สาเหตุการตายของสามีเพื่อนรัก ก็เพราะพี่ชายของเธอเป็นต้นเหตุ แต่นั่นพี่ชายของเธอก็ไม่ได้ตั้งใจ ทุกอย่างล้วนเป็นอุบัติเหตุไม่คาดคิด เพราะรถยนต์ของพี่ชายเธอเบรกแตกจนไม่สามารถควบคุมรถได้ สุดท้ายจึงชนประสานงากัน แต่เหตุการณ์พี่ชายของเธอก็ปางตาย แต่อีกคนนั้นกลับไม่มีลมหายใจ
พี่ชายของเธอเข้าขั้นโคม่ากระทบกระเทือนไปถึงสมองจนสูญเสียความทรงจำบางส่วนไป เขาลืมเหตุการณ์ลืมคนที่ไม่คุ้นเคยและสนิทสนม ใบหน้าครึ่งซีกได้รับความเสียหาย คดีนั้นถูกแม่ของเธอให้เงินและอำนาจที่มีเพื่อปิดคดี แล้วพาลูกชายของตัวเองไปรักษาที่ต่างประเทศ
อุบัติเหตุทำให้นักรบต้องรับการศัลยกรรมใบหน้าใหม่ เมื่อเรื่องเงียบและพี่ชายของเธอเริ่มหายดี แต่ความทรงจำก็ยังคงลบลืมไปบ้าง จึงได้กลับมาทำงานที่บริษัท แม่และเอมอรปิดบังนักรบไม่ให้รู้เรื่องราวว่าเขาขับรถชนคนตาย ตอนที่เขาฟื้นขึ้นมารับรู้เพียงเรื่องที่แม่บอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี เขาเคยเจอน้ำส้มไม่กี่ครั้ง และการพบกันครั้งใหม่ทำให้เขาจำเธอไม่ได้ ใบหน้าเปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีก่อนที่ครั้งหนึ่งเอมอรเคยแนะนำให้รู้จัก แต่นักรบก็ไม่ได้จดจำใบหน้า และเธอก็จำเขาไม่ได้เช่นกันเพราะการเปลี่ยนแปลง แม้จะรู้ว่าเพื่อนมีพี่ชาย แต่ไม่ใช่คนที่เธอเคยเจอหน้า แท้จริงแล้วเอมอรมีพี่ชายอีกคน แต่เขาคนนั้นไม่ค่อยได้กลับมาประเทศไทยเพราะต้องดูแลสาขาที่ต่างประเทศจึงได้โอกาสสวมรอยลวงหลอก อ้างว่าเป็นพี่ชายอีกคน เพื่อหลบเลี่ยง เอมอรที่รักน้ำส้มมากเขาไม่อยากจะปิดเรื่องราวเหล่านี้ให้เป็นบาปแก่ใจ แต่ในเมื่อแม่ห้ามหัวเด็ดตีนขาด เธอจึงจำยอมทำตาม และพยายามยื่นมือช่วยเหลือน้ำส้มตลอด ไม่ว่าจะเรื่องใด ทุกอย่างตราติดในใจของเอมอรด้วยความเจ็บปวด คนหนึ่งคือเพื่อนรัก อีกคนก็พี่ชายแท้ ๆ ไม่อยากปิดบังแต่หากเรื่องเปิดเผย เอมอรรู้ทันทีว่าน้ำส้มจะต้องเจ็บปวดทรมานและเสียใจอีกครั้ง หากว่าน้ำส้มกับนักรบรักกัน ในความคิดของเธอพวกเขาอาจจะผ่อนปรนความรู้สึกในอดีตลงได้บ้าง ความเสียใจอาจจะน้อยลง นั่นคือสิ่งที่เอมอรคิดและพยายามเชียร์ให้น้ำส้มรักกับพี่ชายตัวเอง และอีกหนึ่งความลับคือเธอปิดบังผู้เป็นแม่ถึงใบหน้าแท้จริงของน้ำส้ม ทำให้แม่ของเธอจดจำคู่กรณีในอดีตไม่ได้
“นักรบเด็กคนที่แกพาไปบริษัทเป็นลูกเต้าเหล่าใคร?” ในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งร่วมโต๊ะอาหาร ใบหน้ากลมตึงน่ารักของน้องมะนาวก็ผุดเข้ามาในหัว ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องเอ่ยถาม แม้จะเคยพบเจอกัน แต่ก็ยังไม่เคยถามลูกชายถึงที่มาของเด็กหญิง เพราะหน้างานที่ยุ่งเหยิงจนลืมเลือน
“ทำไมเหรอครับ” นักรบเงยหน้าแล้วย้อนถามผู้เป็นแม่
“แม่เอ็นดูเธอน่ะ เด็กอะไรช่างพูดเหลือเกิน ฟังเพลินเชียวล่ะ” ผู้เป็นแม่ให้คำตอบ พร้อมกับรอยยิ้มพลันนึกถึงใบหน้าและกิริยาอ้อล้อของน้องมะนาว ที่ทำเอาผู้ใหญ่เอ็นดูหลงรัก
“ให้ผมพามาเล่นที่บ้านไหมล่ะ แม่จะได้ไม่เหงาถ้าคิดถึงมะนาวขนาดนั้น”
“พ่อแม่เขาจะอนุญาตหรือไง แกก็พูดไปทั่ว ใครจะกล้าปล่อยลูกมากับคนอื่นแบบนี้”
“คนอื่นอะไรเดี๋ยวอีกหน่อยก็ได้มาเป็นหลานสาวของแม่”
“แกหมายความว่ายังไง”
บทสนทนาระหว่างครอบครัว ทำเอาผู้เป็นแม่ชะงักกับคำพูดที่สะดุดหู จนต้องวางช้อนและย้อนถามลูกชายที่นั่งไม่ไกล ส่วนเอมอรนั้นก็ได้แต่นั่งนิ่งรอฟัง เธอกำลังหวาดหวั่นจนไม่กล้ามองหน้าผู้เป็นแม่ แสร้งทำทีไม่สนใจคำพูดของพี่ชายที่เปรยออกมา แม้ลึกในอกจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ตามที
“ผมคบกับแม่เธออยู่” นักรบตอบตาใส มันเป็นคำตอบที่ทำให้เขามีรอยยิ้มอิ่มเอมใจ พูดได้เต็มปากกับความรักครั้งใหม่ที่กำลังไปได้สวย
“แกกำลังคบกับคนที่แต่งงานแล้วอะนะตารบ”
“เปล่าสักหน่อย เธอเป็นคุณแม่ลูกติดต่างหากเล่า”
“แกนะแก หาดี ๆ หน่อยไม่ได้หรือไง?”
“ดีสุดในสายตาผมแล้ว ผมชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันและมั่นใจว่าเธอเป็นคนดีแน่นอน”
“ระวังให้ดีเถอะ ดูประวัติผู้หญิงด้วยเดี๋ยวผัวเขาเอาปืนแสกหน้าแกทีหลังแม่ไม่ช่วยนะ ผู้หญิงเดี๋ยวก็อันตรายใช่ย่อย ชอบโกหกจับคนรวยมีถมเถไป”
“ไม่ใช่น้ำส้มหรอกแม่ ผมมั่นใจและเชื่อในเซนท์ของตัวเอง”
เอมอรก็ยังคงนั่งนิ่งฟังแม่กับพี่ชายคุยกัน เธอได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน เรื่องราวที่รับรู้มาเธอเก็บไว้ในใจมาตลอดด้วยความทุกข์ทรมาน แม้จะพยายามไม่รื้อฟื้น แต่สิ่งที่แม่กับพี่ชายพูดคุยกัน มันสะท้อนเข้ามาในความทรงจำครั้นอดีตที่ผ่านมา
“คุณแม่ขาทำไมวันนี้แดดดี๊ถึงไม่มาหาน้อง ขอโทรถามได้ไหมคะ?” วันหยุดสุดสัปดาห์ที่เด็กหญิงต้องได้พบหน้านักรบเป็นประจำ แต่ว่าวันนี้เธอกับไม่เห็นหน้า จึงได้ถามหากับผู้เป็นแม่
“เผื่อคุณอานักรบทำงานนะคะ แม่ว่าไม่ต้องโทรไปรบกวนหรอกเนอะ” ผู้เป็นแม่ที่กำลังง่วนกับการทำมื้อเช้า เธอบอกกล่าวลูกสาวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นไพเราะ
“คุณอาอะไร น้องบอกว่าแดดดี๊ แดดดี๊...เดี๋ยวน้องจะฟ้องแดดดี๊ให้โดนก้านมะยมเจ็บ ๆ เลยนะคะ”
“หืม? ใครสอนให้พูดแบบนี้คะ...เดี๋ยวนี้ขี้ฟ้องเหรอเราอะ”
คำพูดที่แก่นแก้วทำให้ผู้เป็นแม่ถึงกับรีบหันมามอง เพราะสิ่งเหล่านั้นเธอไม่เคยสอน แต่ลูกสาวกับพูดมันออกมาอย่างคล่องแคล่วฉอเลาะ
“แดดดี๊บอก แหะ ๆ ...น้องก็เลยพูดตามค่ะ” คำทักท้วงของผู้เป็นแม่ ทำให้น้องมะนาวยิ้มเจื่อน บอกถึงบุคคลที่สามผู้สอนเธอให้พูด
“ไม่พูดอีกนะคะ เพราะมันทำให้ความน่ารักของน้องลดลง”
“น้องอยากน่ารักค่ะคุณแม่ขา ต่อไปจะไม่พูดอีก”
“เก่งมากเลยค่ะ”
ปิ่งป่อง เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น ทำให้การสนทนาของแม่และลูกหยุดลง
“แดดดี๊มาแล้ว” เสียงอันแสนดีใจของน้องมะนาว ทำเอาผู้เป็นแม่ยิ้มกริ่ม เธอคงเฝ้ารอเขาให้มาหา “น้องจะไปเปิดประตูนะคะคุณแม่”
“ค่ะ ระวังล้มนะคะน้อง”
ความดีใจทำให้น้องมะนาวรีบวิ่งไปยังหน้าบ้าน จนผู้เป็นแม่ต้องตะโกนตามหลังด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะพลาดพลั้งสะดุดล้มจนได้รับบาดเจ็บ
“แดดดี๊ แดดดี๊ขา...น้องคิดถึงแดดดี๊และชานมไข่มุกเวอร์ ๆ เลยค่ะ” เด็กหญิงทักทายเสียงดัง จนทำเอานับรบที่ได้ฟังยิ้มกริ่ม แต่แล้วต้องหุบยิ้มดั่งสายฟ้าแลบเมื่อน้องมะนาวพูดขึ้นในประโยคหลัง
“สรุปคิดถึงอะไรกันแน่แดดดี๊หรือว่าชานมไข่มุก”
“ทั้งสองค่ะ” เด็กหญิงให้คำตอบ พร้อมกับรีบเปิดประตูต้อนรับ
“วันนี้ไม่มีชานมไข่มุกเสียใจด้วย”
“อ้าว...ทำไมละคะ” เด็กหญิงถึงกับหน้าเหวอไปทันตา เมื่อนักรบบอกว่าไม่มีของที่เธอโปรดปรานติดมือมาเหมือนในทุกครั้ง
“น้องต้องลดน้ำหนักครับ ต่อไปนี้แดดดี๊จะคุมเข้มเอง ไม่มีทางที่น้องจะแอบกินได้ด้วย เพราะแดดดี๊จะติดกล้องวงจรปิดให้รอบบ้านเลย” นักรบขยายความ ทำให้น้องมะนาวหน้ายู่ย่นกลีบปากชนกับปลายจมูกทันที เธอมองนักรบด้วยความเง้างอน ที่ตัดรอนความอยากของเธออย่างไม่ไยดี
“กล้องวงจรปิดก็มองไม่เห็นสิ...กินจิดเดียวก็ไม่ได้ เชอะ!”