
วันนั้นเป็วันที่เด็กชายดามิซกลับมาจากโรงเรียนเร็วกว่าปรกติ เพราะมีการสอบ เขาดีใจมากที่เห็นรถของนายซัลลัม เพราะนั่นหมายความว่า ซาอีย์จะต้องติดสอยห้อยตามมาด้วย และอัยนานก็อาจจะมาด้วยเหมือนกัน เพราะบ่อยครั้งที่นายซัลลัมมักจะไปรับเธอมาเล่นกับเขาพร้อมทั้งพูดคุยเื่ธุรกิจกับพ่อไปด้วย
ดามิซวิ่งหาพวกเขาทั่วบ้าน แต่ก็ไม่พบ จนกระทั่งวิ่งไปถึงห้องของมารดา...
และมันก็เป็วินาทีเดียวกันกับที่ประตูห้องของท่านเปิดออกมาพอดี ดามิซเห็นนายซัลลัมออกมาจากในห้องพร้อมๆ กับการพยายามกลัดกระดุมเสื้อ เมื่อนายซัลลัมเหลือบมาเห็นเด็กชายดามิซ สีหน้าของเขาก็ดูจะใเล็กน้อย แต่ก็ฝืนยิ้มให้ เอื้อมมือมาลูบศีรษะของเด็กชายเบาๆ อย่างเอ็นดู
“อัยนานกับซาอีย์ ไม่มาเหรอครับ” เขาถามออกไปตามประสาเด็ก
“อามาธุระ เลยไม่ได้พามาด้วย” นายซัลลัมตอบก่อนจะยิ้มออกมาอย่างฝืนๆ “เอาไว้วันหลังนะ ดามิซ”
แล้วเขาก็เดินจากไปโดยลืมว่ายังไม่ได้ปิดประตูห้อง ดามิซจึงมองผ่านช่องประตูเข้าไปจนเห็นมารดากำลังนั่งร้องไห้อยู่บนเตียง ท่านไม่ได้สวมเสื้อผ้าอย่างมิดชิดนัก อาจจะเรียกได้ว่าเปลือยเลยก็ว่าได้เมื่ออยู่กับผู้ชายอื่นที่ไม่ใช่บิดาของเขาตามลำพังในห้องหับอันมิดชิดอย่างนั้น
ดวงตาของแม่ชุ่มไปด้วยน้ำตา เป็ดวงตาแห่งความหดหู่ เศร้าสร้อย ถึงตอนนั้นเขาจะยังเด็ก แต่เขาก็โตพอที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่และนายซัลลัมในห้องนั้น หากเขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ทำไมถึงเป็ผู้ชายคนนั้นที่อยู่กับแม่ แทนที่จะเป็บิดาของเขาซึ่งเป็คนที่ควรจะอยู่กับมารดาในสภาพแบบนั้นเป็ที่สุด
เด็กชายเกือบจะก้าวเท้าเข้าไปถามเอาความจริงจากแม่ของเขาแล้ว ทว่าบิดาของเขากลับจับไหล่และหยุดเขาเอาไว้เสียก่อน ดามิซไม่รู้ว่าบิดาของเขามาั้แ่เมื่อไร ท่านเดินสวนกับนายซัลลัมหรือไม่ ตอนนั้นเขาหันไปมองท่านทั้งน้ำตา อยากจะถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ท่านก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาถามอะไรออกไป
“อย่าเพิ่งถามอะไรแม่ตอนนี้เลยนะ ดามิซ” ท่านดึงเขาไปกอดเอาไว้แแ่ น้ำเสียงของท่านสั่นเครืออย่างคนอดกลั้นน้ำตา “สักวันหนึ่ง เมื่อลูกพร้อม พ่อจะเล่าทุกอย่างให้ลูกฟังเอง”
เด็กชายได้แต่ร้องไห้กระซิกๆ จนบิดาของเขาเอื้อมมือไปปิดประตูแล้วลูบไล้ศีรษะของเขาอย่างปลอบโยน จากนั้นก็อุ้มเขาขึ้นแล้วพาไปที่ห้องนอน
ในเย็นวันนั้นจนกระทั่งเขาหลับไป ดามิซไม่ได้เห็นมารดาเลยแม้แต่เวลาที่ต้องจูบราตรีสวัสดิ์ บิดาของเขาทำหน้าที่ทุกอย่างๆ ที่มารดาเคยทำ และก่อนที่เขาจะหลับไปดามิซจำได้ว่า เขาร้องไห้เกือบทั้งคืนจนรุ่งเช้า ดวงตาของเขาถึงกับบวมฉึ่งไปหลายวันเลยทีเดียว
หลังจากวันนั้นมาอีกประมาณเดือนเศษ ชีวิตของดามิซก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อบิดาของเขากลับมาที่บ้านในคืนวันหนึ่ง ท่านพาแม่กับเขาออกมาจากบ้านแล้วขับรถไปไกลมาก ไกลเสียจนสุดสิ้นเขตแดนอารยธรรม
จากดินแดนที่เต็มไปด้วยความศิวิไลซ์ของเมืองหลวงสู่ความเวิ้งว้างกลางทะเลทราย จากแสงสีที่ระยับพราวอย่างสนุกสนานสู่ความเงียบเหงาที่มีเพียงดาวและเดือนเป็เพื่อนร่วมทาง
เขาคิดจะถามบิดาอยู่หลายต่อหลายครั้งว่า'เรากำลังจะไปไหน'แต่เมื่อเห็นน้ำตาของท่านกับมารดา คำถามเ่าั้ก็กลับถูกกลืนหายไปในลำคออันแห้งผาก ได้แต่คิดเอาเองว่า พ่อคงกำลังจะพาเขากับแม่กลับไปยังอัล-ฟาฮิดิ บ้านเกิดของเขา ทว่าอีกคำถามหนึ่งก็เกิดขึ้นจนได้'ทำไมเราถึงไม่นั่งเครื่องบินกลับเหมือนอย่างตอนขามา'
วันนั้นเป็วันที่มีคำถามเกิดขึ้นในจิตใจของดามิซมากมาย แต่ทุกคำถามก็ไม่มีคำตอบกลับมาให้เขา มีเพียงคำถามสุดท้ายเท่านั้นที่มีคำตอบรอเขาอยู่
คำถามสุดท้ายที่ดามิซจำได้ก็คือ'เราจะรอดจากเงื้อมมือของชัยฏอน1ได้หรือ'ด้วยคืนนั้นเป็คืนที่มีพายุทะเลทรายแรงมาก ทว่าบิดาของเขาก็กลับขับรถพุ่งเข้าหามัน ความสับสนวุ่นวายจึงเกิดขึ้นเมื่อรถเข้าไปอยู่ท่ามกลางพายุ เขาจำอะไร่นั้นไม่ค่อยได้มากนัก เพราะรอบๆ รถมีแต่เม็ดทรายที่สาดซัดกระแทกใส่จนเสียงดังระงมไปหมด
แต่แม้เสียงของพายุจะดังสักเท่าไร เสียงหัวเราะของพ่อกลับดังยิ่งกว่า
เป็เสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขอย่างสิ้นเชิง มันเป็เสียงหัวเราะของคนบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของคนที่ผิดหวังกับชีวิต เสียงหัวเราะของคนล้มเหลว เสียงหัวเราะของคนที่ถูกแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไป
1
ชัยฏอนคือมารร้ายหรือศัตรูของมนุษย์ที่คอยชักนำหลอกลวงและโน้มนำมนุษย์ให้ฝ่าฝืนและปฏิเสธพระบัญญัติของพระผู้เป็เ้าภาษาอังกฤษเรียกว่า “ซาตาน”
