ครั้งแผ่นดินยังปกครองโดยผู้แข็งแกร่ง อาณาจักรแว่นแคว้นน้อยใหญ่ตามพื้นที่ราบแอ่งเขา ยังคงคัดเลือกผู้นำจากคุณสมบัติของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด จนก่อเกิดเป็อาณาจักรน้อยใหญ่ ปูฐานแผ่ขยายอำนาจก่อเกิดเป็กลุ่มอารยธรรม ในเขตลุ่มน้ำของ(โขง)ตอนบน ในเขตดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรอันมีค่า สืบทอดส่งต่ออำนาจกันไปชั่วลูกชั่วหลาน
เ้าขุนอินทร์ถวายราชบุตรรูปงามแห่งสุวรรณโคมคำ[1] ยืนเอามือไพล่หลังแหงนมองแสงดาวบนท้องฟ้า เพื่อกำหนดฤกษ์ยามเดินทัพให้กับผู้เป็พระเชษฐา ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นผ่านความเงียบงัน
“พี่ข้า การศึกครานี้สูคิดว่า จักกินเพลายาวนานหรือไม่…”
เ้ามหาอุปราชคำหลวง หันมามองหน้าอนุชาร่วมครรภ์มารดา ที่เอ่ยถาม แต่สายตาของเ้าขุนอินทร์ถวาย กลับจ้องมองดาวมิมองมายังตน
“กูตอบบ่ได้ดอก บอกสูตามตรง ศึกครานี้กูหนักใจยิ่งนัก กองทัพที่มารุกรานชาวเราแข็งแกร่งยิ่ง ทัพของอ้ายศรีศักดิ์ ต้านอยู่ได้จนถึงเพลานี้ ก็นับว่าเก่งมากแล้ว ได้ยินว่ามันเองก็เจ็บหนัก จนต้องถอยร่นมาตั้งรับอยู่ที่เมืองหน้าด่านเวียงชัย อาศัยชัยภูมิที่อยู่บนเขาสูง เลยพอต้านข้าศึกได้บ้าง แต่ก็คงรั้งศึกไว้ได้อีกไม่นาน หากไม่ไหวอีก คงได้ถอยร่นเข้าสู่ตัวเวียงแล เพราะเยี่ยงนี้ กูถึงต้องรีบนำทัพหลวงไปช่วยมัน”
“น้องถามเพราะเป็ห่วงพี่ท่านดอกหนา คราก่อนไปเสียหลายเดือน ครานี้กูนึกหวั่นใจนัก ชะตาพี่ข้ามิสู้ดีเลย”
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวงยิ้มให้น้องชาย แล้วส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมถอนหายใจ “ขุนหลวงชรามากแล้ว หรือมึงคิดจะให้พ่อท่านนำทัพออกรบด้วยองค์เอง ต่อให้ดวงกูกุดชะตากูขาด กูก็ต้องไป อินทร์ถวายน้องพี่ มึงหมั่นไปเฝ้าเ้าแม่ดวงทิพย์บ้างเน้อ เมื่อเช้ากูไปกราบลาแม่ท่านมา เ้าแม่ฝากกูมาบอกมึงว่า ่กูไปทัพกรำศึก มึงเองต้องถวายขันดอกขึ้นหอพระทุกวันห้ามขาด”
“เหตุใดเล่า เื่เช่นนี้ตัวกูก็ทำอยู่ทุกวัน มีอันใดพิเศษแลตัวกูเอง ก็ยังมีหลายเื่ที่ต้องทำ”
ขุนคำหลวงหัวเราะออกมากับท่าทีของอนุชา เมื่อได้ยินคำสั่งกำชับจากพระมารดา ที่มีตำแหน่งเป็ถึงแม่พญานั่งเมือง ผู้ฝักใฝ่หันหน้าเข้าทางธรรม “มึงไปทูลกับแม่เ้าเอาเองเถิด แม่ฝากกูมาเท่านี้ เื่อื่นใดกูหาได้รู้ใจแม่ไม่”
“ได้ ๆ เ้าพี่คำหลวง มึงต้องสัญญากับกูก่อน”
“สัญญาอันใดอีก เหตุใดวันนี้มึงจึงทำตัวเยี่ยงเด็กน้อย”
“สัญญาว่ามึงจะกลับมาอย่างปลอดภัย กูจักรอมึงแลกองทัพสุวรรณโคมคำ ที่คืนกลับมาพร้อมชัยชนะเหนืออริราชศัตรู”
เ้าขุนคำหลวงเพียงแต่ยิ้มให้อนุชา แล้วทรงตบไหล่น้องชายเบา ๆ “มึงเองก็มิต่างกับกู ดูแลตัวเก่าให้จงดี ดูแลเ้าแม่กับเ้าพ่อด้วย แล้วกูจะกลับมา เอาชัยชนะมาใส่มือสู”
คำพูดของเ้าอุปราชขุนคำหลวงที่เปล่งออกมา แทนที่จะสร้างความรู้สึกอุ่นใจ แต่มันกลับสร้างความรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงทรวงอกของพระอนุชาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เ้าขุนอินทร์ถวายทำได้แค่ยกมือขึ้นลูบอกตน เพื่อปรับความรู้สึกแลปลอบใจตนเอง
เ้าขุนอินทร์ถวายอยู่รอจนดาวเหนือขึ้นแตะขอบฟ้า ส่งทัพหลวงสุวรรณโคมคำ ให้กรีฑาไพร่พลทหารพร้อมรบ ออกไปตามทิศเหนือประตูเวียงชัย โดยมีครูบาเ้าและเหล่าผู้ทรงศีลห่มขาวอันเป็ผู้เชื่อมต่อระหว่างแดนแถนแลแดนคน มาอำนวยอวยชัยให้กับเหล่านักรบ เสียงสวดมนตรามหาชัยดังก้อง เพื่อกล่อมขวัญกองทัพให้ฮึกเหิม เสียงกลองสะบัดชัยกลองมโหระทึกแลแตรเขาสัตว์ดังสนั่นทั่วคุ้งน้ำของ(โขง) ดังไปถึงชุมชนเชียงลาวฝั่งตรงข้ามเมืองสุวรรณโคมคำ ดั่งสัญญาณตอบรับเมืองพี่เมืองน้องร่วมรบ สุวรรณโคมคำเดินทัพ กองกำลังเชียงลาวก็เดินทัพ หากสุวรรณโคมคำไม่อาจรั้งศึกใหญ่ตอนเหนือได้ เชียงลาวที่กำลังกรีฑาทัพทางน้ำ เพื่อตีโอบข้าศึกด้านตะวันตก ก็มิอาจรั้งทัพข้าศึกเช่นนี้ได้เพียงลำพัง คงมีอันต้องล่มสลายตามกันไป
เ้าขุนอินทร์ถวายภายใต้ใบหน้าคมสัน ดวงตาคมเฉี่ยวราววิหกั์ จมูกโด่งสูงเป็สัน ริมฝีปากหยักเชิดราวกระจับ แสงจากกระถางคบเพลิงที่กำลังลุกโชน อาบพระวรกายให้เปล่งประกายราวน้ำผึ้ง ท่อนบนเปลือยเปล่า นุ่งผ้าฝ้ายย้อมฝางแบบเก้นม่ำ[2]มัดผ้าเคียนเอวด้วยผ้าลายสามชิ้น ทิ้งชายหน้ายาวเลยเข่า คาดทับด้วยเข็มขัดแลปั้นเหน่งทองคำประดับอัญมณีสีงาม บ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่ง มีเพียงสร้อยสังวาลย์ลูกปัดหินสีงามประดับกายเรียบง่าย ด้วยเหนื่อยยากจัดเตรียมทัพอยู่หลายวัน จึงไม่พิถีพิถันแต่งองค์ตามฐานะ
เส้นสายลายหมึกปรากฏมนต์ยันต์ และรูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์โบราณตามผิวกาย ั้แ่เหนือบั้นเอวยาวจรดถึงหัวเข่า บ่งชี้ความเป็บุรุษเพศผู้แข็งแกร่ง แลมีครูบาอาจารย์สั่งสอนบ่มเพาะวิชาศาสตร์ลับ ทรงทอดสายตาคมกล้ามองดูทัพหลวง ที่มีทั้งทัพช้างของเ้าขุนพรหมเสกอนุชาต่างมารดาทัพม้าแลเหล่าพลทหาร จากบนยอดหอคอยสูงเหนือกำแพงเวียง ที่กำลังเดินทางไปตามแนวตลิ่งเลียบเลาะสายน้ำของ(โขง) ใจปรารถนาเพียงให้พี่ชายผู้เป็เสาหลัก ได้คืนกลับมาพร้อมชัยชนะอย่างปลอดภัย
กลิ่นธูปกำยานและเสียงสวดมนตราภาวนาคาถา มักดังแว่วมาจากหอพระหลวงกลางเวียง อันสว่างไสวเรืองรองไปด้วยแสงประทีปพุทธบูชา ในทุกวันยามพลบค่ำและเช้าตรู่ก่อนฟ้าสาง ทำให้ผู้คนในแว่นแคว้น ต่างยึดถือสืบต่อเป็จารีตตามอย่างชนชั้นปกครอง พากันจุดประทีปโคมไฟ บูชาต่อพุทธองค์แลปู่แถนแดนฟ้าร่วมทั้งวงวารนาคนาคีในสายน้ำของ เพื่อให้ท่านเ่าั้มองลงมาเห็นบ้านเมืองแห่งนี้ แลปกปักคุ้มครอง ให้สุวรรณโคมคำอยู่ดีมีสุขรอดพ้นเภทภัย จนทั่วทั้งเมืองสว่างไสวไปด้วยแสงทองจนเป็ที่เลื่องลือ
เสียงมารดาขับกล่อมบทเพลงปลอบขวัญลูกน้อย เจื้อยแจ้วแว่วมาตามสายลมโชยอ่อน ให้ราตรีนี้อบอุ่นและเต็มไปด้วยความฝันอันแสนสวยงาม ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังไม่พร้อมหลับนอน ลงจากหอพระบนเรือนชาน ก็มาสุมไฟใส่ฟืนให้วัวควายในคอก บ้างจับกลุ่มบรรเลงค่าวจ๊อยซอ[3] ขับขานทำนองกวีเื่เล่าขานตำนานพื้นถิ่นนานมา
กล่าวถึงเื่เล่าตำนานของผู้กล้าแห่งขุนเขาป่าดอย ผีป่าสัตว์์ที่แสนดุร้าย ผีแมนคนงามที่ซ่อนเร้นกายในดงดอย หรือแม้แต่เื่ขบขันชวนหัวผัวเมียในครัวเรือน ให้เหล่าเพื่อนฝูงลูกหลานมีเื่ให้หัวเราะสนุกสนาน แลสอนใจคนให้ชวนคิด ดั่งนิทานตำนานขับกล่อมราตรี
บ้างก็เอางานเอาการที่คามือจาก่กลางวัน มานั่งล้อมวงทำต่อพร้อมฟังจ๊อยซอไปเพลิน ๆ วิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะชาวเมืองหรือชาวป่า ล้วนเรียบง่ายสุขสงบร่มเย็น ภายใต้การคุ้มภัยจากผู้นำที่แข็งแกร่ง
สตรีสูงศักดิ์พร้อมข้าราชบริพาร เยื้องย่างลงมาจากหอพระหลวง ที่ตั้งอยู่ในทิศเหนือของหอคำหลวง เ้าขุนอินทร์ถวายเห็นเช่นนั้น ก็รีบหมอบกราบแนบกายลงบนพื้นดิน
“อีอิ่น ดูทีนั่นผู้ใดกัน ฟ้ายังไม่สว่างดี ถือดีเยี่ยงไรมาดักเฝ้ากูถึงหอพระ” นางพญาดวงทิพย์ มองเห็นแต่ไกลก็รู้ได้ในทันที ว่าผู้ที่มารอหมอบกราบนาง แท้จริงก็คือบุตรชายคนเล็ก ที่นางทั้งรักและเอ็นดู แต่ทรงแสร้งเอ็ดตะโลเพียงเพื่อหยอกล้อราชบุตรผู้ดื้นรั้น
อีอิ่นนางข้าหลวงคนสนิท รีบตะหวัดห่มผ้าพาดบ่าให้ปิดทรวงอกที่เปลือยเปล่า แล้วรับเอาตะเกียงโคมไฟจากนางกำนัล เดินเข้าหาชายผู้ที่หมอบกราบอยู่บนพื้นดิน เ้าขุนอินทร์ถวายเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “กูเองอีอิ่น…”
[1] "สุวรรณโคมคำ" คือชื่อในตำนานที่ใช้เรียก กลุ่มชุมชนหรือเมืองท่าค้าขายโบราณริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเชียงแสน ก่อนที่ศูนย์กลางอำนาจของชาวไทยวนจะสถาปนา "หิรัญนครเงินยาง" หรือ "เชียงแสน" ขึ้นมาอย่างเป็ทางการ เป็หลักฐานสำคัญที่ชี้ว่าแม่น้ำโขงไม่ได้แบ่งแยกผู้คน แต่เป็เส้นทางคมนาคมและสายธารทางวัฒนธรรมที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้า เทคโนโลยีการถลุงโลหะ และศาสนามานานหลายร้อยปี ชื่อของสุวรรณโคมคำปรากฏอยู่ในเอกสารจารึกและพงศาวดารชิ้นสำคัญหลายฉบับของทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว ซึ่งให้ภาพตรงกันว่าเป็เมืองที่รุ่งเรืองมาก่อนยุคสิงหนวัติกุมาร (ผู้สร้างโยนกนาคนคร) และเป็เมืองที่ล่มสลายลงไปเพราะเกิดภัยพิบัติหรือน้ำท่วม
[2] เก้นม่ำ (หรือบางท้องถิ่นเรียก ก้นม่ำ หรือ เตี่ยวขัดม่ำ) เป็วัฒนธรรมการแต่งกายของผู้ชายล้านนาในสมัยโบราณ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คำว่า "เก้น" มักสื่อถึงการขมวดหรือขยับขึ้นให้สูง ส่วน "ม่ำ" ในภาษาถิ่นหมายถึง่โคนขาหรือขาหนีบเป็การ “นุ่งผ้าต้อยแบบสั้น”
[3] ค่าว จ๊อย ซอ จัดเป็วรรณกรรมพื้นบ้านล้านนาภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือในภาษาถิ่นตรงกับคำว่า “ภูมิผญ๋า” เป็การจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทางจารีตประเพณีวิถีชีวิต ถ่ายทอดออกมาเป็วรรณกรรมมุขปาฐะ