หยางหลิงฉียังคงดูไม่ต่างไปจากที่เสียนฟ่างเคยพบเจอเมื่อสิบกว่าวันก่อน หากแต่มีเค้าใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังขึ้นมาอยู่บ้าง ซึ่งกลับทำให้ดูไม่ค่อยเหมาะกับหยางหลิงฉีสักเท่าไร เมื่อครั้งที่ทั้งสองยังคงเที่ยวเล่นอยู่ในฉางอานกับหมู่คุณชายลูกหลานชนชั้นสูงด้วยกัน ก่อนที่เสียนฟ่างจะแต่งงานนั้น หยางหลิงฉีถือเป็คุณชายเยาว์วัยตัวแสบไม่น้อยไปกว่าเสียนฟ่าง ไม่พบกันยังไม่ถึงเดือนทั้งยังเป็สถานที่ที่ไม่น่าพบเจอ เสียนฟ่างรู้สึกว่าหยางหลิงฉีดูคล้ายเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมาไม่น้อย
เสียนฟ่างรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ดีใจที่พบพานสหายในต่างเมือง จึงละจากการสนทนากับเถ้าแก่เ้าของโรงเตี๊ยม เดินมายังทิศทางที่หยางหลิงฉียืนอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าเซียถิง ย่อมเดินตามมาไม่ห่าง อย่างกับิญญาตามติดสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
“หลิงฉี เ้ามาที่เมืองเหยียนเฉิงทำอะไร มากับผู้ใดกัน”
“เ้าต่างหากที่ต้องบอกกับข้า เ้ากับแม่ทัพเซียมาทำอะไรที่เมืองเหยียนเฉิง”
“ข้ามาจัดการเื่กิจการค้าใบชา เื่นี้เ้าเป็คนแนะนำข้าเอง หรือจำไม่ได้แล้ว ท่านพ่อว่าเมืองเหยียนเฉิงมีไร่ชาที่ดีที่สุดในเจียงหนาน”
“เ้านี่ช่าง หาจังหวะมาได้ดียิ่งนัก แต่ว่าเถอะ ไหนเ้าบอกว่าแม่ทัพเซียไม่ค่อยใส่ใจเ้าสักเท่าไรเหตุใดจึงติดตามมาด้วย” หยางหลิงฉีเปลี่ยนมาเป็แอบกระซิบกับเสียนฟ่างเบา ๆ แต่ว่าใกล้เช่นนี้ เซียถิงยังคงได้ยินที่หยางหลิงฉีกล่าวหากแต่แกล้งทำเป็เฉยเสีย
“ใช่แล้ว เ้าพักที่โรงเตี๊ยมนี้ใช่หรือไม่ เหตุใดจึงเหมาไปจนหมด เ้ามีคนมาสักเท่าไรเชียว แบ่งมาให้ข้าสักหลายห้องได้หรือไม่” เสียนฟ่างยังกล่าวต่อไป ขณะที่ หยางหลิงฉีเริ่มมีสีหน้าลำบากใจขึ้นทุกที เสียนฟ่างนับเป็สหายร่วมสุขที่สนิทสนมกับตัวเอง หากให้กล่าวปฏิเสธยังทำไม่ได้แต่หากจะให้รับปากเื่ที่พัก ตัวเองไม่มีอำนาจทำเช่นนั้นได้ หากท่านผู้นั้นไม่อนุญาต เื่นี้ยิ่งไม่อาจอธิบายต่อเสียนฟ่างได้ ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าการที่ตัวเองรีบร้อนออกมาเจอเสียนฟ่างไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไร
เสียนฟ่างได้ยินเสียงฝีเท้าคนจากด้านในราวห้าหกคนกำลังเดินมาที่ด้านที่เสียนฟ่างยืนอยู่ หันไปมองทางเซียถิงก็เหมือนว่าเซียถิงเองก็รู้สึกตัวแล้วเช่นกัน คงมีแต่หยางหลิงฉีที่ยังคงไม่ทราบ
“เื่นี้ ข้า...ข้า” หยางหลิงฉีกล่าววาจาอึกอัก
เสียงคนที่เสียนฟ่างพอคุ้นเคยอีกเสียงดังมาทางทิศทางเดียวกับกับทิศทางที่ หยางหลิงฉีเดินออกมา
“คุณชายหยาง ท่านไม่อาจรับปากผู้อื่นเื่โรงเตี๊ยม” คนที่เสียนฟ่างเคยมีเื่ด้วยที่เมืองฉางอาน อู๋ซั่วยู่บุตรชายของรองราชบัณฑิตอู๋ซั่วเยียนเหตุใดจึงมาด้วยกันกับหยางหลิงฉี ซ้ำยังดูเหมือนว่ามิได้มากันเพียงไม่กี่คน ดูจากที่อู๋ซั่วยู่กล่าวยังมีผู้อื่นที่อยู่ที่โรงเตี๊ยมนี้ด้วย
“คุณชายอู๋ ท่านก็มาที่เมืองเหยียนเฉิง? “เสียนฟ่างเริ่มนึกสงสัยว่าตัวเองช่างมิได้ดูฤกษ์ยามการออกเดินทางเสียเลย เหตุใดจึงมีแต่เื่ั้แ่ออกเดินทางจนถึงตอนนี้ นี่มิใช่ว่าศัตรูพบพานกันบนทางแคบหรอกหรือ
อู๋ซั่วยู่ดูท่ายังคงเจ็บแค้นเสียนฟ่างเื่เมื่อคราวก่อน จึงแสดงสีหน้าว่าเหนือกว่า กล่าวว่า “คุณชายเสียน ท่านมาที่เมืองเหยียนเฉิงได้เหตุใดข้าจึงมาไม่ได้” อู๋ซั่วยู่กล่าวถึงตอนนี้เพิ่งสังเกตเห็นเซียถิงที่ด้านหลังของเสียนฟ่าง เซียถิงเป็แม่ทัพภายใต้กองกำลังของแม่ทัพใหญ่เซียจื่อโจว ถือเป็ขุนนางขั้นสามเทียบเท่ารองเ้าเมือง ในเมืองเหยียนเฉิงผู้ที่เซียถิงต้องแสดงความเคารพหากพบเจอมีเพียงเ้าเมืองเหยียนเฉิงเท่านั้น อู๋ซั่วยู่ยังไม่มีตำแหน่งขุนนางเป็เพียงลูกชายของรองราชบัณฑิตซึ่งเป็เพียงขุนนางขั้นสี่ ลำดับขั้นยังคงห่างไกลต่อให้บิดามาเองยังไม่อาจต่อปากต่อคำกับเซียถิงได้
“คารวะท่านแม่ทัพเซีย ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีภารกิจที่เมืองเหยียนเฉิง เสียคารวะแล้ว”
เซียถิงลอบฟังเสียงฝีเท้าผู้ที่อยู่ด้านใน ทราบว่าคนอีกสี่คนรั้งรออยู่ด้านในเพียงปล่อยให้อู๋ซั่วยู่ออกมาแต่เพียงผู้เดียว คาดว่าไม่้าเปิดเผยร่องรอย ก่อนที่จะรู้แน่ชัดว่าเหตุใดแม่ทัพผู้คุมกองทหารจึงมาปรากฎตัวอยู่ที่เมืองเหยียนเฉิง
“คุณชายอู๋ไม่ต้องเกรงใจ ข้ามิได้มาด้วยภารกิจอันใดหากแต่ติดตาม “ฮูหยิน” มาท่องเที่ยวที่เจียงหนานเท่านั้น” เซียถิงหันหน้ามาทางเสียนฟ่างขณะที่กล่าววาจากับอู๋ซั่วยู่ ทั้งยังเหมือนจงใจเน้นคำว่า “ฮูหยิน” ให้ทุกคนได้ยิน เสียนฟ่างแทบจะเห็นเซียถิงยกยิ้มที่มุมปากนิด ๆ ด้วยซ้ำ
“แม่ทัพเซีย ต้องขออภัยที่ข้าไม่อาจตัดสินใจเื่โรงเตี๊ยมโดยพลการ เกรงว่าคงต้องให้ท่านแม่ทัพกับฮูหยินหาที่พำนักที่อื่น”
“ไม่ต้องให้ท่านแม่ทัพเซียลำบาก พวกเราความจริงมีคนไม่มาก” ผู้ที่หลบอยู่ด้านในเมื่อได้ยินที่เซียถิงกล่าวกับอู๋ซั่วยู่ แม้ยังไม่เชื่อถือทั้งสิบส่วน หากแต่ด้วยการข่าวที่มีทราบมาก่อนแล้วว่าเสียนฟ่างกับเซียถิงเดินทางมาที่เจียงหนานด้วยเื่ส่วนตัวจริงจึงแสดงตัวออกมา
ผู้ที่กล่าววาจาแต่งกายแบบบัณฑิตสวมหมวกผ้าคลุมศีรษะเอาไว้ แต่งชุดคลุมยาวสีฟ้าอ่อนใบหน้าสุภาพอ่อนโยนหากแต่แววตากลอกกลิ้งไปมา บนใบหน้าไม่มีหนวดเคราดูอายุราวสามสิบเศษ ที่เดินมาด้วยกันยังมีชายวัยกลางคนอายุสมควรมากกว่าบิดาของเสียนฟ่างอยู่หลายปี ไว้เคราสั้นใบหน้าสี่เหลี่ยมแววตาเฉิดฉายประดับรอยยิ้มเกลื่อนกลาด
ที่ด้านหลังยังมีเด็กหนุ่มอายุราวสิบเก้ายี่สิบปีอีกสองคนแต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีสวมหมวกผ้าสีดำประดับด้วยหยกเขียวแวววาว หากทั้งสองเอาแต่หลบอยู่ที่ด้านหลัง ทำให้มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน เซียถิงเห็นผู้ที่มากล่าววาจาเป็มิตร จดจำออกว่าเป็ที่ปรึกษาในจวนของส่านอ๋องนามว่าหลี่หลินฝู่ ส่วนชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งนั้นเซียถิงไม่ทราบว่าคือใคร
“บัณฑิตหลี่ “เซียถิงกล่าวคารวะ
“ได้ยินว่าท่านแม่ทัพ้าห้องพัก หากไม่รังเกียจก็พักอยู่เสียที่โรงเตี๊ยมนี้ก็แล้วกัน คุณชายอู๋รบกวนท่านบอกกล่าวกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพ้าสักกี่ห้อง”
“สามห้องก็เพียงพอ ขอบคุณบัณฑิตหลี่” เซียถิงมองเห็นเสียนฟ่างทำท่าทางว่า้าสี่ห้อง หากแต่เซียถิงทำเป็ไม่เข้าใจบอกออกไปว่า้าเพียงสามห้องเท่านั้น
อู๋ซั่วยู่แม้ไม่ยินดีจนแสดงออกทางสีหน้า หากแต่ยังคงเดินออกไปจัดการเื่ห้องพักตามที่หลี่หลินฝู่เอ่ยปาก ดูเหมือนในขบวนนี้หลี่หลินฝู่จะมีอำนาจสั่งการเหนือผู้อื่น เสียนฟ่างยังคงสงสัยว่าเหตุใดผู้คนขบวนนี้จึงบังเอิญมาที่เมืองเหยียนเฉิงเช่นเดียวกับตัวเอง ซ้ำยังดูเหมือนจะมาถึงก่อนอยู่หลายวัน เสียนฟ่างคงทำหน้าตาเหมือนมีคำถามอยู่ในใจจนหลี่หลินฝู่สังเกตออก
“ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพกับฮูหยินเหตุใดจึงมาถึงเมืองเหยียนเฉิงใด้”
เสียนฟ่างเดินขึ้นมาอยู่เคียงข้างกับเซียถิง ประสานมือคารวะ “ข้ามาที่เมืองเหยียนเฉิงเพื่อเสาะหาไร่ชา”
ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างหลี่หลินฝู่ในตอนแรกเพียงสนใจในตัวเซียถิง พอพบเห็นเสียนฟ่างก็มีดวงตาเป็ประกาย กล่าววาจาด้วยรอยยิ้ม “ท่านเป็ฮูหยินของเขา?”
ในน้ำเสียงมิได้แฝงร่องรอยดูแคลนหากแต่คล้ายเพียงใคร่รู้เท่านั้น ชายแต่งกับชายในสมัยถังมิใช่เื่แปลกใหม่ถึงแม้ไม่เป็ที่ส่งเสริม หากแต่ก็มิได้เป็ที่รังเกียจในหมู่ชนชั้นสูง
“ช..ใช่ ข้าเป็ฮูหยินของเขา” เสียนฟ่างกล่าวไปกลับรู้สึกขัดเขินขึ้นมา ต่อให้อยู่ในภพชาติสมัยใหม่เสียนฟ่างยังไม่เคยกล่าววาจาแนะนำตัวเองว่าเป็ภรรยาของชายอีกคนเช่นนี้มาก่อน พอกล่าวกล่าวออกไปแล้วยิ่งรู้สึกเขินอายยิ่งกว่าเดิมสองข้างแก้มกลับแดงขึ้นมา
“ช่างน่าเสียดายนัก” ชายวัยกลางคนนั้นกล่าว ทำให้เซียถิงเมื่อได้ยิน มีสีหน้าไม่พอใจปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่งก็หายไป หากแต่ยังถูกชายวัยกลางคนนั้นสังเกตเห็น
“แม่ทัพเซียอย่าได้เข้าใจผิด ที่ว่าเสียดาย เป็ตัวข้าเองที่เสียดาย ไม่มีวาสนาตบแต่งคนงามเยี่ยงนี้เป็ฮูหยิน”
หลี่หลินฝู่ไม่้าให้บรรยากาศย่ำแย่ไปกว่าเดิมจึงกล่าววาจาแทรกขึ้นมาก่อน “ท่านแม่ทัพเซีย ข้าขอแนะนำบัณฑิตอู๋ให้ท่านรู้จัก ท่านบัณฑิตอู๋เฉิงจี้ ลอบเร้นซ่อนตัวมีความสุขกับสุราโคลงกลอนอยู่ที่เมืองเหยียนเฉิงหลายสิบปีแล้ว พวกข้าที่มาที่เมืองเหยียนเฉิงก็เพื่อเสาะหาสุราดี ดื่มกินปล่าวสักหลายวัน บัณฑิตอู๋มีความรู้กว้างขว้าง โคลงฉันท์กาพย์กลอน ดนตรีนา ๆ ล้วนช่ำชองลึกซึ้ง”
“บัณฑิตหลี่กล่าวเกินไปแล้ว ได้ยินว่าพวกท่านเสาะหาไร่ชา หากไม่รังเกียจขอเชิญไปที่บ้านข้า ดื่มน้ำชาชมสวน ระแวกนั้นมีไร่ชาอยู่ไม่น้อยอาจมีที่พวกท่านสนใจ พรุ่งนี้ในยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) บัณฑิตหลี่ก็ได้รับเชิญไปดื่มชาเช่นกัน คนยิ่งเยอะยิ่งสนุก พวกท่านอย่าได้ปฏิเสธเลย” อู๋เฉิงจี้กล่าวหากแต่สายตาไม่คลาดไปจากเสียนฟ่างเลยแม้แต่น้อย ทำให้เสียนฟ่างรู้สึกขนลุกเกรียวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“นั่นสิ ท่านแม่ทัพเซีย เซียฮูหยิน คนยิ่งมากยิ่งสนุกสนาน พวกเราก็ออกไปพร้อมกันในวันพรุ่งนี้เลย” หลี่หลินฝู่กล่าว หากเจตนาไม่แน่ว่า้าชักชวนเซียถิงกับเสียนฟ่างเพื่อดื่มน้ำชาชมดอกไม้จริง ๆ หลี่หลินฝู่ยังไม่มั่นใจว่าเซียถิงเหตุใดจึงจากฉางอานมาจนถึงเมืองเหยียนเฉิง ต่อให้เสียนฟ่างบ่งบอกว่ามาเพื่อเสาะหาไร่ชา แต่ว่าหลี่หลินฝู่ไม่อาจให้เกิดความผิดพลาดได้ เื่ราวสำคัญอย่างใหญ่หลวง ถึงกับอาจทำให้ส่านอ๋องหลี่เหิง ผู้เป็นายประสบความสำเร็จหรือว่าล้มเหลวกับเื่ในคราวนี้ได้ หากประสบความสำเร็จเชื่อว่าต่อจากนี้ไปส่านอ๋องสมควรได้เชิดหน้าชูตาอยู่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้ หากล้มเหลวในคราวนี้ส่านอ๋องคงไม่ได้รับโอกาสอีกต่อไป ดังนั้นระหว่างที่อยู่ที่เมืองเหยียนเฉิง คงต้องจับตาดูเซียถิงอย่างใกล้ชิด
เสียนฟ่างไม่เข้าใจเจตนาของหลี่หลินฝู่ หากแต่ที่อู๋เฉิงจี้กล่าวสมควรมีประโยชน์กับตัวเองในการเสาะหาไร่ชาดี จึงตกปากรับคำว่าจะไปร่วมงามเลี้ยงน้ำชาในวันพรุ่งนี้ หลังจากได้ห้องแล้วทั้งหมดจึงแยกย้ายร่ำลากันไปก่อน ก่อนจากไปหยางหลิงฉียังลอบมองมาทางเสียนฟ่างเหมือนมีคำพูดจะกล่าวหากแต่ถูกอู๋ซั่วยู่ฉุดรั้งไปเสียก่อน
โรงเตี๊ยมผ่านบูรพาถือเป็โรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งเพียงแห่งเดียวในเมืองเหยียนเฉิง มีห้องพักเพียงสิบกว่าห้องแบ่งออกเป็สี่ทิศแวดล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ แบ่งแต่ละส่วนออกจากกันโดยมีกำแพงหินสีขาวกั้นแต่ละส่วนเอาไว้ แต่ละด้านมีห้องพักเพียงสามห้องเชื่อมต่อกันด้วยระเบียง ที่ตรงกึ่งกลางเป็ห้องพิเศษเพียงหนึ่งเดียวปลูกไว้เป็เรือนไม้ มีสองห้องนอนห้อมล้อมด้วยกำแพงกับสระบัว เสียนฟ่างได้ห้องสามห้องทางปีกด้านทิศใต้
ห้องพักมีขนาดใหญ่โตสวยงาม เครื่องเรือนต่าง ๆ ล้วนจัดทำขึ้นจากวัสดุชั้นดี แต่ละห้องแบ่งเป็ห้องนอนย่อยอีกสองห้อง มีโถงเล็ก ๆ เชื่อมระหว่างสองห้องนอนกั้นไว้ด้วยฉากขนาดใหญ่ ที่เขียนลวดลายอย่างงดงาม ที่ในห้องนอนยังมีอ่างไม้ขนาดใหญ่สำหรับอาบน้ำตั้งเอาไว้ โดยไม่ทันได้เอ่ยปากเซียถิงก็จัดการให้ผู้ติดตามพักอยู่สองห้องติดกัน ส่วนตัวเองกับเสียนฟ่างพักอยู่ด้วยกันอีกห้องหนึ่ง ยังดีว่าเสียนฟ่างไหวตัวทันจึงยืนยันที่จะให้เสียนเฉิงเข้ามาพักอยู่ด้วย ทำให้ในห้องสุดท้ายนี้เสียนฟ่างนอนกับน้องชายต่างมารดาในอีกห้องหนึ่ง เซียถิงนอนแต่เพียงผู้เดียวในอีกห้องหนึ่ง กั้นเอาไว้เพียงฉากไม้ขนาดใหญ่ที่ตรงกลาง
หลังจากการเดินทางอันยาวนาน การได้นอนบนเตียงนอนที่ไม่กระเด็นกระดอนไปมา ทำให้เสียนฟ่างเคลิ้มหลับไปพร้อมกับเสียนเฉิง จนกระทั่งอาเป่าเข้ามาปลุกให้ออกไปรับประทานอาหารเย็น
เจียงหนานเป็มณฑลใหญ่กินอาณาเขตกว้างขว้างแต่ละเมืองมักมีอาหารขึ้นชื่อเป็ของตัวเอง เมืองเหยียนเฉิงอยู่ไกลจากแม่น้ำแยงซีหากแต่ยังมีลำคลองน้อยใหญ่ไหลผ่านเข้ามาในตัวเมือง ทำให้ไม่ขาดอาหารประเภทปลาทั้งยังมีด้านที่ไม่ไกลจากทะเลมากนัก ยังพอให้เรือประมงนำอาหารทะเลเข้ามาขายในเมืองได้บ้าง อาหารการกินที่เมืองเหยียนเฉิงจึงมีหลากหลาย
โรงเตี๊ยมผ่านบูรพานอกจากขึ้นชื่อในเื่ห้องพักที่หรูหรามีราคาแพงแล้ว เื่อาหารการกินหากไม่นับเป็อันดับหนึ่งก็ไม่ห่างมากนัก เสียนฟ่างมั่งมีเงินทองรู้จักสรรหาอาหารการกิน ในภพชาติสมัยใหม่เป็คนที่พิถีพิถันเื่อาหารการกินทั้งยังทำอาหารเป็อยู่หลายจาน อาหารที่ยกเข้ามามี เป็ดน้ำเกลือ ลูกชิ้นปูตุ๋น ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน ผัดผักอีกสองอย่าง เสียนฟ่างกินไปได้เพียงไม่นานก็อิ่ม ได้แต่นั่งดูเสียนเฉิงกับเซียถิงที่ยังคงแข่งกันกินจนอาเป่าตักข้าวให้เป็ชามที่สอง
เซียถิงวางตะเกียบในมือ จิบน้ำชาที่อาเป่าส่งให้ มองดูเสียนฟ่างที่เหมือนกำลังคิดสิ่งใดอยู่ในใจ “เสียนฟ่างเ้ารู้หรือไม่ว่า หลี่หลินฝู่เป็ผู้ใด”
เสียนฟ่างย่อมไม่ทราบ ที่นั่งดูเหมือนเหม่อลอยก็เพราะกำลังคาดเดาว่าเหตุใด หยางหลิงฉีกับอู๋ซั่วยู่ถึงเดินทางมาด้วยกันได้ ซ้ำยังดูเหมือนว่าทั้งสองคนรับฟังคำสั่งจากหลี่หลินฝู่ เมื่อได้ยินที่เซียถิงกล่าวถามจึงส่ายหน้าไปมา
“ข้าไม่ทราบ”
“หลี่หลินฝู่เป็ที่ปรึกษาในจวนของส่านอ๋องหลี่เหิง เวลานี้ส่านอ๋องได้รับราชโองการเป็ผู้แทนพระองค์ เดินทางมาที่เจียงหนาน ความจริงหลี่หลินฝู่สมควรอยู่ที่เมืองเจียงหนิง”
เสียนฟ่างยังจำคำที่บิดาเตือนเอาไว้ได้ดีว่าหากไม่จำเป็ไม่ให้เข้าใกล้เมืองเจียง หนิง บิดาอาจจะรับทราบข่าวคราวบางอย่างจึงได้เตือนเสียนฟ่างเช่นนี้ก็เป็ได้
“ท่านกำลังสงสัยว่า หลี่หลินฝู่อาจจะมีภารกิจบางประการที่เมืองนี้ ไม่แน่อาจจะได้รับคำสั่งจากส่านอ๋องหลี่เหิง เอะ หลี่เหิง.. หลี่เหิง” เสียนฟ่างรู้สึกว่าชื่อนี้คุ้นหูอย่างประหลาด รวมถึงนามหลี่หลินฝู่ก็ฟังดูคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย
“อ่า...ใช่แล้วเป็เขาจริง ๆ”
“เ้ารู้จัก ส่านอ๋องมาก่อน?”
“มิใช่ มิใช่ ข้าเพียงจำผิด ท่านพี่ถ้าเช่นนั้นวันพรุ่งนี้ พวกเราหาทางปฏิเสธดีหรือไม่ ข้าแค่อยากจะมาซื้อไร่ชาไม่ได้อยากที่จะพัวพันเื่แย่งชิงอำนาจพวกนี้” เสียนฟ่างระล่ำระลักตอบ พร้อมกับเปลี่ยนหัวข้อไปทางอื่น ใครจะไปบอกได้ว่าในอนาคตหลี่เหิงผู้นี้จะได้ขึ้นเป็รัชทายาทสืบบัลลังก์ต่อจากถังเสวียนจงฮ่องเต้ หลี่เหิงในภายหลังทรงพระนามว่าถังซู่จง มีหลี่หลินฝู่เป็เสนาบดีอันเลวร้าย ถือว่าทั้งสองคนนี้ทำให้เกิดยุคเสื่อมถอยของราชวงศ์ถังจนไม่อาจฟื้นคืนมาได้อีกต่อไป
“ที่ข้าสงสัยมิได้แต่เพียงเื่ของหลี่หลินฝู่ ยังมีชายหนุ่มที่ติดตามหลี่หลินฝู่อีกสองคน ข้าเห็นหน้าไม่ชัดเจน หากแต่รูปร่างลักษณะของคนผู้หนึ่งดูคุ้นตายิ่งนัก เื่งานดื่มน้ำชายังคงสมควรไป ไม่เช่นนั้นหลี่หลินฝู่อาจจะระแวงได้” เซียถิงกล่าว
“ท่านพี่ พวกเราไม่ควรตอแยเื่วุ่นวายใส่ตัว ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้หลังจากดื่มน้ำชาแล้ว ข้าว่าพวกเราควรหาโรงเตี๊ยมอื่นพัก ไม่เช่นนั้นก็ไปที่เมืองอื่นเถอะ เมืองไท่โจว อยู่ไม่ไกลนัก หากจำเป็ก็ไปที่ไท่โจวก็ไม่เห็นเป็ไร” เสียนฟ่างในภพชาติที่ไปเกิดในสมัยราชวงศ์สุยได้เข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก ถึงแม้ว่าในตอนท้ายจะเลือกข้างที่ได้ขึ้นครองอำนาจหากแต่ในภายหลังกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังรับใช้ทรราช เมื่อถอนตัวออกมาแล้วยังคงเสียใจต่อชาวประชาจวบจนสิ้นชีวิตไป ในชาตินี้เสียนฟ่างไม่อยากแม้แต่จะเฉียดกรายเข้าใกล้ผู้มีอำนาจ หากมิใช่บิดาเป็เสนาบดีคลัง คงยุยงให้เสียนเซิ่งลี่ลาออกจากราชการ ย้ายไปอยู่ซื่อชวน (เส ฉวน) เสียนานแล้ว อีกอย่างสายตาของคนที่เรียกว่าอู๋เฉิงจี้เวลาที่มองดูเสียนฟ่างดูไม่น่าไว้วางใจ เหมือนตาแก่โลลิอย่างไรไม่ทราบ
เสียนเฉิงรับประทานข้าวอิ่มแล้ว แต่พี่ชายกับพี่เขยยังสนทนากันอยู่ ไม่กล้าขอตัวออกไปก่อน แต่ว่าเนินนานแล้วดูเหมือนทั้งสองยังมีเื่สนทนาอีกมาก เหลือบมองไปทางพี่ชายเมื่อสบสายตากับเสียนฟ่างจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
“พี่ใหญ่ข้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอก ตอนที่นั่งรถผ่านมาเห็นมีสิ่งของน่าสนใจเต็มสองข้างทาง ข้าอยากออกไปดูสักหน่อย”
เซียถิงหันมาสบตากับเสียนฟ่างพยักหน้าเล็กน้อย “อาเฉิงไม่เคยมาต่างเมืองพาเขาออกเดินเล่นบ้างก็ดี พวกเราก็ออกไปกันเถอะ”
ในหลายวันที่ผ่านมาเซียถิงพยายามทำดีกับเสียนฟ่างเอาใจใส่อยู่ไม่น้อย ถ้าหากหลังจากแต่งงาน เซียถิงประพฤติตัวเช่นนี้มีหรือที่เสียนฟ่างจะมีความคิดที่จะหย่าจากกัน เซียถิงั้แ่สนทนากันในหมู่บ้านชนบทในคืนนั้น ก็ไม่เคยเอ่ยถึงเื่หย่ากับเสียนฟ่างอีกเลย นี่ทำให้เสียนฟ่างเริ่มที่จะเกิดความคิดขัดแย้งกันเองอยู่ไม่น้อย
เื่ที่ผ่านมาเซียถิงมีส่วนผิดอยู่มาก หากแต่ไม่อาจโทษว่าเซียถิงแต่เพียงฝ่ายเดียว คนอยู่ในวังวนของอำนาจไม่อาจเป็ตัวของตัวเอง เซียถิงเองก็เป็ฝ่ายถูกลากจูงจากผู้อื่นเช่นเดียวกัน เมื่อเซียถิงยินดีทำดีกับตัวเอง ก็ไม่มีเหตุอันใดที่เสียนฟ่างต้องปฏิเสธแต่หากจะให้ยกโทษให้ เซียถิงท่านคงต้องเปลืองสมองมากกว่านี้หน่อย
“งั้นก็ไปกันเถอะให้อาเป่าติดตามไปก็พอ ในเมืองมีทหารลาดตระเวนอยู่ทั่ว ไม่น่ามีสิ่งใดต้องกังวล”
ทั้งสี่คนออกเดินจากโรงเตี๊ยมผ่านบรูพาที่อยู่ทางด้านตะวันออกของเมืองเหยียนเฉิง เสียนฟ่างจับมือข้างหนึ่งของเสียนเฉิงเอาไว้ มีเซียถิงกับบ่าวรับใช้เดินติดตามมาที่ด้านหลัง เซียถิงเฝ้ามองสองพี่น้องที่เดินจับมือกันชมดูร้านรวงสองข้างทางด้วยความรู้สึกที่ตัวเองไม่เข้าใจ
ั้แ่เซียถิงยังเยาว์วัย พี่น้องที่ถือกำเนิดขึ้นมาก่อน ล้วนเป็บุตรธิดาที่เกิดแต่อนุ ไม่มีผู้ใดกล้าเล่นด้วยกับเซียถิงเสมือนพี่น้องจริง ๆ
เซียถิงเกิดแต่ภรรยาเอก มีศักดิ์ฐานะแตกต่างจากผู้อื่น แม้แต่คำเรียกหายังแตกต่างกัน ความรู้สึกสนิทสนมเช่นนี้ไม่เคยได้ััด้วยตัวเอง มองเห็นเสียนฟ่างรักใคร่น้องชายต่างมารดาผู้นี้อย่างจริงใจ ทำให้เซียถิงยิ่งเพิ่มความรู้สึกดีที่มีต่อเสียนฟ่างเพิ่มขึ้นไปอีกโดยไม่รู้ตัว
ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำแล้วสองข้างทางมีบางร้านจัดการประดับตกแต่งโคมไฟ ทำให้ดูสวยงามอย่างยิ่ง ยิ่งเดินผู้คนยิ่งมาก ดูไปคึกคักกว่าที่เสียนฟ่างคิดเอาไว้เสียอีก เสียนเฉิงเพิ่งเคยออกจากบ้านครั้งแรกก็มาไกลถึงเจียงหนาน ทุกสิ่งอย่างล้วนดูน่าตื่นตาตื่นใจ สำหรับเด็กชายที่อายุเพียงสิบขวบ พี่ใหญ่ของตนเองประเสริฐยิ่งนัก เื่ในอดีตก่อนหน้านี้ที่เสียนฟ่างเคยรังแกตัวเองมาตลอดกลับลืมเลือนไปแล้ว
“อาเฉิงฟ้ามืดแล้ว ของที่เ้าถือเต็มสองมือไปหมด อาเป่าเองก็ไม่มีมือจะช่วยเ้าถือของแล้ว พอเท่านี้เถอะ พรุ่งนี้พี่ใหญ่จะให้ท่านอาหลิวพาเ้าออกมาใหม่เป็อย่างไร” เสียนฟ่างกล่าวถึงตรงนี้กลับรู้สึกเหมือนมีคนสะกดรอยตาม ั้แ่ออกจากโรงเตี๊ยมได้ไม่นาน เสียนฟ่างก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนสองคนเดินติดตามในระยะห่างมาโดยตลอด ในตอนแรกเพียงเข้าใจว่าเป็เหตุบังเอิญ แต่ไม่ว่าทั้งสี่คนจะเดินไปที่ใด ฝีเท้าของคนทั้งสองกลับรักษาระยะห่างไว้เท่าเดิมโดยไม่ผิดเพี้ยน
เสียนฟ่างต้องแสร้งทำเป็ไม่ทราบ เร่งรัดให้เสียนเฉิงกลับไปที่โรงเตี๊ยม ที่โรงเตี๊ยมยังมีคนคุ้มกันของบิดาอยู่ หากเป็คนร้ายอย่างน้อยยังมีคนคุ้มกัน เซียถิงเพียงคนเดียวไม่แน่ว่าจะสามารถคุ้มครองคนทั้งสามได้ เสียนฟ่างเองหากไม่จำเป็ไม่อยากเปิดเผยเื่ที่ตัวเองมีวิชาฝีมือติดตัว หากถูกซักถามขึ้นมายากที่จะหาข้อแก้ตัวที่เหมาะสมได้
เซียถิงก็รู้เื่คนสะกดรอยแล้วเช่นกัน แต่ว่าตัวเองคอยคุ้มกันอยู่ที่ด้านหลังอยู่แล้ว เสียนฟ่างเองก็พอดีเอ่ยปากอยากจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมแล้วเช่นกัน จึงมิได้กล่าวสิ่งใดมีเพียงสายตาที่กวาดดูโดยรอบ ก่อนที่จะเดินขึ้นหน้าจูงมือเสียนฟ่างสองพี่น้องซ้ายขวา เร่งฝีเท้ามุ่งหน้ากลับไปที่โรงเตี๊ยม