
ดึกกำดัดสัตว์หลับประทับนอน
ที่วัดมอญเชิงรากริมปากคลองต้นไทรครึ้มเงียบเชียบสงัดพระพายพัดเฉื่อยเฉียวเสียวสยองเป็นป่าช้าอาวาสปีศาจคะนองฉันพี่น้องนี้ไม่คลาดบาทบิดาท่านนอนหลับตรับเสียงสำเนียงเงียบยิ่งเย็นเยียบเยือกสยองพองเกศาเสียงผีผิ่วหวิวโหวยโหยวิญญาณภาวนาหนาวนิ่งไม่ติงกายบรรดาศิษย์บิดรที่นอนนอกปีมันหลอกลากปล้ำพลิกคว่ำหงายลุกขึ้นบอกกลอกกลัวทุกตัวนายมันสาดทรายกรวดโปรยเสียงโกรยกราวขึ้นสั่นไทรไหวยวบเสียงสวบสาบเป็นเงาวาบหัวหกเห็นอกขาวหนูกลั่นกล้าคว้าได้รากไทรยาวหมายว่าสาวผมผีร้องนี่แนนี่คือนิราศวัดเจ้าฟ้าที่บอกเล่าเรื่องราวตอนที่สุนทรภู่และเณรหนูพัดเจอผีเมื่อผมได้อ่านนิราศนี้จบกลับรู้สึกแปลกๆชอบกลเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก จะร้อนก็ไม่ร้อน จะหนาวก็ไม่หนาวซะทีเดียว สลับปนเปนิราศที่ถ้าใครไม่ใช่สายภาษาไทยโดยตรงอย่างผมอ่านแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่พอจับใจความได้บวกกับคำร้องที่คล้ายๆกับบทสวดเรียกผีไม่มีผิด ผมไปเจอนิราศนี้จากไหนกันแน่ ถ้าจำไม่ผิด ผมได้ไปยืมน้องสือเล่มนี้จะห้องสมุดประชาชน ที่นานๆจะเปิดภายนอกนอกสือดูยับเยิน เป็นหนังสือแปลกๆที่หน้าปกเขียนคำว่าขวัญผวา ไม่มีชื่อผู้แต่ง หรือเรียบเรียงใดๆทั้งสิน ไม่มีชื่อสำนักพิมพ์ คล้ายว่าเป็นหนังสือคัมภีร์ที่ถูกทำขึ้นแล้วแอบมาวางไว้ภายในเนื้อหาเหมือนเอาหนังสือสยองขวัญหน้าต่างๆมาตัดแปะรวมกัน บ้างก็มีภาษาไทย บ้างก็ภาษาเขมร และอีกหลายๆภาษาที่ผมไม่เข้าใจ
แต่ก็ต้องมาสะดุดที่หน้าหนึ่ง เขียนไว้ นิราศของท่านสุนทรภู่ ลงท้ายด้วยหมึกแดงว่า
***ห้ามอ่านออกเสียงตอนภพค่ำเด็ดขาด***
ซึ่งเนื้อหาของหน้านั้นก็เหมือนที่ผมเขียนมาข้างต้น มาถึงตอนนี้ผมเชื่อว่าหลายคนได้อ่าน นิราศข้างต้นไปแล้ว แต่ห้ามออกเสียงเป็นอัดขาด ถ้าเผลออ่านออกเสียงไปแล้วก็ขอให้โชคดีตลอดค่ำคืนนี้ เหมือนที่ผมประสบพบพาน และจะนำมาเล่าต่อไปนี้
ตอนนี้ได้ลองอ่านก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่บวกกับความคึกคะนอง จึงได้ลองอ่านออกเสียงมาอย่างดังลั่นบ้าน เพราะอยู่คนบ้านมาตั้งแต่15อยู่แล้วหลังจากทดลองความห้ามเป๋งนี้แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ณ ขนาดนั้น แต่หลังจากนั้นนี่สิ!!ผมอ่ะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หลอก คิดว่ามันเป็นแค่กุศโลบายให้เด็กเชื่อฟังหรือไม่ทำอะไรในทางที่ผิดต่างหาก และไม่เชื่อหลอกพวกผี ให้ไปเชื่อเรื่องมนุยษ์ต่างดาวยังจะดีกว่าจึงได้ปิดหนังสือเล่มนี้ แต่เก็บไปรวมกับหนังสือที่ต้องคืนพรุ่งนี้ หลังจากนั้นผมก็อาบน้ำตามปกติ ขณะที่กำลังสระผมอยู่ จู่ๆเหมือนมีมือมาแตะที่หัวผมเบาๆผมลืมตาขึ้นก็ไม่เห็นอะไร จนกระทั่งอาบน้ำเสร็จ ตอนกำลังเดินขึ้นบันไดไปชั้นเสียงผมดันไปสบตากับอะไรบางอย่างเข้า ดวงตาสีขาวโพน ร่างกายสูบผอมผมมองลอดช่องใต้บันไดก็พบกับเจ้าสิ่งนี้ ผมตกใจ!กลัว รีบวิ่งไปหยิบไม้เบสบอลเพราะนึกว่าเป็นโจรเข้ามางัดแงะภายในบ้าน พอวิ่งกลับมาถึงบันได เจ้าสิ่งนั้นก็หายไปแล้วผมคงจะตาฝาดไปเองแหละ จากนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่มานั่งทำงานต่อเวลาดึกๆช่วงนี้ผมเป็นฟรีเเลนซ์ ออกแบบ ทำงานตอนดึกๆดื่นๆเป็นประจำ อย่างว่า work from home เนอะ นั่งทำงานจนช่วงเวลาเลยเที่ยงคืนไป ผมวูบหับไปชั่วครู่หนึ่ง จู่ๆมีเรียกเคาะประตูบ้าน
“ก็อกๆ”
“ใครมาหาตอนดึกๆแบบนี้ว่ะ?”
พอผมเข้าไปดูก็ไม่มีใครก็เลยเดินขึ้นมายังชั้นบนเพื่อจะกลับมาทำงานต่อ ทันใดนั้นผมก็เห็นร่างซูบผอม ผมยาว มีเงาดำๆปกคลุม ยืนอยู่ปลายเตียง ผมขยี้ตาอย่างแรง พอลืมตาขึ้นมันก็หายไปแล้ว
“เอ้อหรือกูตาฝาดไปเองเหมือนตอนเย็น สงสัยคงต้องได้ไปตัดแว่นละ”
จากนั้นผมก็ไปนั่งที่โต๊ะคอมเพื่อทำงาน เวลาล่วงเลยไปจนตี1ครึ่ง ขณะที่น้่งทำงานอยู่มีเสียงดัง ออกมาจากตู้เสื้อผ้า
“ก็อกๆ”
ในใจผมได้แต่คิดว่าคงเป็นเสียงของหนู เพราะ เป็นบ้านไม้เก่าๆหนูเยอะก็ไม่แปลกผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ไม่กี่นาทีต่อมา มันก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ มันดังแรงขึ้น ถี่ขึ้น
“ก็อกๆ ก็อกๆ ก็อกๆ ก็อกๆ”
เสียงดังราวกับแผ่นดินไหว ผมตกใจกลัวอย่างสุดขีด จะวิ่งไปก็ก้าวขาไม่ออก ที่บ้านพระก็ไม่มี เพราะเป็นคริสต์เตียน เสียงเคาะตู้ ค่อยๆดังขึ้นๆ จนมันแทบจะเป็นการถีบตู้หรือพังตู้
“ปั้งๆ ปั้งๆ ปั้งๆ!!!!”
จากนั้นก็ค่อยๆเงียบลง ผมไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ๆตู้ ได้แต่ถือไม้กางเกงนั่งอยู่หน้าโต๊ะคอมเท้าๆค่อยก้าวออกจากห้องทีละก้าวๆ ทีละก้าวๆ อย่างช้าๆ จนจะถึงหน้าประตู จู่ๆประตูก็ปิดใส่หน้าผมอย่างจัง
“ใครอยู่ข้างนอก!!! ช่วยผมด้วย!!!”
เมื่อเปิดประตูยังไงก็เปิดไม่ออก ผมเลยจะลองปีนหน้าต่างดู แต่ยังไม่ทันที่จะวิ่งเลยพอผมหันหลังกลับไป ก็ต้องตกใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า“ตาสีขาวโผน ที่เห็นใต้บันได ร่างกายผอมกระร่อง หนังหุ้มกระดูก กำลังแสยะยิ้มให้ผม พร้อมกับพูดว่า
“เรียกกูมาทำไมเหรอ”
***ผมเตือนแล้วนะห้ามอ่านออกเสียง ถ้าอยากจะเจอดีก็ลองดู***