บทที่ 18 ใครหาเื่เธอเป็ต้องซวย
จ้าวอิ้งหงมีน้ำใจมาก ไม่เพียงแค่สอนไป๋อวี้ใช้น้ำมันดองเนื้อเองกับมือ ยังส่งผักมาถึงบ้านพวกเขาอีกมากโขด้วย
ยุคสมัยนี้ไม่มีโรงเรือน การปลูกผักเลยต้องเป็ไปตามฤดูกาล
เวลานี้ยังไม่ถึงเดือนสี่ เลยขาดแคลนพืชผักเล็กหน่อย
จ้าวอิ้งหงส่งผักกาดหอมต้น*[1] ซีหูหลู*[2]กับหัวไชเท้ามาให้ แต่ว่ามีหน่อไม้เยอะที่สุด
หน่อไม้ในฤดูนี้ไม่ใช่หน่อไม้ที่รสชาติดีที่สุด แต่ถ้าเลือกเป็ก็สดใหม่เหมือนกัน
นอกจากนี้เธอยังเอาพวกหัวไชเท้าดองกับแตงกวาดองกลับมาด้วย
ไป๋อวี้ซาบซึ้งใจ เพราะรู้ดีว่าสองปีนี้มีภัยพิบัติ ความจริงแล้วบ้านไหนก็มีผักไม่เยอะ
“เดี๋ยวต้าซานกลับมา ฉันจะให้เขาเอาเงินไม่ก็ตั๋วไปให้นะ” ไป๋อวี้เอ่ยอย่างเกรงใจ
จ้าวอิ้งหงก็ไม่เกรงใจ เพียงพูดยิ้ม ๆ “เธอเองก็ต้องค่อย ๆ หัดดูแลบ้านนะ”
เธอยังจำได้ว่าตอนนั้นที่ภรรยาของฉินต้าซานเพิ่งตบแต่งเข้ามา อีกฝ่ายทำอะไรไม่เป็เลยจริง ๆ จะเงินหรือตั๋วอะไรก็ไม่รู้จักเลย ป้าฮวาแม่สามีเธอยังบ่นอยู่เลยว่าภรรยาของฉินต้าซานไม่รู้เื่งานบ้านเลย
ทว่าตอนนี้เห็นเธอเก็บกวาดห้องครัวตระกูลฉินเป็ระเบียบเรียบร้อย จ้าวอิ้งหงก็พอใจในตัวเธอเพิ่มอีกหลายส่วน
ทำไม่เป็ก็ไม่เป็ไร กลัวก็แต่เธอจะไม่ยอมเรียนรู้มากกว่า
“ทางตะวันออกของหมู่บ้านเรามีกองส่งกำลังบำรุง*[3]” จ้าวอิ้งหงช่วยเธอเก็บของพลางกล่าว “มีสหกรณ์จำหน่ายสินค้าเล็ก ๆ อยู่ เธอไปหาซื้อของได้ แต่ของที่ใช้สอยได้มีไม่เยอะ”
ไป๋อวี้เอ่ยอย่างแปลกใจ “ทำไมถึงมีกองส่งกำลังบำรุงล่ะ”
จ้าวอิ้งหงพูดว่า “เพราะที่นี่เราหักร้างถางพงมา เลยมีคนอีกกลุ่มอยู่ด้วย เรียกว่าอะไรนะ เหมือนจะเป็นักวิทยาศาสตร์อยู่ที่นี่ด้วย”
ไป๋อวี้ถึงค่อย ๆ เข้าใจขึ้นมาจากคำอธิบายของเธอ
เพราะแถบฉินเจียถุนหักร้างถางพง จะอาศัยแค่วิธีเก่า ๆ มาบุกเบิกที่ดินไม่ได้
เบื้องบนจึงก่อตั้งสถาบันวิจัยด้านเกษตรศาสตร์ขึ้นที่นี่โดยเฉพาะ เพื่อบุกเบิกที่ดินอย่างมีแบบแผนและมีระบบ
ปกติทำหน้าที่ศึกษาวิจัยเมล็ดพันธุ์ธัญพืชอะไรเทือกนั้น
นอกจากนี้ยังมีสำนักงานยุวชนขนาดใหญ่*[4] โดยปกติจะตามชาวบ้านในพื้นที่ไปทำไร่ทำนา
ที่นั่นมีโรงอาหาร และมีสหกรณ์จำหน่ายสินค้าขนาดย่อมอีกด้วย ซึ่งจำหน่ายให้กับสถาบันวิจัยกับยุวชนเป็หลัก
แต่ชาวบ้านฉินเจียถุนจะถือตั๋วธัญญาหารกับเงินไปซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันบ้างเป็ครั้งคราว
ไป๋อวี้ถามอย่างสนเท่ห์ “ไกลจากที่นี่ไหม”
“แค่สามสิบลี้*[4]” จ้าวอิ้งหงกล่าว “ขี่ล่อไปก็ไวมากเหมือนกัน”
…..
สตรีแม่บ้านในฉินเจียถุนขี่ล่อเป็กันทุกคนเลยเหรอ
ขณะที่ไป๋อวี้อยากถามว่าทำไมถึงอยู่ไกลขนาดนี้ ป้าฮวาก็พาพวกป้าเฉินเดินเข้ามา
ฉินเสี่ยวกั่วรีบสลัดพี่ชายทิ้งแล้ววิ่งออกมาทันที
“ย่าฮวา! ย่าเฉิน! ย่าหม่า! ย่าจู! ย่าจ้าว! ย่าฉิน! ย่าซ่ง!”
“จ๋า!”
สีหน้าของบรรดาป้า ๆ ที่ถมึงทึงในตอนแรกอ่อนลงในพริบตา
ป้าฮวายิ้มจนริ้วรอยทุกเส้นคลายตัว ก่อนจะอุ้มเธอขึ้น “ดูกั่วจื่อน้อยของเราสิ”
“ความจำดีจริง!”
“ปากหวานจริง!”
ฉินเสี่ยวกั่วปีนไปปีนมาในอ้อมอกของบรรดาย่า ๆ อย่างเบิกบานใจ
พอป้าฮวาอุ้มจนพอใจแล้วก็ส่งต่อป้าเฉินที่อยู่ข้าง ๆ
จากนั้นก็เดินเข้ามากวาดสายตามองห้องครัวด้วยสายตาที่เจือจับผิด
ไป๋อวี้ก็ปล่อยให้เธอตรวจดู
ผู้าุโของกลุ่มสตรีแม่บ้านในชนบทชอบแบกรับทุกอย่าง มันเป็ผลพวงจากธรรมเนียมปฏิบัติ ขอแค่ไม่เกินกว่าเหตุเธอรับได้ทั้งนั้น
อีกอย่างเธอย้ำเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า ความเลวร้ายที่เ้าของร่างได้ก่อไว้ ทำให้ยากนักที่คนจะไม่มองเธอด้วยแว่นตาแห่งอคติ
เธอเป็คนที่รู้กาลเทศะ ไม่ต่อล้อต่อเถียง
สีหน้าของป้าฮวาค่อย ๆ อ่อนโยนขึ้น ท่าทางจะพอใจกับห้องครัวมาก
จ้าวอิ้งหงเดินเข้ามาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันแค่ช่วยเธอดองเนื้อสัตว์ อย่างอื่นเธอเก็บกวาดเองทั้งนั้น”
อากัปกิริยาของป้าฮวาอ่อนลงอีกหลายส่วน “เป็คนจัดการเก่งนะ”
ไป๋อวี้ยิ้มอย่างเก้อเขินเล็กน้อย
ป้าฮวาเอ่ยอีกว่า “ฉันลั่นวาจาแล้วว่าเื่ในตอนนั้น ห้ามใครหน้าไหนพูดถึงอีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะฉีกปากมันผู้นั้น ส่วนเธอก็ต้องใฝ่ใจกับที่นี่ ตั้งหน้าตั้งตาใช้ชีวิตให้ดี อย่าทำให้ฉันผิดหวังที่ออกหน้าแทนเธอในวันนี้”
ไป๋อวี้ในิดหน่อย
ถึงเธอยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะ ‘ใฝ่ใจกับที่นี่’ หรือไม่ก็ตาม…
แต่ป้าฮวาที่เข้มงวดเป็ฝ่ายแสดงเจตนาดีและความเชื่อใจ ทำเธอซึ้งใจมากทีเดียว
เธอรีบเอ่ยทันควัน “ค่ะ ฉันจะไม่ทำเื่แบบในอดีตอีกเด็ดขาด และฉันขอสาบานด้วยว่าจะไม่ก่อเื่ทำร้ายตระกูลฉินอีกแม้แต่นิดเดียว”
มันเป็เื่จริง เธอไม่มีทางเชิดเงินหนีไปเป็อันขาด
ต่อให้วันหน้าจะไปจากฉินเจียถุนก็ต้องอธิบายกับฉินต้าซานให้ชัดเจน จากไปอย่างเปิดเผยแน่นอน
แต่เพราะตอนนี้เธอยังเป็เป้าหมายที่ถูกคนทั้งหมู่บ้านจับจ้อง เธอเลยยังไม่กล้าพูดถึง…
เื่นี้เรียกได้ว่าคลี่คลายแล้ว พวกป้าฮวาเลยนั่งลงเล่นกับเสี่ยวกั่วพักหนึ่ง
ไป๋อวี้รินน้ำใส่ถ้วยชาในบ้านให้พวกเธอแล้วฟังพวกเธอสนทนากัน
“สองสามวันมานี้ฝนไม่ตกเลย รอดูสภาพอากาศพรุ่งนี้อีกที ใกล้จะลงนาได้แล้วแหละ” ป้าหม่ากล่าว
ทุกครอบครัวมีที่นาในความรับผิดชอบ*[6] ถึงจะไม่มีผลผลิต แต่สตรีแม่บ้านที่แข็งแรงกำยำเหล่านี้ก็ไปหักร้างถางพงทุกวัน
ป้าซ่งกลับโพล่งขึ้นว่า “ั้แ่รับกั่วเอ๋อร์ของเรากลับมา ฉินเจียถุนก็ไม่เคยมีฝนเลย”
ไป๋อวี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก “คุณป้าลำเอียงเกินไปแล้ว ไม่ว่าความดีความชอบอะไรก็ผลักไปให้เธอหมด”
ก่างจื่อหลิ่งฝนตกแทบจะทุกวันแน่ะ
ป้าฮวากลับพูดอย่างเคร่งขรึมจริงจังว่า “ไม่ เธอพูดเื่จริง วันนั้นพอกั่วเอ๋อร์เข้าหมู่บ้าน ฝนก็หยุดทันที จากนั้นก็ไม่เคยตกอีกเลย”
ไป๋อวี้ “…”
จ้าวอิ้งหงอุ้มกั่วเอ๋อร์ขึ้นมาหอมทีหนึ่ง “เธอนี่มันตัวนำโชคของแท้เลย”
ไป๋อวี้คิดในใจว่าเด็กคนนี้เป็ที่รักของผู้คนจริง ๆ
เธอไม่ได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจ แต่ถามเื่ที่นาในความรับผิดชอบแทน “ครอบครัวฉันไม่มีเหรอคะ”
ป้าฮวากล่าว “รูปร่างบอบบางอย่างเธอช่างมันเสียเถอะ”
ไป๋อวี้อยากพูดว่าไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง!
จ้าวอิ้งหงยิ้ม “แม่กั่วเอ๋อร์ ที่นาในความรับผิดชอบของหมู่บ้านเราไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ นะ ไกลโขเชียวละ ถ้าจะทำจริงต้องตื่นั้แ่ไก่ขันรอบแรก”
จากนั้นต้องนั่งสามล้อ รถกระบะ ถึงขั้นว่าขี่ม้าไปด้วยซ้ำ ระยะทางที่ใกล้ที่สุดยังต้องใช้เวลาตั้งเป็ชั่วโมง
ไป๋อวี้ตะลึงงัน “ฮะ แบบนี้เองหรอกเหรอ...”
ป้าฮวาไม่นึกรังเกียจความอ่อนแอของเธอ พูดแค่ว่า “เธอพักรักษาตัวก่อน พรุ่งนี้ถ้าฝนไม่ตกจริง ๆ เธอก็จัดการงานบ้านกับเสี่ยวซู่ซะ ควรซื้ออะไรก็ซื้อ ควรจัดการอะไรก็จัดการ”
ป้าเฉินกลับหัวเราะ “พรุ่งนี้ฝนไม่ตกแน่นอน เพราะเรามีเสี่ยวกั่วเอ๋อร์อยู่ไงละ”
ไม่ขนาดนั้นหรอก ไม่เลยจริง ๆ ไป๋อวี้คิดในใจ
เธอไม่กังวลอะไรเลย ห่วงแค่ว่าเด็กคนนี้จะถูกชมจน ‘เหลิง’ น่ะสิ
…..
พรุ่งนี้ฝนจะตกหรือเปล่าไม่รู้ แต่บ่ายวันนี้คนที่หาเื่ฉินเสี่ยวกั่วกลับถึงคราวซวย
หลิวไฉ่อิงตกลงไปในบ่อเกรอะเป็ครั้งที่สอง แถมครั้งนี้ยังตกลงไปพร้อมกับหลานชายสุดที่รักอย่างเถี่ยต้านด้วย
ส่วนหวังหนิวกับภรรยาที่เดิมตั้งใจจะส่งหวังสี่กลับเข้าอำเภอ แล้วถือโอกาสแวะไปซื้อของที่สหกรณ์สักหน่อย
ปรากฏว่าจู่ ๆ ก็เจอหมูป่าตกมันระหว่างทาง ล่อใจึงพลิกคว่ำตกร่องน้ำไปทั้งคนทั้งเกวียน
หวังหนิวกับหวังสี่กระดูกหักทั้งคู่
[1] ผักกาดหอมต้น หรือ ผักสลัดต้น เป็ผักกาดหอมชนิดหนึ่งที่มีลักษณะลำต้นอวบ และสูง ใบจะขึ้นต่อกันจนไปถึงส่วนยอดหรือช่อดอก ทานได้ทั้งต้นและใบ
[2] ซูกินนี
[3] กองส่งกำลังบำรุง มีหน้าที่เสนอแนะ วางแผน ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรักษา การแจกจ่าย การควบคุม การจำหน่ายสิ่งอุปกรณ์ประเภทต่าง ๆ ให้แก่ส่วนราชการ
[4] สำนักศึกษาที่ตั้งเพื่อกลุ่มเยาวชนซึ่งถูกส่งตัวไปยังชนบท เพื่อรับการศึกษาใหม่จากกลุ่มชาวนาในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน
[5] ลี้ หน่วยวัดระยะทางของจีน 1 ลี้ เท่ากับ 0.5 กิโลเมตร 30 ลี้ เท่ากับ 15 กิโลเมตร
[6] ที่นาในความรับผิดชอบ คือ ที่นาที่ได้รับการแบ่งสรรจากส่วนกลางให้ทำกิน แต่มีข้อแม้ว่าห้ามซื้อขาย