“อาการเจ็บป่วย มาจากคำสาปของคนผู้หนึ่ง ได้ยินชาวบ้านในตลาดว่ากันว่าเป็ฝีมือของเยี่ยนฝาน” คำรายงานจากเหล่าศิษย์น้องทำให้ไป่หยางที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเดินมาทันที “พวกศาสตร์มืดสินะ” ไป่หยางกล่าวยิ้มๆ ิ่หลางที่พึ่งลงมาจากห้องพักเดินมาหยุดตรงหน้าไป่หยางพร้อมโยนแป้งทอดให้เป็อาหารเช้า “ไม่ยักรู้ว่าเ้าใส่ใจผู้อื่นก็เป็ด้วย” ไป่หยางรับแป้งทอดมาพลางพูดแซวเด็กหนุ่ม “ของเ้า” ิ่หลางยื่นแป้งทอดให้เฟิงอี้ด้วยท่าทางหยิ่งเหมือนเด็กๆ “ข้าไม่หิว เก็บไว้ให้อาซุนเถอะ” เฟิงอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ใดๆ “แม่นั่นน่ะหรอ ข้าเอาไปให้นางก็ไม่กินแถมยังกัดข้าอีกด้วย ชาติที่แล้วเกิดเป็หมาหรือเปล่าก็ไม่รู้กัดเจ็บเป็บ้า” ไป่หยางหัวเราะเดินเข้ามากอดคอิ่หลาง “เ้าทำนางใน่ะสิ” ิ่หลางปัดมือไป่หยางออก “ใครจะไปรู้ว่านางจะขวัญอ่อนขนาดนั้น” เฟิงอี้ถอนหายใจกับท่าทีเถียงกันเหมือนเด็กๆ ของสองคน “ทำไมนางถึงยังไม่ลงมา” เฟิงอี้กล่าวถาม “มาโน่นแล้ว” ไป่หยางชี้ให้ชายหนุ่มดู “ขอโทษที” อาซุนลงมาถึงก็กล่าวขอโทษทันทีเพราะตนเองทำให้คนอื่นต้องรอ เฟิงอี้หันหน้ามามองอาซุนด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยอะไรบางอย่างจนเด็กสาวเริ่มประหม่า “เมื่อคืนมีแสงมารออกมาจากห้องของเ้า” อาซุนหลุบตาลงต่ำ ถอยหลังสองสามก้าว “เมื่อคืน...เอ่อ เมื่อคืนข้า” นางเริ่มตอบตะกุกตะกัก ราวกับว่าเป็เื่ที่พูดยากพูดเย็น เฟิงอี้ไม่บังคับให้นางตอบคำถาม แสงนั่นไม่ได้เกิดจากตัวนางเองแน่ๆ เพราะคาถาอำพรางยังไม่หายไปจากตัวนาง แสดงว่ามีผู้อื่นใช้วิชามารในห้องของนางเมื่อคืนนี้ “ศิษย์พี่ ท่านจะขึ้นเขาเลยหรือไม่” ศิษย์น้องผู้ติดตามเอ่ยถาม เฟิงอี้ส่ายหัวเล็กน้อย “เยี่ยนฝานผู้นั้นยังไม่ถูกจับ ชาวบ้านยังไม่ปลอดภัย” ิ่หลางเบ้ปาก “แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าต้องทำให้ข้าหงุดหงิดมากแน่ๆ” เด็กหนุ่มส่ายหัวเซ็งๆ ไป่หยางยิ้มกวนๆ แหย่ิ่หลางเล่นสร้างความรำคาญให้เด็กหนุ่มไม่น้อย แต่ในขณะที่คนอื่นถูกเบี่ยงเบนความสนใจอยู่นั้น เฟิงอี้เหลือบมองอาซุนเล็กน้อย เมื่อครู่ที่เขาพูดถึงเยี่ยนฝาน อาซุนมีทีท่าใเล็กน้อย ทุกคนอาจไม่ทันสังเกต แต่พฤติกรรมของอาซุนนั้นอยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา เฟิงอี้เดินออกจากโรงเตี๊ยมโดยไม่เอ่ยคำใดๆ ทำให้ทุกคนต้องรีบเก็บของเดินตามออกมา “ชาวบ้านพบเยี่ยนฝานครั้งล่าสุดที่ไหน” เฟิงอี้ถามศิษย์น้อง “ครั้งสุดท้ายที่มีการพบตัวเยี่ยนฝานอยู่ใกล้ๆ กับป่าตานซิน ถัดจากเมืองนี้ไปทางทิศใต้7ลี้ขอรับ” เฟิงอี้พยักหน้าเข้าใจแล้วเดินนำทุกคนไปทันที ไป่หยางวิ่งไปเดินคู่กับเฟิงอี้ด้วยท่าทางซุกซน “ท่านพี่เฟิง ท่านว่าเ้าเยี่ยนฝานผู้นี้จัดการยากหรือไม่” ไป่หยางถาม “ไม่แน่ใจ” เฟิงอี้ตอบสั้นๆ แล้วเร่งฝีก้าวหนีไป่หยางด้วยความรำคาญ ไป่หยางเบ้ปากอย่างไม่สลด พลันหยิบถุงเกาลัดออกมากินเล่นตามเคย “อาซุน ข้าว่าเ้าต้องชอบ” ไป่หยางยิ้มยื่นถุงเกาลัดให้อาซุน เด็กสาวรับมาด้วยความดีใจ “ข้าอยู่ในป่าไม่เคยได้กินเลย เคยได้ยินแต่ผู้าุโพุดถึงรสชาติของมัน วันนี้ได้ลองนับว่าเป็บุญยิ่ง” ไป่หยางยิ้มเจี่อนกับคำพูดของเด็กสาว “ก็แค่เกาลัดเป็บุญอะไรกัน รอข้าฝึกจบเ้าติดตามข้ากลับอิ๋งอี๋สิ เ้าจะได้ลิ้มรสมากกว่าเกาลัดอีก” ไป่หยางหัวเราะโอ้อวดบ้านเมืองของตนแต่ไม่ทันระวังจึงเดินถอยหลังไปชนกับแผ่นหลังของเฟิงอี้ที่หยุดเดินกะทันหัน “เวลาเดินมองทางด้วย” เฟิงอี้หันมากล่าวราบเรียบ ไป่หยางเบ้ปากพยักหน้าทีเล่นทีจริง “ทำไมเ้าถึงหยุดเดินล่ะ” ิ่หลางส่ายหัวเดินเข้ามาดึงคอเสื้อของไป่หยางออกจากแผ่นหลังของเฟิงอี้ “เ้าเห็นรึยังว่าข้างหน้าเป็แม่น้ำ” ไป่หยางยิ้มกลบเกลื่อนวันนี้เขาปล่อยไก่ไปหลายตัวเป็บ้า “อ๋า...ในเมื่อมีแม่น้ำกั้น แล้วเมื่อก่อนชาวบ้านพวกนั้นข้ามไปได้อย่างไร” ไป่หยางถาม “องค์ชายลู่ ท่านคงไม่รู้ แต่ก่อนที่นี่มีสะพานไม้ขนาดใหญ่ที่สามารถให้รถม้าผ่านได้ทีละ3คันอย่างสบายๆ แต่อาจจะถูกผู้ใดทำลายไปแล้ว” ศิษย์น้องของเฟิงอี้อธิบาย ไป่หยางพยักหน้าตอบรับเข้าใจ “เราต้องเหาะข้ามแม่น้ำนี้” ศิษย์น้องต่างพากันใ “องค์ชาย แต่ว่าพวกข้า...” เฟิงอี้ส่ายหน้าปราม “เ้าฝึกวิชาลอยตัวรึยัง” เฟิงอี้หันไปถามิ่หลางเพราะเ้าตัวอายุยังน้อยนัก ิ่หลางพยักหน้า “ข้าไปกันสามคน พวกเ้ารออยู่ที่นี่” ศิษย์น้องก้มหัวรับคำสั่งอย่างว่าง่าย “ข้าขอไปด้วย...ข้าเชี่ยวชาญเื่การปีนป่าย เผื่อจะพอเป็ประโยชน์แก่พวกท่านได้บ้าง” อาซุนอาสาไปตามล่าเยี่ยนฝานด้วยอีกแรง แม้ตนจะไม่มีวิชาแกร่งกล้าใดๆ แต่เื่สืบข่าวนั้นนางทำได้เป็อย่างดีเพราะมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และแ่เบา เหมาะสำหรับการสืบข่าวเื่ต่างๆ เฟิงอี้พยักหน้าตอบรับ “ไป” เฟิงอี้เหาะนำข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งก่อนที่ิ่หลางและไป่หยางจะตามมา และตามหลังด้วยอาซุนเป็คนสุดท้ายและออกเดินทางทันที “ป่านี่หมอกเยอะเป็บ้า” ิ่หลางบ่นเมื่อเข้ามาในเขตป่าตานซินกลับเต็มไปด้วยหมอกเต็มไปหมดทั้งที่ด้านนอกแดดจ้าขนาดนั้น “ระวัง หมอกนี้อาจมีพิษ” อาซุนกล่าวทำให้ทุกคนหันมามอง เชิงถามว่านางรู้ได้อย่างไร “อ้อ ตอนข้าอยู่กับฝูงวานรข้าเคยเจอหมอกแบบนี้มาก่อน เกิดจากพลังิญญาของมาร หากจิตใจไม่มั่นคงจะทำให้เกิดภาพหลอนและสูญเสียสมาธิ อาจถูกลอบโจมตีได้ง่าย” อาซุนอธิบายต่อ อันที่จริงเธอพอมีความรู้เื่มารอยู่ไม่น้อย แหงแหละก็เธอก็เป็มารนี่ “หมอกนี่ ทำลายอย่างไร” ไป่หยางหันไปถามอาซุนแต่นางยังไม่ทันตอบ ิ่หลางก็หยิบยันต์แผ่นหนึ่งขึ้นมา แล้วร่ายคาถาเบิกดวงเนตร (เป็คาถาที่ทำให้เกิดแสงสว่าง) เมื่อิ่หลางทำการร่ายคาถา หมอกนี้จึงเริ่มจางลงและหายไปในที่สุด “สุดยอด” ไป่หยางหันมายิ้มให้ิ่หลาง ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีดีไม่น้อย ิ่หลานกอดอกวางมาดเข้มใส่ราวกับว่าตนเองเป็ผู้ชนะจนน่าหมั่นไส้ “ระวัง!” เฟิงอี้ะโพลันชักกระบี่ออกมาฟันสู้คมกระบี่จากบุคคลปริศนาที่ลอยดิ่งมาหาิ่หลาง ก่อนเ้าของกระบี่จะพุ่งตัวลงมาจากต้นไม้สูง ไป่หยางชักกระบี่ออกมาต่อสู้กับบุคคลปริศนาผู้นั้นอย่างชำนาญ แน่นอนว่าเพลงกระบี่ของไป่หยางย่อมเหนือกว่า “เยี่ยนฝาน...เขาคือเยี่ยนฝาน” อาซุนรีบกล่าว ทำให้อีกสองหนุ่มที่มือว่างอยู่แปลกใจว่าเหตุใดอาซุนจึงรู้จักคนผู้นี้ “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนผู้นี้คือเยี่ยนฝาน” เฟิงอี้เอ่ยถาม “เอ่อ...กระบี่ซูงฝู่” นางพูดพลางชี้ไปที่กระบี่ของเยี่ยนฝาน ิ่หลางใช้จังหวะที่เยี่ยนฝานกำลังเสียเปรียบ ปล่อยกระบี่ของตนพุ่งไปยังกระบี่ของเยี่ยนฝานจนหลุดมือ ไป่หยางเอาปลายกระบี่จ่อที่คอของเยี่ยนฝานจนเ้าตัวต้องยอมจำนน “ใช้ได้นี่ ไม่คิดว่าคนไร้สาระอย่างเ้าจะฝีมือดีเอาเื่” ไป่หยางยิ้มกับคำเหน็บแนมของิ่หลางอย่างไม่ใส่ใจ “ถือว่าเป็คำชมละกัน” เฟิงอี้ใช้วิชามัดเซียนรวบตัวเยี่ยนฝานเอาไว้โดยไม่พูดอะไร และไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ ทำให้อีกสามชีวิตที่ยืนอยู่กับอีกหนึ่งชีวิตที่ถูกมัดกองอยู่กับพื้นเริ่มงงกับท่าทีของชายหนุ่ม “คำสาปนั่น” เยี่ยนฝานเหยียดยิ้มกับประโยคเชิงถามของเฟิงอี้ ดูเหมือนเขาจะคิดไว้ไม่มีผิด ว่าเซียนกลุ่มนี้ต้องตามมาจับตัวเขาเพราะคำสาปที่เขาก่อไว้ในเมืองเฟิงหลิน แต่หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังพาตัวเองเข้ามาอยู่ในป่าวงกต เข้ามาแล้วยากจะหาทางออก ซึ่งความจริงแล้วแม้กระทั่งตัวเขาเองก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน เื่คำสาปเขาแค่คิดเล่นสนุกเพียงเท่านั้น ใครจะรู้ว่าหลบมาอยู่ที่นี่แล้วจะออกไปไม่ได้ “ก่อนจะห่วงชีวิตชาวบ้านพวกนั้น ห่วงชีวิตตัวเองก่อนดีกว่าไหม” เยี่ยนฝานหัวเราะเยาะพวกเซียนน้อยที่คิดทำตัวเป็วีรบุรุษอย่างไม่รู้ชะตากรรมที่ตนเองกำลังเผชิญ “เ้าหมอนี่ยังหนุ่มยังแน่น หน้าตาก็ดี” ไป่หยางกล่าวยิ้มๆ ให้กับท่าทีของเยี่ยนฝานที่ไม่กลัวว่าคมกระบี่ของเขาจะกดลงที่คอของตนเลยแม้แต่น้อย “แต่เสียดายที่เ้าคงต้องกลับปรโลกเร็วเพราะกวนประสาทข้า” ไป่หยางย้ายคมกระบี่กดลงที่คอของเยี่ยนฝานในระยะแนบเนื้อเพียงเขาออกแรงอีกนิดเดียว เืของเ้ามารตรงหน้าคงพุ่งกระฉูดเป็แน่ เยี่ยนฝานยกยิ้มราวกับว่ากระบี่ตรงหน้าเป็สร้อยทอง เขาไม่มีความสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย “ข้าจะบอกบุญพวกเ้าให้ก็ได้ ก่อนที่พวกเ้าจะไปช่วยเหลือชาวบ้านพวกนั้น หาทางออกจากป่านี้ให้ได้ก่อน” เยี่ยนฝานกลอกตาไปรอบๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เฟิงอี้มองไปรอบๆ ก่อนที่เขาจะนึกอะไรได้ ตอนเข้ามาพวกเขาฝ่าหมอกลวงตาเข้ามานี่ “แย่แล้ว ป่าวงกต” เฟิงอี้กล่าวเบาๆ ิ่หลางมองหน้าเฟิงอี้ทันที ไม่ใช่ว่าเขากลัว แต่เขาไม่รู้ว่าป่าวงกตคืออะไร จึงได้แต่ยกมือขึ้นมาเกาหัวแกรกๆ จะถามก็เกรงว่าจะเสียหน้า จึงได้แต่ยืนเงียบๆ รอจับใจความเอาเอง “ซับซ้อนแค่ไหน” ไป่หยางถามเฟิงอี้พลันเก็บกระบี่เข้าฝักเพราะเริ่มรู้สึกเมื่อยแขน จ่อไปก็คงไม่ได้ความอะไรจากมารผู้นี้ ...หน้ามึนสิ้นดี...เขาคิดในใจ “ไม่แน่ใจ แต่ลำพังข้าคงยากจะหาทางออก” ิ่หลางยิ่งฟังยิ่งงงว่าสองคนนี้คุยอะไรกัน “ป่าวงกต ตามตำนานแล้วเล่าขานกันมาแต่พลังของมัน แต่ข้าไม่เคยได้ยินว่าผู้ใดเข้ามาแล้วออกไปได้” อาซุนกล่าวและเดินมาหยิบกระบี่ของเยี่ยนฝานขึ้นมาถือไว้ในมือ พอมาถึงตรงนี้ิ่หลางถึงเริ่มจับใจความได้ว่าป่านี้อาจจะถูกพลังอะไรสักอย่างควบคุมไว้ ทำให้พวกเขาหาทางออกไปไม่ได้
ผลึก!กระบี่ปริศนาพุ่งเข้ามาเสียบเข้ากลางอกของเยี่ยนฝาน มารหนุ่มตรงหน้าสิ้นใจทันทีด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม โลหิตค่อยๆ ไหลออกมาจากปาก เพิ่มพูนพลังร้ายให้แก่ป่าวงกตแห่งนี้ สามหนุ่มชักกระบี่ของตนออกมามองไปรอบๆ มองหาที่มาของกระบี่ แต่ก็ไร้วี่แววของศัตรู “ใคร” ิ่หลางะโถามเมื่อเห็นว่านานแล้วยังไม่มีการตอบสนองใดๆ กลับมา “พวกเ้า พลังิญญาแกร่งกล้า กลิ่นโลหิตของพวกเ้าช่างหอมหวาน ดูเหมือนว่าวันนี้ข้าจะโชคดีเสียแล้ว” เสียงปริศนาของสตรีดังกึกก้องไปทั่วทั้งผืนป่า น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่กลับชวนขนลุก “เ้าเป็ใคร แน่จริงก็โผล่หัวออกมา” ิ่หลางะโโต้ตอบ ในขณะที่อาซุนกำกระบี่ในมือแน่นหวาดกลัวสิ่งที่อยู่รอบตัว “เ้าเด็กน้อย พูดจาไม่น่าฟังเท่าไหร่เลยนะ” เสียงปริศนาเอ่ยตอบพลันส่งเสียงหัวเราะที่น่าขนลุกออกมา ไป่หยางวางมือซ้ายลงต่ำใช้วิชาชิงตัว ดวงไฟดวงกลมสีฟ้าลอยลิ่วไปยังเหยื่อ ปรากฏให้เห็นเป็สตรีผู้หนึ่ง ที่ดูเหมือนจะอายุมากแล้วแต่ใบหน้ายังคงดูสง่าราวกับเป็ะ “ไม่เลวนี่” นางผู้นี้สวมชุดสีแดง ใบหน้าแปดเปื้อนด้วยรอยยิ้มชวนเดินย่างกรายมุ่งหน้ามาทางพวกเขาอย่างเชื่องช้า ด้วยจริตท่าทางที่น่าจับไปอยู่หอนางโลมเป็ที่สุด “ไงสหายน้อย” หญิงปริศนาเอ่ยยิ้มๆ ทำให้พวกเขาขมวดคิ้ว “ใคร ใครสหายเ้า ข้าไม่เคยมีสหายน่าขยะแขยงเยี่ยงนี้” ิ่หลางะโโต้ตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวพร้อมฆ่าฟันเป็ที่สุด “เ้าไง” หญิงปริศนากรีดนิ้วเรียวยาวชี้ไปยังอาซุนด้วยจริตจะก้าน ไป่หยางที่ยืนใกล้ที่สุดหันหลังไปมองอาซุน ผลึก! “เอื้อ!!” คมกระบี่ปักลงบนร่างของไป่หยางทันที อาซุนดึงกระบี่ออกเดินถอยหลัง ร่างกายสั่นเทา ทิ้งกระบี่ลงกับพื้น น้ำตาเริ่มไหลอาบใบหน้าด้วยความหวาดกลัวและรู้สึกผิด ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของิ่หลางและเฟิงอี้ ไป่หยางก้มลงมองาแของตน เขาเงยหน้าขึ้นมองอาซุนด้วยใบหน้ายิ้มบางๆ ไร้ซึ่งความโกรธใดๆ “ข้าทำตามคำสั่งท่านแล้ว ปล่อยครอบครัวข้า!!” อาซุนคุกเข่าลงกองกับพื้น ะโทวงข้อตกลงของตนกับหญิงปริศนาที่ยืนเหยียดยิ้มอยู่ไกลพอสมควร เฟิงอี้เดินเข้ามาดูาแของไป่หยางหันหน้ามองอาซุนด้วยความโกรธ อาซุนหลุบตาลงต่ำไม่กล้าสบตาผู้ใด ิ่หลางกำกระบี่แน่นหันไปมองหญิงปริศนาที่โผล่มาจากไหนก้ไม่รู้มาทำร้ายพวกเขา นางมารร้ายผู้นี้เกี่ยวข้องอะไรกับอาซุนกันแน่ “ิลี่เอ๋อปล่อยครอบครัวข้า!!” อาซุนะโขึ้นอีกครั้ง ลี่เอ๋อแสยะยิ้ม “ได้ กฎของมารพูดแล้วต้องทำตาม” ลี่เอ๋อนำลูกแก้วดวงตาออกมาแสดงให้เห็นภาพกลุ่มมนุษย์วานรที่ถูกคุมขังอยู่ในคุก ไม่นานก็ถูกปลดปล่อยออกมาตามที่นางพูด “เ้าทำได้ดีมาก ครอบครัวเ้าข้าปล่อยแล้ว” ไป่หยางเริ่มกระอักเื อาการของเขาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ อาซุนก้มหน้าลงต่ำสะอื้นหนักขึ้น ในขณะที่ลี่เอ๋อหัวเราะชอบใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า นางเก็บลูกแก้วดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้พวกเขามากขึ้น ิ่หลางกำกระบี่ในมือแน่น เตรียมต่อสู้ทุกเมื่อที่ถูกโจมตี ไม่นานนางก็พุ่งเข้ามาโจมตีิ่หลางอย่างรวดเร็ว ิ่หลางใช้วิชากระบี่ที่ร่ำเรียนมาโต้ตอบต่ดูเหมือนว่าเขาจะอ่อนประสบการณ์กว่ามากจึงพลาดท่าถูกฟันไปหนึ่งแผล เฟิงอี้เมื่อเห็นท่าทีไม่ดีจึงลุกขึ้นจากไป่หยางช้าๆ ชักกระบี่ของตนออกมาต่อสู้กับนางมารร้ายตรงหน้าอย่างบ้าระห่ำ “ฝีมือดีนี่” ลี่เอ๋อกล่าวชมเชยเฟิงอี้ที่ฝีมือสูสีกับตนมากเพียงแต่ยังอ่อนประสบการณ์นักย่อมเสียเปรียบมารสาวที่อายุนับพันปีอย่างตนอยู่แล้ว อาซุนหันมองกระบี่เปื้อนเืที่ตกอยู่ตรงหน้า ไป่หยางส่ายหัวให้อาซุนแต่ได้เพียงรอยยิ้มน้อยๆ กลับมา ในขณะที่เฟิงอี้กำลังเสียเปรียบเพราะวิชากระบี่ของตนยังไม่แข็งแกร่งมากพอนั้น มารสาวพันปีเมื่อสบโอกาสจึงพุ่งคมกระบี่เข้ามาที่ทรวงอกของเฟิงอี้ทันที
ผลึก!แต่ทว่าคนที่ถูกแทงนั้นกลับไม่ใช่เฟิงอี้ “นังเด็กบ้า ข้าอุส่าห์ไว้ชีวิตเ้า เ้ากลับรนหาที่ตาย” นางมารพันปีหันหลังกลับมาพุ่งคมกระบี่แทงไปที่หัวใจของอาซุนทันทีท่ามกลางความตกตะลึงของสามหนุ่ม “อาซุน!!!!!!!!!” ไป่หยางะโสุดแรง น้ำตาไหลพราก เฟิงอี้ใช้โอกาสนี้ปาดคอนางมารตรงหน้าจนนางสิ้นใจทันที เขาผลักร่างของนางทิ้งอย่างไม่ไยดี ไป่หยางคลานเข้ามาประคองอาซุนขึ้นมา ิ่หลางเองก็รีบวิ่งมาดูอาซุนเช่นกัน “ขอโทษ” อาซุนกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด “ไม่...เ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องขอโทษข้า ข้าจะพาเ้ากลับไปรักษา” ไป่หยางกล่าวตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มทั้งน้ำตา ิ่หลางก้มลงเตรียมอุ้มอาซุนขึ้น แต่ถูกนางปรามไว้ก่อน “อย่าเสียแรงทำอะไรที่เป็ไปไม่ได้เลย” น้ำเสียงแ่เบาที่ลอดออกมาด้วยความเ็ป เฟิงอี้เบือนหน้าหนีภาพตรงหน้า เขาเองก็เ็ปกับเหตุการณ์นี้เช่นกันจึงไม่อยากมอง ไป่หยางส่ายหน้าทั้งน้ำตา แม้จะถูกนางทำร้าย แต่นางก็ทำเพราะความจำเป็ ไม่มีเหตุผลอะไรต้องโกรธนาง “เ้าต้องไม่เป็อะไร เราจะออกไปจากที่นี่ด้วยกัน” ิ่หลางกุมมือของอาซุน เด็กสาวยิ้มทั้งน้ำตา เวลาของเธอเหลือไม่มากแล้ว เธอไม่เคยเสียใจที่มาเจอกับชายหนุ่มสามคนนี้เลยแม้แต่น้อย เธอโชคดีมาก มิตรภาพ และไมตรีที่พวกเขามอบให้เธอ มันช่างคุ้มค่ากับชีวิตที่เธอต้องเสียไป “ข้าคงไปกับพวกท่านไม่ได้แล้ว ฮึก...ชีวิตนี้ข้าได้เจอกับพวกท่านนับเป็บุญของชีวิตข้ามากแล้ว” น้ำตาหยดน้อยๆ หลั่งไหลออกมาเป็สายธาร เป็น้ำตาแห่งความดีใจช่างแตกต่างจากวันแรกที่พวกเขาเจอกัน เธอร้องไห้จนน้ำตาเป็สายเื มีเพียงพวกเขาที่นำทางเธอมาพบเจอกับคำว่าความสุข แม้จะเป็เพียง่เวลาสั้นๆ แต่มันก็คุ้มแล้ว “หากชาติหน้าข้ามีบุญ ข้าขอให้ได้เกิดมาเจอกับพวกท่าน ไม่ว่าจะต้องเกิดเป็ทาส หรือสัตว์เลี้ยงก็ตาม ชีวิตนี้ของค่ามันคุ้มแล้ว พลังิญญาของข้าจะเป็แสงนำทางพวกท่านออกจากป่านี้...ขอบคุณ ไมตรีที่พวกท่านมอบให้ข้า...ขอบคุณที่ไม่เคยรังเกียจข้า...ขอบคุณ” พูดจบอาซุนก็สิ้นใจด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มทันที “อาซุน!!” ไป่หยางและิ่หลางะโเรียกชื่อเด็กสาวทั้งน้ำตา หวนนึกถึง่เวลาที่มีนางอยู่ นางเป็เหมือนสีสันเล็กๆ ที่เข้ามาเติมเต็มให้พวกเขา เวลาที่กินข้าวด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน เวลาที่ได้แกล้งนางจนถูกกัด เวลาที่รู้จักกันมา แม้กระทั่งเวลาที่ถูกนางหักหลัง เขาไม่มีความรู้สึกโกรธนางเลยแม้แต่น้อย เฟิงอี้เบือนหน้าหนีอีกครั้งน้ำตาลูกผู้ชายหยดลงบนพื้น แม้เขาจะไม่ได้ผูกพันอะไรกับอาซุนมากมาย แต่ความเสียสละของนางทำให้เขาอดรู้สึกผิดไม่ได้ หากเขารวดเร็วกว่านี้สักหน่อยอาซุนคงไม่ต้องตาย ร่างกายของอาซุนค่อยๆ สลาย ไป่หยางส่ายหน้าด้วยน้ำตามองดูร่างที่ค่อยๆ สลายเป้นผุยผงอย่างเ็ป ิ่หลางที่เริ่มได้สติตบไหล่ไป่หยางเบาๆ แล้วค่อยๆ พยุงไป่หยางลุกขึ้น เฟิงอี้ก็เดินเข้ามาช่วยพยุงอีกฝั่งเช่นกัน ไป่หยางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ความเ็ปจากาแเทียบไม่ได้เลยกับความเ็ปที่ต้องเสียสหายผู้หนึ่งไปต่อหน้าต่อตา อยู่ๆ ก็มีดวงแก้วสีฟ้าลอยมานำทางพวกเขา นี่คงเป็ดวงจิตของอาซุนที่ก่อนเธอจะสิ้นใจได้ให้คำมั่นไว้ว่าจะพาพวกเขาออกไป ไป่หยางก้มหน้าลงน้ำตาลูกผู้ชายไหลไม่ขาดสาย ิ่หลางหันหน้ามองไป่หยางพลางพูดประโยคสั้นๆ ถึงสหายน้อยของพวกเขา “เธอยังคงทำหน้าที่สหายที่ดีที่สุดจนถึงนาทีสุดท้าย...อาซุน”