ตอนที่46 ผู้นำตระกูล
‘ต่อไปฉันจะต้องเรียนรู้เรื่องทักษะทางการแพทย์ฉันจะได้ช่วยเหลือคนที่ฉันเคารพหรือรักได้ไม่ใช่ปล่อยให้เขาตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างนี้อีก’
เสิ่นลี่อิงกำหมัดแน่นพลางให้สัญญากับตัวเองเธอตั้งมั่นที่จะศึกษาเรื่องทักษะทางการแพทย์ไว้เพื่อให้การช่วยเหลือคนที่รักในอนาคตโดยเฉพาะพ่อแม่ที่เธอเริ่มตระหนักได้ว่าอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บสามารถเกิดขึ้นได้กะทันหันเหมือนกับชายชราอันเดรสที่เกิดขึ้นเพราะช่วยชีวิตเธอไว้
เด็กสาวรับรู้โดยสัญชาตญาณว่าชายชรากำลังสิ้นลมหายใจเธอลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้าไปเผชิญกับเหล่าผู้คุ้มกันที่ยังคงนั่งคุกเข่าข้างเดียวเพื่อรอรับคำสั่งจากเธออย่างเคร่งครัด
เสิ่นลี่อิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจพลางออกคำสั่งเป็นการเฉพาะเพื่อแสดงภาวะผู้นำให้ทุกคนได้รับรู้ว่า
“ภารกิจต่อไปของพวกเรา…..คือการล้างแค้นให้ท่านอันเดรส.....ไม่ว่ามันเป็นใคร? หรือเก่งกาจมาจากไหน? ฉันจะเอาเลือดมัน!...มาสังเวยท่านอันเดรสให้จงได้!”
เด็กสาวชูกำปั้นชึ้นเหนือหัวเมื่อกล่าวเสร็จโดยมีเสียงขานรับคำสั่งจากเธออย่างฮึกเหิมและแฝงความโกรธแค้นของเหล่าผู้คุ้มกันทั้งหลายว่า
“ฆ่ามัน! ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!”
“นำเลือดมันมาสังเวย!”
“ท่านอันเดรสจะไม่ตายเปล่า! พวกเราจะแก้แค้น!”
“แก้แค้น! นำเลือดมันมาสังเวย!”
เสียงตะโกนของเหล่าผู้คุ้มกันหลายสิบคนดังกระหึ่มออกไปนอกอาณาเขตปราสาทจนทำให้คนของหยางจุ้นที่นั่งเฝ้าตรวจสอบเหตุการณ์อยู่ในรถยนต์หลายคันต่างพากันรู้สึกสงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามเสิ่นลี่อิงไม่มีโอกาสรับรู้เลยว่าชายชราอันเดรสกล่าวคำสุดท้ายไว้กับอัลวาโรและคาโยว่าอย่างไรก่อนที่เขาจะสิ้นลมหายใจไปตลอดกาลว่า
“นั่นคือเจ้านายที่พวกเจ้าคู่ควรภักดีจงสละชีวิตเพื่อปกป้องเธอให้เติบโต วันหนึ่งเธอจะทำภารกิจของตระกูลได้
แน่นอน.....เข้าใจไหม?”
ชายชราอันเดรสกระอักเลือดคำโตออกมาอีกครั้งเขายิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำกล่าวปฏิญาณของลูกน้องคนสนิททั้งสองสามีภรรยาว่า
“เข้าใจแล้วครับนายท่าน.....นายท่านอย่ากังวลไปเลย.....รถพยาบาลมาพอดีครับ”
“ฉันพร้อมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องเจ้านาย.....นายท่านอย่าห่วงเลยนะคะ.....ไปรักษาตัวก่อนเถอะ”
ชายชราอันเดรสฝืนตัวเองไว้จนวินาทีที่เขาได้ยินคำกล่าวตอบโต้ของเหล่าผู้คุ้มกันและคนรับใช้ทั้งหลายที่ต่างเปล่งเสียงตอบเสิ่นลี่อิงออกมาว่า
“ฆ่ามัน!.....ฆ่ามัน!.....แก้แค้นให้ท่านอันเดรส!.....เอาเลือดมันมาสังเวย!”
ทุกคนต่างตะโกนเสียงดังกึกก้องพร้อมเพรียงกันเป็นดั่งสัญญาที่มีต่อกันอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่อัลวาโรและวาโยต่างร้องไห้โฮเสียงดังแข่งกับเสียงตะโกนกึกก้องนั้น
ภาพร่างเด็กสาวในชุดเจ้าหญิงโบราณสีชมพูมือชูกำปั้นเหนือหัวเพื่อปลุกระดมความรู้สึกฮึกเหิมให้กับทุกคน เป็นภาพที่กลายเป็นที่กล่าวขานกันตลอดหลายสิบปี
อีกทั้งยังมีจิตรกรลึกลับคนหนึ่งได้วาดภาพแห่งความหวังนี้ไว้ซึ่งกลายเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ที่ทุกคนต่างตีความหมายแตกต่างกันไปมากมาย
รถพยาบาลมาถึงแล้วเจ้าหน้าที่ต่างช่วยฟื้นคืนชีพให้กับชายชราอย่างเต็มที่สุดท้ายแล้วพวกเขาแจ้งข่าวร้ายให้เสิ่นลี่อิงและทุกคนรับรู้ว่า
“ขอโทษด้วยนะครับ.....ท่านอันเดรสเสียชีวิตอย่างสงบแล้ว”เจ้าหน้าที่กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด
เสิ่นลี่อิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเพราะเธอรับรู้ก่อนหน้านั้นแล้วเธอพยายามสะกดกั้นความเสียใจที่เกิดขึ้นกะทันหันจาก
การเสียชีวิตของชายชราอันเดรส เพราะนับแต่นี้ต่อไปเธอต้องเข้มแข็งมากขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นเสาหลักแห่งตระกูลเฟอนันโด
“เข้าใจแล้ว.....ขอบคุณค่ะหมอ”เด็กสาวกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่อย่างมีมารยาท
จากนั้นเธอรับคำแนะนำจากคาโยเกี่ยวกับการจัดการศพของชายชราอันเดรสด้วยความเข้าใจเนื่องจากชายชราเคยสั่งการไว้กับสองสามีภรรยาไว้ก่อนหน้า
ชายชราอันเดรสไม่ต้องการให้มีข่าวการเสียชีวิตของเขาถูกเผยแพร่ออกไปในทันทีจนกว่าภารกิจสำคัญของตระกูลเฟอนันโดจะประสบผลสำเร็จ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงจากภัยรอบด้านของเจ้านายคนใหม่ฉะนั้นทุกคนที่ร่วมรับรู้ในเหตุการเสียชีวิตของอันเดรสจะต้องถูกจับตามองและเฝ้าระวังตลอดเวลา
อัลวาโรไปพูดคุยกับบุคลากรที่มากับรถพยาบาลเองโดยเขามีวิธีจัดการให้คนเหล่านั้นปิดปากไปตลอดกาลได้
หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกคนที่อยู่ภายนอกจะรับรู้เพียงว่าชายชราอันเดรสป่วยหนักและได้ยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้กับบุคคลที่เหมาะสมแล้ว
“อัลวาโรกำลังจะช่วยคุณหนูจัดการกับทางโรงพยาบาลให้เองไม่ต้องกังวลหรอกนะคะ เขามีวิธีทำให้คนเหล่านั้นปิดปากได้รับรองว่าไม่ใช่การสังหารพวกเขาหรอกค่ะ”
คาโยอธิบายสิ่งที่สามีกำลังเจรจาอยู่กับบุคลากรทางการแพทย์ที่มากับรถพยาบาลให้เสิ่นลี่อิงเข้าใจพลางกำชับถึงวิธีที่พวกเธอและตระกูลเฟอนันโดใช้ โดยเป็นการทำอย่างเหมาะสมซึ่งตรงข้ามกับวิธีของพวกซาตาน
“เข้าใจแล้วค่ะ”เสิ่นลี่อิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
เมื่ออัลวาโรเจรจากับเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลเสร็จเรียบร้อยเขามอบหมายให้ชายฉกรรจ์สองคนตามไปกับรถพยาบาลด้วยเพื่อนำยากลับมาจากโรงพยาบาลเป็นการปิดข่าวการเสียชีวิตของอันเดรสไปอีกทาง
จากนั้นเขากล่าวแนะนำให้เสิ่นลี่อิงใช้ชื่อสเปนที่ชายชราอันเดรสเตรียมไว้ให้สำหรับเธอโดยตรงในชื่อ “เอเลนา” ซึ่งมีความหมายว่าแสงสว่าง
“เรื่องศพของนายท่านคาโยและคนอื่นจะช่วยจัดการให้เองครับ นายท่านเตรียมโลงเย็นไว้แล้วเหมือนจะรู้ตัวเลยว่าไม่ได้อยู่กับพวกเรานาน”
อัลวาโรบอกรายละเอียดการจัดการศพของอันเดรสให้เสิ่นลี่อิงรับรู้เขาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดเสียใจ
คาโยโอบกอดสามีเพื่อให้กำลังใจเขาในขณะที่ผู้คุ้มกันและคนรับใช้ทั้งหลายต่างพากันลุกขึ้นยืนก้มหน้าไว้อาลัยชายชรา
อันเดรสเป็นครั้งสุดท้าย
เสิ่นลี่อิงและเสิ่นลี่หยางมายืนข้างศพชายชราอันเดรสและก้มหน้าไว้อาลัยให้เขาด้วยความรู้สึกเศร้าเสียใจสุดซึ้ง
สักพักหนึ่งอัลวาโรและคาโยเริ่มกลับมาทำหน้าที่ของตนเองเพื่อช่วยเหลือเสิ่นลี่อิงไม่ให้ยุ่งยาก
คาโยสั่งการให้ผู้คุ้มกันและคนรับใช้ส่วนหนึ่งนำร่างของชายชราอันเดรสเข้าไปในปราสาทเพื่อทำความสะอาดและสวมใส่ชุดใหม่ที่สวยงามก่อนจะนำร่างของเขาไปไว้ในโลงเย็นต่อไป
ส่วนอัลวาโรระงับความเศร้าโศกเสียใจได้แล้วเขานึกถึงภารกิจที่รับคำสั่งมาจากเจ้านายเก่าเป็นครั้งสุดท้ายจึงบอกกับเสิ่นลี่อิงตามจริงว่า
“คุณหนูเสิ่นควรเปลี่ยนชื่อ.....ในการเซ็นรับมอบทรัพย์สมบัติของนายท่านก่อนดีกว่านายท่านไม่อยากให้มีปัญหากับคุณหนูในภายหลัง จึงเตรียมชื่อไว้รอคุณหนูแล้วว่าเอเลนา แปลว่าแสงสว่างครับ”
อัลวาโรระงับความเสียใจไว้ได้อย่างรวดเร็วเขารู้ตัวดีว่าไม่สามารถทำให้นายท่านอันเดรสต้องผิดหวังในตนเองจึงต้องรีบทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของเสิ่นลี่อิง โดยทำตามคำสั่งที่อันเดรสกำชับไว้ก่อนตายอย่างเคร่งครัด
เสิ่นลี่อิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเธอรู้สึกดีที่ชายชราไม่ได้ทำให้เธอต้องมีปัญหากับโลกโซเชียลในภายหลังเพราะการใช้ชื่อของคนสเปนโดยตรงย่อมทำให้การจัดการทรัพย์สินทั้งหลายคล่องและสะดวกกว่า จึงตอบรับคำแนะนำจากอัลวาโรอย่างเข้าใจว่า
“เข้าใจแล้วค่ะฉันควรเปลี่ยนชื่อหรือทำธุรกรรมตอนไหนดีคะ?”
เด็กสาวสอบถามรายละเอียดการเปลี่ยนชื่อรวมทั้งการทำธุรกรรมต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เพื่อที่เธอจะได้วางแผนการชีวิตในอนาคตได้
“อีกหนึ่งชั่วโมงจะมีเจ้าหน้าที่มาให้บริการที่นี่เองครับคุณหนูไปทางนี้กับผมดีกว่า ปล่อยเรื่องการจัดการศพนายท่านเป็นของคาโยไปก่อนผมจำเป็นต้องให้คุณหนูรับรู้เรื่องสำคัญตอนนี้ครับ”
อัลวาโรบอกกำหนดการคร่าวๆ ให้เด็กสาวรับรู้ทั้งนี้เขาจำเป็นต้องทำอีกหนึ่งภารกิจที่เจ้านายเก่าสั่งเสียไว้ก่อนตายซึ่งเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของการสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลเฟอนันโดให้สมบูรณ์
เสิ่นลี่อิงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเธอนึกว่าสวมมงกุฎที่ดูเป็นทางการจะเป็นการรับมอบหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแต่ไม่นึกว่ายังมีเรื่องสำคัญที่เธอจะต้องรับรู้ในตอนนี้
“เอ๋!ฉันนึกว่าสวมมงกุฎแล้ว.....จะถือว่าเป็นการรับมอบที่สมบูรณ์”
“นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งครับแต่ยังมีภารกิจสำคัญของผู้สืบทอดที่จะต้องทำต่อไป.....ในฐานะหัวหน้าตระกูลเฟอนันโด ผมขอให้คุณหนูไปกับผมตามลำพังได้ไหมครับ?”
อัลวาโรยิ้มน้อยๆ อย่างเข้าใจความคิดของเด็กสาว เขารู้สึกว่าเธอมีความฉลาดเฉลียวและแข็งแกร่งมากพอที่จะต่อกรกับบรรดาญาติห่างๆ ของชายชราอันเดรส ซึ่งเป็นญาติที่จ้องฮุบสมบัติของชายชรามาตลอดได้
อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถให้เสิ่นลี่หยางติดตามไปยังพื้นที่ลับของตระกูลเฟอนันโดได้จึงสอบถามเสิ่นลี่อิงเป็นเชิง
ปฏิเสธเด็กหนุ่มกลาย ๆ
เสิ่นลี่หยางรับรู้ได้ทันทีว่าอัลวาโรไม่ต้องการให้ตนเองไปรับรู้ความลับบางอย่างได้จึงบอกพี่สาวอย่างเข้าใจว่า
“เจี่ยเจียไปเถอะครับผมจะรออยู่ที่นี่แหละ”
อัลวาโรหันหน้าไปพยักพเยิดกับคนรับใช้คนหนึ่งพลางหันมาบอกเสิ่นลี่หยางอย่างขอบคุณว่า
“ขอบคุณมากผมว่าคุณชายเสิ่นไปนั่งรอในห้องรับรองดีกว่าครับเมื่อคาโยจัดการเสร็จแล้วค่อยมาร่วมพิธีด้วยกัน”