วยที่เคยถือลงบนศีรษะเขา น้ำชาที่ยังร้อนอยู่ทำให้ศีรษะของเขาลอกกลายเป็สีแดงควันจากความร้อนลอยฟุ้ง
“ข้ออ้างเหรอ มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก พวกแกแค่ขวางหูขวางตาน่ะ”
[1]โซจู คือเหล้าขาวของเกาหลี