ตอน 14 ัหยก
ณ เมืองหลวง นครฉางอาน
หลีเอ้อหลันเดินทางไกลเพียงคนเดียวมาถึงที่นี่
"ว๊าววว สุดยอดไปเลย ไม่คิดว่าขึ้นมาบนเขาอีกลูกจะมีบ้านเมืองที่โอ่อ่าขนาดนี้"
"ข้าได้ยินมาตลอดว่า ว่าที่เมืองหลวงมีฝ่าาคอยปกครอง ดูท่าแล้วคงเป็ที่นี่สินะ " เอ้อหลันตื่นตาตื่นใจ เมื่อได้เห็นบ้านเมืองที่แสนรุ่งเรือง ผู้คนมากมายทำมาหากินแทบจะเดินเบียดชนไหล ช่างเป็อะไรที่ครึ้กครื่นเสียจริง
เอ้อหลันเผอเรอลืมตัวว่าตัวเองไม่ได้มีเงินติดตัวมามากนัก มัวแต่สั่งกินสั่งดื่มกับร้านค้าริมทาง ท้ายที่สุดไม่มีเงินจ่าย ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดหัวซุกหัวซุน กระทั่งขอดผ้าที่มัดติดตัวมา หลุดร่วงตามข้างทางยังไม่กล้าเดินไปเก็บ
เอ้อหลันวิ่งหนีไปสุดซอยเล็กๆ เถ้าแก่ร้านบะหมี่วิ่งตามมาพร้อมไม้หน้าสาม กำลังจะฟาดเข้าให้
หลีเอ้อหลันหมดหนทางหนี และหมดหนทางสู้ นางทำได้แค่หลับตาพริ้ม ยกพนมมือขึ้นเหนือหัว
จังหวะที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่กำลังจะฟาดตี กลับเหลือบตาไปเห็นปิ่นหยกลายัที่เสียบบนมวยผมของนาง
เถ้าแก่ร้านบะหมี่กลัวจนเนื้อตัวสั่น ทิ้งไม้หน้าสาม
"ห่ะ... นั่นมัน...ของประจำตำแหน่งของไท่จื่อ.... ระหรือนางจะเป็คนชั้นสูง" เถ้าแก่ผู้คิดน้อย กลัวว่าทำอะไรนางจะเหมือนหาเื่ใส่ตัว เขาใช้สเต็ปเท้าไฟวิ่งแจ้นหนีทันควัน
"อ๋า...อ๊ะ!!! ไหนล่ะคน หายไปไหนแล้ว " เอ้อหลันลืมตาขึ้นมาอีกที ไม่เห็นใครแล้ว นางเลยค่อยๆเดินออกมาจากตรอกซอยนั่น
ทว่าเอ้อหลันเดินพ้นตรอกออกมายังถนนกลางตลาด พบว่าชาวบ้านทุกคนหมอบหัวชนพื้นด้วยท่าทีนอบน้อม
"เอ๊ะ คนพวกนี้ทำอะไรกันนะ ท่าทีแปลกๆพวกนี้มันคืออะไรกัน ข้าไม่คุ้นชินจริงๆ "
"แม่หนู อยากตายหรือไง เร็วเข้า... รีบนั่งหมอบลงซะ " เสียงแม่เฒ่ากระซิบสั่งนาง พร้อมกระตุกชายอาภรณ์ให้นางทำตาม
"เอายังไงดีล่ะ แล้วข้าจะต้องทำตามพวกเขาหรือไร" เอ้อหลันมึนงง เพราะไม่คุ้นเคยกับธรรมเนียมหลวงในเมืองใหญ่
ทว่าเข้าตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม... นางต้องจำใหญ่หมอบลงเหมือนคนอื่นๆ
"ฝ่าา...และไท่จื่อเสด็จ!!!" เสียงจ้าวกรมพิธีกล่าวรายงานมาแต่ไกล เพื่อเป็สัญญาณให้ชาวบ้านรู้จักจัดระเบียบตัวเอง
หลีเอ้อหลัน ลืมไปชั่วขณะ ว่าจะต้องรีบไปเก็บห่อขอดผ้าของตัวเองที่หล่นกองอยู่กลางถนน นางลุกขึ้นพรวดวิ่งไปกลางถนนนั่น จังหวะมันช่างพอดิบพอดีเหมาะเจาะอะไรขนาดนั้น
นางยังไม่ทันได้ก้มเก็บด้วยซ้ำ รถม้าพร้อมขบวนเสลี่ยงจากวังหลวงก็มาพอดี
"ทหาร!!! จับสตรีผู้จองหองไร้มารยาทผู้นั้นไว้ และนำไปลงโทษซะ กล้าดีอย่างไรขวางขบวนเสด็จของข้า" ฝ่าากริ้วหนักออกคำสั่งเสียงดังลั่นตลาด
หลีเอ้อหลันใมาก ไม่เคยเห็นอะไรเอิกเริกได้ขนาดนี้ นางทำได้แค่กอดขอดผ้าเก่าๆแน่น นั่งขดตัวคุกเข่าอยู่กลางถนน เพราะก้าวขาไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว
แม่ทัพใหญ่หงอี้ที่ควบคุมนำหน้าขบวนเสด็จ จำต้องลงจากอานม้า ควบคุมตัวนางตามพระบัญชา
ทว่าทันทีที่นางแหงนหน้ามอง แม่ทัพใหญ่หงอี้ตกตะลึงในความงาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม่ทัพใหญ่หงอี้หวั่นไหวไม่น้อย แต่ด้วยกฎก็ต้องเป็กฎ เขาไม่สามารถแสดงอาการอะไรออกมาได้
"ข้ามาเยือนพวกเ้ากะทันหัน เพราะอยากจะพาโอรสของข้า เยี่ยมชมเมือง และป่าวประกาศข่าวอันเป็มงคลนี้ต่อชาวประชาด้วยตัวของข้าเอง เช่นนี้แล้วถือเป็เกียรติอย่างยิ่งของพวกเ้า" ฝ่าาเปล่งเสียงดังฟังชัดจากรถม้า
"บัดนี้ให้เข้าใจกันเสียใหม่ ไท่จื่อ ไม่ได้สิ้นตามที่พวกเ้าเข้าใจ วันนี้โอรสของข้าหวนคืนสู่ตำแหน่งแล้ว บ้านเมืองของเราควรกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ชาวประชาอย่าได้อยู่ในความหวาดหวั่น" ฝ่าาผู้ปรีชาดีใจเหนือผู้ใดกล่าวประกาศด้วยพระองค์เอง
"ฝ่าาและองค์ไท่จื่อ ทรงอายุยืนนาน รุ่งเรืองเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆปี" เสียงชาวเมืองโห่ร้องสรรเสริญเป็เสียงเดียวกัน ก้องกังวานโดยไม่ได้นัดหมาย
จ้าวอวี๋ชวี่ ไท่จื่อผู้แสนเ็า พูดน้อยชายตามาก เป็ทุนเดิม ความสุขุมรอบคอบ เยือกเย็นเป็จุดเด่น
หลังจากฝ่าาประกาศข่าวดีด้วยตัวเอง เขาก็ยังคงนิ่งเฉย จะมีก็เพียงแง้มม่านข้างรถม้าเล็กน้อยเพื่อหวังสูดอากาศบริสุทธิ์ โดยไม่ได้มีใจสนใจชาวประชาแม้แต่น้อย วินาทีนั้น เขาคิดแต่เพียงว่า เขาอึดอัดเหลือเกิน ไม่เหมือนครั้งที่ได้อยู่ในป่าใหญ่กับสตรีที่รัก ช่างอิสรเสรี ไร้พิธีการ เป็ความสุขที่แท้จริงที่เขาไม่อาจลืม
เพื่อให้ขบวนเสด็จเดินหน้าไปได้ แม่ทัพใหญ่หงอี้ต้องคุมตัวเอ้อหลันหลบข้างทางเสียก่อน
ทว่าจังหวะนั้นกลับทำให้อวี๋ชวี่สังเกตเห็นปิ่นหยกของตัวเองปักอยู่บนมวยผมของนาง
"ห่ะ นั่นปิ่นหยกลายสลักัประจำตำแหน่งของข้า เหตุใดมาอยู่ที่นางได้ ของสิ่งนี้เป็ข้าที่มอบให้เอ้อหลันกับมือแท้ๆ " อวี๋ชวี่พยายามที่จะตัดใจมองข้ามไป แต่ฝืนใจไม่ได้จริงๆ ความอยากรู้มันสร้างความข้องใจให้เขานัก
"หยุดรถม้าของข้า!!! " ไท่จื่อผู้เ็าพูดน้อย ถึงขั้นยอมออกคำสั่ง
เหตุการณ์นี้ทำให้ฝ่าาแปลกใจมาก
"โอ้ว ไท่จื่อของข้ายอมปริปากพูดแล้ว...ช่างเป็เื่ที่ข้าแสนประหลาดใจนัก ั้แ่ไท่จื่อกลับคืนวัง ข้าแทบจะนับประโยค นับคำที่เขาเอ่ยปากพูดได้ วันนี้ช่างเป็วันที่ฤกษ์ดีจริงๆ" ฝ่าาที่อารมณ์แปรปรวน เริ่มจะมีสีหน้าชื่นมื่นพร้อมรอยยิ้ม
"ไม่ได้ยินคำสั่งของไท่จื่อหรืออย่างไร หยุดขบวนซะ " ฝ่าาออกคำสั่งย้ำอีกแรงเพื่อให้บ่าวเชื่อฟัง
อวี๋ชวี่ไม่รอช้า รีบลงจากรถม้า เผยโฉมอันหล่อเหลาให้ชาวเมืองได้เห็นประจักษ์ตา โดยไม่สนสายตาผู้ใด เข้ากระชากดูใบหน้าของเอ้อหลันที่อยู่ในความควบคุมของแม่ทัพใหญ่
"ไท่จื่อ นางเป็แค่ชาวบ้านต้อยต่ำ ไม่เหมาะให้มือของท่านเอื้อมจับ" แม่ทัพใหญ่กล่าวตักเตือน เพราะกลัวว่าไท่จื่อจะทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรต่อสายตาของชาวเมือง
"แม่ทัพใหญ่หงอี้ ตำแหน่งของท่านใหญ่โตกว่าข้าั้แ่เมื่อใด เหตุใดกล้าออกคำสั่งกับข้า เพียงแค่กับนักโทษที่รอเสด็จพ่อตัดสิน ข้าไม่มีสิทธิ์เชยชมนางเลยหรืออย่างไร" ประโยคนี้ทำเอาแม่ทัพใหญ่หงอี้กลัวจนตัวสั่น นับว่าเป็ประโยคที่ยาวที่สุดที่ไท่จื่อเอ่ย
ความหวาดกลัวของคนมียศ พลอยทำให้สตรีตัวเล็กอย่างนางหวาดกลัวไปด้วย แค่สบตายังไม่กล้า
"ไม่กล้าพะยะค่ะ" แม่ทัพใหญ่คุกเข่าลงเพื่อขออภัยต่อไท่จื่อ และหลีกทางให้ จำใจยอมพลักเอ้อหลันให้ไปคุกเข่าอยู่หน้าไท่จื่อ
"เ้า!!! เหตุใดมีของสิ่งนี้!!!" ไท่จื่อกระชากปิ่นหยกนั่นออกจากหัวนางอย่างแรง เพราะในใจโกรธเคืองนัก
"ของสิ่งนี้ เป็ของแทนใจที่อดีตสามีของข้ามอบให้ เป็เพียงแค่ของไร้ค่าธรรมดา ไม่ดีพอให้ไท่จื่อใส่ใจ หากข้าทำสิ่งได้ล่วงเกินท่าน ข้าผู้นี้มิได้มีเจตนา" เอ้อหลันกลัวจนตัวสั่น เหงื่อไหลหยดเป็เม็ดๆ
คำพูดของนางพวกนั้น ก็เพื่อ้าขอความเห็นใจ และผ่อนปรนโทษทัณฑ์ที่จะได้รับ แต่ว่ามันกลับไม่เป็อย่างที่นางคิด
ยิ่งพูดเช่นนั้น มันเหมือนหนามแหลมตำใจ อวี๋ชวี๋กำปิ่นหยกนั่นแน่น
"กล้าดียังไงชิงของสิ่งนี้มาจากเอ้อหลันของข้า เ้าคงรังแกนางสินะ !!!"
"ของสิ่งนี้เป็ของสำคัญมากระหว่างข้ากับนาง นางไม่ยอมยกให้ใครง่ายๆแน่" อวี๋ชวี่มั่นใจในรักแท้ พึมพำในใจตนเองผู้เดียว ด้วยฐานะไท่จื่อค้ำคอ ทำให้เขาไม่สามารถระบายความโกรธออกมาได้เดี๋ยวนั้น
ยิ่งเขาได้ยินนางพูดว่า "ของสิ่งนี้ เป็ของแทนใจที่อดีตสามีของข้ามอบให้ เป็เพียงแค่ของไร้ค่าธรรมดา ไม่ดีพอให้ไท่จื่อใส่ใจ " มันยิ่งทำให้เขาโกรธจนตัวสั่น คิดไปไกลว่านางผู้นี้กล้าแอบอ้างสร้างเื่ราวให้กับปิ่นหยกอันแสนล้ำค่า หารู้ไม่ว่าที่นางพูดมาทั้งหมด ไม่ได้เป็การกุเื่แม้แต่น้อย ผิดก็เพียงแต่อาชวี่ที่จำนางไม่ได้เสียเอง